Thursday, December 31, 2009

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ




ขอบพระคุณ followers ที่น่ารักทุกท่านที่เข้ามาติดตามอ่านงานของผมครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขสนุกสนานกับวันหยุดปีใหม่นี้ และมีความสุขต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี 2010 เงินทองไหลมาเทมา สุขภาพแข็งแรง และอย่าลืมแวะมาอ่าน cheechud.com บ่อยๆนะคร้าบบบบ

XIN NIAN KUAI LE!!



ปล.ภาพข้างบนพวกลูกศิษย์จอมซนแอบไปถ่ายที่โต๊ะทำงานผม ฝากมาบอกทุกท่านว่า "เมาไม่ขับ" นะคับ

Monday, December 28, 2009

ฮือฮา!! พบร่างพระเจ้าโจโฉ


ข่าวนี้เป็นข่าวที่ทำให้ผมไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ทั้งวัน เมื่อเปิดดู "เรื่องเล่าเช้านี้" แล้วได้ยินคุณสรยุทธ์บอกว่า ทางการจีนได้พบหลุมศพที่คาดว่าเป็นหลุมศพของ "โจโฉ"

ที่ตื่นเต้น ไม่ใช่เพียงเพราะผมเป็นแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก แต่ก็อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้ง ว่าผมชอบ "โจโฉ" มาก พอทราบข่าว จึงพยายามเข้าอินเทอร์เน็ตไปค้นข้อมูล ก็ได้เรื่องมาพอสมควร ขอนำมาแปลไว้ให้อ่านกัน ณ ตรงนี้นะครับ

ข่าวจากสำนักข่าว AFP บอกว่า ฮวงซุ้ยที่คาดว่าเป็นของ "โจโฉ" นี้ ตั้งอยู่ในเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน โดย กวาน เฉียง เจ้าหน้าที่องค์การวัฒนธรรมแห่งชาติจีนกล่าวว่า ทางการได้ขุดสุสานนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งปีได้แล้ว และยังคงต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมกันต่อไป

แต่ยืนยันว่า เอาเฉพาะหลักฐานที่มีตอนนี้ ก็ทำให้แน่ใจได้แล้วว่า หลุมศพที่พบ เป็นหลุมศพของโจโฉ หรือ "พระเจ้าเว่ยอู่ตี้" ของจริง!!

ศพที่พบในหลุมนี้ ไม่ได้มีเพียงศพเดียว แต่มีอยู่ถึง 3 ศพด้วยกัน หนึ่งในนั้นเป็นศพของผู้ชายอายุประมาณ 60 ปี ซึ่งสอดคล้องกับอายุของโจโฉที่ตายตอน 66 ปี ส่วนอีก 2 ศพที่อยู่คู่กัน เป็นศพของหญิงอายุประมาณ 20 และ 25 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นศพของสนม

ว่ากันว่า สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีมั่นใจว่าเป็นหลุมศพของโจโฉ เพราะพบแผ่นศิลาจารึกชื่อ "พระเจ้าเว่ยอู่ตี้" อยู่ในหลุม นอกจากนี้ นักโบราณคดี ยังพบโครงกระดูกไม่ต่ำกว่า 250 โครง ในสุสานที่มีพื้นที่กว่า 740 ตรม. ซึ่งสอดคล้องกับตำนานสามก๊กที่ระบุว่า โจโฉสั่งให้ลูกน้องฝังศพตัวเองไว้ โดยมีหลุมศพทั้งหมด 72 หลุม เพื่อเอาไว้อำพรางไม่ให้คนที่เคียดแค้นเขาขุดศพขึ้นมาย่ำยี

นอกจากนี้ ผมได้ไปเจอข่าวจากเว็บของหนังสือพิมพ์ "เจิ้งโจว อีฟนิ่งนิวส์" ข้อมูลก็สอดคล้องกันครับ ระบุด้วยว่า มีแผ่นหินที่จารึกชื่อวัด ระบุว่าเป็นวัดของ "พระเจ้าเว่ยอู่ตี้ผู้ไร้พ่าย"

โดยในงานแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบสุสานโจโฉนี้ "หวัง ลี่ จวิน" นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่ได้ไปร่วมงานด้วยกล่าวว่า หวังว่าหัวกะโหลกที่พบนี้ จะช่วยให้วิเคราะห์และให้คำตอบได้ว่า โรคที่ทำให้โจโฉปวดศีรษะจนเสียชีวิตนั้น คือโรคอะไร ซึ่งโรคที่ว่า เป็นสาเหตุให้เขาฆ่าหมอฮัวโต๋ ก่อนที่ตัวเองจะปวดหัวจนตายในที่สุด

(ผมว่าดูแค่หัวกะโหลกคงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นโรคอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็น เส้นเลือดในสมองตีบ หรือเป็น เนื้องอก ก็ไม่ได้ทำให้กะโหลกเปลี่ยนรูป ก็โจโฉไม่ได้โดนทุบหัวตายสักหน่อย)

ยอมรับเลยว่าข่าวนี้มีความหมายมากสำหรับผม ใจผมอยากให้เรื่องนี้เป็นจริง จะได้ตามไปไหว้ Idol ไปให้เห็นหัวกะโหลกของบุคคลในดวงใจ ขอยลด้วยตาตัวเอง

ยังไงก็ขอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ก่อน จึงจะปักใจเชื่ออะไรลงไป แต่อย่างน้อย ข่าวนี้ก็ทำให้คอสามก๊กอย่างเราได้กระชุ่มกระชวย ตื่นเต้นกันได้มากทีเดียวครับ

Friday, December 25, 2009

“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ผมเคยรู้จัก


ขอออกตัวไว้ก่อนว่า สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ แม้จะเกี่ยวข้องกับตัวละครในเกมการเมืองอันร้อนระอุของประเทศไทยในปัจจุบันแบบเต็มๆ แต่ผมจะไม่เขียนถึงประเด็นการเมืองอะไรใดๆทั้งสิ้น

ใครคิดอย่างไร ใครเสื้อสีอะไร เป็นเรื่องส่วนบุคคล ผมไม่ขอก้าวล่วง แค่จะขอถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้เคยสัมผัสกับ “แกนนำ” ทางการเมืองผู้หนึ่งที่กำลังมีบทบาทอย่างสูงในขณะนี้ให้ฟัง

ที่คิดจะเขียนถึงเรื่องนี้ก็เพราะวันก่อนผมไปต่างจังหวัด เปิดโทรทัศน์เจอช่อง People Channel ได้เห็นคุณ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” หนึ่งในแก๊งค์สามเกลอ ปราศรัยบนเวทีอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ตามสไตล์

ณัฐวุฒิเป็นแกนนำฝีปากเอกคนหนึ่งของฝ่ายสีแดง ว่ากันว่าเป็นคนเดียวที่แม้คนสีเหลืองบางคนยังชอบฟังเขาปราศรัย

ผมได้ดูในทีวีวันนั้น หนึ่งในเรื่องที่ ณัฐวุฒิ หยิบยกมาพูดถึงก็คือเรื่อง “สามก๊ก”

ที่น่าสนใจก็คือ เวลาแกพูดเรื่องสามก๊ก ดูประชาชนคนเสื้อแดงที่มาฟังจะสนอกสนใจค่อนข้างมาก บางทีก็เรียกให้พูดซ้ำอีก ผมเพิ่งอ่านเจอในเว็บไซต์ว่า ช่วงนี้ณัฐวุฒิเล่าเรื่อง สามก๊ก ค่อนข้างบ่อย ต่อเนื่องกันหลายเวที หลายจังหวัด

ผมไม่ค่อยได้ดูช่องคนเสื้อแดง เพราะที่บ้านไม่ได้ติด ไม่ได้ดูทั้ง “สีแดง” และ “สีเหลือง” ปกติดูแต่ทรูวิชั่นส์ แต่อยากจะบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยิน ณัฐวุฒิ คุยเรื่อง “สามก๊ก”

เพราะครั้งแรกที่ผมได้ยินเขาเล่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่ผมกับเขาได้พบกันเป็นส่วนตัว เมื่อประมาณกลางปี 2548 หรือ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ขณะนั้น ผมยังเป็นลูกจ้างทำงานให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ตอนนั้นบริษัทได้เชิญคุณณัฐวุฒิมาบรรยาย ในลักษณะของการ “โต้วาที” ซึ่งเป็นความถนัดของแก ส่วนผมก็จับพลัดจับผลูไปโต้วาทีทีมเดียวกับคุณณัฐวุฒิด้วย ในฐานะตัวแทนของบริษัทในเครือเดียวกัน

สำหรับตัวคุณณัฐวุฒิ เวลานั้นเพิ่งเริ่มมีชื่อเสียงจากรายการ “สภาโจ๊ก” และ “รัฐบาลหุ่น” ที่แกเป็นคนพากย์เสียงคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี และเคยลงสมัคร ส.ส.แต่ยังไม่ได้รับเลือก

ฝ่าย HR ได้แบ่งการโต้เวทีเป็น “ทีมหญิง” และ “ทีมชาย” ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนของทีมชายเรา คุณณัฐวุฒิเป็นหัวหน้าทีม ส่วนผมและสมาชิกอีกคนหนึ่งเป็นลูกทีม ขณะที่ “ทีมหญิง” นำโดย “เจ๊เหมี่ยว ปวันรัตน์” ดารารุ่นเก๋า “คุณยุ้ย ปิยฉัตร” ผู้ประกาศข่าวไอทีวี และพนักงานในเครืออีกท่านหนึ่ง

ก่อนถึงงานประมาณหนึ่งสัปดาห์ ฝ่าย HR ได้พาผมและพี่อีกคนในทีมไปพบคุณณัฐวุฒิที่บริษัทของแก เพื่อซักซ้อมและพูดคุย เราเดินทางไปถึงประมาณ 10 โมงกว่า นั่งรอที่ออฟฟิศย่านลาดพร้าวสักครู่หนึ่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ปรากฏกายขึ้น

หลังจากทักทายกันเสร็จสรรพเรียบร้อย ก็เข้าสู่ช่วงของการพูดคุยเพื่อเตรียมการที่จะขึ้นเวที ตลอดเวลาครึ่งชั่วโมงที่พูดคุยกัน ณัฐวุฒิสอนวิธีการพูดให้ผม ซึ่งทำให้ผมต้องยอมรับว่า คนๆนี้เป็นนักพูดชั้นเซียนจริงๆ


หนึ่งในเทคนิคการโต้วาทีที่ณัฐวุฒิชี้แนะผมก็คือ เวลาเราพูดหรือถกเถียงกับใครในเรื่องอะไรก็ตาม อันดับแรกเลย เราต้อง “แปรญัตติ” เสียก่อน เพื่อ “ชิงความได้เปรียบ”

การแปรญัตติ หมายถึง การตีความประเด็นอภิปราย ซึ่งฝ่ายที่อยากมีชัยในการประชันวาจา ต้องแปรญัตติให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตัวเองให้ได้

บังเอิญชื่อหัวข้อสำหรับโต้วาทีในคราวนั้นผมจำไม่ได้แล้ว แต่หลักใหญ่ใจความคือ ต้องเถียงกันว่า “ “พรสวรรค์” กับ “พรแสวง” อะไรสำคัญกว่ากัน ในการจะประสบความสำเร็จ”

ณัฐวุฒิเริ่มต้นสอนผมด้วยการยกตัวอย่างเรื่อง “สามก๊ก” ทันที ซึ่งเป็นตัวอย่างที่โดนใจผมมาก โดยที่ผมไม่ได้บอกเขาว่าผมก็คลั่งไคล้สามก๊กมากมาย

เขาแนะนำว่า หากเราสนับสนุนฝ่าย “พรแสวง” เราอาจยกตัวอย่างว่าการที่ “เล่าปี่” ได้ “ขงเบ้ง” มาช่วยทำการใหญ่นั้น เป็นเพราะเขาใช้ “ความพยายาม” คือดั้นด้นฝ่าลมฝนไปเยือนกระท่อมหญ้าในหุบเขาโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง จนได้ขงเบ้งมาช่วยงาน มิฉะนั้น คงไม่ได้ครองแผ่นดินแม้เศษเสี้ยว

