Sunday, September 27, 2009

ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง "เกิดเป็นคนอย่าฝืนชะตาฟ้า"


หนึ่งในปราชญ์ที่โผล่มาในวรรณกรรมสามก๊กเพียงครั้งเดียว และมักจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนัก ทว่ามุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองของเขา ถือได้ว่าลึกซึ้งไม่แพ้มังกรอย่างขงเบ้งเลย เขาผู้นั้นคือ "ซุยเป๋ง"

ซุยเป๋ง เป็นเพื่อนสนิทของขงเบ้ง จบมาจากสำนักของสุมาเต๊กโชเช่นเดียวกัน เราได้ยินคำพูดของเขาเพียงครั้งแรกและครั้งเดียว จากบทสนทนาสั้นๆกับเล่าปี่ เมื่อครั้งพระปิตุลามาตามเจ้ามังกรเร้นกายไปช่วยทำการใหญ่ จนกลายเป็นตำนาน "สามเยือนกระท่อมหญ้า" อันลือลั่น

เล่าปี่มาหาขงเบ้งครั้งแรกแต่ไม่พบ ระหว่างทางขากลับ เจอซุยเป๋งเดินสวนมา เห็นกิริยาท่าทางน่าเชื่อถือราวกับอาจารย์ผู้ใหญ่ จึงเข้าไปโค้งคำนับถามไถ่ ซุยเป๋งปฏิเสธอย่างสุภาพว่าตนเองไม่ใช่ขงเบ้ง แต่ที่มานี่ก็กะจะมาพบคนๆเดียวกับที่เล่าปี่ต้องการพบนั่นแล

ฝ่ายซุยเป๋งถามเล่าปี่กลับว่า ท่านมาหาขงเบ้งมีธุระอันใด เล่าปี่จึงเผยให้ปราชญ์เต๋าผู้ทรงภูมิได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของตน ที่หวังมาชวนยอดคนแซ่จูกัดไปช่วยทำราชการกู้ชาติกู้แผ่นดิน

ซุยเป๋งหัวเราะและชี้ว่า การเชิญขงเบ้งออกไปฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นนั้น จักเหนื่อยเปล่า "ท่านไม่เคยได้ยินหรือ น้อมตามฟ้าเป็นสุข ใครฝืนฟ้าก็ทุกข์ ชะตาฟ้าดินกำหนด มนุษย์ขัดขืนไม่ได้"

นี่เป็นวิสัยทัศน์ของซุยเป๋ง ที่จัดได้ว่า "อ่านขาด" กับสถานการณ์บ้านเมือง ซุยเป๋งมองออกว่าราชวงศ์ฮั่นใกล้ถึงกาลอวสานแล้ว การจะเอาปราชญ์ที่แม้จะเป็นยอดคนแค่ไหนออกไปช่วยฟื้นฟู ก็เป็นเรื่องยากที่จะฝืนชะตาฟ้า เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์

ที่จริงแล้ว ขงเบ้งเองก็ทราบอยู่ว่าราชวงศ์ฮั่นต้องพบจุดจบ แต่เหตุเพราะ "แพ้ใจ" เล่าปี่ จึงยอมน้อมกายถวายชีวิต เอาตัวเข้าแลก หวังจะฝืนลิขิตฟ้า ให้วงศ์ฮั่นกลับมาปกครองแผ่นดินเป็นปึกแผ่น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นอย่างที่ทราบ "ฟ้ายังต่ำ หินยังแตก แผ่นดินยังแยกออกเป็นสาม" ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ ความพยายามฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองก็รู้ว่ายากจะสำเร็จของจูกัดเหลียง มีอันต้องพังพาบลงไปจริงๆ

มนุษย์เราก็เช่นนี้ บางทีก็รู้ ก็ทราบอยู่ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกพัดพาไปในทิศทางใด แต่เมื่อยังมีความผูกพัน ความรัก ความศรัทธา ก็ยังหวังจะฝืนลิขิตฟ้า ฝืนชะตา หวังหยุดโลกไม่ให้ไหลตามไป หวังให้ทุกอย่างเป็นเหมือนดั่งที่เคยเป็นมาตลอด ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยากเหลือล้น ที่สุดแล้ว ทุกสิ่งก็ต้องจบลงด้วยความล้มเหลว ไม่เหลืออะไรสักอย่าง

แม้สติปัญญาของขงเบ้ง จะเหนือกว่าซุยเป๋งและพรรคพวกก๊วนปราชญ์ทุกคน แต่ผู้อ่านสามก๊กจำนวนมากก็ยกย่องซุยเป๋งว่า เป็นคนที่อ่านโลกเป็น ไม่ฝืนลิขิตฟ้า จึงได้พบกับความสุขตลอดชีวิต ไม่ต้องออกมาทนทุกข์ทรมานเหมือนเพื่อนอย่างขงเบ้ง

