Thursday, December 31, 2009

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ




ขอบพระคุณ followers ที่น่ารักทุกท่านที่เข้ามาติดตามอ่านงานของผมครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขสนุกสนานกับวันหยุดปีใหม่นี้ และมีความสุขต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี 2010 เงินทองไหลมาเทมา สุขภาพแข็งแรง และอย่าลืมแวะมาอ่าน cheechud.com บ่อยๆนะคร้าบบบบ

XIN NIAN KUAI LE!!



ปล.ภาพข้างบนพวกลูกศิษย์จอมซนแอบไปถ่ายที่โต๊ะทำงานผม ฝากมาบอกทุกท่านว่า "เมาไม่ขับ" นะคับ

Monday, December 28, 2009

ฮือฮา!! พบร่างพระเจ้าโจโฉ


ข่าวนี้เป็นข่าวที่ทำให้ผมไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ทั้งวัน เมื่อเปิดดู "เรื่องเล่าเช้านี้" แล้วได้ยินคุณสรยุทธ์บอกว่า ทางการจีนได้พบหลุมศพที่คาดว่าเป็นหลุมศพของ "โจโฉ"

ที่ตื่นเต้น ไม่ใช่เพียงเพราะผมเป็นแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก แต่ก็อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้ง ว่าผมชอบ "โจโฉ" มาก พอทราบข่าว จึงพยายามเข้าอินเทอร์เน็ตไปค้นข้อมูล ก็ได้เรื่องมาพอสมควร ขอนำมาแปลไว้ให้อ่านกัน ณ ตรงนี้นะครับ

ข่าวจากสำนักข่าว AFP บอกว่า ฮวงซุ้ยที่คาดว่าเป็นของ "โจโฉ" นี้ ตั้งอยู่ในเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน โดย กวาน เฉียง เจ้าหน้าที่องค์การวัฒนธรรมแห่งชาติจีนกล่าวว่า ทางการได้ขุดสุสานนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งปีได้แล้ว และยังคงต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมกันต่อไป

แต่ยืนยันว่า เอาเฉพาะหลักฐานที่มีตอนนี้ ก็ทำให้แน่ใจได้แล้วว่า หลุมศพที่พบ เป็นหลุมศพของโจโฉ หรือ "พระเจ้าเว่ยอู่ตี้" ของจริง!!

ศพที่พบในหลุมนี้ ไม่ได้มีเพียงศพเดียว แต่มีอยู่ถึง 3 ศพด้วยกัน หนึ่งในนั้นเป็นศพของผู้ชายอายุประมาณ 60 ปี ซึ่งสอดคล้องกับอายุของโจโฉที่ตายตอน 66 ปี ส่วนอีก 2 ศพที่อยู่คู่กัน เป็นศพของหญิงอายุประมาณ 20 และ 25 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นศพของสนม

ว่ากันว่า สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีมั่นใจว่าเป็นหลุมศพของโจโฉ เพราะพบแผ่นศิลาจารึกชื่อ "พระเจ้าเว่ยอู่ตี้" อยู่ในหลุม นอกจากนี้ นักโบราณคดี ยังพบโครงกระดูกไม่ต่ำกว่า 250 โครง ในสุสานที่มีพื้นที่กว่า 740 ตรม. ซึ่งสอดคล้องกับตำนานสามก๊กที่ระบุว่า โจโฉสั่งให้ลูกน้องฝังศพตัวเองไว้ โดยมีหลุมศพทั้งหมด 72 หลุม เพื่อเอาไว้อำพรางไม่ให้คนที่เคียดแค้นเขาขุดศพขึ้นมาย่ำยี

นอกจากนี้ ผมได้ไปเจอข่าวจากเว็บของหนังสือพิมพ์ "เจิ้งโจว อีฟนิ่งนิวส์" ข้อมูลก็สอดคล้องกันครับ ระบุด้วยว่า มีแผ่นหินที่จารึกชื่อวัด ระบุว่าเป็นวัดของ "พระเจ้าเว่ยอู่ตี้ผู้ไร้พ่าย"

โดยในงานแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบสุสานโจโฉนี้ "หวัง ลี่ จวิน" นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่ได้ไปร่วมงานด้วยกล่าวว่า หวังว่าหัวกะโหลกที่พบนี้ จะช่วยให้วิเคราะห์และให้คำตอบได้ว่า โรคที่ทำให้โจโฉปวดศีรษะจนเสียชีวิตนั้น คือโรคอะไร ซึ่งโรคที่ว่า เป็นสาเหตุให้เขาฆ่าหมอฮัวโต๋ ก่อนที่ตัวเองจะปวดหัวจนตายในที่สุด

(ผมว่าดูแค่หัวกะโหลกคงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นโรคอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็น เส้นเลือดในสมองตีบ หรือเป็น เนื้องอก ก็ไม่ได้ทำให้กะโหลกเปลี่ยนรูป ก็โจโฉไม่ได้โดนทุบหัวตายสักหน่อย)

ยอมรับเลยว่าข่าวนี้มีความหมายมากสำหรับผม ใจผมอยากให้เรื่องนี้เป็นจริง จะได้ตามไปไหว้ Idol ไปให้เห็นหัวกะโหลกของบุคคลในดวงใจ ขอยลด้วยตาตัวเอง

