Friday, December 4, 2009

คนภูฏานมีความสุขจริงหรือ?


เมื่อปี 2549 หลังจากบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน "แบบพิเศษ" ที่สากลโลกเขาไม่ยอมรับ เรื่องการเมืองก็ล้างแค้น ตามล้างตามเช็ดกัน ส่วนในแง่มุมของเศรษฐกิจ ก็เริ่มมีกระแสบางอย่างเกิดขึ้น

หลังจากเราเป็น "ทุนนิยม" เต็มขั้นมา 5 ปี ก็เริ่มมีคนรู้สึกว่าไม่มีความสุข กับการแข่งขันที่เปิดกว้างอย่างเสรีมากกว่าหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา

คนชั้นกลาง(เฉพาะบางคน)รวมถึงนักวิชาการจำนวนมาก(แต่ไม่ใช่ทุกคน) รู้สึกอึดอัดเสียเต็มประดากับกระแส "บริโภคนิยม" ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมา 5 ปี บางคนชี้ว่าเป็นเรื่องของ "กิเลสตัณหา" พูดกันราวกับว่ามันเป็นความ "ชั่วช้าสามานย์" ชนิดไม่มีดีเจือปนเลย

ช่วงนั้นเริ่มมีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ตลอดจนดัชนีชี้วัดแปลกๆที่เราไม่คุ้นหู เช่น "GNH" ที่ย่อมาจาก "Gross National Happiness" หรือ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ"

บางคนบอกถึงขนาดว่าน่าจะนำ "GNH" มาใช้แทน "GDP" ซึ่งเป็นการวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจจากผลผลิตรวมของคนในประเทศ

เกิดมาผมก็เพิ่งเคยได้ยิน ว่ามนุษย์สามารถวัดในสิ่งที่เป็น "นามธรรม" เต็มขั้น อย่าง "ความสุข" ได้ด้วย ช่วงนั้นนักวิชาการวิชาเกินก็พูดกันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ราวกับว่ามันเป็น "คุณธรรมล้ำเลิศ" ที่จะนำพาคนในประเทศให้หลุดจาก "ความโลภ" ที่ชั่วช้าเสียเต็มประดา

มีใครเคยได้ยินเกณฑ์ที่ชัดเจนบ้างว่า "ความสุข" นั้น มันจะวัดกันได้อย่างไร ตัวผมเองยังไม่เคยได้ยินเลย รู้แต่ว่าความสุขเป็นสิ่งที่ "จับต้องไม่ได้" ยังแอบคิดเล่นๆว่า หรือเราจะต้องมีปรอทติดตัวกันไว้คนละอัน พอสุขมาก ปรอทก็พุ่งสูง พอมีความทุกข์ ปรอทก็ลดฮวบ เช่นนั้นหรือ?!!

ถามว่า GNH มาจากไหน คนที่ยกมาเล่าเป็นคุ้งเป็นแควนั้น เขาบอกว่าเอามาจากประเทศ "ภูฏาน" ซึ่งผมเดาว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากกระแสคลั่งไคล้ "พรินซ์จิกมี" (ปัจจุบันเป็นกษัตริย์แล้ว) ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาเป็นแขกของประเทศ อันทำให้คนไทยหันมาสนใจประเทศในซอกเขาแห่งนี้เป็นครั้งแรก

พอได้ยินชื่อประเทศภูฏาน ผมรู้สึกคุ้นเคยมากๆ เพราะมีลูกศิษย์หลายคนมาจากประเทศนี้ เด็กภูฏานแทบจะทุกคนที่ผมรู้จัก ใช้ชีวิตในกรุงเทพไม่ต่างจากเด็กไทย แทบทุกคนกินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวผับ ฯลฯ

เด็กพวกนี้สนิทกับผมมาก จึงเล่าเรื่องราวในประเทศของเขาให้ผมฟังเสมอ เขาบอกผมว่า ประเทศเขายังไม่มีแสงสีความเจริญอะไร จะซื้อกระดาษทิชชู่แค่ม้วนเดียว ต้องเดินทางไปเกือบ 20 กม. ทุกอย่างไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในกรุงเทพ ไม่ได้มีเซเว่นอีเลฟเว่นทุกทั่วหัวระแหง