ว่ากันตรงๆ "ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง" มองมุมไหนก็ไม่เป็นรอง "ยุทธศาสตร์หลงจง" ของขงเบ้งเลย



ภาพประกอบ: baike.baidu.com

Saturday, September 26, 2009

ก๊วนกินเหล้าของขงเบ้ง "ปราชญ์พึงคบมิตร"


"..สรวลสุราขุ่น ป้านใหญ่ ให้ตำนาน เก่าเก่าใหม่ใหม่ เสพย์สราญ ว่ากันไป"

ท่อนหนึ่งของกลอนเปิดเรื่องสามก๊ก บทกวีที่ขับขานกันในวงเหล้า เปรียบแม่น้ำแยงซีเกียงกับวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับอะไร

ท่านทั้งหลายมี "ก๊วนเสวนา" ไหมครับ? ในที่นี่ผมหมายถึงกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จัก ที่นัดพบปะสังสรรค์กันบ่อยๆ มีความสนใจในเรื่องที่คล้ายคลึง พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน

อย่าได้มองของแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ปราชญ์ที่แท้ย่อมเสาะแสวงหาปราชญ์ด้วยกันเป็นมิตร ลับสมองประลองปัญญา เชื่อไหมครับว่า แม้แต่ขงเบ้งก็มี "ก๊วนกินเหล้า" ของเขาเช่นเดียวกัน

ใครเคยอ่านสามก๊กอาจจำได้ ตอน "สามเยือนกระท่อมหญ้า" ที่ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ไปตามหาตัวท่านมังกรเร้นกายมาช่วยทำการใหญ่ สามพี่น้องได้เจอกับก๊วนกินเหล้าของขงเบ้งกลุ่มนี้ ประกอบไปด้วย โก๊จงหงวน เบงคงอุย ชีซี และซุยเป๋ง ทั้งหมดเป็นศิษย์ร่วมสำนักของ "ซินแสแว่นน้ำ" สุมาเต๊กโช

คนกลุ่มนี้พูดคุยกับเล่าปี่ไม่กี่คำ การสนทนาจบลงอย่างไม่น่าประทับใจนัก แต่ก็ทำให้เราได้เห็นถึงภูมิปัญญาที่ล้ำเลิศ สมกับที่เป็นเพื่อนร่วมสำนักของขงเบ้ง

ปราชญ์เหล่านี้เป็นปราชญ์เต๋า ไม่มัวเมาในลาภยศชื่อเสียง ขอเพียงสนุกสนานอยู่กับธรรมชาติ พายเรือเล่น ท่องเที่ยวตามขุนเขา แม่น้ำลำธาร เหนื่อยก็พักกายาใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟังเสียงธารน้ำไหล เมื่อเหงาก็นัดพบกัน เล่นหมากล้อม ร่ำสุราตามอัธยาศัย

ปราชญ์คนไหนพ่ายแพ้ต่อความยั่วยวนของโลกวุ่นวายภายนอก สละกระท่อมน้อยออกไปผจญเพลิงสงคราม ก็ต้องทุกข์ยากไปตามๆกัน หาความสุขแท้ไม่ได้จนวันตาย ไม่ว่าจะเป็นชีซี หรือแม้แต่ขงเบ้งก็ตาม

คนเก่งๆในโลกนี้ยังมีอีกเยอะ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทะเยอะทะยานอยาก หลายคนสมองเป็นเลิศ แต่พอใจที่จะใช้ชิวิตสันโดษ มีความสุขกับวันนี้ คนเช่นนี้แหล่ะ..น่าอิจฉาที่สุดแล้ว

การคบมิตรที่เป็นบัณฑิต เพื่อช่วยกันลับสมองประลองปัญญา ให้ประโยชน์กับเราได้มากมายเกินคาดเลยทีเดียว ทุกคนสามารถทำได้ บางคนอาจมีกลุ่มสหายที่มาจากหลากหลายวงการ พบปะกันบ่อยๆ อาทิตย์และครั้ง หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง หาประเด็นเสวนากัน แลกเปลี่ยนความรู้ ส่วนใครจะใฝ่หาทางโลกหรือทางธรรม ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

บัณฑิตพึงคบมิตร คบหาบัณฑิต เปิดหูเปิดตา เปิดโลกทรรศน์ แล้วท่านจะรู้ว่า ในโลกนี้มีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมากมายเลยทีเดียว

Thursday, September 24, 2009

สถานการณ์ล่าสุด "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้"


ตอนนี้หนังสือ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ที่ผมเขียนก็ขายดีขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าเป็นเพราะการบอกปากต่อปาก ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนนะครับ สถานการณ์ล่าสุดก็เป็นดังนี้ครับ