ยังไงก็ขอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ก่อน จึงจะปักใจเชื่ออะไรลงไป แต่อย่างน้อย ข่าวนี้ก็ทำให้คอสามก๊กอย่างเราได้กระชุ่มกระชวย ตื่นเต้นกันได้มากทีเดียวครับ

Friday, December 25, 2009

“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ผมเคยรู้จัก


ขอออกตัวไว้ก่อนว่า สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ แม้จะเกี่ยวข้องกับตัวละครในเกมการเมืองอันร้อนระอุของประเทศไทยในปัจจุบันแบบเต็มๆ แต่ผมจะไม่เขียนถึงประเด็นการเมืองอะไรใดๆทั้งสิ้น

ใครคิดอย่างไร ใครเสื้อสีอะไร เป็นเรื่องส่วนบุคคล ผมไม่ขอก้าวล่วง แค่จะขอถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้เคยสัมผัสกับ “แกนนำ” ทางการเมืองผู้หนึ่งที่กำลังมีบทบาทอย่างสูงในขณะนี้ให้ฟัง

ที่คิดจะเขียนถึงเรื่องนี้ก็เพราะวันก่อนผมไปต่างจังหวัด เปิดโทรทัศน์เจอช่อง People Channel ได้เห็นคุณ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” หนึ่งในแก๊งค์สามเกลอ ปราศรัยบนเวทีอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ตามสไตล์

ณัฐวุฒิเป็นแกนนำฝีปากเอกคนหนึ่งของฝ่ายสีแดง ว่ากันว่าเป็นคนเดียวที่แม้คนสีเหลืองบางคนยังชอบฟังเขาปราศรัย

ผมได้ดูในทีวีวันนั้น หนึ่งในเรื่องที่ ณัฐวุฒิ หยิบยกมาพูดถึงก็คือเรื่อง “สามก๊ก”

ที่น่าสนใจก็คือ เวลาแกพูดเรื่องสามก๊ก ดูประชาชนคนเสื้อแดงที่มาฟังจะสนอกสนใจค่อนข้างมาก บางทีก็เรียกให้พูดซ้ำอีก ผมเพิ่งอ่านเจอในเว็บไซต์ว่า ช่วงนี้ณัฐวุฒิเล่าเรื่อง สามก๊ก ค่อนข้างบ่อย ต่อเนื่องกันหลายเวที หลายจังหวัด

ผมไม่ค่อยได้ดูช่องคนเสื้อแดง เพราะที่บ้านไม่ได้ติด ไม่ได้ดูทั้ง “สีแดง” และ “สีเหลือง” ปกติดูแต่ทรูวิชั่นส์ แต่อยากจะบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยิน ณัฐวุฒิ คุยเรื่อง “สามก๊ก”

เพราะครั้งแรกที่ผมได้ยินเขาเล่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่ผมกับเขาได้พบกันเป็นส่วนตัว เมื่อประมาณกลางปี 2548 หรือ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ขณะนั้น ผมยังเป็นลูกจ้างทำงานให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ตอนนั้นบริษัทได้เชิญคุณณัฐวุฒิมาบรรยาย ในลักษณะของการ “โต้วาที” ซึ่งเป็นความถนัดของแก ส่วนผมก็จับพลัดจับผลูไปโต้วาทีทีมเดียวกับคุณณัฐวุฒิด้วย ในฐานะตัวแทนของบริษัทในเครือเดียวกัน

สำหรับตัวคุณณัฐวุฒิ เวลานั้นเพิ่งเริ่มมีชื่อเสียงจากรายการ “สภาโจ๊ก” และ “รัฐบาลหุ่น” ที่แกเป็นคนพากย์เสียงคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี และเคยลงสมัคร ส.ส.แต่ยังไม่ได้รับเลือก

ฝ่าย HR ได้แบ่งการโต้เวทีเป็น “ทีมหญิง” และ “ทีมชาย” ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนของทีมชายเรา คุณณัฐวุฒิเป็นหัวหน้าทีม ส่วนผมและสมาชิกอีกคนหนึ่งเป็นลูกทีม ขณะที่ “ทีมหญิง” นำโดย “เจ๊เหมี่ยว ปวันรัตน์” ดารารุ่นเก๋า “คุณยุ้ย ปิยฉัตร” ผู้ประกาศข่าวไอทีวี และพนักงานในเครืออีกท่านหนึ่ง

ก่อนถึงงานประมาณหนึ่งสัปดาห์ ฝ่าย HR ได้พาผมและพี่อีกคนในทีมไปพบคุณณัฐวุฒิที่บริษัทของแก เพื่อซักซ้อมและพูดคุย เราเดินทางไปถึงประมาณ 10 โมงกว่า นั่งรอที่ออฟฟิศย่านลาดพร้าวสักครู่หนึ่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ปรากฏกายขึ้น

หลังจากทักทายกันเสร็จสรรพเรียบร้อย ก็เข้าสู่ช่วงของการพูดคุยเพื่อเตรียมการที่จะขึ้นเวที ตลอดเวลาครึ่งชั่วโมงที่พูดคุยกัน ณัฐวุฒิสอนวิธีการพูดให้ผม ซึ่งทำให้ผมต้องยอมรับว่า คนๆนี้เป็นนักพูดชั้นเซียนจริงๆ