ผมฟังน้ำเสียงที่เขาเล่า แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกว่าการอยู่ในประเทศบ้านเกิดของเขาเป็นเรื่องลำบากลำบน แต่เมื่อถามว่า เรียนจบแล้วจะไปไหน เกือบทุกคนบอกว่า คงจะเรียนต่อที่เมืองไทย และยังไม่อยากกลับไปภูฏาน แม้ว่าในที่สุดก็คงจะต้องกลับ เพราะครอบครัวอยู่ที่นั่น

เวลาผ่านไปหลายปี เด็กพวกนี้เรียนจบไปนาน ผมนึกว่าพวกเขาคงจะทนคิดถึงบ้านไม่ไหว กลับประเทศไปหมดแล้ว แต่วันก่อน ผมก็ได้เจอหนึ่งในอดีตลูกศิษย์ชาวภูฏานหน้ามหาลัย เขาบอกผมว่าเขาสบายดี และกลับมาเรียนปริญญาโทที่นี่ต่อ ก่อนจะแนะนำแฟนของเขาให้ผมรู้จัก เป็นนักศึกษาต่างชาติด้วยกัน หน้าตาสะสวยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเดือนต่อมา ผมไปวิ่งจ๊อกกิ้งที่การกีฬาแห่งประเทศไทย ก็เจอเด็กภูฏานอดีตลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง (เป็นเพื่อนกับคนที่ผมเจอหน้าเซเว่น) คนนี้เป็นเด็กดีมาแต่ไหนแต่ไร เขามาออกกำลังกายพร้อมกับภรรยาและลูกน้อยอายุขวบกว่าๆ

ผมแซวเขาว่า ไม่เจอกันแค่ 2 ปี มีลูกมีเมียเรียบร้อยแล้วนะ เขาก็ยิ้ม บอกว่าใช่ และตอนนี้ได้พาครอบครัวมาอยู่เมืองไทย พ่อแม่ต่างคนต่างเรียนหนังสือ (ปริญญาโท) พร้อมกับเลี้ยงลูกไปด้วย

เราทักทายโอภาปราศรัยกันตามประสาอดีตครูกับศิษย์ เขาบอกผมว่า เขาและครอบครัวคงจะอยู่ที่เมืองไทยอีกนาน เพราะที่ประเทศของเขาไม่มีมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐานเหมือนอย่างบ้านเรา

ผมคิดแล้วก็นึกขำ ในขณะที่คนภูฏานเองใฝ่หาสิ่งที่ดีในชีวิต บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองไทย และไม่ใช่มากันได้ง่ายๆ คนภูฎานที่จะมาเมืองไทยได้ต้องเป็นเด็กระดับ "หัวกะทิ" หรือไม่ก็เป็น "ชนชั้นปกครอง" ในประเทศเท่านั้น แต่คนไทยเอง กลับโหยหาจะย้อนนาฬิกากลับไปในอดีต อยากจะไปกินอยู่แบบภูฏาน

ถามจริงๆ ถ้ากรุงเทพฯ ณ วันนี้ กลายเป็นแบบภูฏาน ต้องเดินทาง 20 กม. เพื่อซื้อกระดาษทิชชู่สักม้วน ใครจะทนได้

คนจนคนยากคงไม่มีปัญหาหรอก เพราะพวกเขาลำบากมาเยอะแล้ว แต่คนชั้นกลาง(บางส่วน)และนักวิชาการ(บางคน)ที่กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง แล้วมองว่าทุนนิยมเป็นสิ่งเลวชั่วช้า ถามว่าถ้าต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างนั้นจะรู้สึกอย่างไร จะทนได้สักกี่น้ำ

ตอนที่ผมเรียนจบมัธยมฯ ต้องจากเพื่อนเก่าๆ มาเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเหงามาก คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงบรรยากาศเดิมๆ เลยบ่นกับแม่ว่า "อยากไปเป็นเด็กมัธยมแบบเดิมจัง" แต่แม่กลับดุ แม่สอนให้ผมคิดใหม่ แม่บอกว่า คนเราต้อง "เดินหน้าอย่าถอยหลัง" ผมฟังแล้วจดจำไว้ตั้งแต่นั้น

