Thursday, December 10, 2009

เล่นกีฬาสีไม่ดีตรงไหน?























วันก่อนผมไปทำธุระที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เห็นว่าทางโรงพยาบาลกำลังจะจัดให้มี "กีฬาสี" ระหว่างบุคลากร แต่ผมสังเกตว่า แม่สีหลักๆ อย่าง "สีแดง" "สีเหลือง" และ "สีน้ำเงิน" นั้น กลับไม่ถูกใช้ โดยทางฝ่ายจัดการแข่งขันเลี่ยงไปใช้สีชมพู น้ำตาล ส้ม ฟ้า แทน

เท่าที่ผมสังเกต หลายๆบริษัท หรือแม้แต่โรงเรียนที่จัดการแข่งขันกีฬาในช่วงนี้ ต่างก็เลี่ยงที่จะใช้ สีแดง กับ สีเหลือง หรือแม้แต่ สีน้ำเงิน ทั้งสิ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในเมื่อ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน เป็นแม่สีหลัก แต่กลับถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในประเทศ ทั้งที่จริงสีเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมานานแล้ว แต่ไม่เคยมียุคไหนสมัยไหนที่ใช้สีเป็นสัญญะกันอย่างชัดเจนจะแจ้ง และต่างฝ่ายต่างซัดกันรุนแรงเหมือนยุคนี้

ผมเองเพิ่งจัดกีฬาสีที่คณะนิเทศศาสตร์ เอแบค เสร็จไป ปีนี้เราจัดเป็นครั้งที่สองแล้ว มีเด็กนักศึกษาในภาคเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ก็สนุกสนานดีครับ

จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่จะจัดกีฬาสีเป็นครั้งแรก ความรุนแรงระหว่าง แดง-เหลือง ในบ้านเรา ปะทุเกือบถึงขีดสุด เป็นช่วงก่อนที่จะมีการยึดสนามบินไม่นาน

ตอนนั้นมีเด็กมาถามผมว่า จะใช้สีอะไรดี ควรจะเลี่ยง สีแดง และ สีเหลือง หรือไม่ ผมตอบชัดเจนว่า "ใช้ แดง กับ เหลือง นั่นแหล่ะ ดีแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น" ส่วนอีกสีก็ตกลงกันว่าจะใช้ สีน้ำเงิน แม่สีหลักอีกสีหนึ่ง (ตอนนั้นยังไม่มีกรณีคุณเนวิน สีน้ำเงินจึงยังไม่เป็นสัญลักษณ์ใดๆ)

เด็กถามผมว่า ใช้แดงกับเหลือง ไม่กลัวจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความขัดแย้งหรือ คำตอบที่ผมบอกกับเด็กก็คือว่า สีแดงกับสีเหลือง เป็นสีที่ดี เป็นแม่สีหลัก หากเรายอมให้ความขัดแย้งมาทำลายประโยชน์ใช้สอยของสองสีนี้ไป ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

และด้วยความที่เป็นเรื่องของ "เกมกีฬา" การให้ทั้งสีแดงและสีเหลืองมาแข่งขันกัน "ตามกติกา" ยิ่งเป็นเรื่องน่าส่งเสริม ไม่ได้น่ารังเกียจหรือยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใดเลย

นั่นคือที่มาของสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน ในกีฬาสีของเรา ซึ่งใช้กันมาต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว พอถึงวันแข่ง มีทั้ง มือตบ ตีนตบ กลองยาว กลองสั้น ฉิ่งฉับ มาใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยเชียร์ สร้างสีสันได้ไม่น้อย

กีฬาสีปีนี้ เริ่มต้นด้วย "ฟุตบอล" ผลปรากฏว่า "สีแดง" ชนะไปได้อย่างสวยงาม ถัดมาเป็น "แชร์บอล" ซึ่งคราวนี้ "สีเหลือง" เป็นฝ่ายชนะ ต่อมาเป็น "ชักเย่อ" ปรากฏว่า "สีแดง" กลับมาชนะอีก ส่วน "สีน้ำเงิน" ค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะมีแต่สาวๆสวยๆ ไร้ซึ่งหนุ่มกล้ามใหญ่ จึงเด่นในด้าน "ความสวย" มากกว่า "ผลการแข่งขัน"

