Sunday, November 15, 2009

ขบถโพกผ้าเหลือง กับ "คำถามของประชาชน"


หลายคนบอกว่า "ยุคสามก๊ก" เกิดขึ้นเพราะ "โจรโพกผ้าเหลือง" ซึ่งเป็นความคิดที่ผมไม่เคยเห็นด้วย และไม่มีวันจะเห็นด้วย

ข้อแรก ผมเคยบอกไปแล้วในหนังสือ "อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้" ว่า "ขบถโพกผ้าเหลือง" หรือ "ขบวนการปฏิวัติประชาชนโพกผ้าเหลือง" นั้น ไม่ใช่ "โจร" แต่เป็นประชาชนที่ลุกขึ้นมาสู้กับความอยุติธรรม

ข้อที่สอง แนวคิด "โทษประชาชน" ว่าพวกเขาลุกขึ้นมาก่อจลาจลจนบ้านเมืองวุ่นวาย เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ เป็นการ "อ้างความจริงแต่เพียงส่วนเดียว" โดยไม่ได้ดูเลย ว่าราชวงศ์ฮั่นในยุคนั้นบริหารบ้านเมืองอย่างเหลวแหลกฟอนเฟะขนาดไหน อะไรจึงเป็นเหตุให้คนไหลไปเข้ากับฝ่ายของ "นักบุญเตียวก๊ก" มากมายครึ่งค่อนประเทศขนาดนั้น

พูดถึงเรื่องของ "นักบุญ" เลยนึกได้ ขอเล่าเรื่อง "การทำบุญ" นิดหนึ่งครับ

ผมเป็นคนที่ทำบุญบ่อยพอสมควร

พูดแบบนี้ ไม่ได้จะอวดจะอ้างคุณงามความดีอะไร เพราะไม่เคยและไม่ชอบทำแบบนั้นอยู่แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเป็น และหลายท่านอาจเป็นเหมือนผม คือ มักจะเลือกทำบุญกับวัด มูลนิธิ หรือหน่วยงานที่เรามั่นใจว่าเขาเอาเงินของเราไปใช้ประโยชน์ มิใช่เอาไปละลายแม่น้ำ หรือไปใช้เพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง

แม้หลายคนจะเชื่อว่า ทุกครั้งที่มีจิตใจตั้งมั่นจะทำบุญทำกุศล บุญกุศลนั้นย่อมตกถึงเราอยู่แล้ว โดยไม่สำคัญว่าเขาจะเอาทรัพย์ที่เราบริจาคไปทำอะไร อย่างไร แต่ผมก็ยังตัดใจไม่ได้สักที

จะว่าไม่ปล่อยวางก็ยอมรับ แต่ผมคิดว่า หากมีทางเลือก เราควรบริจาคทานให้กับคนที่เขาจำเป็น และเอาเงินเราไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรจริงๆ

ที่ๆผมทำบุญเป็นประจำก็มีหลายที่ อาทิ มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช หรือถ้าเป็นวัด ก็มักจะไปที่วัดสวนแก้ว วัดที่ผมเห็นว่าเอาเงินที่ผมบริจาคไปช่วยคนยากคนจน

ผมจำคำพูดที่พระพยอมท่านเทศน์ไว้นานแล้วว่า "อย่าเป็นคนดีที่แสนโง่" กล่าวคือ อย่าสักแต่ว่าจะทำความดี โดยไม่สนใจอะไรอื่น ที่สุดแล้ว ความดีนั้นจึงไปเข้าปากเหยี่ยวปากกา ปากมิจฉาชีพ กลายเป็นว่าคนดีต้องถูกหลอกใช้ เช่นนี้คือ "คนดีที่แสนโง่"

เพราะ "บุญ" เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ การจะทำให้มันเกิดประโยชน์ เกิดมรรคผลต่อสังคม เราจึงควรจะได้รู้ได้เห็น เราจึงต้องกล้าที่จะ "ตั้งคำถาม"