บางครั้งสิ่งดีๆที่เราได้รับ เราไม่รู้หรอกว่ามันดี เราคิดว่าถ้าได้ย้อนเวลากลับไปเหมือนเดิมก็คงจะเป็นอะไรที่งดงามมากมาย แต่ถ้าลองได้ย้อนดูจริงๆ แค่ 2-3 วันก็อาจจะเบื่อ นึกเสียใจว่า ไม่น่าเลย เราตัดสินใจผิดไปแล้ว เดินหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถอยกลับมาทำไม คนภูฏานจำนวนมาก ดิ้นรนแข่งขันเพื่อที่จะมายืนตรงที่เรายืนอยู่ แต่คนไทยที่อยู่กันสุขสบาย กลับอยากจะเดินถอยหลัง ไปเป็นแบบภูฏาน นี่เป็นเรื่องตลกที่สุด

สังคมไทยเราชอบหลอกตัวเอง คลั่งไคล้อะไรเป็นพักๆ อะไรไม่ได้อย่างใจก็ตีความว่ามันเลวร้ายเสียเต็มประดา ไม่มองความจริงให้ถ่องแท้ ว่าวันนี้เรามาได้ไกลขนาดไหนแล้ว

ประเทศจะก้าวหน้าจะพัฒนาได้ คนในประเทศต้องยอมรับความจริง ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ต้องเดินหน้า อย่าถอยหลัง เหมือนที่เจ้าสัว ดร.เทียม โชควัฒนา ว่าไว้ ขณะที่คนอื่นเขาก้าวฉับๆๆไปข้างหน้า ถ้าเราหยุดก้าว ก็เท่ากับเราถอยหลังแล้ว เพราะเขาจะนำเราไปโดยที่เราไม่ได้เพิ่มอัตราเร่งให้กับตัวเองเลย

เปิดใจให้กว้าง ความโลภนี้ก็มีข้อดี มันทำให้คนแสวงหา สร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา สร้างความเจริญทางวัตถุให้กับสังคมโลก ใครไม่อยากไขว่คว้าก็ไม่เป็นไร นี่สังคมประชาธิปไตย ท่านไม่ผิด แต่อย่าไปขวางทางคนที่เขาอยากก้าวหน้าไป เขาอยากร่ำรวยก็ต้องปล่อยเขา ท่านอยากจะไปอยู่ชนบท กินผัก-นอนกะต๊อบ หรือจะนอนอยู่บ้านเฉยๆแล้วสุขได้ก็ไม่ว่ากัน เป็นสิทธิส่วนบุคคล

แต่อย่าลืม ต้องมองอะไรให้รอบด้าน อย่าเอาแต่บ้าใบ้ตามกระแสชั่วครั้งชั่วคราว ที่สำคัญที่สุด อย่าหลอกตัวเอง คนเราถ้าไม่ยอมรับความจริง ชีวิตจะไม่มีทางดีขึ้นเลยครับ




อธิบายภาพ : 4 คนในรูปเป็นลูกศิษย์เก่าของผม จบการศึกษาไปนานแล้ว เรียงจากซ้ายไปขวา Sangay (ภูฏาน) Chonlapasanan (คนไทย) Karma Pila (ภูฏาน) Nirdesh (เนปาล) ทุกคนเรียนเก่งมาก และความประพฤติดีครับ

8 comments:

  1. บทความทวนกระแสสังคมมากครับ (เหอๆ แต่ผมชอบ)

    อยากให้คนไทยได้เห็นโลกภายนอกอย่างที่มันเป็นจริงๆ บ้าง ทุกวันนี้ ไม่ใช่ในแบบที่พวกอนุรักษ์นิยมจัดมาให้ดู เหมือนเช่นทุกวันนี้ ความคิดของคนไทยกำลังจะหลุดโลกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

    ขอบคุณที่นำประสปการณ์ตรงที่ได้สัมผัสคน bhutan จริงๆ มาแบ่งปันกันครับ

    ReplyDelete
  2. อิอิ ขอบคุณครับพี่โจ๊ก ตอนที่เขียนก็นึกถึงพี่ เชื่อว่าความคิดพี่คงไม่ต่างจากนี้มากนัก เท่าที่เคยอ่านจากบล็อก