จำนวนครั้งที่พิมพ์:
กำลังจะพิมพ์ครั้งที่สาม

ร้านที่วางขาย:
วางขายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป นำโดย "ซีเอ็ด" โดยที่ซีเอ็ดนี่ติดอันดับ Bestseller บางสาขา และเป็น Recommended Book หลายสาขา

นอกนั้นก็มีที่ "Kinokuniya" ทั้งที่ สยามพารากอน และ เซ็นทรัลเวิลด์

และล่าสุดก็มีที่ "บุ๊คสไมล์" (ของเซเว่นอีเลฟเว่น) แล้วนะครับ (วางคู่กับสามก๊กของคุณก่อศักดิ์และอาจารย์เจริญเลย ดีใจจัง)

อื่นๆก็มีขายที่ "CU-Book", "รร.ภาษาจีน OKLS ทุกสาขา" ฯลฯ

ร้านหนังสือดังๆที่หนังสือผมไม่ได้วางขาย มีแค่ B2S เท่านั้นครับ อันนี้เป็นนโยบายของสายส่ง ไม่เกี่ยวกับสำนักพิมพ์นะครับ

ถ้าหาไม่เจอจริงๆ วิธีง่ายที่สุดคือไปที่ร้านซีเอ็ดสาขาไหนก็ได้ แล้วถามที่เคาน์เตอร์ ถ้าสาขานั้นไม่มีวางอยู่ ให้ order ได้เลย ภายในหนึ่งอาทิตย์จะได้รับหนังสือครับ

สำหรับน้องๆที่อยู่ต่างจังหวัด และหาหนังสือไม่ได้ สั่งออนไลน์ได้ที่

เว็บเคล็ดไทย
http://www.kledthaishopping.com/product.detail_35258_th_2160576

เว็บซีเอ็ด
http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?No=9786119011908&AspxAutoDetectCookieSupport=1

สุดท้าย สำนักพิมพ์กำลังจะมีงานเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่งาน "มหกรรมหนังสือระดับชาติ" วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม นี้ เวลา 12.00-13.00 ใช้ชื่อหัวข้อ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ชื่อเดียวกับหนังสือนะครับ จะมีแขกรับเชิญหลายท่านไปเสวนากะพี่อาท น้องๆคนไหนอยากคุยเรื่องสามก๊กกับพี่ไปเจอกันได้ครับ

อ้อ..บนเวทีจะมีประกวด "เล่าเรื่องตัวละครสามก๊กในดวงใจ" รายละเอียดดูได้ที่บทความข้างล่างนะครับ

อ่านแล้วชอบไม่ชอบยังไง มาคอมเม้นท์บอกไว้ที่บล็อกนี่ก็ได้ครับ ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งสำหรับการสนับสนุนที่ดีมาตลอด ดีใจมากๆ และไม่คิดว่าจะได้รับการตอบรับดีขนาดนี้ ได้กำลังใจอีกเป็นกองเลยขอรับ

Monday, September 21, 2009

ประกวดเล่าเรื่อง "ตัวละครสามก๊กในดวงใจ"


สำนักพิมพ์ชวนอ่าน และ โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS)
ขอเชิญผู้สนใจร่วมประกวดเล่าเรื่อง “ตัวละครสามก๊กในดวงใจ”


รอบคัดเลือก
ณ โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS) สาขา สยามพารากอน
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00-16.00 น.

รอบชิงชนะเลิศ
ในงานเสวนา “อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้”
ณ มหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552 เวลา 12.00-13.00 น.


ผู้สนใจสามารถขอรับใบสมัครได้ที่ OKLS ทุกสาขา หรือ ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่นี่
สามารถส่งได้ตั้งแต่วันนี้ - 7 ตุลาคม 2552 ที่ OKLS ทุกสาขา หรือทางไปรษณีย์ที่


โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS)
เลขที่ 49 อาคารศูนย์การค้าเดอะมอลล์ สาขารามคำแหง
ชั้น 3 ห้องเลขที่ 3 บี-แอล 36
ถ.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ OKLS ทุกสาขา
สายด่วน 02-319-2521 ต่อ 13-14 ในเวลา 9.00-18.00 เท่านั้น
Call Center 02-937-0007

ชวนน้องไปค่าย


ปิดเทอมนี้ วันที่ 19-22 ต.ค. พี่อาทชวนน้องๆไปแคมป์ด้วยกันนะครับ เป็นแคมป์พัฒนาศักยภาพตนเอง โดยใช้หลัก NLP ซึ่งเป็นหลักที่พี่อาทใช้จนได้แชมป์ "แฟนพันธุ์แท้แห่งปี" มาแล้ว