หนึ่งในเทคนิคการโต้วาทีที่ณัฐวุฒิชี้แนะผมก็คือ เวลาเราพูดหรือถกเถียงกับใครในเรื่องอะไรก็ตาม อันดับแรกเลย เราต้อง “แปรญัตติ” เสียก่อน เพื่อ “ชิงความได้เปรียบ”

การแปรญัตติ หมายถึง การตีความประเด็นอภิปราย ซึ่งฝ่ายที่อยากมีชัยในการประชันวาจา ต้องแปรญัตติให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตัวเองให้ได้

บังเอิญชื่อหัวข้อสำหรับโต้วาทีในคราวนั้นผมจำไม่ได้แล้ว แต่หลักใหญ่ใจความคือ ต้องเถียงกันว่า “ “พรสวรรค์” กับ “พรแสวง” อะไรสำคัญกว่ากัน ในการจะประสบความสำเร็จ”

ณัฐวุฒิเริ่มต้นสอนผมด้วยการยกตัวอย่างเรื่อง “สามก๊ก” ทันที ซึ่งเป็นตัวอย่างที่โดนใจผมมาก โดยที่ผมไม่ได้บอกเขาว่าผมก็คลั่งไคล้สามก๊กมากมาย

เขาแนะนำว่า หากเราสนับสนุนฝ่าย “พรแสวง” เราอาจยกตัวอย่างว่าการที่ “เล่าปี่” ได้ “ขงเบ้ง” มาช่วยทำการใหญ่นั้น เป็นเพราะเขาใช้ “ความพยายาม” คือดั้นด้นฝ่าลมฝนไปเยือนกระท่อมหญ้าในหุบเขาโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง จนได้ขงเบ้งมาช่วยงาน มิฉะนั้น คงไม่ได้ครองแผ่นดินแม้เศษเสี้ยว

ดังนั้น “พรแสวง” ย่อมมาก่อน “พรสวรรค์”

ตรงกันข้าม สมมุติเราสนับสนุนฝ่าย “พรสวรรค์” เราก็ต้องบอกว่า หากขงเบ้งไม่ได้มีสิ่งที่ “ฟ้าประทาน” มาให้ คือ “ปัญญา” ที่เหนือชั้นมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าเขาจะเพียรพยายามอ่านตำรับตำราเพียงใด ก็คงไม่อาจฉลาดเฉลียวได้ขนาดนั้น ซึ่งหากขงเบ้งไม่ได้เจนจบดินฟ้า ปัญญาเลอเลิศ เล่าปี่ก็คงป่วยการที่จะดั้นด้นไปหาเขา

กลายเป็นว่า “พรสวรรค์” ย่อมมาก่อน “พรแสวง” แหงๆ

ผมฟังแล้วถึงกับพยักหน้าหงึกๆ นึกในใจว่า คนๆนี้ “พูดเก่ง” จริงๆ พูดอะไรก็ฟังเหมือนถูกต้องไปหมด ฟังกี่ครั้งก็ยังเข้าที ยังแอบลองนึกเล่นๆว่า หากเราต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขา ยังไม่เห็นหนทางเลยว่าจะเถียงชนะได้อย่างไร

จนถึงวันนี้ ผมเลยไม่แปลกใจ ที่เวลาผ่านมา 5 ปี เขากลายเป็นนักการเมืองเต็มตัว นอกสภาบ้าง ในสภาบ้าง ขึ้นเวทีแต่ละครั้ง ตรึงคนดูได้เป็นหมื่นเป็นแสน ก็ด้วยเทคนิคแพรวพราว ลูกล่อลูกชนที่ครบเครื่อง

หลังจากการโต้วาทีจบลง บริษัทผมได้เชิญณัฐวุฒิมาพูด อีก 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งที่มาเขาก็จะทักทายผมด้วยความเป็นกันเอง เพราะผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในบริษัทที่เขารู้จัก เวลาผ่านมาแล้ว 5 ปี เขาขึ้นไปยืนบนเวทีใหญ่ที่เหมือนเป็นดาบสองคม มีคนชื่นชมและคนเกลียดชังมากมาย

ช่วงนี้ ผมได้ฟังณัฐวุฒิพูดเรื่องสามก๊กหลายครั้ง ทำให้ทราบว่าความรู้เรื่องสามก๊กของเขาก็ไม่เป็นรองใคร รู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อย เป็นต้นว่า "“เต็งหงวน” พ่อบุญธรรมคนแรกของลิโป้ เป็นเจ้าเมืองอะไร" ซึ่งผมว่าคอสามก๊กหลายคนยังจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

นั่นคือสิ่งที่ผมชอบในตัว “ณัฐวุฒิ” ที่ว่าชอบคือชอบใน “วาทศิลป์” และ “วาทศาสตร์” ส่วนเรื่องจุดยืนทางการเมืองนั้น จะชอบแบบเดียวกับเขาหรือไม่ ผมมีคำตอบของผมอยู่แล้ว แต่ไม่ขอพูดในทีนี้ ใครจะมองว่าเขาผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว เป็นสิทธิของท่านครับ

ขอย้ำว่านี่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ท่านจะชอบสีอะไร ผมก็เคารพในความคิดของท่าน และขอสนับสนุนให้ท่านรักษาจุดยืนและความเชื่อของท่านไว้ด้วยความมั่นคง ที่สำคัญต้องไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน นั่นก็เพียงพอแล้ว

Wednesday, December 16, 2009

The Founding of a Republic ...คนไทยสร้างชาติ?