ผมว่าคนไทยมักถูกบังคับให้อย่า "ตั้งคำถาม" กับอะไรหลายๆอย่าง

อย่า "ตั้งคำถาม" กับคำว่า "บุญกุศล" ถ้ายังสงสัย แปลว่ายัง "ไม่ปล่อยวาง" จะทำให้ "ไม่ได้บุญ" ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก

เช่นเดียวกับการ "ปิดโอกาส" ในการตั้งคำถามต่อคนบางคนในสังคม ว่าพวกเขา "ดีจริง" หรือไม่ ซึ่งหากใครไปตั้งคำถามเข้า จักกลายเป็นคนไม่ดี เป็นคนชั่วช้า เท่ากับเป็นการ "ผูกขาดความดี" ไว้กับคนบางกลุ่ม

ที่สุดแล้ว จึงลงเอยด้วย "ความอยุติธรรม" และเมื่อไม่มีความยุติธรรม ความสงบจึงไม่เกิด

แผ่นดินจีนแตกออกเป็นสามก๊ก ก็ด้วยความอยุติธรรมเป็นเหตุหลัก คนกลุ่มหนึ่งเสวยสุข แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจนแร้นแค้น จึงเป็นที่มาของความวุ่นวาย จลาจล บ้านเมืองแตกออกเป็นเสี่ยง

นั่นเพราะคนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน ลุกขึ้นมา "ตั้งคำถาม" พร้อมๆกัน

ไม่ว่าประเทศไหน ชาติใดในโลก เมื่อผู้ใต้ปกครองลุกขึ้นมา "ตั้งคำถาม" ผู้ปกครองก็จำเป็นต้อง "ตอบคำถาม"

หากผู้ปกครอง ไม่มี "คำตอบ" ให้กับคำถามของประชาชน ความวุ่นวายก็จะเกิด เพราะพวกเขาต้องการคำตอบที่ดีกว่า

"ความสงบ" ที่ทุกคนต้องการ จะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการ "ร้องเพลงชาติ" ไม่ใช่ด้วยการกรอกหูคนเช้าเย็นด้วยคำว่า "สามัคคี" แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ "คำตอบ" ที่พวกเขาต้องการ

นั่นคือเหตุผลที่ผม "ศรัทธา" และ "หวงแหน" ในระบอบ "ประชาธิปไตย" เพราะมันเป็นระบอบเดียวที่เปิดโอกาสให้เจ้าของประเทศทุกคนได้หาคำตอบ..

และเลือกทางเดินชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง!!

9 comments:

  1. This comment has been removed by the author.

    ReplyDelete
  2. โจรโพกผ้าเหลืองออกมาสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง ...

    คุ้นๆ นะ

    แว๊ก ไปดีกว่า เดี๋ยวซวย -_-'

    ReplyDelete
  3. อิอิอิ อันนี้เรารู้กันครับพี่โจ๊ก :D

    ReplyDelete
  4. ผมว่าคนไทยใช้คำว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ กันจนเพี้ยนนะครับอาจารย์
    อาจารย์นิธิเคยเล่าไว้ว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นั้น จริงๆหมายถึง แม้เราจะไม่ศรัทธา หรือเชื่อในสิ่งที่เพื่อนเราเชื่อ เราก็ไม่ควรไปลบหลู่เพื่อนคนนั้นหรือแนวคิดของเขา
    แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า เฮ้ย ของแบบนี้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เป็นการกลายๆบอกให้เรายอมรับและกลัวสิ่งนั้นไปโดยปริยาย ปริตาด้วยเอ้า