ดังนั้น “พรแสวง” ย่อมมาก่อน “พรสวรรค์”

ตรงกันข้าม สมมุติเราสนับสนุนฝ่าย “พรสวรรค์” เราก็ต้องบอกว่า หากขงเบ้งไม่ได้มีสิ่งที่ “ฟ้าประทาน” มาให้ คือ “ปัญญา” ที่เหนือชั้นมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าเขาจะเพียรพยายามอ่านตำรับตำราเพียงใด ก็คงไม่อาจฉลาดเฉลียวได้ขนาดนั้น ซึ่งหากขงเบ้งไม่ได้เจนจบดินฟ้า ปัญญาเลอเลิศ เล่าปี่ก็คงป่วยการที่จะดั้นด้นไปหาเขา

กลายเป็นว่า “พรสวรรค์” ย่อมมาก่อน “พรแสวง” แหงๆ

ผมฟังแล้วถึงกับพยักหน้าหงึกๆ นึกในใจว่า คนๆนี้ “พูดเก่ง” จริงๆ พูดอะไรก็ฟังเหมือนถูกต้องไปหมด ฟังกี่ครั้งก็ยังเข้าที ยังแอบลองนึกเล่นๆว่า หากเราต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขา ยังไม่เห็นหนทางเลยว่าจะเถียงชนะได้อย่างไร

จนถึงวันนี้ ผมเลยไม่แปลกใจ ที่เวลาผ่านมา 5 ปี เขากลายเป็นนักการเมืองเต็มตัว นอกสภาบ้าง ในสภาบ้าง ขึ้นเวทีแต่ละครั้ง ตรึงคนดูได้เป็นหมื่นเป็นแสน ก็ด้วยเทคนิคแพรวพราว ลูกล่อลูกชนที่ครบเครื่อง

หลังจากการโต้วาทีจบลง บริษัทผมได้เชิญณัฐวุฒิมาพูด อีก 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งที่มาเขาก็จะทักทายผมด้วยความเป็นกันเอง เพราะผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในบริษัทที่เขารู้จัก เวลาผ่านมาแล้ว 5 ปี เขาขึ้นไปยืนบนเวทีใหญ่ที่เหมือนเป็นดาบสองคม มีคนชื่นชมและคนเกลียดชังมากมาย

ช่วงนี้ ผมได้ฟังณัฐวุฒิพูดเรื่องสามก๊กหลายครั้ง ทำให้ทราบว่าความรู้เรื่องสามก๊กของเขาก็ไม่เป็นรองใคร รู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อย เป็นต้นว่า "“เต็งหงวน” พ่อบุญธรรมคนแรกของลิโป้ เป็นเจ้าเมืองอะไร" ซึ่งผมว่าคอสามก๊กหลายคนยังจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

นั่นคือสิ่งที่ผมชอบในตัว “ณัฐวุฒิ” ที่ว่าชอบคือชอบใน “วาทศิลป์” และ “วาทศาสตร์” ส่วนเรื่องจุดยืนทางการเมืองนั้น จะชอบแบบเดียวกับเขาหรือไม่ ผมมีคำตอบของผมอยู่แล้ว แต่ไม่ขอพูดในทีนี้ ใครจะมองว่าเขาผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว เป็นสิทธิของท่านครับ

ขอย้ำว่านี่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ท่านจะชอบสีอะไร ผมก็เคารพในความคิดของท่าน และขอสนับสนุนให้ท่านรักษาจุดยืนและความเชื่อของท่านไว้ด้วยความมั่นคง ที่สำคัญต้องไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน นั่นก็เพียงพอแล้ว

Wednesday, December 16, 2009

The Founding of a Republic ...คนไทยสร้างชาติ?


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปดู The Founding of a Republic หรือชื่อไทยว่า "มังกรสร้างชาติ" มาครับ

ก่อนหน้านี้ ผมอยากดูหนังเรื่องนี้มาก เพราะรัฐบาลจีนทุ่มทุนสร้างมโหฬารเพื่อฉลอง 60 ปี ของ PRC (สาธารณรัฐประชาชนจีน) แถมมีดาราดังมาเล่นแบบไม่รับค่าตัวกันให้พรึ่บไปหมด

ผมเขียนอย่างนี้ คนที่ยังไม่ได้ไปดู ไม่ต้องกลัวสปอยล์ เพราะเนื้อเรื่องมันก็เป็นไปตามประวัติศาสตร์อยู่แล้ว

ใครๆก็รู้ว่า "พรรคคอมมิวนิสต์" มีชัยชนะเหนือ "ก๊กมินตั๋ง" โดย "เหมาเจ๋อตง" พาพลพรรค "กองทัพแดง" ชนะรัฐบาลขุนศึกในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมของ "เจียงไคเช็ค" สร้างจีนใหม่ขึ้นมา

เป็นอันว่าในเมืองจีน "แดง" ชนะ "ขาว"


ในส่วนของผม รู้สึกเหมือนดูสารคดีเรื่องหนึ่งครับ เนื้อเรื่องอาจจะไม่สนุกมาก เพราะผู้สร้างพยายามเล่าเหตุการณ์ไปตามประวัติศาสตร์ ผ่านการเจรจาวางแผนของผู้นำแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์ ฝ่ายก๊กมินตั๋ง และพรรคตัวแปร โดยหลีกเลี่ยงภาพความโหดร้ายในสนามรบ

ฉากในสนามรบนั้น เป็นแค่ภาพขาวดำ แต่ก็ทำให้เราได้เห็นพลพรรคกองทัพแดงมากมาย เดินเรียงเป็นแถวยาวหลายกิโลเมตร เดินไป สู้รบไป หลบระเบิดกันไป

เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชาวไร่ชาวนา พร้อมใจกันลุกขึ้นมาจับอาวุธสู้ ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ตลอดเส้นทางหมื่นลี้ จนคว้าชัยที่ปลายทางในที่สุด

ใครไม่ชอบประวัติศาสตร์จีน ต้องบอกว่าท่านอาจจะเบื่อ แต่สำหรับคนที่ชอบและสนใจอย่างผม เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ถือได้ว่าไม่นานเกินไปนัก อย่างน้อยก็สนุกกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เยอะ :D

ใครสนใจก็อย่าพลาดไปชมนะครับ หนังแบบนี้คงอยู่ไม่นาน ใครไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์จีน แต่พอรู้เรื่องหนังละครอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไปลุ้นๆเอาว่าดาราดังคนไหนจะโผล่มาฉากไหน แค่นี้ก็เพลินแล้ว

แม้ค่ายที่นำหนังเข้ามา จะโปรโมททำนองว่า คนไทยควรไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะจะทำให้สามัคคีกันมากขึ้น แต่ผมกลับมองตรงข้ามเลยว่า ในบ้านเมืองใดก็ตาม ที่สองฝ่ายอุดมการณ์ต่างกันสุดขั้ว จะให้มาคืนดี มารักกัน คงเป็นไปได้ยาก

บทสรุปสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ อาจต้องเป็นการ "รบกันให้แตกหักไปข้าง" แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในจีนเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เอาให้ "รู้ดีรู้ชั่ว" ไปข้างหนึ่ง

อย่าเข้าใจผิด ที่พูดนี่ ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น แต่ดูสถานการณ์แล้ว มัน "ใช่" ดูเวลาแล้ว มัน "ได้"

Civil War ในสยามประเทศอาจหลีกเลี่ยงไม่พ้น ไม่อยากมองโลกในแง่ร้าย แต่เราจะรับมือกันอย่างไร ต้องช่วยกันคิดเผื่อไว้ครับ


Thursday, December 10, 2009

เล่นกีฬาสีไม่ดีตรงไหน?























วันก่อนผมไปทำธุระที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เห็นว่าทางโรงพยาบาลกำลังจะจัดให้มี "กีฬาสี" ระหว่างบุคลากร แต่ผมสังเกตว่า แม่สีหลักๆ อย่าง "สีแดง" "สีเหลือง" และ "สีน้ำเงิน" นั้น กลับไม่ถูกใช้ โดยทางฝ่ายจัดการแข่งขันเลี่ยงไปใช้สีชมพู น้ำตาล ส้ม ฟ้า แทน

เท่าที่ผมสังเกต หลายๆบริษัท หรือแม้แต่โรงเรียนที่จัดการแข่งขันกีฬาในช่วงนี้ ต่างก็เลี่ยงที่จะใช้ สีแดง กับ สีเหลือง หรือแม้แต่ สีน้ำเงิน ทั้งสิ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในเมื่อ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน เป็นแม่สีหลัก แต่กลับถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในประเทศ ทั้งที่จริงสีเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมานานแล้ว แต่ไม่เคยมียุคไหนสมัยไหนที่ใช้สีเป็นสัญญะกันอย่างชัดเจนจะแจ้ง และต่างฝ่ายต่างซัดกันรุนแรงเหมือนยุคนี้

ผมเองเพิ่งจัดกีฬาสีที่คณะนิเทศศาสตร์ เอแบค เสร็จไป ปีนี้เราจัดเป็นครั้งที่สองแล้ว มีเด็กนักศึกษาในภาคเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ก็สนุกสนานดีครับ

จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่จะจัดกีฬาสีเป็นครั้งแรก ความรุนแรงระหว่าง แดง-เหลือง ในบ้านเรา ปะทุเกือบถึงขีดสุด เป็นช่วงก่อนที่จะมีการยึดสนามบินไม่นาน

ตอนนั้นมีเด็กมาถามผมว่า จะใช้สีอะไรดี ควรจะเลี่ยง สีแดง และ สีเหลือง หรือไม่ ผมตอบชัดเจนว่า "ใช้ แดง กับ เหลือง นั่นแหล่ะ ดีแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น" ส่วนอีกสีก็ตกลงกันว่าจะใช้ สีน้ำเงิน แม่สีหลักอีกสีหนึ่ง (ตอนนั้นยังไม่มีกรณีคุณเนวิน สีน้ำเงินจึงยังไม่เป็นสัญลักษณ์ใดๆ)

เด็กถามผมว่า ใช้แดงกับเหลือง ไม่กลัวจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความขัดแย้งหรือ คำตอบที่ผมบอกกับเด็กก็คือว่า สีแดงกับสีเหลือง เป็นสีที่ดี เป็นแม่สีหลัก หากเรายอมให้ความขัดแย้งมาทำลายประโยชน์ใช้สอยของสองสีนี้ไป ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

และด้วยความที่เป็นเรื่องของ "เกมกีฬา" การให้ทั้งสีแดงและสีเหลืองมาแข่งขันกัน "ตามกติกา" ยิ่งเป็นเรื่องน่าส่งเสริม ไม่ได้น่ารังเกียจหรือยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใดเลย

นั่นคือที่มาของสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน ในกีฬาสีของเรา ซึ่งใช้กันมาต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว พอถึงวันแข่ง มีทั้ง มือตบ ตีนตบ กลองยาว กลองสั้น ฉิ่งฉับ มาใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยเชียร์ สร้างสีสันได้ไม่น้อย

กีฬาสีปีนี้ เริ่มต้นด้วย "ฟุตบอล" ผลปรากฏว่า "สีแดง" ชนะไปได้อย่างสวยงาม ถัดมาเป็น "แชร์บอล" ซึ่งคราวนี้ "สีเหลือง" เป็นฝ่ายชนะ ต่อมาเป็น "ชักเย่อ" ปรากฏว่า "สีแดง" กลับมาชนะอีก ส่วน "สีน้ำเงิน" ค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะมีแต่สาวๆสวยๆ ไร้ซึ่งหนุ่มกล้ามใหญ่ จึงเด่นในด้าน "ความสวย" มากกว่า "ผลการแข่งขัน"