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปดู The Founding of a Republic หรือชื่อไทยว่า "มังกรสร้างชาติ" มาครับ

ก่อนหน้านี้ ผมอยากดูหนังเรื่องนี้มาก เพราะรัฐบาลจีนทุ่มทุนสร้างมโหฬารเพื่อฉลอง 60 ปี ของ PRC (สาธารณรัฐประชาชนจีน) แถมมีดาราดังมาเล่นแบบไม่รับค่าตัวกันให้พรึ่บไปหมด

ผมเขียนอย่างนี้ คนที่ยังไม่ได้ไปดู ไม่ต้องกลัวสปอยล์ เพราะเนื้อเรื่องมันก็เป็นไปตามประวัติศาสตร์อยู่แล้ว

ใครๆก็รู้ว่า "พรรคคอมมิวนิสต์" มีชัยชนะเหนือ "ก๊กมินตั๋ง" โดย "เหมาเจ๋อตง" พาพลพรรค "กองทัพแดง" ชนะรัฐบาลขุนศึกในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมของ "เจียงไคเช็ค" สร้างจีนใหม่ขึ้นมา

เป็นอันว่าในเมืองจีน "แดง" ชนะ "ขาว"


ในส่วนของผม รู้สึกเหมือนดูสารคดีเรื่องหนึ่งครับ เนื้อเรื่องอาจจะไม่สนุกมาก เพราะผู้สร้างพยายามเล่าเหตุการณ์ไปตามประวัติศาสตร์ ผ่านการเจรจาวางแผนของผู้นำแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์ ฝ่ายก๊กมินตั๋ง และพรรคตัวแปร โดยหลีกเลี่ยงภาพความโหดร้ายในสนามรบ

ฉากในสนามรบนั้น เป็นแค่ภาพขาวดำ แต่ก็ทำให้เราได้เห็นพลพรรคกองทัพแดงมากมาย เดินเรียงเป็นแถวยาวหลายกิโลเมตร เดินไป สู้รบไป หลบระเบิดกันไป

เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชาวไร่ชาวนา พร้อมใจกันลุกขึ้นมาจับอาวุธสู้ ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ตลอดเส้นทางหมื่นลี้ จนคว้าชัยที่ปลายทางในที่สุด

ใครไม่ชอบประวัติศาสตร์จีน ต้องบอกว่าท่านอาจจะเบื่อ แต่สำหรับคนที่ชอบและสนใจอย่างผม เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ถือได้ว่าไม่นานเกินไปนัก อย่างน้อยก็สนุกกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เยอะ :D

ใครสนใจก็อย่าพลาดไปชมนะครับ หนังแบบนี้คงอยู่ไม่นาน ใครไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์จีน แต่พอรู้เรื่องหนังละครอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไปลุ้นๆเอาว่าดาราดังคนไหนจะโผล่มาฉากไหน แค่นี้ก็เพลินแล้ว

แม้ค่ายที่นำหนังเข้ามา จะโปรโมททำนองว่า คนไทยควรไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะจะทำให้สามัคคีกันมากขึ้น แต่ผมกลับมองตรงข้ามเลยว่า ในบ้านเมืองใดก็ตาม ที่สองฝ่ายอุดมการณ์ต่างกันสุดขั้ว จะให้มาคืนดี มารักกัน คงเป็นไปได้ยาก

บทสรุปสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ อาจต้องเป็นการ "รบกันให้แตกหักไปข้าง" แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในจีนเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เอาให้ "รู้ดีรู้ชั่ว" ไปข้างหนึ่ง

อย่าเข้าใจผิด ที่พูดนี่ ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น แต่ดูสถานการณ์แล้ว มัน "ใช่" ดูเวลาแล้ว มัน "ได้"

Civil War ในสยามประเทศอาจหลีกเลี่ยงไม่พ้น ไม่อยากมองโลกในแง่ร้าย แต่เราจะรับมือกันอย่างไร ต้องช่วยกันคิดเผื่อไว้ครับ


Thursday, December 10, 2009

เล่นกีฬาสีไม่ดีตรงไหน?























วันก่อนผมไปทำธุระที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เห็นว่าทางโรงพยาบาลกำลังจะจัดให้มี "กีฬาสี" ระหว่างบุคลากร แต่ผมสังเกตว่า แม่สีหลักๆ อย่าง "สีแดง" "สีเหลือง" และ "สีน้ำเงิน" นั้น กลับไม่ถูกใช้ โดยทางฝ่ายจัดการแข่งขันเลี่ยงไปใช้สีชมพู น้ำตาล ส้ม ฟ้า แทน

เท่าที่ผมสังเกต หลายๆบริษัท หรือแม้แต่โรงเรียนที่จัดการแข่งขันกีฬาในช่วงนี้ ต่างก็เลี่ยงที่จะใช้ สีแดง กับ สีเหลือง หรือแม้แต่ สีน้ำเงิน ทั้งสิ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในเมื่อ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน เป็นแม่สีหลัก แต่กลับถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในประเทศ ทั้งที่จริงสีเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมานานแล้ว แต่ไม่เคยมียุคไหนสมัยไหนที่ใช้สีเป็นสัญญะกันอย่างชัดเจนจะแจ้ง และต่างฝ่ายต่างซัดกันรุนแรงเหมือนยุคนี้