    ไอ้ความเพี้ยนที่เกิดขึ้น ทำให้เราไม่รู้จักใช้ความคิดพิจารณาอย่างแยบคายในการพิจารณาเรื่องใดๆ ยกตัวอย่าง คนหนึ่งไม่เชื่อเรื่องดวงชะตา เพื่อนก็ทักว่า ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ทำให้คนนั้นกลัวและระวังว่าความซวยจะมาถึงตัว เพราะไปด่าท่านพระพรหมที่อุตสาห์ลิขิตชีวิต ไอ้ความเพี้ยนที่เรียกได้อีกอย่างว่างมงายนี้ แปรสภาพเป็นกำแพงขวางกั้นให้เราก้มหน้ารับสิ่งที่พระพรหมท่านลิขิตให้ตลอดชีวิต โดยหูหนวกตาบอดไม่ได้ยินสิ่งที่พระพุทธองค์สอนว่า สิ่งมีชีวิตเป็นไปตามกรรม กรรมที่ทำในอดีตส่งผลถึงวันนี้ แต่สิ่งสำคัญก็คือการทำกรรมใหม่นั่นเอง ที่จะยกระดับจิตใจ หรือชีวิตเราให้ดีกว่าเดิม หากยังคิดว่าพระพรหมมีเวลามานั่งลิขิตชีวิตคน 6000 ล้าน พร้อมทั้งสัตว์โลกอีกไม่รู้กี่แสนล้านชีวิต ท่านก็ต้องสแกนกรรมกันต่อไปครับ

    ReplyDelete
  5. ใช่ครับ ความเชื่อแบบ "ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่" "อย่าลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็น" ทำให้ ผีสาง เทพเทวดา เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

    ไอ้พวกเป็นผีแต่คนนึกว่าเป็นเทวดาก็มีเยอะครับ ปัญหาของบ้านเราตอนนี้คือทำให้คนทราบว่าอะไรคือผี อะไรคือเทวดา ไม่สับสนกันน่ะครับ :)

    ผมเป็นพุทธ จึงยึดเรื่องของกรรมเป็นหลัก แต่เป็นกรรมแบบ proactive คือเราเปลี่ยนแปลง และแก้ไขมันได้ อย่างน้อยก็ในส่วนหนึ่ง ไม่ใช่กรรมแบบ reactive คือต้องก้มหน้ารับลูกเดียวครับ

    ReplyDelete
  6. คำว่ากรรมมันแปลว่าการกระทำ เป็นคำกลางๆ ทำดีก็เรียกกรรมดี ทำชั่วก็เรียกกรรมชั่ว ทำดีบ้างชั่วบ้างก็เรียกว่ากรรมดีกรรมชั่ว ขึ้นอยู่ว่าเจตนา คิดจะทำอะไร เช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผลของกรรมและวิบากต่างกัน
    วิบาก ทางอ้อม ระยะไกล เห็นผลช้า นาน
    ผลกรรม ทางตรง ระยะสั้น เป็นผลทันที เร็ว

    กรรมนั้นต้องมี action จึงจะเรียกว่ากรรมครับ
    กรรม กับวิบากเป็นอันเดียวกันแต่ขึ้นกับว่า ผลของกรรมจะแสดงทันทีหรือว่ารอเวลาผ่านไปเรียกวิบากกรรม เช่น การกระทำบางอย่างมีผลเป็นสุข แต่มีวิบากเป็นทุกข์ เช่นพวกเที่ยวผู้หญิงแล้วไม่ป้องกันเลยติด AIDS เป็นต้น

    กรรมยังแบ่งประเภทเป็นสองประเภทตาม หนัก เบา เรียกอะไรก็ดูตามชื่อข้างท้ายประกอบคำว่ากรรมเช่น

    บาปกรรม หมายถึงโทษที่จะได้รับโดยไม่จำเป็นต้องมีโจทย์ จำเลย ไม่ต้องมีคนรับทุกข์ แต่เป็นบาป คือการกระทำที่เป็นบาป เป็นผลทางลบ ทางเสื่อม เช่น กินเหล้าเมามาย
    เวรกรรม หมายถึงการใช้หนี้ ต้องมีฝ่ายตรงข้ามได้รับทุกข์ เช่นเขาฆ่าเรา เราฆ่าเขา

    บาปกรรมจะทำคนอื่นได้รับผลกระทบกระเทือนทางอ้อม แต่ผลโดยตรงคือตัวเรา เราได้รับผลอันนั้นเต็มๆคือผลลบ เช่นเรามีความประพฤติไม่ดี เกิดกับเราไม่เกิดกันคนอื่น
    ตำรวจ เพชรฆาต ทหาร ทนาย เป็นหน้าที่ไม่มีบาป ถ้าเกิดเป็นชาติใหนๆก็ไปเกิดเป็นฝ่ายตรงข้าม กลับมาหาเรา เช่นผู้พิพากษา ชาตินี้ฆ่าเขา เวรกรรมนี้ไม่มีหมด แต่บาปกรรมเราทำบุญ ความดีช่วยให้หายเลยบาปได้เลยทันที เช่นตอนหนุ่มๆวัยรุ่นเป็นคนไม่ดี แก่ตัวมาทำดี ความขี้เกียจหาย นักปฎิบัติจะไม่มีบาปกรรม เพราะรักษาศิลตลอด