ที่สุดแล้ว "สีแดง" และ "สีเหลือง" ผลัดกันแพ้ชนะ จนต้องตัดสินกันด้วยกีฬา "กินวิบาก" กติกาก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เอาผ้าผูกตาทุกคน สีไหนโซ้ยผัดซีอิ๊วหมดก่อนเป็นฝ่ายชนะ ผลปรากฏว่า "สีเหลือง" ชนะไป เมื่อนับคะแนนรวมแล้ว สีเหลืองจึงได้ครองแชมป์กีฬาสีปีนี้ไปอย่างสนุก

ผมเองลงไปเล่นกีฬากับเด็กหลายอย่างอยู่ จบงานทำเอาหอบแฮ่ก รู้สึกถึงสังขารที่เริ่มร่วงโรย แต่แม้จะเหนื่อย ก็ยังดีใจ รู้สึกว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ "ครูที่ดี" อย่างน้อยก็หนึ่งวัน

การให้ "กีฬาภายใน" ใช้สี "แดง-เหลือง-น้ำเงิน" นั้น เท่ากับผมได้ใช้ "กีฬา" สอนเด็กทางอ้อมว่า คุณจะรักจะชอบสีใด เป็นสิทธิของคุณ แต่เราต้องเล่นกันตามกฏกติกา มีน้ำใจนักกีฬา ใครแพ้-ชนะ ทุกฝ่ายต้องยอมรับ พอแข่งกันจบ ลูกศิษย์ผมก็มาจับมือกันฉันท์มิตร ไม่มีใครประท้วง ยึดมหาลัย ปิดถนน ฯลฯ

ที่สำคัญ เราเป็นอาจารย์ ต้องยุติธรรม อย่าเลือกสีเลือกข้าง ปรับกฏกติกาเพื่อให้สีใดสีหนึ่งชนะ ด้วยเหตุนี้ ผมและอาจารย์หลายท่านจึงกระจายกันไปอยู่ตามสีต่างๆ ให้เห็นถึงความเท่าเทียมและยุติธรรม

ในภาวะบ้านเมืองวุ่นวายแบบนี้ ผมเชื่อว่านี่คือวิธีการสอนที่ดีที่สุด คนคิดต่างกันสุดขั้ว จะให้มาจับมือ จูบปาก สามัคคี เป็นไปได้ยาก สู้สอนให้เยาวชนของชาติรู้จักยอมรับความแตกต่าง รักษากฏกติกา เล่นกันตามเกม นี่ต่างหากคือสิ่งที่บ้านเมืองเราต้องการครับ



ภาพประกอบ: จากกล้องของน้อง poopae wanrada และน้อง Milk Chonnika สองลูกศิษย์ผมครับ

Friday, December 4, 2009

คนภูฏานมีความสุขจริงหรือ?


เมื่อปี 2549 หลังจากบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน "แบบพิเศษ" ที่สากลโลกเขาไม่ยอมรับ เรื่องการเมืองก็ล้างแค้น ตามล้างตามเช็ดกัน ส่วนในแง่มุมของเศรษฐกิจ ก็เริ่มมีกระแสบางอย่างเกิดขึ้น

หลังจากเราเป็น "ทุนนิยม" เต็มขั้นมา 5 ปี ก็เริ่มมีคนรู้สึกว่าไม่มีความสุข กับการแข่งขันที่เปิดกว้างอย่างเสรีมากกว่าหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา

คนชั้นกลาง(เฉพาะบางคน)รวมถึงนักวิชาการจำนวนมาก(แต่ไม่ใช่ทุกคน) รู้สึกอึดอัดเสียเต็มประดากับกระแส "บริโภคนิยม" ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมา 5 ปี บางคนชี้ว่าเป็นเรื่องของ "กิเลสตัณหา" พูดกันราวกับว่ามันเป็นความ "ชั่วช้าสามานย์" ชนิดไม่มีดีเจือปนเลย

ช่วงนั้นเริ่มมีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ตลอดจนดัชนีชี้วัดแปลกๆที่เราไม่คุ้นหู เช่น "GNH" ที่ย่อมาจาก "Gross National Happiness" หรือ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ"

บางคนบอกถึงขนาดว่าน่าจะนำ "GNH" มาใช้แทน "GDP" ซึ่งเป็นการวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจจากผลผลิตรวมของคนในประเทศ

เกิดมาผมก็เพิ่งเคยได้ยิน ว่ามนุษย์สามารถวัดในสิ่งที่เป็น "นามธรรม" เต็มขั้น อย่าง "ความสุข" ได้ด้วย ช่วงนั้นนักวิชาการวิชาเกินก็พูดกันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ราวกับว่ามันเป็น "คุณธรรมล้ำเลิศ" ที่จะนำพาคนในประเทศให้หลุดจาก "ความโลภ" ที่ชั่วช้าเสียเต็มประดา

มีใครเคยได้ยินเกณฑ์ที่ชัดเจนบ้างว่า "ความสุข" นั้น มันจะวัดกันได้อย่างไร ตัวผมเองยังไม่เคยได้ยินเลย รู้แต่ว่าความสุขเป็นสิ่งที่ "จับต้องไม่ได้" ยังแอบคิดเล่นๆว่า หรือเราจะต้องมีปรอทติดตัวกันไว้คนละอัน พอสุขมาก ปรอทก็พุ่งสูง พอมีความทุกข์ ปรอทก็ลดฮวบ เช่นนั้นหรือ?!!

ถามว่า GNH มาจากไหน คนที่ยกมาเล่าเป็นคุ้งเป็นแควนั้น เขาบอกว่าเอามาจากประเทศ "ภูฏาน" ซึ่งผมเดาว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากกระแสคลั่งไคล้ "พรินซ์จิกมี" (ปัจจุบันเป็นกษัตริย์แล้ว) ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาเป็นแขกของประเทศ อันทำให้คนไทยหันมาสนใจประเทศในซอกเขาแห่งนี้เป็นครั้งแรก

พอได้ยินชื่อประเทศภูฏาน ผมรู้สึกคุ้นเคยมากๆ เพราะมีลูกศิษย์หลายคนมาจากประเทศนี้ เด็กภูฏานแทบจะทุกคนที่ผมรู้จัก ใช้ชีวิตในกรุงเทพไม่ต่างจากเด็กไทย แทบทุกคนกินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวผับ ฯลฯ

เด็กพวกนี้สนิทกับผมมาก จึงเล่าเรื่องราวในประเทศของเขาให้ผมฟังเสมอ เขาบอกผมว่า ประเทศเขายังไม่มีแสงสีความเจริญอะไร จะซื้อกระดาษทิชชู่แค่ม้วนเดียว ต้องเดินทางไปเกือบ 20 กม. ทุกอย่างไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในกรุงเทพ ไม่ได้มีเซเว่นอีเลฟเว่นทุกทั่วหัวระแหง

ผมฟังน้ำเสียงที่เขาเล่า แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกว่าการอยู่ในประเทศบ้านเกิดของเขาเป็นเรื่องลำบากลำบน แต่เมื่อถามว่า เรียนจบแล้วจะไปไหน เกือบทุกคนบอกว่า คงจะเรียนต่อที่เมืองไทย และยังไม่อยากกลับไปภูฏาน แม้ว่าในที่สุดก็คงจะต้องกลับ เพราะครอบครัวอยู่ที่นั่น

เวลาผ่านไปหลายปี เด็กพวกนี้เรียนจบไปนาน ผมนึกว่าพวกเขาคงจะทนคิดถึงบ้านไม่ไหว กลับประเทศไปหมดแล้ว แต่วันก่อน ผมก็ได้เจอหนึ่งในอดีตลูกศิษย์ชาวภูฏานหน้ามหาลัย เขาบอกผมว่าเขาสบายดี และกลับมาเรียนปริญญาโทที่นี่ต่อ ก่อนจะแนะนำแฟนของเขาให้ผมรู้จัก เป็นนักศึกษาต่างชาติด้วยกัน หน้าตาสะสวยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเดือนต่อมา ผมไปวิ่งจ๊อกกิ้งที่การกีฬาแห่งประเทศไทย ก็เจอเด็กภูฏานอดีตลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง (เป็นเพื่อนกับคนที่ผมเจอหน้าเซเว่น) คนนี้เป็นเด็กดีมาแต่ไหนแต่ไร เขามาออกกำลังกายพร้อมกับภรรยาและลูกน้อยอายุขวบกว่าๆ

ผมแซวเขาว่า ไม่เจอกันแค่ 2 ปี มีลูกมีเมียเรียบร้อยแล้วนะ เขาก็ยิ้ม บอกว่าใช่ และตอนนี้ได้พาครอบครัวมาอยู่เมืองไทย พ่อแม่ต่างคนต่างเรียนหนังสือ (ปริญญาโท) พร้อมกับเลี้ยงลูกไปด้วย

เราทักทายโอภาปราศรัยกันตามประสาอดีตครูกับศิษย์ เขาบอกผมว่า เขาและครอบครัวคงจะอยู่ที่เมืองไทยอีกนาน เพราะที่ประเทศของเขาไม่มีมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐานเหมือนอย่างบ้านเรา

ผมคิดแล้วก็นึกขำ ในขณะที่คนภูฏานเองใฝ่หาสิ่งที่ดีในชีวิต บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองไทย และไม่ใช่มากันได้ง่ายๆ คนภูฎานที่จะมาเมืองไทยได้ต้องเป็นเด็กระดับ "หัวกะทิ" หรือไม่ก็เป็น "ชนชั้นปกครอง" ในประเทศเท่านั้น แต่คนไทยเอง กลับโหยหาจะย้อนนาฬิกากลับไปในอดีต อยากจะไปกินอยู่แบบภูฏาน

ถามจริงๆ ถ้ากรุงเทพฯ ณ วันนี้ กลายเป็นแบบภูฏาน ต้องเดินทาง 20 กม. เพื่อซื้อกระดาษทิชชู่สักม้วน ใครจะทนได้

คนจนคนยากคงไม่มีปัญหาหรอก เพราะพวกเขาลำบากมาเยอะแล้ว แต่คนชั้นกลาง(บางส่วน)และนักวิชาการ(บางคน)ที่กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง แล้วมองว่าทุนนิยมเป็นสิ่งเลวชั่วช้า ถามว่าถ้าต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างนั้นจะรู้สึกอย่างไร จะทนได้สักกี่น้ำ

ตอนที่ผมเรียนจบมัธยมฯ ต้องจากเพื่อนเก่าๆ มาเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเหงามาก คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงบรรยากาศเดิมๆ เลยบ่นกับแม่ว่า "อยากไปเป็นเด็กมัธยมแบบเดิมจัง" แต่แม่กลับดุ แม่สอนให้ผมคิดใหม่ แม่บอกว่า คนเราต้อง "เดินหน้าอย่าถอยหลัง" ผมฟังแล้วจดจำไว้ตั้งแต่นั้น

บางครั้งสิ่งดีๆที่เราได้รับ เราไม่รู้หรอกว่ามันดี เราคิดว่าถ้าได้ย้อนเวลากลับไปเหมือนเดิมก็คงจะเป็นอะไรที่งดงามมากมาย แต่ถ้าลองได้ย้อนดูจริงๆ แค่ 2-3 วันก็อาจจะเบื่อ นึกเสียใจว่า ไม่น่าเลย เราตัดสินใจผิดไปแล้ว เดินหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถอยกลับมาทำไม คนภูฏานจำนวนมาก ดิ้นรนแข่งขันเพื่อที่จะมายืนตรงที่เรายืนอยู่ แต่คนไทยที่อยู่กันสุขสบาย กลับอยากจะเดินถอยหลัง ไปเป็นแบบภูฏาน นี่เป็นเรื่องตลกที่สุด

สังคมไทยเราชอบหลอกตัวเอง คลั่งไคล้อะไรเป็นพักๆ อะไรไม่ได้อย่างใจก็ตีความว่ามันเลวร้ายเสียเต็มประดา ไม่มองความจริงให้ถ่องแท้ ว่าวันนี้เรามาได้ไกลขนาดไหนแล้ว