ทีมวิทยากรคือทีมพี่ๆแฟนพันธุ์แท้ นำโดย "พี่บ๊อบ" โอฬาร แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย "พี่เจนวิทย์" แฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทย "พี่ป๊อก" พีรพงษ์ แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม รวมทั้งตัวพี่อาทก็ไปอยู่กับน้องๆตลอดสี่วันครับ

รายละเอียดอยู่ข้างล้างนี้ สนใจสมัครได้ที่ซีเอ็ดทุกสาขาเลยนะครับ

---------------------

“NLP เทคนิคที่ทำให้เด็กผิวสีคนหนึ่ง กลายเป็นบุรุษที่ชื่อ Barack Obama ผู้นำสหรัฐอเมริกาที่โลกต้องจดจำ"


ระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต กับคนที่ล้มเหลวมีอะไรที่แตกต่างกัน ใช่ความฉลาดหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพราะโชคชะตา เรื่องของความฉลาด และโชคชะตานั้นเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่ล้มเหลวที่ใช้ในการปลอบใจตัวเองเท่านั้น !!!

น้อง ๆ ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ครอบครัวมีความพร้อม มักจะรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้อะไร เพราะทุกวันนี้มีพร้อมอยู่แล้ว ย้ำว่าเพราะทุกวันนี้ !!!! (แค่วันนี้) ไม่มีอะไรที่จะการันตีได้ว่าแล้วในอนาคตล่ะ !!!!! เราจะพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นได้ด้วยตนเองหรือไม่ นั่นคือความท้าทายที่รอเราอยู่ อย่าหลอกตัวเองว่า “เราน่าจะสบายไปตลอดชีวิต” มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

อริสโตเติล เคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเป็นประจำทุก ๆ วัน ความเป็นเลิศของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากแค่การกระทำ แต่ต้องกระทำอยู่ทุก ๆ วันจนเป็น “นิสัย

นิสัยแห่งความสำเร็จที่ต้องกระตุ้นให้เกิดในตัวเอง ตามแนวคิดของการใช้ภาษาจิตเพื่อพัฒนาศักยภาพ (Neuro Linguistic Programming: NLP) ของ Richard Bandler และ John Grinder มี 11 ประการ คือ
1. Confidence: ความมั่นใจในตนเองว่า “ทำได้”
2. Motivation: การสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง
3. Effort: ความเต็มใจ สมัครใจที่จะลงมือทำ
4. Problem Solving: การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
5. Common Sense: การตัดสินใจที่ถูกต้อง
6. Responsibility: มีความรับผิดชอบ
7. Initiative: มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมที่จะเป็นผู้บุกเบิก เริ่มต้นก่อน
8. Caring: การใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้อื่น และตนเอง การไม่เอาแต่ใจตนเอง
9. Teamwork: การมีความสามัคคี และสามารถทำงานเป็นทีมได้ดี
10. Perseverance: มีความมุ่งมั่นตั้งใจ
11. Goal Setting: เป็นคนมีเป้าหมาย และมีมาตรฐานสูง

SE-ED Success Camp เป็นค่ายที่ช่วยปลุกนิสัยแห่งความสำเร็จที่มีในตัวของน้องๆ วัย 12-18ปี ผ่านเกม และกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความสนุกสนาน ท้าทาย แต่แฝงด้วยเทคนคิทางจิตวิทยาเพื่อสะท้อนให้น้อง ๆ เกิดสำนึกที่ดีด้วยตนเอง โดยอาศัยแนวคิดของ การใช้ภาษาจิตเพื่อพัฒนาศักยภาพ (Neuro Linguistic Programming: NLP)

SE-ED Success Camp เป็นค่ายที่ใช้ความสนุก ความมันส์ เป็นกุศโลบาย บูรณาการกับเทคนิคทางจิตวิทยาวัยรุ่นที่จะทำให้น้อง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิด และพฤติกรรมในทางบวก สู่การเป็นคนที่มีอุปนิสัยแห่งความสำเร็จได้ด้วยตนเองต่อไป

วิทยากรหลัก: คุณ โอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ และทีมงานออกแบบกิจกรรมผู้เชี่ยวชาญ NLP
วันที่จัดค่าย: วังเทพพรหมภิมาณ รีสอร์ท จ.สระบุรี
ราคา: 12,000 บาท สมาชิกซีเอ็ดการ์ดลดได้ 5%

Thursday, September 10, 2009

คุยกับเซียน


สอนหนังสืออยู่ที่เอแบคนี่มีประโยชน์อย่างหนึ่งครับ คือทำให้ผมได้รู้จักคนเก่งๆมากมาย หนึ่งในวิธีเข้าถึงตัวก็คือเชิญท่านเหล่านั้นมาเป็นผู้บรรยายพิเศษตามจังหวะและโอกาสอันสมควร ซึ่งหลายท่านก็เมตตาเด็กๆมาให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ทั้งๆที่ต้องเดินทางไปไกลถึงเอแบคบางนาโน่น