    บอกตามตรง คิดอยู่นานครับ ว่าจะเขียนดีหรือไม่ ช่วงหลังๆ ผมค่อนข้างเพลาๆการแสดงความเป็นตัวเองออกมา และ compromise กับกระแสสังคมพอสมควร เพราะเราหากินอยู่ในแวดวงที่ต้องง้อ popularity

    ผมเขียนแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีหลายคนไม่ชอบ ก็กำลังหาจุดสมดุลย์อยู่ พยามไม่ extreme มาก แต่ก็ต้องรักษาจุดยืนไว้ครับ :)

    ดีใจที่พี่ชอบครับ

    ReplyDelete
  3. ชอบด้วยครับ บทความดี เรื่องนี้ละเอียดอ่อน บางคนเอา life style มากำหนดนโยบายประเทศ ก็เจอกระแสโต้กลับเป็นธรรมดา ความจริงคือ สายกลาง นั้น มันเป็นของแต่ละคน กลางเสาไฟฟ้า กับ กลางไม้ขีดไฟ มันก็กลางเหมือนกัน ต่างคนก็มีคำตอบของคำถามไม่เหมือนกัน เลยเกิดตัวตนขึ้นมา ท่ามกลางกระแสสังคมที่หลายหลาย ต่างความคิด ความเห็น แล้วแต่ว่าจะวาง Position ของตัวเองไว้ตรงใหนของสังคม แต่เกิดปัญญาแน่ๆ ดีครับเสาวนากัน แต่ผมเลือกที่จะผสม สิ่งใหม่ กับ สิ่งเก่า ให้เหมาะกับตัวเอง ไม่สุดโต่งไปทั้งสองด้านเพราะว่า จะมีโทษ มากกว่าคุณ ประมาณนี้

    ReplyDelete
  4. ขอบคุณครับ พี่ YA ชอบคำว่า "กลางเสาไฟฟ้า กลับ กลางไม้ขีดไฟ" คมมากครับ

    ทางสายกลางแบบพระพุทธเจ้าว่า ประเสริฐสุดแล้วครับ

    ReplyDelete
  5. คำนี้ผมไม่ได้เป็นเจ้าของคำพูดครับ ได้ยินจากผู้รุ้ นักปราชญ์อีกทีนึงครับ แบ่งปันแชร์ กันตามยุคสมัยครับ แต่นับวันๆ ผมจะเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆดีขึ้น ก็ได้ความรู้จากพวกท่านๆเหล่านี้ที่มาพบเจอกันนี้แหละ เราถูกดึงดูดให้เข้าหากัน ธาตุย่อมเข้ากันด้วยธาตุ พระท่านว่าไว้

    ReplyDelete
  6. จริงๆแล้วผมเป็นคนชอบความสุขนะครับ ทั้งสุขกายสุขใจผมก็ชอบหมดนั่นแหละ แต่ถ้าจะให้วัดระดับความสุขนี่ก็ออกจะเป็นเรื่องยากอยู่ สมมติว่าให้ป้าอนงค์มาทำข้าวไข่เจียวแบบเดียวกัน 60 ล้านจานให้คนไทยกิน แต่ละคนก็คงสุขไม่เท่ากัน (แต่ที่แน่ๆป้าอนงค์คงทุกข์กับการทอดไข่)

    การใช้ดัชนีความสุขกำหนดทิศทางประเทศนั้นดีแน่นอน แต่ที่ต้องคิดให้มากกว่านั้นคือ อะไรจะเป็นตัวบ่งชี้ดัชนีที่ว่า และก็ต้องมีกึ๋นพอที่จะมีดัชนีอื่นมาพิจารณาร่วมด้วย ตั้งแต่ผมเป็นเด็กจนโต ผมยังไม่เห็นอะไรจะมีดีอย่างเดียว หรือเสียไปซะทุกอย่างเลย ขนาดขยะที่หลายๆคนบอกอี๋ ก็ยังมีประโยชน์กับคนเก็บขยะ

    ก็เห็นจะมีแต่นักวิชาการของเรานี่แหละที่ขยันหาสิ่งวิเศษเลิศพบจบแดนมาเสนอให้เป็นข่าว เผื่อว่าจะดัง

    ReplyDelete
  7. ตามมาอ่านด้วยคนครับ
    เบิร์ด รอง สว.

    ReplyDelete
  8. ขอบคุณท่านรองฯเบิร์ดที่แวะเข้ามาครับ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