ประเทศจะก้าวหน้าจะพัฒนาได้ คนในประเทศต้องยอมรับความจริง ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ต้องเดินหน้า อย่าถอยหลัง เหมือนที่เจ้าสัว ดร.เทียม โชควัฒนา ว่าไว้ ขณะที่คนอื่นเขาก้าวฉับๆๆไปข้างหน้า ถ้าเราหยุดก้าว ก็เท่ากับเราถอยหลังแล้ว เพราะเขาจะนำเราไปโดยที่เราไม่ได้เพิ่มอัตราเร่งให้กับตัวเองเลย

เปิดใจให้กว้าง ความโลภนี้ก็มีข้อดี มันทำให้คนแสวงหา สร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา สร้างความเจริญทางวัตถุให้กับสังคมโลก ใครไม่อยากไขว่คว้าก็ไม่เป็นไร นี่สังคมประชาธิปไตย ท่านไม่ผิด แต่อย่าไปขวางทางคนที่เขาอยากก้าวหน้าไป เขาอยากร่ำรวยก็ต้องปล่อยเขา ท่านอยากจะไปอยู่ชนบท กินผัก-นอนกะต๊อบ หรือจะนอนอยู่บ้านเฉยๆแล้วสุขได้ก็ไม่ว่ากัน เป็นสิทธิส่วนบุคคล

แต่อย่าลืม ต้องมองอะไรให้รอบด้าน อย่าเอาแต่บ้าใบ้ตามกระแสชั่วครั้งชั่วคราว ที่สำคัญที่สุด อย่าหลอกตัวเอง คนเราถ้าไม่ยอมรับความจริง ชีวิตจะไม่มีทางดีขึ้นเลยครับ




อธิบายภาพ : 4 คนในรูปเป็นลูกศิษย์เก่าของผม จบการศึกษาไปนานแล้ว เรียงจากซ้ายไปขวา Sangay (ภูฏาน) Chonlapasanan (คนไทย) Karma Pila (ภูฏาน) Nirdesh (เนปาล) ทุกคนเรียนเก่งมาก และความประพฤติดีครับ

เมื่อผมพบ "ฮีโร่วัยเด็ก"


ทุกท่านมี "ฮีโร่วัยเด็ก" กันไหมครับ??

และใครเคยได้เจอกับฮีโร่วัยเด็กของท่านแบบ "ตัวเป็นๆ" บ้าง

ผมมีฮีโร่ ..และผมเพิ่งได้เจอเขาเมื่อไม่นานมานี้

หลายเดือนก่อน เวิร์คพอยท์เชิญผมไปออกรายการ "หลานปู่กู้อีจู้" ไปเป็นกรรมการตัดสินผู้เข้าแข่งขันในรายการ ผมจึงมีโอกาสได้เจอ "น้าต๋อย เซมเบ้" นักพากย์การ์ตูนระดับตำนาน ที่ทางรายการเชิญมาเป็นกรรมการอีกท่านหนึ่ง

แว้บแรกที่ได้เจอ ผมเข้าไปขอจับมือและแนะนำตัวว่า น้าต๋อยคือ "ฮีโร่วัยเด็ก" ของผม ซึ่งแกก็พูดคุยกับผมอย่างเป็นกันเอง คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ ฯลฯ

ผมบอกน้าต๋อยว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบแกพากย์หนังและการ์ตูน ที่ชอบเป็นพิเศษคือเสียง "ไจแอนท์" และ "โจวซิงฉือ" ฮาได้ใจทุกครั้ง น้าต๋อยจึงเล่าให้ฟังถึงการ์ตูนเรื่องแรกๆที่แกพากย์ ก่อนจะมาได้ฉายา "เซมเบ้" จากเรื่อง ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ ฝ่ายแกก็ชวนผมคุยเรื่องสามก๊ก ทำให้ได้รู้ว่า น้าต๋อยรู้เรื่องสามก๊กไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

ระหว่างอัดรายการ ผมได้รับรู้รับทราบถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตของน้าต๋อย เรื่องครอบครัว และเรื่องจิปาถะอื่นๆ น้าแกเล่าให้ฟังว่า แกสอนลูกให้ "อย่าสร้างหนี้" อย่าซื้อรถคันละ 4-5 ล้าน แล้วต้องมาผ่อน เหนื่อย ไม่มีความสุข ให้ใช้ชีวิตให้รื่นรมย์

นอกจากนี้ น้าต๋อยบอกลูกตัวเองว่า "ไม่ต้องมีลูก" ก็ได้ เพราะมีลูกแล้วจะเหนื่อย เป็นภาระ

ผมฟังแล้วไม่สงสัยเลย ว่าทำไมน้าต๋อยถึงเป็นคนที่ดูแฮปปี้อยู่ตลอดเวลา เพราะแนวทางการใช้ชีวิตที่ยึด "ความสุข" เป็นที่ตั้งนี่เอง

การไม่มีลูกไว้สืบสกุล เป็นเรื่องที่คนจีนไม่ชอบ ใครไม่มีหลานให้อุ้มพ่อแม่คงผิดหวัง แต่คนบางคนกลับไม่ได้ให้ความสำคัญ ขอมีความสุขกับวันนี้ ไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

พูดจากใจ ใครคิดได้อย่างนี้ (โ-ค-ต-ร)น่าอิจฉาจริงๆ

บทเวทีวันนั้น ผมยืนเคียงข้างกับ "เสี่ยตา" ปัญญา นิรันดร์กุล พิธีกรและ CEO ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเวิร์คพอยท์ และ "น้าต๋อย" เซมเบ้ ผู้ยิ่งใหญ่ของเด็กๆทุกคน ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาดีๆ ที่ได้รับ

ดีใจที่วันหนึ่งได้มายืนบนเวทีกับคนที่เป็นฮีโร่ในวัยเด็กของตัวเอง ประทับใจครับ




ภาพจาก: zayyes.com/index.php?topic=3762.0

Friday, November 27, 2009

คนเขารวยกันอย่างไร?


วันก่อนไปกินโต๊ะแชร์ที่เยาวราช ได้ทราบจากอาเฮียคนหนึ่งในวงแชร์ว่า แกให้คนเช่าหน้าร้านในเวลากลางคืน เพื่อขายของในเวลาที่เรียกกันว่าเป็น "ตลาดมืด" ของสำเพ็ง กล่าวคือ ช่วงเวลาที่พ่อค้าแม่ขายเอาของมาตั้งวางขาย ตั้งแต่ราวๆ ตี1-ตี2 ไปจนถึงรุ่งสาง

อาเฮียเล่าว่า แกให้เช่าในอัตราคืนละประมาณ 1 แสนบาท กับพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรหน้าร้าน (ร้านแกเป็นร้านรองเท้าร้านใหญ่ในสำเพ็ง) แต่คนที่มาเช่านั้น ทำรายได้ได้ประมาณ 4-5 แสนบาทต่อคืน

คนที่ได้ฟังก็แทบไม่อยากเชื่อ ว่าทำไมมันมากมายมหาศาลขนาดนั้น อาเฮียที่เล่าให้ฟังก็ยืนยันว่า ทีแรกแกได้ยินก็ไม่อยากจะเชื่อ ว่าผู้เช่าของแกจะอู้ฟู่ขนาดนั้น จนแกลองนอนดึกไปยืนนับด้วยตัวเอง จึงได้เห็นว่าเขาได้รายได้ขนาดนั้นจริงๆ

ของที่ผู้เช่าขาย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นรองเท้า แต่มีความแตกต่างบางอย่างในตัวผลิตภัณฑ์ ทำให้มีขายเฉพาะตอนกลางคืน ต้องมาเดินตลาดมืดเท่านั้น มาตอนกลางวันจะไม่ได้สินค้าแบบนี้ แกยังเล่าอีกว่า คนที่มาซื้อนั้น ถึงขนาดต้อง "แจกบัตรคิว" กันเลยทีเดียว

ผมฟังแล้วก็หูผึ่ง ยังแซวแกว่า นี่ผู้เช่าของแกขายดียิ่งกว่าเอ็มเคสุกี้เสียอีก เอ็มเคก็แจกบัตรคิวเหมือนกัน สมมุติว่าขายได้โต๊ะละ 1,000 บาท (ตีเป็นตัวเลขกลมๆ คิดง่ายๆ จริงๆแล้วคงไม่ถึง) จะขายให้ได้รายได้ 1 แสนบาท ก็ต้องขายถึง 100 โต๊ะ ถ้าจะขายได้ให้ 4-5 แสนบาท ก็ต้องขายให้ได้ 400-500 โต๊ะ ผมว่าตั้งแต่เช้าจนค่ำ ประมาณ 12 ชั่วโมง ก็ไม่น่าจะถึงได้

แต่คนขายของในตลาดมืด ขายประมาณ 4 ชั่วโมง ได้ออเดอร์ 4-5 แสนบาท ล่ำซำมั้ยล่ะครับทั่น?!!

นี่ดีว่าอาเฮียผู้ให้เช่าท่านนี้เป็นคนใจดี ค้าขายกับใครก็ซื่อตรง จนชื่อเสียงขจรขจาย โด่งดังในย่านสำเพ็ง มิเช่นนั้น หากรู้อย่างนี้ แกคงต้องขึ้นค่าเช่าแน่นอน ซึ่งผู้เช่าก็คงยอมจ่าย เพราะคิดแล้วยังไงก็คุ้ม แต่นี่แกบอกแกได้วันละ 1 แสนบาทก็ดีแล้ว ไม่ได้เสียอะไรเลย เพราะตอนกลางคืนแกก็ไม่ได้เปิดร้าน

ได้ฟังอย่างนี้ ผมยังแอบคิด เห็นคนรุ่นใหม่ๆ มีโมเดลธุรกิจสวยหรู บางทีก็ copy มาจากเมืองนอกเมืองนา ซื้อแฟรนไชส์บ้าง อะไรบ้าง บางคนซื้อแฟรนไชส์เมืองนอกมา ก็ต้องมาจ่ายให้แฟรนไชซอร์แพงๆ ตัวเองเหลือไม่เท่าไร แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นระบบของเขา

ผิดกับ อาเฮีย-อาเจ้ ในสำเพ็งที่ผมรู้จัก โมเดลธุรกิจของพวกเขาไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย พวกเขามาจับจองพื้นที่ในสำเพ็ง ตั้งแต่ยุค "ตื่นทอง" จนวันนี้ สำเพ็งกลายเป็นศูนย์ขายส่งข้าวของต่างๆ คนขายก็วิ่งมาเสนอขายถึงที่ คนซื้อก็วิ่งมาซื้อของถึงที่เช่นเดียวกัน

ส่วน อาเฮีย-อาเจ้ เหล่านี้ก็เป็น "เสือนอนกิน" สบายไป รวยมาจากในเมือง แต่ทุกวันนี้ขยับขยายไปซื้อบ้านหลังใหญ่ๆราคาหลายสิบล้านแถบชานเมือง เช้าก็ขับรถมาที่ร้าน ค่ำๆก็กลับบ้าน ลูกหลานก็ส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนา

แต่ใครที่คิดจะเลียนแบบคงยากแล้ว เดี๋ยวนี้ตึกแถวในสำเพ็ง เซ้งกันเป็นล้านๆ กว่าจะคืนทุนก็ไม่ง่าย ถ้าเปรียบเป็นหุ้น ตอนนี้ก็ราคาเฟ้อมากแล้ว

เงินทองนั้น จะว่าหายากก็ไม่เชิง เพียงแต่ต้องรู้จังหวะและโอกาส แต่ที่แน่ๆ ต้องมี "ปัญญา" และ "วิสัยทัศน์" และต้อง "รู้จักตัวเอง" รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องมองไปในอนาคต ว่าต่อไปอะไรจะดี อย่ามองเพียงแค่วันนี้ เมื่อโอกาสมาก็ต้องรีบคว้าไว้ มิฉะนั้นคนอื่นก็จะมาคว้าเอาไป