ผมเองเพิ่งจัดกีฬาสีที่คณะนิเทศศาสตร์ เอแบค เสร็จไป ปีนี้เราจัดเป็นครั้งที่สองแล้ว มีเด็กนักศึกษาในภาคเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ก็สนุกสนานดีครับ

จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่จะจัดกีฬาสีเป็นครั้งแรก ความรุนแรงระหว่าง แดง-เหลือง ในบ้านเรา ปะทุเกือบถึงขีดสุด เป็นช่วงก่อนที่จะมีการยึดสนามบินไม่นาน

ตอนนั้นมีเด็กมาถามผมว่า จะใช้สีอะไรดี ควรจะเลี่ยง สีแดง และ สีเหลือง หรือไม่ ผมตอบชัดเจนว่า "ใช้ แดง กับ เหลือง นั่นแหล่ะ ดีแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น" ส่วนอีกสีก็ตกลงกันว่าจะใช้ สีน้ำเงิน แม่สีหลักอีกสีหนึ่ง (ตอนนั้นยังไม่มีกรณีคุณเนวิน สีน้ำเงินจึงยังไม่เป็นสัญลักษณ์ใดๆ)

เด็กถามผมว่า ใช้แดงกับเหลือง ไม่กลัวจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความขัดแย้งหรือ คำตอบที่ผมบอกกับเด็กก็คือว่า สีแดงกับสีเหลือง เป็นสีที่ดี เป็นแม่สีหลัก หากเรายอมให้ความขัดแย้งมาทำลายประโยชน์ใช้สอยของสองสีนี้ไป ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

และด้วยความที่เป็นเรื่องของ "เกมกีฬา" การให้ทั้งสีแดงและสีเหลืองมาแข่งขันกัน "ตามกติกา" ยิ่งเป็นเรื่องน่าส่งเสริม ไม่ได้น่ารังเกียจหรือยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใดเลย

นั่นคือที่มาของสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน ในกีฬาสีของเรา ซึ่งใช้กันมาต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว พอถึงวันแข่ง มีทั้ง มือตบ ตีนตบ กลองยาว กลองสั้น ฉิ่งฉับ มาใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยเชียร์ สร้างสีสันได้ไม่น้อย

กีฬาสีปีนี้ เริ่มต้นด้วย "ฟุตบอล" ผลปรากฏว่า "สีแดง" ชนะไปได้อย่างสวยงาม ถัดมาเป็น "แชร์บอล" ซึ่งคราวนี้ "สีเหลือง" เป็นฝ่ายชนะ ต่อมาเป็น "ชักเย่อ" ปรากฏว่า "สีแดง" กลับมาชนะอีก ส่วน "สีน้ำเงิน" ค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะมีแต่สาวๆสวยๆ ไร้ซึ่งหนุ่มกล้ามใหญ่ จึงเด่นในด้าน "ความสวย" มากกว่า "ผลการแข่งขัน"

ที่สุดแล้ว "สีแดง" และ "สีเหลือง" ผลัดกันแพ้ชนะ จนต้องตัดสินกันด้วยกีฬา "กินวิบาก" กติกาก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เอาผ้าผูกตาทุกคน สีไหนโซ้ยผัดซีอิ๊วหมดก่อนเป็นฝ่ายชนะ ผลปรากฏว่า "สีเหลือง" ชนะไป เมื่อนับคะแนนรวมแล้ว สีเหลืองจึงได้ครองแชมป์กีฬาสีปีนี้ไปอย่างสนุก

ผมเองลงไปเล่นกีฬากับเด็กหลายอย่างอยู่ จบงานทำเอาหอบแฮ่ก รู้สึกถึงสังขารที่เริ่มร่วงโรย แต่แม้จะเหนื่อย ก็ยังดีใจ รู้สึกว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ "ครูที่ดี" อย่างน้อยก็หนึ่งวัน

การให้ "กีฬาภายใน" ใช้สี "แดง-เหลือง-น้ำเงิน" นั้น เท่ากับผมได้ใช้ "กีฬา" สอนเด็กทางอ้อมว่า คุณจะรักจะชอบสีใด เป็นสิทธิของคุณ แต่เราต้องเล่นกันตามกฏกติกา มีน้ำใจนักกีฬา ใครแพ้-ชนะ ทุกฝ่ายต้องยอมรับ พอแข่งกันจบ ลูกศิษย์ผมก็มาจับมือกันฉันท์มิตร ไม่มีใครประท้วง ยึดมหาลัย ปิดถนน ฯลฯ

ที่สำคัญ เราเป็นอาจารย์ ต้องยุติธรรม อย่าเลือกสีเลือกข้าง ปรับกฏกติกาเพื่อให้สีใดสีหนึ่งชนะ ด้วยเหตุนี้ ผมและอาจารย์หลายท่านจึงกระจายกันไปอยู่ตามสีต่างๆ ให้เห็นถึงความเท่าเทียมและยุติธรรม

ในภาวะบ้านเมืองวุ่นวายแบบนี้ ผมเชื่อว่านี่คือวิธีการสอนที่ดีที่สุด คนคิดต่างกันสุดขั้ว จะให้มาจับมือ จูบปาก สามัคคี เป็นไปได้ยาก สู้สอนให้เยาวชนของชาติรู้จักยอมรับความแตกต่าง รักษากฏกติกา เล่นกันตามเกม นี่ต่างหากคือสิ่งที่บ้านเมืองเราต้องการครับ



ภาพประกอบ: จากกล้องของน้อง poopae wanrada และน้อง Milk Chonnika สองลูกศิษย์ผมครับ

Friday, December 4, 2009

คนภูฏานมีความสุขจริงหรือ?