    เห็นอาจารย์อาทเปิดประเด็นกรรมมาเลยเอาซะหน่อย ใน สามก็ก ชัดครับเรื่องทฤษฎีกรรม

    ReplyDelete
  7. แหม เคยอ่าน "ทฤษฎีเกม" มาแล้ว วันนี้ได้มาอ่าน "ทฤษฎีกรรม" ของคุณ YA ลึกซึ้งครับ

    กรรมมีทั้ง positive คือกรรมดี และ negative คือกรรมชั่ว

    ในความเห็นของผม กรรมเก่าจากชาติปางก่อน ทั้งดีและชั่ว เราไม่อาจทราบได้ จึงไม่ควรจะไปเสียเวลาใส่ใจมากนัก ไม่ต้องเสียใจต่อว่าต่อขานโชคชะตา เพราะเราทำอะไรไม่ได้

    ควรเอาเวลาไปใส่ใจเฉพาะการกระทำในชาตินี้ ทำแต่กรรมดีให้ยิ่งๆขึ้นไป

    ผมว่ากรรมเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดครับ ไม่ว่า "หัวโขน" ของคุณจะเป็นอะไร ถ้าคุณฆ่าคน ด้วยเจตนาเดียวกัน พฤติกรรมเดียวกัน ย่อมได้รับกรรมเหมือนๆกัน ไม่เหมือนโทษทัณฑ์ทางโลก ถ้ามีเส้นมีสาย มีตำแหน่ง มีทนายเก่งๆ ก็อาจไม่ต้องรับโทษเอาเสียเลย

    เช่นนั้นเองครับ

    ReplyDelete
  8. This comment has been removed by the author.

    ReplyDelete
  9. ้แก้ไขด่วน ครับ บทความเรื่อง ทฏษฎีกรรม ตรงที่ว่า

    "กรรมยังแบ่งประเภทเป็นสองประเภทตาม หนัก เบา"

    ผิดอย่างร้ายแรง โยงประเด็นผิด สรุปใหม่สั้นๆดังนี้

    กรรมมี 2 ประเภท กรรมดี กับ กรรมชั่ว

    ผลของกรรม มี 2 ลักษณะ คือ แบบ เห็นผลทันทีเรียกว่า ผลกรรม(เห็นทันที) กับ เห็นผลช้าเรียกว่า วิบากกรรม(เห็นผลระยะยาว)

    ผลของกรรมทั้ง 2 ลักษณะ มีผลข้างเคียงดังนี้
    ผลของกรรม ที่ไม่มีเจ้าทุกข์ หากเป็นกรรมชั่วเรียกว่า บาปกรรม
    ผลของกรรม ที่มีเจ้าทุกข์ หากไปทำกรรมชั่วเรียกว่า เวรกรรม (กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง)

    ดีกรีความแรงของกรรม แบ่งตาม หนัก เบา ได้ 3 ระดับ อ่อน กลาง เข้ม

    บาป ตรงข้ามกับ บุญ
    บุญ แปลว่าประโยชน์
    ผลของบุญมากเข้าเรียกว่า เกิดกุศล
    กุศล คือ ความดี


    กรรมจะ ตามไปสนองทุกชาติภพไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเวลาพักผ่อน จนกว่าจะไม่เกิด และมีการอโหสิกรรม(เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร) คือเหมือนกับว่า กรรม(ทั้งดี และ ร้าย)อันนั้นจะมาสนอง แต่ เราไม่รับ เหมือนตบมือข้างเดียวคงไม่ดัง เหมือนเจ้าหนี้ หาตัวลูกหนี้ไม่พบ จึงทำการตัดหนี้สูญ ยกหนี้ให้เพราะไม่มีผู้รับ