ที่สำคัญ จากประสบการณ์ของผม เราต้องหมั่นทำคุณงามความดี บางทีโชคและโอกาสมักจะตกไปอยู่กับคนที่รู้จักให้ รู้จักทำบุญกุศล หันมามองตัวเอง ที่ผมมีอะไรๆในวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากสิ่งที่ผมและครอบครัวได้เคยทำเคยปฏิบัติมาในอดีต ทุกวันนี้เราจึงมีกินมีใช้ไม่ลำบาก

อย่าลืมนะครับ ต้องฉลาด มองการณ์ไกล และเชื่อมั่นในความดี จึงจะประสบความสำเร็จได้ ขอให้โชคดีทุกท่านครับ





Port Macquarie Accommodation

Sunday, November 22, 2009

อากาศสบายๆ กับหนังสือเล่มใหม่


ช่วงนี้อากาศดีมากเลยครับ

อากาศดี ทำให้อารมณ์ดีตามไปด้วย หลายท่านคงรู้สึกเหมือนผม นี่คือช่วงที่ดีที่สุดของปีเลยทีเดียว ไปไหนมาไหน ผู้คนก็ยิ้มแย้ม อากาศเย็น คนก็ใจเย็นลง

ผมว่าซีซั่นนี้เหมาะกับการทำอะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะงานที่ต้อง build อารมณ์มากๆ สำหรับผม นี่คือช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเขียนหนังสือ คิดงานต่างๆนานา หนุ่มสาวที่คบกันมาระยะหนึ่ง เขาก็นิยมแต่งงานกันช่วงนี้ แหม ก็อากาศมันเป็นใจนี่นา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็มีข่าวดีครับ คือเพิ่งได้ข้อสรุปในเรื่องของหนังสือเล่มใหม่ที่จะเขียน ก็ตกลงว่าจะพิมพ์กับ "สำนักพิมพ์ชวนอ่าน" ในเครือ OKLS อีกเช่นเคย เพิ่งคุยกับคุณบุ๊ง จิตรลดา โลจนาทร ผู้บริหารสำนักพิมพ์ได้ข้อสรุปไป

หลังจากหนังสือเล่มแรก "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ขายดีเกินคาด เล่มที่สองก็แน่นอนว่าเกี่ยวกับสามก๊กเช่นเคย ส่วนจะเป็นแนวไหนยังไง ไว้จะเล่าให้ฟัง

ยังไงอย่าลืมติดตามกันนะครับ ตอนนี้ก็เสร็จไปเกินครึ่งแล้ว น่าจะวางขายได้ต้นปีหน้า ช่วงนี้ผมคงแบ่งเวลาไปเขียนหนังสือด้วย แต่ก็จะอัพเดตบล็อกอยู่เรื่อยๆ ไม่หายไปไหน พลังยังเหลือครับ โฮ่ๆๆๆ

ตั้งแต่ทำบล็อกมาจริงๆจังๆได้ 2 เดือน มีหลายท่านให้เกียรติเข้ามาติดตามอ่าน ก็นับได้หลายร้อยคลิ๊กแล้ว ดีใจและเป็นกำลังใจที่ดีมากๆครับ บางคนฝากมาบอกว่าผมเขียนบล็อกดี ก็ขอบพระคุณทุกท่านนะครับที่ติดตามกัน คิดเห็นยังไงเม้นท์ไว้ด้วยก็ดีครับ ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน

ดูแลสุขภาพนะครับทุกท่าน และขอให้มีความสุขกับฤดูกาลดีๆครับ :)

Sunday, November 15, 2009

ขบถโพกผ้าเหลือง กับ "คำถามของประชาชน"


หลายคนบอกว่า "ยุคสามก๊ก" เกิดขึ้นเพราะ "โจรโพกผ้าเหลือง" ซึ่งเป็นความคิดที่ผมไม่เคยเห็นด้วย และไม่มีวันจะเห็นด้วย

ข้อแรก ผมเคยบอกไปแล้วในหนังสือ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ว่า "ขบถโพกผ้าเหลือง" หรือ "ขบวนการปฏิวัติประชาชนโพกผ้าเหลือง" นั้น ไม่ใช่ "โจร" แต่เป็นประชาชนที่ลุกขึ้นมาสู้กับความอยุติธรรม

ข้อที่สอง แนวคิด "โทษประชาชน" ว่าพวกเขาลุกขึ้นมาก่อจลาจลจนบ้านเมืองวุ่นวาย เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ เป็นการ "อ้างความจริงแต่เพียงส่วนเดียว" โดยไม่ได้ดูเลย ว่าราชวงศ์ฮั่นในยุคนั้นบริหารบ้านเมืองอย่างเหลวแหลกฟอนเฟะขนาดไหน อะไรจึงเป็นเหตุให้คนไหลไปเข้ากับฝ่ายของ "นักบุญเตียวก๊ก" มากมายครึ่งค่อนประเทศขนาดนั้น

พูดถึงเรื่องของ "นักบุญ" เลยนึกได้ ขอเล่าเรื่อง "การทำบุญ" นิดหนึ่งครับ

ผมเป็นคนที่ทำบุญบ่อยพอสมควร

พูดแบบนี้ ไม่ได้จะอวดจะอ้างคุณงามความดีอะไร เพราะไม่เคยและไม่ชอบทำแบบนั้นอยู่แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเป็น และหลายท่านอาจเป็นเหมือนผม คือ มักจะเลือกทำบุญกับวัด มูลนิธิ หรือหน่วยงานที่เรามั่นใจว่าเขาเอาเงินของเราไปใช้ประโยชน์ มิใช่เอาไปละลายแม่น้ำ หรือไปใช้เพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง

แม้หลายคนจะเชื่อว่า ทุกครั้งที่มีจิตใจตั้งมั่นจะทำบุญทำกุศล บุญกุศลนั้นย่อมตกถึงเราอยู่แล้ว โดยไม่สำคัญว่าเขาจะเอาทรัพย์ที่เราบริจาคไปทำอะไร อย่างไร แต่ผมก็ยังตัดใจไม่ได้สักที

จะว่าไม่ปล่อยวางก็ยอมรับ แต่ผมคิดว่า หากมีทางเลือก เราควรบริจาคทานให้กับคนที่เขาจำเป็น และเอาเงินเราไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรจริงๆ

ที่ๆผมทำบุญเป็นประจำก็มีหลายที่ อาทิ มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช หรือถ้าเป็นวัด ก็มักจะไปที่วัดสวนแก้ว วัดที่ผมเห็นว่าเอาเงินที่ผมบริจาคไปช่วยคนยากคนจน

ผมจำคำพูดที่พระพยอมท่านเทศน์ไว้นานแล้วว่า "อย่าเป็นคนดีที่แสนโง่" กล่าวคือ อย่าสักแต่ว่าจะทำความดี โดยไม่สนใจอะไรอื่น ที่สุดแล้ว ความดีนั้นจึงไปเข้าปากเหยี่ยวปากกา ปากมิจฉาชีพ กลายเป็นว่าคนดีต้องถูกหลอกใช้ เช่นนี้คือ "คนดีที่แสนโง่"

เพราะ "บุญ" เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ การจะทำให้มันเกิดประโยชน์ เกิดมรรคผลต่อสังคม เราจึงควรจะได้รู้ได้เห็น เราจึงต้องกล้าที่จะ "ตั้งคำถาม"

ผมว่าคนไทยมักถูกบังคับให้อย่า "ตั้งคำถาม" กับอะไรหลายๆอย่าง

อย่า "ตั้งคำถาม" กับคำว่า "บุญกุศล" ถ้ายังสงสัย แปลว่ายัง "ไม่ปล่อยวาง" จะทำให้ "ไม่ได้บุญ" ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก

เช่นเดียวกับการ "ปิดโอกาส" ในการตั้งคำถามต่อคนบางคนในสังคม ว่าพวกเขา "ดีจริง" หรือไม่ ซึ่งหากใครไปตั้งคำถามเข้า จักกลายเป็นคนไม่ดี เป็นคนชั่วช้า เท่ากับเป็นการ "ผูกขาดความดี" ไว้กับคนบางกลุ่ม

ที่สุดแล้ว จึงลงเอยด้วย "ความอยุติธรรม" และเมื่อไม่มีความยุติธรรม ความสงบจึงไม่เกิด

แผ่นดินจีนแตกออกเป็นสามก๊ก ก็ด้วยความอยุติธรรมเป็นเหตุหลัก คนกลุ่มหนึ่งเสวยสุข แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจนแร้นแค้น จึงเป็นที่มาของความวุ่นวาย จลาจล บ้านเมืองแตกออกเป็นเสี่ยง

นั่นเพราะคนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน ลุกขึ้นมา "ตั้งคำถาม" พร้อมๆกัน

ไม่ว่าประเทศไหน ชาติใดในโลก เมื่อผู้ใต้ปกครองลุกขึ้นมา "ตั้งคำถาม" ผู้ปกครองก็จำเป็นต้อง "ตอบคำถาม"

หากผู้ปกครอง ไม่มี "คำตอบ" ให้กับคำถามของประชาชน ความวุ่นวายก็จะเกิด เพราะพวกเขาต้องการคำตอบที่ดีกว่า

"ความสงบ" ที่ทุกคนต้องการ จะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการ "ร้องเพลงชาติ" ไม่ใช่ด้วยการกรอกหูคนเช้าเย็นด้วยคำว่า "สามัคคี" แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ "คำตอบ" ที่พวกเขาต้องการ

นั่นคือเหตุผลที่ผม "ศรัทธา" และ "หวงแหน" ในระบอบ "ประชาธิปไตย" เพราะมันเป็นระบอบเดียวที่เปิดโอกาสให้เจ้าของประเทศทุกคนได้หาคำตอบ..

และเลือกทางเดินชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง!!

Thursday, November 5, 2009

เที่ยวงานภูเขาทอง


























เมื่อคืนวันที่ 4 พ.ย.ไปเที่ยวงานภูเขาทอง วัดสระเกศมาครับ เป็นคืนสุดท้ายพอดี ช่วงลอยกระทงเค้าจัด 7 วัน 7 คืน

สมัยก่อนบ้านอาม่าผมอยู่แถวนั้น พอมีงานวัด เห็นภูเขาทองผูกผ้าแดงเมื่อไหร่ เด็กๆก็จะไปเที่ยวกัน สนุกมาก

งานวัดภูเขาทองนี่ ที่ดีมากคือ ทุกอย่างจะเป็นของเดิมๆหมด ร้านรวงที่มาออก ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ ยิงปืน (ถ้ายิงโดนตุ๊กตาจะเต้นโชว์ให้ดู) ผมเองกลัวความสูงมาตั้งแต่เด็ก เลยเล่นได้แต่ม้าหมุน

นอกนั้น ของที่เป็นเอกลักษณ์ พวกคนแปลกๆ นางเงือก บ้านผี ฯลฯ เป็นยังงี้มากี่สิบปี ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม

ทุกครั้งที่ไปเดิน จึงเหมือนกับได้ย้อนอดีต ไปหาความทรงจำเก่าๆ หลายคนพอเริ่มมีอายุ อาจเกิดความรู้สึกโหยหาอดีต ผมก็เป็นครับ

ผมเป็นคนไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ไม่ชอบวิ่งตามมัน พอมีโอกาสได้เจอกับของเก่าๆ จะอิน มีความสุขมาก

เดินผ่านร้านขายของเล่น เจอหน้ากากยอดมนุษย์ เด็กสมัยผมชอบกันมาก พวกยอดมนุษย์ห้าสี ตอนเด็กผมชอบสีเหลือง เลยซื้อหน้ากากสีเหลืองของไดน่าร์แมน รู้สึกว่าตัวเองตอนนั้นเท่สุดๆ ส่วนน้องสาวซื้อหน้ากากฮีโร่อีกแบบหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่ยังจำตัวหน้ากากได้ มันก็ยังวางขายอยู่อย่างนั้น

ก่อนกลับไปซื้อขนมปังสังขยาตรงซอยแม้นศรี จำได้ว่ากินเจ้านี้มาตั้งแต่เด็ก จะมีผู้ใหญ่ไปซื้อมา นึ่งร้อนๆ เด็กๆก็มารุมกันกิน ผมสังเกตว่ารถที่แกใช้ขายนั้นเก่ามากแล้ว แต่ยิ่งเก่ายิ่งดูขลัง