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมเชิญ "พี่นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์" นักเขียนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการลงทุนชื่อดัง เจ้าของหนังสือเบสเซลเลอร์ 7 เล่ม มาบรรยายที่เอแบค หัวข้อเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ เลยถือโอกาสใช้เวลาให้คุ้มค่า พูดคุยขอความรู้จากพี่เค้าแทบจะทั้งวัน ทำให้ได้ประโยชน์มากมายก่ายกอง

ในงานสัมมนา ผมถามพี่นรินทร์ว่า เศรษฐกิจโลกขณะนี้ดีขึ้นหรือยัง เซียนหุ้นคุณค่าชื่อดังกล่าวว่า ขณะนี้ผ่านพ้น "จุดต่ำสุด" หรือที่เรียกว่า rock bottom มาแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าสู่ "ระยะฟื้นตัว" หรือ recovery stage อย่างเป็นทางการ ดังนั้น แม้จะโล่งใจได้เปราะหนึ่ง แต่ก็ยังต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อผมยิงคำถามต่อเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย เจ้าของนามปากกา "สุมาอี้" กล่าวว่า ไม่แน่ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเป็นตัว "V" คือ ผงกหัวกลับทันที หรือตัว "W" คือกลับขึ้น แล้วร่วงอีกรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับขึ้นอีกครั้ง แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ตัว "L" หรือการซึมยาวอย่างแน่นอน
แต่เมื่อผมถามว่า ช้าไปหรือยังที่จะนำเงินทุ่มลงไปในตลาดหุ้นขณะนี้ คำตอบที่ได้รับนั้น ชัดเจน ชี้ชัด ไม่อ้อมค้อม คือ ...

เก็บเงินไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะตอนนี้หุ้นได้พุ่งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดมากแล้ว

เซียนเขาว่ามายังงี้ แล้วท่านทั้งหลายล่ะครับ วางแผนสำหรับการเงินของตัวเองอย่างไรบ้าง บางท่านอาจบอกว่า ไม่เคยสนใจเรื่องหุ้นอยู่แล้ว จึงไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ผมอยากบอกว่า ชีวิตคือการลงทุน ถ้าท่านคิดว่าตลาดหุ้นนั้นเสี่ยงเกินไป (ซึ่งก็เสี่ยงจริง) ท่านไม่ต้องลงทุนในหุ้นก็ได้ ท่านสามารถลงทุนในกองทุนต่างๆ ทองคำ อสังหา ฯลฯ แต่การปล่อยให้เงินออมของท่านนอนหลับฝันหวานอยู่ในแบงค์คงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก เพราะนั่นหมายความว่าเงินของท่านมันสบายกว่าท่าน

ผมเองขอฝากข้อคิดไว้อย่างนี้ครับ ชีวิตคนเราจะสบาย จะไปทำอะไรสนุกๆอย่างที่ตัวเองฝันอยากจะทำได้ เงินของเราต้องทำงานหนักกว่าเรา อย่าให้มันนอนหลับ ต้องปลุกมันให้ลุกขึ้นไปทำงาน เราต่างหากที่ควรจะได้พักผ่อน ควรจะได้ไปตีกอล์ฟและมองดูมันอย่างมีความสุข นั่นมิใช่หรือ คือชีวิตที่เราต้องการ

ถ้าคำตอบคือ "ไม่ใช่" ก็ไม่ว่ากัน ฝากแบงค์กินดอก รอเงินบำนาญต่อไป แต่ถ้าคำตอบคือ "ใช่" ...

วันหลังจะมาเสนอไอเดียให้ฟัง ว่าเงินของท่านควรจะไปทำงานอย่างไรครับ!!

Tuesday, September 8, 2009

การพบกันครั้งแรกของ "แฟนพันธุ์แท้" vs "ปรมาจารย์" สามก๊ก


เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ได้รับเชิญไปพูดในงานเปิดตัวหนังสือ "สามก๊กฉบับนักบริหาร" ของ "ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน" ก็เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับอาจารย์เจริญ กูรูตัวจริงแห่งสามก๊กเมืองไทย

เขาเชิญผมคนเดียว ไปพูดคู่กับอาจารย์ มีพี่ดีเจ นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล จาก กรีนเวฟ มาเป็นพิธีกร ที่ร้านคิโนคูนิยะ สยามพารากอน ปกติผมไปร้านนี้เป็นประจำอยู่แล้วครับ

ได้ประกบคู่กับอาจารย์เจริญนี่ ดีใจมากๆ ผมอ่านสามก๊กมาตั้งแต่เด็ก นับถือในความรอบรู้ของอาจารย์ท่านมาตลอด จนผ่านมา 15 ปีผมได้มานั่งเป็นวิทยากรคู่กับท่าน ภูมิใจครับ