ที่สุดแล้ว "สีแดง" และ "สีเหลือง" ผลัดกันแพ้ชนะ จนต้องตัดสินกันด้วยกีฬา "กินวิบาก" กติกาก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เอาผ้าผูกตาทุกคน สีไหนโซ้ยผัดซีอิ๊วหมดก่อนเป็นฝ่ายชนะ ผลปรากฏว่า "สีเหลือง" ชนะไป เมื่อนับคะแนนรวมแล้ว สีเหลืองจึงได้ครองแชมป์กีฬาสีปีนี้ไปอย่างสนุก

ผมเองลงไปเล่นกีฬากับเด็กหลายอย่างอยู่ จบงานทำเอาหอบแฮ่ก รู้สึกถึงสังขารที่เริ่มร่วงโรย แต่แม้จะเหนื่อย ก็ยังดีใจ รู้สึกว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ "ครูที่ดี" อย่างน้อยก็หนึ่งวัน

การให้ "กีฬาภายใน" ใช้สี "แดง-เหลือง-น้ำเงิน" นั้น เท่ากับผมได้ใช้ "กีฬา" สอนเด็กทางอ้อมว่า คุณจะรักจะชอบสีใด เป็นสิทธิของคุณ แต่เราต้องเล่นกันตามกฏกติกา มีน้ำใจนักกีฬา ใครแพ้-ชนะ ทุกฝ่ายต้องยอมรับ พอแข่งกันจบ ลูกศิษย์ผมก็มาจับมือกันฉันท์มิตร ไม่มีใครประท้วง ยึดมหาลัย ปิดถนน ฯลฯ

ที่สำคัญ เราเป็นอาจารย์ ต้องยุติธรรม อย่าเลือกสีเลือกข้าง ปรับกฏกติกาเพื่อให้สีใดสีหนึ่งชนะ ด้วยเหตุนี้ ผมและอาจารย์หลายท่านจึงกระจายกันไปอยู่ตามสีต่างๆ ให้เห็นถึงความเท่าเทียมและยุติธรรม

ในภาวะบ้านเมืองวุ่นวายแบบนี้ ผมเชื่อว่านี่คือวิธีการสอนที่ดีที่สุด คนคิดต่างกันสุดขั้ว จะให้มาจับมือ จูบปาก สามัคคี เป็นไปได้ยาก สู้สอนให้เยาวชนของชาติรู้จักยอมรับความแตกต่าง รักษากฏกติกา เล่นกันตามเกม นี่ต่างหากคือสิ่งที่บ้านเมืองเราต้องการครับ



ภาพประกอบ: จากกล้องของน้อง poopae wanrada และน้อง Milk Chonnika สองลูกศิษย์ผมครับ

6 comments:

  1. เห็นด้วยครับ แตกต่างทางความคิด ทำให้แต่ละคนมี อัตลักษณ์ เป็นของตนเอง แต่เราทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

    ReplyDelete
  2. ขอบคุณครับคุณ Tony

    ReplyDelete
  3. อ.อาทไปดู มังกรสร้างชาติ มาแล้วหรือยังครับ

    ถ้าผมจะลากอาป๊าอาม้าไปดู เขาจะเบื่อกันมั้ย

    ReplyDelete
  4. พี่โจ๊ก ผมเพิ่งไปดูมาเนี่ยครับ หนังเหมือนสารคดีซะมากกว่านะครับ แต่ในโรงผมก็เห็นคนรุ่นพี่พาป๊าม๊าไปดูเยอะเลย น่าจะพอไหว แต่อาจจะไม่สนุกมากครับ :D

    ReplyDelete
  5. ok ครับ อาป๊าอาม้าผมชอบอะไรก็ได้ที่เกียวกับจีนอยู่แล้ว น่าจะพอไหว

    ReplyDelete
  6. ต้องบอกเลยว่า งานกีฬาสีครั้งนี้หากไม่มีอาจารย์อาทงานกีฬาครั้งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จแน่ๆ เด็กๆได้รับความสนุกสนานและได้รู้จักกันมากขึ้น และยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมให้กับนิสิตรุ่นต่อๆไปด้วย เราสร้างเพื่อให้เค้าได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันและรู้แพ้รู้ชนะในการดำเนินชีวิตร่วมกัน ขอบคุณอาจารย์อาทมากๆค่ะ อาจารย์แอ๊ะค่ะ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