คุยกะเจ๊ที่ขาย แกก็ชวนคุย บอกว่าหนุ่มสาวสมัยนี้ใช้เงินกันไม่ค่อยระวัง ยิ่งดอกเบี้ยต่ำติดดิน คนก็ยิ่งไม่อยากฝากแบงค์ เอาเงินมาใช้หมด ไม่รู้จักเก็บออม ยิ่งดอกเบี้ยต่ำ แทนที่คนจะเก็บเงิน เลยยิ่งกู้ เพราะเสียดอกน้อย ออกรถป้ายแดงกันให้พรึ่บไปหมด

ผมฟังแล้วก็นึก วันเวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ จะมาฝากแบงค์กินดอกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เหมือนสมัยก่อนไม่ได้อีกแล้ว เดี๋ยวนี้ยิ่งฝากแบงค์ ยิ่งจน

มีความสุขกับอดีต แต่ต้องไม่จมกับอดีตเนอะ ก้าวต่อไปครับ

เฮ้อ...แก่แล้วมั้งเนี่ย เรา อิอิ

Monday, October 26, 2009

ภาพจากงานเสวนา "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้"

ภาพจากงานเสวนา "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่เวทีกิจกรรม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ โดยผมเอง "ชัชวนันท์ ชี้ชัด" สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก และ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008, เจนวิทย์ อภิชัยนันท์ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทย 3 สมัย, โอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย และพิธีกร "น้องพลอย" สุภจรรยา สิริพูน เจ้าของตำแหน่งดัชชี่เกิร์ล ปี 2007 มีแฟนๆและผู้สนใจเข้าร่วมฟังมากมาย ขอบคุณทุกคนนะคร้าบบบ แหะๆ ได้กำลังใจอีกเป็นกองเลยทีเดียว















Sunday, October 18, 2009

สามก๊ก ฉบับ นักบริหาร...พันธุ์แท้

















เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ผมเพิ่งไปพูดในงานเปิดตัวหนังสือชุด "สามก๊ก ฉบับ นักบริหาร" ของศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน ปรมาจารย์สามก๊กแห่งสยามประเทศ ที่เวทีกิจกรรม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้พบและเสวนาคู่กับอาจารย์เจริญอย่างเป็นทางการบนเวที ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ที่งานเปิดตัวหนังสือชุดเดียวกันนี้ ณ ร้านคิโนคูนิยะ สาขาสยามพารากอน

ครานี้ ผมเจอกับอาจารย์เจริญและภรรยาก่อนขึ้นเวทีประมาณ 20 นาที อาจารย์เจริญเห็นผมท่านก็เข้ามาตบไหล่ทักทายอย่างเป็นกันเอง ไม่ถือตัว ทักทายกันไม่ทันจะกี่คำก็เริ่มต้นคุยเรื่องสามก๊กกันอย่างออกรสทันที โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบกายอีกต่อไป

ผมรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ถกเรื่องสามก๊กกับอาจารย์ ยังพูดกับทุกคนเสมอว่า ที่ศึกษาเรื่องสามก๊กจนคลั่งไคล้ถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะได้ดู "สามก๊ก ฉบับ นักบริหาร" ของอาจารย์เจริญทางช่องเก้า อสมท.สมัยก่อนโน้น (เมื่อก่อนยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือ) ทุกวันนี้ได้มาพูดคุยกับท่าน ยิ่งรู้สึกนับถือในความรอบรู้ จนคุยกันอย่างออกรสออกชาติทุกครั้ง


ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ถกกันบนเวที บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานกันเอง อาจารย์เจริญและผมจะคอยเสริมกันและกัน ในประเด็นที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด ทุกครั้งที่ผมพูดจบในหนึ่งประเด็น อาจารย์ท่านจะเสริมเพิ่มเติมให้เสมอ

เช่นเดียวกับเมื่อท่านสาธยายจบในแต่ละประเด็น ผมก็มักได้โอกาสเสนอความรู้อันน้อยนิด เพื่อความต่อเนื่องและเติมรสชาติให้ผู้ชมลิ้มรสวรรณกรรมล้ำค่าได้มากขึ้น

สนุก ประทับใจ และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง...

ผู้น้อยขอคารวะปรมาจารย์หนึ่งจอกครับ!!

Thursday, October 15, 2009

สามก๊กข้ามรุ่น

ภาพจากการไป Survey หนังสือตัวเองที่ ซีเอ็ด สาขาจามจุรีสแควร์ ครับ

"อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ได้เป็น Recommended book แล้ว เย้ๆ
เมื่อไหร่จะเป็น Bestseller เหมือนสาขาแถบชานเมืองบ้างหนอ

แต่คงใกล้แล้วล่ะ ผมไปสองครั้ง ครั้งแรก ปลาย ก.ย.
กำลัง "ชกข้ามรุ่น" อย่างเมามันส์ มีอยู่ 10 กว่าเล่ม

ไปอีกครั้ง วันที่ 13 ต.ค. เหลืออยู่เล่มเดียว วางอยู่ข้างหนังสือสีดำๆ
ยังเป็น Recommended book เหมือนเดิมคร้าบบบ










อันนี้ไปอีกรอบเมื่อ 13 ต.ค. วางอยู่ข้างๆหนังสือ Brand Signature



Port Macquarie Accommodation

Friday, October 9, 2009

งานเสวนา "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้ " ฉลองพิมพ์ครั้งที่สาม


แจ้งข่าวให้พี่น้องทราบครับ สำนักพิมพ์ชวนอ่าน จะจัดเสวนาในหัวข้อ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ฉลองการพิมพ์ครั้งที่สามของหนังสือ ที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม นี้ เวลา 12.00-13.00 (เที่ยงตรงถึงบ่ายโมงตรง) เป็นวันสุดท้ายของงาน ที่เวทีกิจกรรม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นะครับ น้องๆและผู้สนใจที่อยากเจอกัน แวะไปที่งานวันนั้นได้ครับ

สำหรับกิจกรรม จะเป็นการเสวนาบนเวที โดยมีผู้เข้าร่วม เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ชื่นชอบเรื่องสามก๊ก จำนวนสามคน ดังนี้ครับ

1. ผมเอง "อาท ชี้ชัด" ชัชวนันท์ สันธิเดช ผู้เขียนหนังสือเบสเซลเลอร์ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" เจ้าของตำแหน่ง "สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" และ "สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008"

2. คุณเจนวิทย์ อภิชัยนันท์ "สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทย 3 สมัย" เจ้าของฉายา "เจ้าพ่อไวท์บอร์ด" หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ระดับตำนาน

3. คุณโอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ "สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย" บรรณาธิการ นักเขียน ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้แปลหนังสือชุด "พ่อรวยสอนลูก"



ดำเนินรายการโดย พิธีกรสาวสวย "น้องพลอย" สุภจรรยา สิริพูน ผู้ชนะเลิศการประกวด "ดัชชี่เกิร์ล ปี 2007" ในประเภทพิธีกร ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการ Active Generation ทาง FM 99 Sport Radio

น้องๆ เพื่อนๆ และผู้สนใจทุกท่าน อย่าลืมแวะเวียนไปพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กันตามวันและเวลาดังกล่าวนะครับ เรียนเชิญทุกท่านครับ

Thursday, October 1, 2009

ภูมิใจที่เป็นคนจีน


1 ตุลาคม 2009

วันนี้เป็นวันชาติจีนครับ


ไม่ใช่วันชาติธรรมดา แต่มันคือวันครบรอบ 60 ปี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ผมนั่งดู CCTV อยู่ที่บ้านเพลินๆทั้งวัน อากาศเย็นๆ มีความสุขมาก

ใครที่ได้ดู คงคิดเหมือนผม งานเฉลิมฉลอง 60 ปี PRC (The People's Republic of China) ยิ่งใหญ่ ตระการตา สุดจะหาอะไรมาเปรียบ การแสดง การเฉลิมฉลอง ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั้งวัน

จุดที่ผมชอบเป็นพิเศษ คือขบวนที่นำเอาภาพของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เก่าๆมาแห่ที่ละคน คนแรกคือ "ประธานเหมา" เป็นภาพที่ท่านยืนอ่านประกาศตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ศาลาประชาคม ตรงจุดนี้ วันเวลาเดียวกันนี้ เมื่อ 60 ปีที่แล้ว พร้อมปลดแอกประชาชนออกจากระบอบขุนศึกใต้คราบประชาธิปไตยจอมปลอมของเจียงไคเช็ค

นอกจากนั้น ยังมีภาพอดีตผู้นำคนต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของประเทศ ถูกนำออกมายกย่องเชิดชู ไม่ว่าจะเป็น เจียงเจ๋อหมิน จ้าวจื่อหยาง รวมทั้งเติ้งเสี่ยวผิง ที่แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญใดๆเลย แต่เป็นคนผลักดันในการเปิดประเทศจีนออกคบค้ากับสมาคมโลก นำความมั่งคั่งมาสู่ประชาชน ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอยู่ในปัจจุบัน

และที่ลืมไม่ได้ คือภาพของ ดร.ซุนยัดเซน ที่แม้จะไม่ได้อยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เป็นเสมือนบิดาผู้ปลดปล่อยคนจีนออกความเป็นทาส ใต้ระบอบราชาธิปไตยที่ชั่วร้ายฟอนเฟะ น่าเสียดายที่ระบอบสาธารณรัฐของ ดร.ซุน ผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง ถูกนำไปบิดเบือนด้วยน้ำมือคนบ้าอำนาจไม่กี่คน

อีกจุดที่ผมประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ผู้นำจีนต้อง "ยืน" ดูความตระการตานั้นอยู่บนเทียนอันเหมิน ไม่มีใครได้นั่ง

ทุกคนยืนดู แม้จะเหนื่อย จะเมื่อย ก็ต้องยืน ยืนอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง แม้แต่ผู้นำที่อายุมากแล้วอย่างเจียงเจ๋อหมิน ก็ต้องยืน จนช่วงท้ายๆ หน้าตาแต่ละคนอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด หลายคนเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อจากการที่หน้าต้องปะทะกับแสงแดดมาหลายชั่วโมง

นี่คือความแตกต่าง ที่มีในเฉพาะประเทศที่ "ประชาชนเป็นใหญ่"

ในประเทศนี้ "ประชาชนยืน ผู้นำก็ต้องยืน"

ดูแล้วอดภูมิใจไม่ได้ แม้ใครจะว่าขี้ตู่ ไปเกี่ยวอะไรกะเขา

แต่จริงๆแล้ว ในกายผม มีแต่ "เลือดจีน 100%"

อากง อาม่า ทั้งฝั่งพ่อ ฝั่งแม่ เป็นจีนแท้ๆ

ผมรักเมืองไทย เพราะมันคือแผ่นดิน ถิ่นอาศัย ที่ๆให้โอกาสกับผม

แต่ผมก็รักเมืองจีน เพราะมันคือรากที่มา (country of origin) ของผม

ไม่มีประเทศจีน ไม่มีคนจีน ก็ไม่มีอากง ไม่มีอาม่า ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีตัวผม

หลายคนบอกว่า "คนเราต้องรักแผ่นดินเกิด"

ผมเป็นเช่นนั้นไม่ผิดเพี้ยน ผมรักเมืองไทย ที่ๆผมเกิดและให้โอกาสกับผม

เป็นที่ๆผมอยู่แล้วมีความสุขที่สุด

แต่ผมขอรักเพิ่มอีกประเทศ

คือ ประเทศที่เป็นที่มา ประเทศที่ทำให้มีตัวผม

1949-2009 หกสิบปีพอดี
"ภูมิใจที่เป็นคนจีนครับ"


ภาพประกอบ: CCTV.com

Port Macquarie Accommodation

Sunday, September 27, 2009

ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง "เกิดเป็นคนอย่าฝืนชะตาฟ้า"