ก่อนกลับ ถือโอกาสมอบหนังสือ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ของตัวเองให้ท่านด้วย ท่านก็ให้ผมเซ็นให้ รู้สึกเป็นเกียรติมากๆ จากนั้นผมจึงไปลาภรรยาอาจารย์ และพี่แจน จิตติมา ที่มานั่งเป็นกำลังใจให้ตั้งแต่ต้น เห็นได้เลยว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและอบอุ่นมากๆ

เค้าอัดวีดีโอไว้ แล้วอัพไฟล์บนเว็บด้วย ไปชมกันได้นะครับ ที่นี่...

http://www.4shared.com/file/106393899/9f726c0d/3Kok-14-19-.html

Friday, September 4, 2009

อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้



นี่ไม่ใช่หนังสืออ่านประกอบสามก๊กขั้นสูง ที่ท่านต้องรู้เรื่องราวสามก๊กดีอยู่แล้ว
จึงจะอ่านเข้าใจ ตรงกันข้าม ผมพยายามเขียนเรื่องที่ยาก สับสน ซับซ้อน ให้เข้าใจได้
ง่ายที่สุด นี่จึงเป็น “หนังสือเล่มแรก” หรือ “หนังสือคู่มือ” ที่ผู้เริ่มต้นอ่านสามก๊กควร
จะมีไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการอ่านให้เข้าใจได้ง่าย และถ่องแท้ไม่แพ้ใคร


ราคา 120 บาท / สำนักพิมพ์ชวนอ่าน/ ปัจจุบัน พิมพ์ครั้งที่สอง/ หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือทั่วไป แต่ที่มีแน่ๆคือ ซีเอ็ด หรือซื้อได้ที่ OKLS ทุกสาขา

กระทิงเขียว-หมีแดง เรื่องแปลกๆของตลาดหุ้นจีน

ผมไปเมืองจีนมาอีกแล้วครับ ไปคราวนี้ถือว่าเป็นงานเป็นการกว่าครั้งที่ผ่านๆมา โดยผมได้บินไปติดต่อธุระและเที่ยวที่เซี่ยงไฮ้ พักอยู่ 2-3 วัน ก่อนจะบินต่อไปที่เซี่ยเหมิน หนึ่งในไม่กี่เมืองของจีนที่อยู่ติดชายขอบทะเล และหันหน้าชนไต้หวันตลอดเวลา

ไปคราวนี้ขอบอกว่าเหนื่อยที่สุดตั้งแต่เคยไปเมืองจีนมา เหตุก็เพราะอุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่เซี่ยงไฮ้และเซี่ยเหมินในขณะนี้ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 37 องศาเซลเซียส เรียกว่าร้อนๆอย่างบ้านเรานั้นถึงกับชิดซ้ายไปเลยทีเดียว ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่แปลก เพราะในช่วงเดือน 7 เป็นช่วงที่ประเทศจีนอากาศร้อนสุดในรอบปี

อากาศร้อนแบบเมืองจีนนั้น มันร้อนทรมานครับ ไม่ได้ร้อนแบบเหนียวเหนอะหนะเหมือนบ้านเรา แต่เป็นความร้อนแบบไม่มีความชื้นเจือปน คือ “ร้อนแห้งๆ” เรียกว่าเดินออกไปข้างนอกทีไรถึงกับเวียนหัว เหงื่อแทบหมดตัวเลยทีเดียว ขนาดผมเองเป็นคนออกกำลังกายบ่อย แต่พอไปเดินเจอแดดเปรี้ยงเดือน 7 ของ ซั่งไห่ (“เซี่ยงไฮ้” ออกเสียงแบบจีนแท้) ก็แทบแย่ สรุปแล้วไปทริปนี้ ความสุขที่สุดจึงไม่มีอะไรเกินไปว่าการกลับมานอนแช่ในห้องพักแอร์เย็นฉ่ำที่โรงแรม

เรื่องไปท่องเที่ยวนั้นคงไม่มีอะไรเล่าครับ เพราะจำอะไรไม่ได้มาก เนื่องจากมันร้อน หัวมึนตึ๊บไปหมด แต่เรื่องแปลกๆที่บังเอิญมาตรงกับความสนใจส่วนตัว คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าตอนที่นั่งผ่อนคลายอิริยาบถอยู่ในห้องพัก แล้วเปิดดูโทรทัศน์ที่กำลังรายงานข่าวเศรษฐกิจ แล้วบังเอิญไปสะดุดกับตัววิ่ง “ราคาหุ้น” ที่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณด้านล่างของจอ