เมื่อปี 2549 หลังจากบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน "แบบพิเศษ" ที่สากลโลกเขาไม่ยอมรับ เรื่องการเมืองก็ล้างแค้น ตามล้างตามเช็ดกัน ส่วนในแง่มุมของเศรษฐกิจ ก็เริ่มมีกระแสบางอย่างเกิดขึ้น

หลังจากเราเป็น "ทุนนิยม" เต็มขั้นมา 5 ปี ก็เริ่มมีคนรู้สึกว่าไม่มีความสุข กับการแข่งขันที่เปิดกว้างอย่างเสรีมากกว่าหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา

คนชั้นกลาง(เฉพาะบางคน)รวมถึงนักวิชาการจำนวนมาก(แต่ไม่ใช่ทุกคน) รู้สึกอึดอัดเสียเต็มประดากับกระแส "บริโภคนิยม" ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมา 5 ปี บางคนชี้ว่าเป็นเรื่องของ "กิเลสตัณหา" พูดกันราวกับว่ามันเป็นความ "ชั่วช้าสามานย์" ชนิดไม่มีดีเจือปนเลย

ช่วงนั้นเริ่มมีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ตลอดจนดัชนีชี้วัดแปลกๆที่เราไม่คุ้นหู เช่น "GNH" ที่ย่อมาจาก "Gross National Happiness" หรือ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ"

บางคนบอกถึงขนาดว่าน่าจะนำ "GNH" มาใช้แทน "GDP" ซึ่งเป็นการวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจจากผลผลิตรวมของคนในประเทศ

เกิดมาผมก็เพิ่งเคยได้ยิน ว่ามนุษย์สามารถวัดในสิ่งที่เป็น "นามธรรม" เต็มขั้น อย่าง "ความสุข" ได้ด้วย ช่วงนั้นนักวิชาการวิชาเกินก็พูดกันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ราวกับว่ามันเป็น "คุณธรรมล้ำเลิศ" ที่จะนำพาคนในประเทศให้หลุดจาก "ความโลภ" ที่ชั่วช้าเสียเต็มประดา

มีใครเคยได้ยินเกณฑ์ที่ชัดเจนบ้างว่า "ความสุข" นั้น มันจะวัดกันได้อย่างไร ตัวผมเองยังไม่เคยได้ยินเลย รู้แต่ว่าความสุขเป็นสิ่งที่ "จับต้องไม่ได้" ยังแอบคิดเล่นๆว่า หรือเราจะต้องมีปรอทติดตัวกันไว้คนละอัน พอสุขมาก ปรอทก็พุ่งสูง พอมีความทุกข์ ปรอทก็ลดฮวบ เช่นนั้นหรือ?!!

ถามว่า GNH มาจากไหน คนที่ยกมาเล่าเป็นคุ้งเป็นแควนั้น เขาบอกว่าเอามาจากประเทศ "ภูฏาน" ซึ่งผมเดาว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากกระแสคลั่งไคล้ "พรินซ์จิกมี" (ปัจจุบันเป็นกษัตริย์แล้ว) ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาเป็นแขกของประเทศ อันทำให้คนไทยหันมาสนใจประเทศในซอกเขาแห่งนี้เป็นครั้งแรก

พอได้ยินชื่อประเทศภูฏาน ผมรู้สึกคุ้นเคยมากๆ เพราะมีลูกศิษย์หลายคนมาจากประเทศนี้ เด็กภูฏานแทบจะทุกคนที่ผมรู้จัก ใช้ชีวิตในกรุงเทพไม่ต่างจากเด็กไทย แทบทุกคนกินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวผับ ฯลฯ

เด็กพวกนี้สนิทกับผมมาก จึงเล่าเรื่องราวในประเทศของเขาให้ผมฟังเสมอ เขาบอกผมว่า ประเทศเขายังไม่มีแสงสีความเจริญอะไร จะซื้อกระดาษทิชชู่แค่ม้วนเดียว ต้องเดินทางไปเกือบ 20 กม. ทุกอย่างไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในกรุงเทพ ไม่ได้มีเซเว่นอีเลฟเว่นทุกทั่วหัวระแหง

ผมฟังน้ำเสียงที่เขาเล่า แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกว่าการอยู่ในประเทศบ้านเกิดของเขาเป็นเรื่องลำบากลำบน แต่เมื่อถามว่า เรียนจบแล้วจะไปไหน เกือบทุกคนบอกว่า คงจะเรียนต่อที่เมืองไทย และยังไม่อยากกลับไปภูฏาน แม้ว่าในที่สุดก็คงจะต้องกลับ เพราะครอบครัวอยู่ที่นั่น