    เรื่องทฤษฎีกรรมเป็น เรื่องที่เข้าใจยากที่สุดในพระพุทธศาสนา เพราะอุปมาเหมือน กลุ่มด้ายที่พันกันมั่วไปหมด พูกเป็นปมๆ ไว้ กองเอาไว้ จะมาแกะ คลี่ออกมา และบอกว่า นี่มาจากนั้น นั้นมาจากนี่ เสียเวลา ยกเว้น อรหันต์ ซึ่งรู้ที่มาที่ไปหมด แต่คิดไปก็เปล่าประโยชน์ อยู่กับปัจจุบันดีกว่า คิดเรื่องกรรม บางคนเสียสติ เพราะเหนื่อย ไม่จบ สรุป วิธีจะเข้าถึงเรื่องทฤษฎีกรรมไม่ใช่การนึกคิดเอา แต่ต้องลงมือ ปฎิบัติกรรมฐาน จะเข้าถึงเองด้วย การตรัสรู้ ซึ่งเป็นการเข้าใจแบบ รุ้แจ้งแทงตลอด เป็นโดยอัตโนมัติ ตลอดชีวิตของพระพุทธเจ้า ท่านก็อุทิศเพื่อการสอนให้ มนุษย์เข้าถึง การรับรู้แบบ ที่เรียกว่า ตื่นขึ้นเอง เนื่องจากความรู้นั้นมี 3 ระดับ การจะเข้าใจทฤษฎีกรรม จึงต้องอาศัยตัวช่วยตัวสุดท้ายคือ ตัว วิปัสสนากรรมฐาน

    (เสริมครับ)ในทางพุทธศาสนาแบ่งประเภทความรู้ไว้ 3 ระดับ ดังนี้
    โสตะมญปัญญา ความรู้จากการ เล่าเรียนเขียนอ่าน ตำรา จาก การท่องจำ
    จินตามยปัญญา ความรู้ที่ได้จากการ คิดวิเคราะห์ใกล้เคียงกับธรรมชาติ สรุปเป็นทฤษฎี เช่นไอนไตน์ กับ ทฤษฎีสัมพันธภาพ เกิดจากการใช้ิความคิดบวกกับจินตนาการ
    ภาวนามยปัญญา ความรู้ที่เกิดเองโดยธรรมชาติ เช่นการตรัสรู้ ได้จากการทำภาวนา ปิ๊งขึ้นมาเอง เห็นผล ทราบ เหตุ เข้าใจการทำงานของธรรมชาติ

    มีคำถามว่าทำไมคนชั่วทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด กม ประเด็นนี้เพราะว่า เขาดึงเวลาครับ แต่จะให้ยกเลิกกรรมไม่มี หมดชาตินี้ก็ไปต่อชาติหน้า การทำบุญซื้อเวลา ทำได้เฉพาะที่เรายังมี เงิน หรือ ยังมีชีวิต ถ้าเงินหมด หรือ จบชีวิต แล้ว หากไปก่อเหตุให้กรรมเก่ามาสนอง เหมือนเราไปเปิดประตูให้กรรมในอดีตชาติ มาสนอง ก็จะเห็นผลของกรรมเก่าในปัจจุบันทันที เงื่อนไขที่กรรมเก่าจะมาสนอง คือขณะปัจจุบันต้องสร้างเหตุให้กรรมเก่าพร้อมจะสนองก่อนครับ ที่คนชั่วยังลอยนวลก็เพราะว่า เขายังมีคนช่วยเยอะครับอะไรก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เขา ทำไม่ดี พอเยอะเข้า ก็ลามไประบบยุติธรรม ทำให้ระบบกม อ่อนแอ และคนชั่วก็วางคนตัวเองไปคุมอีก ระบบสังคมเลยสั่นไปหมด สมัยพระเจ้าเลนเต้ชัดเจนครับ เพราะสังคมส่วนใหญ่มีค่านิยมแบบนั้นครับ คนชั่วมีอำนาจ ทำอะไรก็ไม่ผิด ลองไปที่ประเทศอื่นสิ ทำแบบบ้านเรา ไม่รอด

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