ใครเคยดูข่าวหุ้นคงนึกออก ตัววิ่งบอกราคาหุ้นวิ่งผ่านด้านล่างของจอโทรทัศน์ในแนวนอนอย่างรวดเร็ว หุ้นไหนขึ้นก็จะเป็น “สีเขียว” พร้อมลูกศรปักหัวขึ้น หุ้นไหนตกก็จะเป็น “สีแดง” พร้อมลูกศรปักหัวลง

รายการเศรษฐกิจที่เมืองจีนก็มีเหมือนๆกัน แต่พอผมเปิดดูครั้งแรงถึงกับตกใจ โอ้โห! ทำไมตลาดหุ้นจีนช่วงนี้ถึงตกแหลกลาญนัก ตัวอักษร+ตัวเลขที่วิ่งอยู่เป็น “สีแดงเถือก” ไปหมด ถ้าเป็นสำนวนของนักเก็งกำไรไทยก็ต้องเรียกว่า “เลือดนองเต็มกระดาน” เลยทีเดียว

แต่พอตั้งใจดูดีๆก็ยิ่งประหลาดใจขึ้น เพราะหุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นสีแดงนั้น ลูกศร “ชี้ขึ้นฟ้า” แทบทุกตัว ตรงกันข้าม หุ้นสีเขียวที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ลูกศรกลับหันหัว “ปักลงดิน”

พิจารณาดูสักพักจึงถึงบางอ้อ นี่แปลว่าตลาดหุ้นของประเทศจีนใช้สัญลักษณ์เกี่ยวกับสี “ตรงข้าม” กับตลาดหุ้นทุกประเทศทั่วโลก โดย “สีแดง” หมายถึง “หุ้นขึ้น” แต่ “สีเขียว” กลับหมายถึง “หุ้นตก”

ด้วยความพิศวงงงงวย ผมจึงถาม “เหวินเหวิน” เพื่อนร่วมทริปเจ้าเก่าที่ไปด้วยกันว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เหวินเหวินบอกว่า น่าจะเป็นเพราะ “สีแดง” สำหรับคนจีนหมายถึง “โชคลาภ” (ซึ่งอันนี้เราทุกคนคงพอทราบกันอยู่แล้ว) ส่วน “สีเขียว” นั้น หมายถึง “คนตาย” ดังจะเห็นได้จากแผ่นป้ายจารึกหน้าหลุมศพของคนจีนที่นิยมใช้สีเขียว

ด้วยเหตุนี้ “สี” ซึ่งเป็นสัญญะของตลาดหุ้นจีน จึงกลับตาลปัตรกับทั่วโลก จากของคนอื่นที่เป็น “เขียว=ดี, แดง=ไม่ดี” ของจีนกลายเป็น “แดง=ดี, เขียว=ไม่ดี” ช่างน่างงดีแท้

ที่เล่ามาคงเป็นเรื่องแปลกๆปนขำๆมากกว่า แต่ประเด็นที่น่าสังเกตจริงๆนั้นอยู่ที่ว่า การที่ตลาดหุ้นจีนกลายเป็น “กระทิงแดง”* พุ่งหัวขึ้นกันไม่หยุดแทบทุกวันนั้น ย่อมบ่งบอกถึงสภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาขึ้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังซบเซา แต่ตลาดหุ้นจีนกลับขึ้นเอาๆ (ถึงแม้จะเป็นสีแดงเหมือนๆกันก็ตาม)

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นตัวชี้บ่งถึงพลังอำนาจ และเป็นคำตอบให้กับชาวโลกว่า ประเทศใด ที่กำลังจะครองความเป็นมหาอำนาจทางเศรฐกิจของโลกอันดับ 1 อย่างถาวรในอนาคตอันใกล้นี้ !!

* หมายเหตุ - “กระทิง” (Bull) เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เรียกสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่กำลังร้อนแรง โดยศัพท์เทคนิคเรียกว่า “ตลาดกระทิง” (Bull Market) คล้ายกับธรรมชาติของ กระทิง ที่เป็นสัตว์ที่คึกคะนอง มีพลังมาก ในขณะที่ “หมี” (Bear) ใช้เรียกสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่กำลังซบเซา หรือที่เรียกว่า “ตลาดหมี” (Bear Market) โดยมีนัยยะถึง หมี ที่เป็นสัตว์ที่เชื่องช้า

มองหาโอกาส


ท่านทั้งหลายเคยสงสัยกันมั้ยครับ ว่าคนที่คิดธุรกิจเจ๋งๆขึ้นมาได้สักอย่างนั้น เขาคิดขึ้นมาได้อย่างไร?