เวลาผ่านไปหลายปี เด็กพวกนี้เรียนจบไปนาน ผมนึกว่าพวกเขาคงจะทนคิดถึงบ้านไม่ไหว กลับประเทศไปหมดแล้ว แต่วันก่อน ผมก็ได้เจอหนึ่งในอดีตลูกศิษย์ชาวภูฏานหน้ามหาลัย เขาบอกผมว่าเขาสบายดี และกลับมาเรียนปริญญาโทที่นี่ต่อ ก่อนจะแนะนำแฟนของเขาให้ผมรู้จัก เป็นนักศึกษาต่างชาติด้วยกัน หน้าตาสะสวยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเดือนต่อมา ผมไปวิ่งจ๊อกกิ้งที่การกีฬาแห่งประเทศไทย ก็เจอเด็กภูฏานอดีตลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง (เป็นเพื่อนกับคนที่ผมเจอหน้าเซเว่น) คนนี้เป็นเด็กดีมาแต่ไหนแต่ไร เขามาออกกำลังกายพร้อมกับภรรยาและลูกน้อยอายุขวบกว่าๆ

ผมแซวเขาว่า ไม่เจอกันแค่ 2 ปี มีลูกมีเมียเรียบร้อยแล้วนะ เขาก็ยิ้ม บอกว่าใช่ และตอนนี้ได้พาครอบครัวมาอยู่เมืองไทย พ่อแม่ต่างคนต่างเรียนหนังสือ (ปริญญาโท) พร้อมกับเลี้ยงลูกไปด้วย

เราทักทายโอภาปราศรัยกันตามประสาอดีตครูกับศิษย์ เขาบอกผมว่า เขาและครอบครัวคงจะอยู่ที่เมืองไทยอีกนาน เพราะที่ประเทศของเขาไม่มีมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐานเหมือนอย่างบ้านเรา

ผมคิดแล้วก็นึกขำ ในขณะที่คนภูฏานเองใฝ่หาสิ่งที่ดีในชีวิต บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองไทย และไม่ใช่มากันได้ง่ายๆ คนภูฎานที่จะมาเมืองไทยได้ต้องเป็นเด็กระดับ "หัวกะทิ" หรือไม่ก็เป็น "ชนชั้นปกครอง" ในประเทศเท่านั้น แต่คนไทยเอง กลับโหยหาจะย้อนนาฬิกากลับไปในอดีต อยากจะไปกินอยู่แบบภูฏาน

ถามจริงๆ ถ้ากรุงเทพฯ ณ วันนี้ กลายเป็นแบบภูฏาน ต้องเดินทาง 20 กม. เพื่อซื้อกระดาษทิชชู่สักม้วน ใครจะทนได้

คนจนคนยากคงไม่มีปัญหาหรอก เพราะพวกเขาลำบากมาเยอะแล้ว แต่คนชั้นกลาง(บางส่วน)และนักวิชาการ(บางคน)ที่กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง แล้วมองว่าทุนนิยมเป็นสิ่งเลวชั่วช้า ถามว่าถ้าต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างนั้นจะรู้สึกอย่างไร จะทนได้สักกี่น้ำ

ตอนที่ผมเรียนจบมัธยมฯ ต้องจากเพื่อนเก่าๆ มาเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเหงามาก คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงบรรยากาศเดิมๆ เลยบ่นกับแม่ว่า "อยากไปเป็นเด็กมัธยมแบบเดิมจัง" แต่แม่กลับดุ แม่สอนให้ผมคิดใหม่ แม่บอกว่า คนเราต้อง "เดินหน้าอย่าถอยหลัง" ผมฟังแล้วจดจำไว้ตั้งแต่นั้น

บางครั้งสิ่งดีๆที่เราได้รับ เราไม่รู้หรอกว่ามันดี เราคิดว่าถ้าได้ย้อนเวลากลับไปเหมือนเดิมก็คงจะเป็นอะไรที่งดงามมากมาย แต่ถ้าลองได้ย้อนดูจริงๆ แค่ 2-3 วันก็อาจจะเบื่อ นึกเสียใจว่า ไม่น่าเลย เราตัดสินใจผิดไปแล้ว เดินหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถอยกลับมาทำไม คนภูฏานจำนวนมาก ดิ้นรนแข่งขันเพื่อที่จะมายืนตรงที่เรายืนอยู่ แต่คนไทยที่อยู่กันสุขสบาย กลับอยากจะเดินถอยหลัง ไปเป็นแบบภูฏาน นี่เป็นเรื่องตลกที่สุด

สังคมไทยเราชอบหลอกตัวเอง คลั่งไคล้อะไรเป็นพักๆ อะไรไม่ได้อย่างใจก็ตีความว่ามันเลวร้ายเสียเต็มประดา ไม่มองความจริงให้ถ่องแท้ ว่าวันนี้เรามาได้ไกลขนาดไหนแล้ว

ประเทศจะก้าวหน้าจะพัฒนาได้ คนในประเทศต้องยอมรับความจริง ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ต้องเดินหน้า อย่าถอยหลัง เหมือนที่เจ้าสัว ดร.เทียม โชควัฒนา ว่าไว้ ขณะที่คนอื่นเขาก้าวฉับๆๆไปข้างหน้า ถ้าเราหยุดก้าว ก็เท่ากับเราถอยหลังแล้ว เพราะเขาจะนำเราไปโดยที่เราไม่ได้เพิ่มอัตราเร่งให้กับตัวเองเลย