หนึ่งในปราชญ์ที่โผล่มาในวรรณกรรมสามก๊กเพียงครั้งเดียว และมักจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนัก ทว่ามุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองของเขา ถือได้ว่าลึกซึ้งไม่แพ้มังกรอย่างขงเบ้งเลย เขาผู้นั้นคือ "ซุยเป๋ง"

ซุยเป๋ง เป็นเพื่อนสนิทของขงเบ้ง จบมาจากสำนักของสุมาเต๊กโชเช่นเดียวกัน เราได้ยินคำพูดของเขาเพียงครั้งแรกและครั้งเดียว จากบทสนทนาสั้นๆกับเล่าปี่ เมื่อครั้งพระปิตุลามาตามเจ้ามังกรเร้นกายไปช่วยทำการใหญ่ จนกลายเป็นตำนาน "สามเยือนกระท่อมหญ้า" อันลือลั่น

เล่าปี่มาหาขงเบ้งครั้งแรกแต่ไม่พบ ระหว่างทางขากลับ เจอซุยเป๋งเดินสวนมา เห็นกิริยาท่าทางน่าเชื่อถือราวกับอาจารย์ผู้ใหญ่ จึงเข้าไปโค้งคำนับถามไถ่ ซุยเป๋งปฏิเสธอย่างสุภาพว่าตนเองไม่ใช่ขงเบ้ง แต่ที่มานี่ก็กะจะมาพบคนๆเดียวกับที่เล่าปี่ต้องการพบนั่นแล

ฝ่ายซุยเป๋งถามเล่าปี่กลับว่า ท่านมาหาขงเบ้งมีธุระอันใด เล่าปี่จึงเผยให้ปราชญ์เต๋าผู้ทรงภูมิได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของตน ที่หวังมาชวนยอดคนแซ่จูกัดไปช่วยทำราชการกู้ชาติกู้แผ่นดิน

ซุยเป๋งหัวเราะและชี้ว่า การเชิญขงเบ้งออกไปฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นนั้น จักเหนื่อยเปล่า "ท่านไม่เคยได้ยินหรือ น้อมตามฟ้าเป็นสุข ใครฝืนฟ้าก็ทุกข์ ชะตาฟ้าดินกำหนด มนุษย์ขัดขืนไม่ได้"

นี่เป็นวิสัยทัศน์ของซุยเป๋ง ที่จัดได้ว่า "อ่านขาด" กับสถานการณ์บ้านเมือง ซุยเป๋งมองออกว่าราชวงศ์ฮั่นใกล้ถึงกาลอวสานแล้ว การจะเอาปราชญ์ที่แม้จะเป็นยอดคนแค่ไหนออกไปช่วยฟื้นฟู ก็เป็นเรื่องยากที่จะฝืนชะตาฟ้า เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์

ที่จริงแล้ว ขงเบ้งเองก็ทราบอยู่ว่าราชวงศ์ฮั่นต้องพบจุดจบ แต่เหตุเพราะ "แพ้ใจ" เล่าปี่ จึงยอมน้อมกายถวายชีวิต เอาตัวเข้าแลก หวังจะฝืนลิขิตฟ้า ให้วงศ์ฮั่นกลับมาปกครองแผ่นดินเป็นปึกแผ่น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นอย่างที่ทราบ "ฟ้ายังต่ำ หินยังแตก แผ่นดินยังแยกออกเป็นสาม" ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ ความพยายามฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองก็รู้ว่ายากจะสำเร็จของจูกัดเหลียง มีอันต้องพังพาบลงไปจริงๆ

มนุษย์เราก็เช่นนี้ บางทีก็รู้ ก็ทราบอยู่ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกพัดพาไปในทิศทางใด แต่เมื่อยังมีความผูกพัน ความรัก ความศรัทธา ก็ยังหวังจะฝืนลิขิตฟ้า ฝืนชะตา หวังหยุดโลกไม่ให้ไหลตามไป หวังให้ทุกอย่างเป็นเหมือนดั่งที่เคยเป็นมาตลอด ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยากเหลือล้น ที่สุดแล้ว ทุกสิ่งก็ต้องจบลงด้วยความล้มเหลว ไม่เหลืออะไรสักอย่าง

แม้สติปัญญาของขงเบ้ง จะเหนือกว่าซุยเป๋งและพรรคพวกก๊วนปราชญ์ทุกคน แต่ผู้อ่านสามก๊กจำนวนมากก็ยกย่องซุยเป๋งว่า เป็นคนที่อ่านโลกเป็น ไม่ฝืนลิขิตฟ้า จึงได้พบกับความสุขตลอดชีวิต ไม่ต้องออกมาทนทุกข์ทรมานเหมือนเพื่อนอย่างขงเบ้ง

ว่ากันตรงๆ "ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง" มองมุมไหนก็ไม่เป็นรอง "ยุทธศาสตร์หลงจง" ของขงเบ้งเลย



ภาพประกอบ: baike.baidu.com

Saturday, September 26, 2009

ก๊วนกินเหล้าของขงเบ้ง "ปราชญ์พึงคบมิตร"


"..สรวลสุราขุ่น ป้านใหญ่ ให้ตำนาน เก่าเก่าใหม่ใหม่ เสพย์สราญ ว่ากันไป"

ท่อนหนึ่งของกลอนเปิดเรื่องสามก๊ก บทกวีที่ขับขานกันในวงเหล้า เปรียบแม่น้ำแยงซีเกียงกับวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับอะไร

ท่านทั้งหลายมี "ก๊วนเสวนา" ไหมครับ? ในที่นี่ผมหมายถึงกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จัก ที่นัดพบปะสังสรรค์กันบ่อยๆ มีความสนใจในเรื่องที่คล้ายคลึง พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน

อย่าได้มองของแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ปราชญ์ที่แท้ย่อมเสาะแสวงหาปราชญ์ด้วยกันเป็นมิตร ลับสมองประลองปัญญา เชื่อไหมครับว่า แม้แต่ขงเบ้งก็มี "ก๊วนกินเหล้า" ของเขาเช่นเดียวกัน

ใครเคยอ่านสามก๊กอาจจำได้ ตอน "สามเยือนกระท่อมหญ้า" ที่ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ไปตามหาตัวท่านมังกรเร้นกายมาช่วยทำการใหญ่ สามพี่น้องได้เจอกับก๊วนกินเหล้าของขงเบ้งกลุ่มนี้ ประกอบไปด้วย โก๊จงหงวน เบงคงอุย ชีซี และซุยเป๋ง ทั้งหมดเป็นศิษย์ร่วมสำนักของ "ซินแสแว่นน้ำ" สุมาเต๊กโช

คนกลุ่มนี้พูดคุยกับเล่าปี่ไม่กี่คำ การสนทนาจบลงอย่างไม่น่าประทับใจนัก แต่ก็ทำให้เราได้เห็นถึงภูมิปัญญาที่ล้ำเลิศ สมกับที่เป็นเพื่อนร่วมสำนักของขงเบ้ง

ปราชญ์เหล่านี้เป็นปราชญ์เต๋า ไม่มัวเมาในลาภยศชื่อเสียง ขอเพียงสนุกสนานอยู่กับธรรมชาติ พายเรือเล่น ท่องเที่ยวตามขุนเขา แม่น้ำลำธาร เหนื่อยก็พักกายาใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟังเสียงธารน้ำไหล เมื่อเหงาก็นัดพบกัน เล่นหมากล้อม ร่ำสุราตามอัธยาศัย

ปราชญ์คนไหนพ่ายแพ้ต่อความยั่วยวนของโลกวุ่นวายภายนอก สละกระท่อมน้อยออกไปผจญเพลิงสงคราม ก็ต้องทุกข์ยากไปตามๆกัน หาความสุขแท้ไม่ได้จนวันตาย ไม่ว่าจะเป็นชีซี หรือแม้แต่ขงเบ้งก็ตาม

คนเก่งๆในโลกนี้ยังมีอีกเยอะ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทะเยอะทะยานอยาก หลายคนสมองเป็นเลิศ แต่พอใจที่จะใช้ชิวิตสันโดษ มีความสุขกับวันนี้ คนเช่นนี้แหล่ะ..น่าอิจฉาที่สุดแล้ว

การคบมิตรที่เป็นบัณฑิต เพื่อช่วยกันลับสมองประลองปัญญา ให้ประโยชน์กับเราได้มากมายเกินคาดเลยทีเดียว ทุกคนสามารถทำได้ บางคนอาจมีกลุ่มสหายที่มาจากหลากหลายวงการ พบปะกันบ่อยๆ อาทิตย์และครั้ง หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง หาประเด็นเสวนากัน แลกเปลี่ยนความรู้ ส่วนใครจะใฝ่หาทางโลกหรือทางธรรม ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

บัณฑิตพึงคบมิตร คบหาบัณฑิต เปิดหูเปิดตา เปิดโลกทรรศน์ แล้วท่านจะรู้ว่า ในโลกนี้มีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมากมายเลยทีเดียว

Thursday, September 24, 2009

สถานการณ์ล่าสุด "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้"


ตอนนี้หนังสือ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ที่ผมเขียนก็ขายดีขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าเป็นเพราะการบอกปากต่อปาก ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนนะครับ สถานการณ์ล่าสุดก็เป็นดังนี้ครับ

จำนวนครั้งที่พิมพ์:
กำลังจะพิมพ์ครั้งที่สาม

ร้านที่วางขาย:
วางขายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป นำโดย "ซีเอ็ด" โดยที่ซีเอ็ดนี่ติดอันดับ Bestseller บางสาขา และเป็น Recommended Book หลายสาขา

นอกนั้นก็มีที่ "Kinokuniya" ทั้งที่ สยามพารากอน และ เซ็นทรัลเวิลด์

และล่าสุดก็มีที่ "บุ๊คสไมล์" (ของเซเว่นอีเลฟเว่น) แล้วนะครับ (วางคู่กับสามก๊กของคุณก่อศักดิ์และอาจารย์เจริญเลย ดีใจจัง)

อื่นๆก็มีขายที่ "CU-Book", "รร.ภาษาจีน OKLS ทุกสาขา" ฯลฯ

ร้านหนังสือดังๆที่หนังสือผมไม่ได้วางขาย มีแค่ B2S เท่านั้นครับ อันนี้เป็นนโยบายของสายส่ง ไม่เกี่ยวกับสำนักพิมพ์นะครับ

ถ้าหาไม่เจอจริงๆ วิธีง่ายที่สุดคือไปที่ร้านซีเอ็ดสาขาไหนก็ได้ แล้วถามที่เคาน์เตอร์ ถ้าสาขานั้นไม่มีวางอยู่ ให้ order ได้เลย ภายในหนึ่งอาทิตย์จะได้รับหนังสือครับ

สำหรับน้องๆที่อยู่ต่างจังหวัด และหาหนังสือไม่ได้ สั่งออนไลน์ได้ที่

เว็บเคล็ดไทย
http://www.kledthaishopping.com/product.detail_35258_th_2160576

เว็บซีเอ็ด
http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?No=9786119011908&AspxAutoDetectCookieSupport=1

สุดท้าย สำนักพิมพ์กำลังจะมีงานเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่งาน "มหกรรมหนังสือระดับชาติ" วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม นี้ เวลา 12.00-13.00 ใช้ชื่อหัวข้อ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ชื่อเดียวกับหนังสือนะครับ จะมีแขกรับเชิญหลายท่านไปเสวนากะพี่อาท น้องๆคนไหนอยากคุยเรื่องสามก๊กกับพี่ไปเจอกันได้ครับ

อ้อ..บนเวทีจะมีประกวด "เล่าเรื่องตัวละครสามก๊กในดวงใจ" รายละเอียดดูได้ที่บทความข้างล่างนะครับ

อ่านแล้วชอบไม่ชอบยังไง มาคอมเม้นท์บอกไว้ที่บล็อกนี่ก็ได้ครับ ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งสำหรับการสนับสนุนที่ดีมาตลอด ดีใจมากๆ และไม่คิดว่าจะได้รับการตอบรับดีขนาดนี้ ได้กำลังใจอีกเป็นกองเลยขอรับ

Monday, September 21, 2009

ประกวดเล่าเรื่อง "ตัวละครสามก๊กในดวงใจ"


สำนักพิมพ์ชวนอ่าน และ โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS)
ขอเชิญผู้สนใจร่วมประกวดเล่าเรื่อง “ตัวละครสามก๊กในดวงใจ”


รอบคัดเลือก
ณ โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS) สาขา สยามพารากอน
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00-16.00 น.