เมื่อวันก่อนเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง "Losing my Virginity" ของเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีจอมบ้าดีเดือดเจ้าของ "เวอร์จิ้น กรุ๊ป" จบไป ซึ่งก็ทำให้ได้ข้อคิดมากมายมหาศาลอีกเช่นเคย

แบรนสัน เล่าว่า ความสำเร็จในธุรกิจนั้น ไม่ใช่เรื่องที่มีสูตรสำเร็จ เพราะฉะนั้น เขาไม่สามารถสรุปเคล็ดวิธีสู่ความร่ำรวยออกมาเพื่อให้ใครเอาไปทำตามได้ ท่านเซอร์ผู้รักความท้าทายบอกว่า "คุณต้องออกไปลุย และหากมีทีมงานที่ดี พร้อมกับโชคอยู่บ้าง คุณก็มีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นได้"

แต่สิ่งสำคัญที่เขาย้ำก็คือ ต้องรู้จักมองหาโอกาส อะไรที่คนอื่นยังไม่ทำ และคุณคิดว่ามันน่าจะมี ก็ทำมันให้เกิดขึ้นเสีย

เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาสพบกับเพื่อนฝูงเก่าๆสมัยมหา'ลัยหลายคน มีบางคนที่ไม่ได้ทำงานประจำ แต่ทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็เลยถือโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กัน

เพื่อนคนแรกเปิดร้านขายคอมพิวเตอร์อยู่ที่พันธ์ทิพย์มานานหลายปี ตอนนี้ขยับขยายไปเป็นดีลเลอร์ขายซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ พร้อมกับเปิดร้านอินเตอร์เน็ตอยู่ที่บิ๊กซีลาดพร้าว เจ้าตัวเล่าให้ผมฟังว่าลงทุนกับร้านอินเตอร์เน็ตไปประมาณ 3 แสนบาท ผมเลยถามเขาว่า ร้านอินเตอร์เน็ตสมัยนี้เก็บค่าบริการต่อชั่วโมงได้ต่ำมาก เฉลี่ยชั่วโมงละ 15-20 บาทต่อเครื่อง แล้วมันจะคุ้มหรือ

เขาตอบว่ารายได้ต่อหน่วยค่อนข้างน้อยก็จริง แต่เขาบริหารโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ โดยจ้างเด็กเก็บเงินเป็นรายวันเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งถึงแม้จะคืนทุนช้าแต่เป็นธุรกิจที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องดูแล ก็เลยเปิดทิ้งไว้ ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่แย่นัก แต่แอบนึกอยู่เหมือนกันว่าถ้าเป็นเราคงไม่ทำ เพราะรู้สึกว่าไม่คุ้ม สู้เอาเงิน 3 แสนบาทไปลงทุนอย่างอื่นจะเข้าท่ากว่า

เพื่อนคนเดียวกันเล่าต่ออีกว่า เขามีธุรกิจอีกอย่างที่เพิ่งเริ่มทำและไปได้ดี ก็คือรับจำนำพวกสินค้าเทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจำเป็นโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป โดยใช้หน้าร้านของร้านอินเตอร์เน็ตนั่นแหละ ลูกค้าส่วนมากก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำที่ร้อนเงิน พอถามเขาว่าได้ความคิดนี้มาจากไหน เขาบอกว่า ก็เพราะขายคอมพิวเตอร์มาก่อน และเห็นหลายๆร้านในพันธ์ทิพย์ทำรับจำนำของพวกนี้ ตัวเองก็เลยเอาอย่างบ้าง

ผมเลยนึกในใจว่า คนที่ทำธุรกิจ กว่าจะมีไอเดียอะไรดีๆขึ้นมา ต้องเริ่มทำอะไรเล็กๆเสียก่อน จึงจะเห็นลู่ทาง และต่อยอดไปทำอย่างอื่นได้ หากนั่งอยู่กับบ้านและคิดจะทำโน่นทำนี่ คงยากที่ความคิดดีๆจะวิ่งเข้ามาในหัว

เช่นเดียวกับที่ เซอร์ริชาร์ด กล่าวว่าคุณต้องรู้จักหาโอกาส หาช่องว่างในธุรกิจ แล้วเติมเต็มช่องว่างนั้น โดยไม่ต้องมีโมเดลธุรกิจที่สวยหรู หรือหลักการที่ฟังดูดี คุณรู้สึกว่าอะไรยังขาดไป คุณก็ทำให้มันเกิดขึ้น

เมื่อเขาไปนั่งรถไฟ "ชินคันเซน" ในโตเกียว เขาก็อยากสร้างรถไฟด่วนอย่างเดียวกันนั้นในยุโรป เขาเห็น "บริติช แอร์เวย์" ผูกขาดเส้นทางบินในอังกฤษ เขาก็ก่อร่างสร้างสายการบิน "เวอร์จิ้น แอตแลนติก" ขึ้นมา ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนไปกว่านั้น ขอเพียงมีความ "สนุก" ปนอยู่ด้วยเท่านั้นเอง

อย่าลืมนะครับ มองหาโอกาส แล้วทำมันให้เกิดขึ้น ต้องเริ่มจากตรงนี้ !!