เปิดใจให้กว้าง ความโลภนี้ก็มีข้อดี มันทำให้คนแสวงหา สร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา สร้างความเจริญทางวัตถุให้กับสังคมโลก ใครไม่อยากไขว่คว้าก็ไม่เป็นไร นี่สังคมประชาธิปไตย ท่านไม่ผิด แต่อย่าไปขวางทางคนที่เขาอยากก้าวหน้าไป เขาอยากร่ำรวยก็ต้องปล่อยเขา ท่านอยากจะไปอยู่ชนบท กินผัก-นอนกะต๊อบ หรือจะนอนอยู่บ้านเฉยๆแล้วสุขได้ก็ไม่ว่ากัน เป็นสิทธิส่วนบุคคล

แต่อย่าลืม ต้องมองอะไรให้รอบด้าน อย่าเอาแต่บ้าใบ้ตามกระแสชั่วครั้งชั่วคราว ที่สำคัญที่สุด อย่าหลอกตัวเอง คนเราถ้าไม่ยอมรับความจริง ชีวิตจะไม่มีทางดีขึ้นเลยครับ




อธิบายภาพ : 4 คนในรูปเป็นลูกศิษย์เก่าของผม จบการศึกษาไปนานแล้ว เรียงจากซ้ายไปขวา Sangay (ภูฏาน) Chonlapasanan (คนไทย) Karma Pila (ภูฏาน) Nirdesh (เนปาล) ทุกคนเรียนเก่งมาก และความประพฤติดีครับ

เมื่อผมพบ "ฮีโร่วัยเด็ก"


ทุกท่านมี "ฮีโร่วัยเด็ก" กันไหมครับ??

และใครเคยได้เจอกับฮีโร่วัยเด็กของท่านแบบ "ตัวเป็นๆ" บ้าง

ผมมีฮีโร่ ..และผมเพิ่งได้เจอเขาเมื่อไม่นานมานี้

หลายเดือนก่อน เวิร์คพอยท์เชิญผมไปออกรายการ "หลานปู่กู้อีจู้" ไปเป็นกรรมการตัดสินผู้เข้าแข่งขันในรายการ ผมจึงมีโอกาสได้เจอ "น้าต๋อย เซมเบ้" นักพากย์การ์ตูนระดับตำนาน ที่ทางรายการเชิญมาเป็นกรรมการอีกท่านหนึ่ง

แว้บแรกที่ได้เจอ ผมเข้าไปขอจับมือและแนะนำตัวว่า น้าต๋อยคือ "ฮีโร่วัยเด็ก" ของผม ซึ่งแกก็พูดคุยกับผมอย่างเป็นกันเอง คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ ฯลฯ

ผมบอกน้าต๋อยว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบแกพากย์หนังและการ์ตูน ที่ชอบเป็นพิเศษคือเสียง "ไจแอนท์" และ "โจวซิงฉือ" ฮาได้ใจทุกครั้ง น้าต๋อยจึงเล่าให้ฟังถึงการ์ตูนเรื่องแรกๆที่แกพากย์ ก่อนจะมาได้ฉายา "เซมเบ้" จากเรื่อง ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ ฝ่ายแกก็ชวนผมคุยเรื่องสามก๊ก ทำให้ได้รู้ว่า น้าต๋อยรู้เรื่องสามก๊กไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

ระหว่างอัดรายการ ผมได้รับรู้รับทราบถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตของน้าต๋อย เรื่องครอบครัว และเรื่องจิปาถะอื่นๆ น้าแกเล่าให้ฟังว่า แกสอนลูกให้ "อย่าสร้างหนี้" อย่าซื้อรถคันละ 4-5 ล้าน แล้วต้องมาผ่อน เหนื่อย ไม่มีความสุข ให้ใช้ชีวิตให้รื่นรมย์

นอกจากนี้ น้าต๋อยบอกลูกตัวเองว่า "ไม่ต้องมีลูก" ก็ได้ เพราะมีลูกแล้วจะเหนื่อย เป็นภาระ

ผมฟังแล้วไม่สงสัยเลย ว่าทำไมน้าต๋อยถึงเป็นคนที่ดูแฮปปี้อยู่ตลอดเวลา เพราะแนวทางการใช้ชีวิตที่ยึด "ความสุข" เป็นที่ตั้งนี่เอง

การไม่มีลูกไว้สืบสกุล เป็นเรื่องที่คนจีนไม่ชอบ ใครไม่มีหลานให้อุ้มพ่อแม่คงผิดหวัง แต่คนบางคนกลับไม่ได้ให้ความสำคัญ ขอมีความสุขกับวันนี้ ไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

พูดจากใจ ใครคิดได้อย่างนี้ (โ-ค-ต-ร)น่าอิจฉาจริงๆ

บทเวทีวันนั้น ผมยืนเคียงข้างกับ "เสี่ยตา" ปัญญา นิรันดร์กุล พิธีกรและ CEO ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเวิร์คพอยท์ และ "น้าต๋อย" เซมเบ้ ผู้ยิ่งใหญ่ของเด็กๆทุกคน ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาดีๆ ที่ได้รับ

ดีใจที่วันหนึ่งได้มายืนบนเวทีกับคนที่เป็นฮีโร่ในวัยเด็กของตัวเอง ประทับใจครับ




ภาพจาก: zayyes.com/index.php?topic=3762.0