รอบชิงชนะเลิศ
ในงานเสวนา “อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้”
ณ มหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00-13.00 น.


ผู้สนใจสามารถขอรับใบสมัครได้ที่ OKLS ทุกสาขา หรือ ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่นี่
สามารถส่งได้ตั้งแต่วันนี้ - 7 ตุลาคม 2552 ที่ OKLS ทุกสาขา หรือทางไปรษณีย์ที่


โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS)
เลขที่ 49 อาคารศูนย์การค้าเดอะมอลล์ สาขารามคำแหง
ชั้น 3 ห้องเลขที่ 3 บี-แอล 36
ถ.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ OKLS ทุกสาขา
สายด่วน 02-319-2521 ต่อ 13-14 ในเวลา 9.00-18.00 เท่านั้น
Call Center 02-937-0007

ชวนน้องไปค่าย


ปิดเทอมนี้ วันที่ 19-22 ต.ค. พี่อาทชวนน้องๆไปแคมป์ด้วยกันนะครับ เป็นแคมป์พัฒนาศักยภาพตนเอง โดยใช้หลัก NLP ซึ่งเป็นหลักที่พี่อาทใช้จนได้แชมป์ "แฟนพันธุ์แท้แห่งปี" มาแล้ว

ทีมวิทยากรคือทีมพี่ๆแฟนพันธุ์แท้ นำโดย "พี่บ๊อบ" โอฬาร แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย "พี่เจนวิทย์" แฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทย "พี่ป๊อก" พีรพงษ์ แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม รวมทั้งตัวพี่อาทก็ไปอยู่กับน้องๆตลอดสี่วันครับ

รายละเอียดอยู่ข้างล้างนี้ สนใจสมัครได้ที่ซีเอ็ดทุกสาขาเลยนะครับ

---------------------

“NLP เทคนิคที่ทำให้เด็กผิวสีคนหนึ่ง กลายเป็นบุรุษที่ชื่อ Barack Obama ผู้นำสหรัฐอเมริกาที่โลกต้องจดจำ"


ระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต กับคนที่ล้มเหลวมีอะไรที่แตกต่างกัน ใช่ความฉลาดหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพราะโชคชะตา เรื่องของความฉลาด และโชคชะตานั้นเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่ล้มเหลวที่ใช้ในการปลอบใจตัวเองเท่านั้น !!!

น้อง ๆ ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ครอบครัวมีความพร้อม มักจะรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้อะไร เพราะทุกวันนี้มีพร้อมอยู่แล้ว ย้ำว่าเพราะทุกวันนี้ !!!! (แค่วันนี้) ไม่มีอะไรที่จะการันตีได้ว่าแล้วในอนาคตล่ะ !!!!! เราจะพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นได้ด้วยตนเองหรือไม่ นั่นคือความท้าทายที่รอเราอยู่ อย่าหลอกตัวเองว่า “เราน่าจะสบายไปตลอดชีวิต” มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

อริสโตเติล เคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเป็นประจำทุก ๆ วัน ความเป็นเลิศของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากแค่การกระทำ แต่ต้องกระทำอยู่ทุก ๆ วันจนเป็น “นิสัย

นิสัยแห่งความสำเร็จที่ต้องกระตุ้นให้เกิดในตัวเอง ตามแนวคิดของการใช้ภาษาจิตเพื่อพัฒนาศักยภาพ (Neuro Linguistic Programming: NLP) ของ Richard Bandler และ John Grinder มี 11 ประการ คือ
1. Confidence: ความมั่นใจในตนเองว่า “ทำได้”
2. Motivation: การสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง
3. Effort: ความเต็มใจ สมัครใจที่จะลงมือทำ
4. Problem Solving: การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
5. Common Sense: การตัดสินใจที่ถูกต้อง
6. Responsibility: มีความรับผิดชอบ
7. Initiative: มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมที่จะเป็นผู้บุกเบิก เริ่มต้นก่อน
8. Caring: การใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้อื่น และตนเอง การไม่เอาแต่ใจตนเอง
9. Teamwork: การมีความสามัคคี และสามารถทำงานเป็นทีมได้ดี
10. Perseverance: มีความมุ่งมั่นตั้งใจ
11. Goal Setting: เป็นคนมีเป้าหมาย และมีมาตรฐานสูง

SE-ED Success Camp เป็นค่ายที่ช่วยปลุกนิสัยแห่งความสำเร็จที่มีในตัวของน้องๆ วัย 12-18ปี ผ่านเกม และกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความสนุกสนาน ท้าทาย แต่แฝงด้วยเทคนคิทางจิตวิทยาเพื่อสะท้อนให้น้อง ๆ เกิดสำนึกที่ดีด้วยตนเอง โดยอาศัยแนวคิดของ การใช้ภาษาจิตเพื่อพัฒนาศักยภาพ (Neuro Linguistic Programming: NLP)

SE-ED Success Camp เป็นค่ายที่ใช้ความสนุก ความมันส์ เป็นกุศโลบาย บูรณาการกับเทคนิคทางจิตวิทยาวัยรุ่นที่จะทำให้น้อง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิด และพฤติกรรมในทางบวก สู่การเป็นคนที่มีอุปนิสัยแห่งความสำเร็จได้ด้วยตนเองต่อไป

วิทยากรหลัก: คุณ โอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ และทีมงานออกแบบกิจกรรมผู้เชี่ยวชาญ NLP
วันที่จัดค่าย: วังเทพพรหมภิมาณ รีสอร์ท จ.สระบุรี
ราคา: 12,000 บาท สมาชิกซีเอ็ดการ์ดลดได้ 5%

Thursday, September 10, 2009

คุยกับเซียน


สอนหนังสืออยู่ที่เอแบคนี่มีประโยชน์อย่างหนึ่งครับ คือทำให้ผมได้รู้จักคนเก่งๆมากมาย หนึ่งในวิธีเข้าถึงตัวก็คือเชิญท่านเหล่านั้นมาเป็นผู้บรรยายพิเศษตามจังหวะและโอกาสอันสมควร ซึ่งหลายท่านก็เมตตาเด็กๆมาให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ทั้งๆที่ต้องเดินทางไปไกลถึงเอแบคบางนาโน่น

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมเชิญ "พี่นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์" นักเขียนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการลงทุนชื่อดัง เจ้าของหนังสือเบสเซลเลอร์ 7 เล่ม มาบรรยายที่เอแบค หัวข้อเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ เลยถือโอกาสใช้เวลาให้คุ้มค่า พูดคุยขอความรู้จากพี่เค้าแทบจะทั้งวัน ทำให้ได้ประโยชน์มากมายก่ายกอง

ในงานสัมมนา ผมถามพี่นรินทร์ว่า เศรษฐกิจโลกขณะนี้ดีขึ้นหรือยัง เซียนหุ้นคุณค่าชื่อดังกล่าวว่า ขณะนี้ผ่านพ้น "จุดต่ำสุด" หรือที่เรียกว่า rock bottom มาแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าสู่ "ระยะฟื้นตัว" หรือ recovery stage อย่างเป็นทางการ ดังนั้น แม้จะโล่งใจได้เปราะหนึ่ง แต่ก็ยังต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อผมยิงคำถามต่อเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย เจ้าของนามปากกา "สุมาอี้" กล่าวว่า ไม่แน่ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเป็นตัว "V" คือ ผงกหัวกลับทันที หรือตัว "W" คือกลับขึ้น แล้วร่วงอีกรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับขึ้นอีกครั้ง แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ตัว "L" หรือการซึมยาวอย่างแน่นอน
แต่เมื่อผมถามว่า ช้าไปหรือยังที่จะนำเงินทุ่มลงไปในตลาดหุ้นขณะนี้ คำตอบที่ได้รับนั้น ชัดเจน ชี้ชัด ไม่อ้อมค้อม คือ ...

เก็บเงินไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะตอนนี้หุ้นได้พุ่งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดมากแล้ว

เซียนเขาว่ามายังงี้ แล้วท่านทั้งหลายล่ะครับ วางแผนสำหรับการเงินของตัวเองอย่างไรบ้าง บางท่านอาจบอกว่า ไม่เคยสนใจเรื่องหุ้นอยู่แล้ว จึงไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ผมอยากบอกว่า ชีวิตคือการลงทุน ถ้าท่านคิดว่าตลาดหุ้นนั้นเสี่ยงเกินไป (ซึ่งก็เสี่ยงจริง) ท่านไม่ต้องลงทุนในหุ้นก็ได้ ท่านสามารถลงทุนในกองทุนต่างๆ ทองคำ อสังหา ฯลฯ แต่การปล่อยให้เงินออมของท่านนอนหลับฝันหวานอยู่ในแบงค์คงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก เพราะนั่นหมายความว่าเงินของท่านมันสบายกว่าท่าน

ผมเองขอฝากข้อคิดไว้อย่างนี้ครับ ชีวิตคนเราจะสบาย จะไปทำอะไรสนุกๆอย่างที่ตัวเองฝันอยากจะทำได้ เงินของเราต้องทำงานหนักกว่าเรา อย่าให้มันนอนหลับ ต้องปลุกมันให้ลุกขึ้นไปทำงาน เราต่างหากที่ควรจะได้พักผ่อน ควรจะได้ไปตีกอล์ฟและมองดูมันอย่างมีความสุข นั่นมิใช่หรือ คือชีวิตที่เราต้องการ

ถ้าคำตอบคือ "ไม่ใช่" ก็ไม่ว่ากัน ฝากแบงค์กินดอก รอเงินบำนาญต่อไป แต่ถ้าคำตอบคือ "ใช่" ...

วันหลังจะมาเสนอไอเดียให้ฟัง ว่าเงินของท่านควรจะไปทำงานอย่างไรครับ!!

Tuesday, September 8, 2009

การพบกันครั้งแรกของ "แฟนพันธุ์แท้" vs "ปรมาจารย์" สามก๊ก


เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ได้รับเชิญไปพูดในงานเปิดตัวหนังสือ "สามก๊กฉบับนักบริหาร" ของ "ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน" ก็เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับอาจารย์เจริญ กูรูตัวจริงแห่งสามก๊กเมืองไทย

เขาเชิญผมคนเดียว ไปพูดคู่กับอาจารย์ มีพี่ดีเจ นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล จาก กรีนเวฟ มาเป็นพิธีกร ที่ร้านคิโนคูนิยะ สยามพารากอน ปกติผมไปร้านนี้เป็นประจำอยู่แล้วครับ

ได้ประกบคู่กับอาจารย์เจริญนี่ ดีใจมากๆ ผมอ่านสามก๊กมาตั้งแต่เด็ก นับถือในความรอบรู้ของอาจารย์ท่านมาตลอด จนผ่านมา 15 ปีผมได้มานั่งเป็นวิทยากรคู่กับท่าน ภูมิใจครับ

ก่อนกลับ ถือโอกาสมอบหนังสือ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ของตัวเองให้ท่านด้วย ท่านก็ให้ผมเซ็นให้ รู้สึกเป็นเกียรติมากๆ จากนั้นผมจึงไปลาภรรยาอาจารย์ และพี่แจน จิตติมา ที่มานั่งเป็นกำลังใจให้ตั้งแต่ต้น เห็นได้เลยว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและอบอุ่นมากๆ

เค้าอัดวีดีโอไว้ แล้วอัพไฟล์บนเว็บด้วย ไปชมกันได้นะครับ ที่นี่...

http://www.4shared.com/file/106393899/9f726c0d/3Kok-14-19-.html