Thursday, December 30, 2010

"น้องแพรขอปรองดอง"

-
-











พี่พี่ขา ขอแพรว่า หน่อยได้ไหม

หนูคนไทย เหมือนพวกพี่ นี่แหล่ะหนา

อย่าเหยียบย่ำ ประนามหนู ดูมายา

หยุดดราม่า พร่ำเพรื่อ น่าเบื่อจัง

พี่น้องจ๋า ขอแพรว่า สักหน่อยเถิด

เราล้วนเกิด เป็นคนไทย ใช่ไหมพี่

ทำคนตาย หนูเสียใจ ใช่ยินดี

ใครจะบ้า กดบีบี แฮปปี้ใจ

ที่หนูซิ่ง เพราะต้องดิ่ง ไปตามนัด

เดี๋ยวรถติด อึดอัด เลยจัดให้

พระท่านว่า ชักช้า เสียเวลาไป

บาปบรรลัย ฆ่าเวลา เหมือนฆ่าคน

มีที่ไหน สกุลใหญ่ ได้อภิสิทธิ์

อย่าดัดจริต กู่ก้อง สองมาตรฐาน

เราคนไทย เท่าเทียมกัน มาช้านาน

เรื่องชนชั้น เหลวไหล ไม่มีเลย

จะโทษหนู ฝ่ายเดียว ไม่ได้หรอก

รถตู้หอก มันขับดี เสียที่ไหน

ไม่อยู่บ้าน ก้มหน้า ทำนาไป

พวกนี้ไง คนริยำ ทำวุ่นวาย

พี่ มธ. นึกสนุก จะปลุกม็อบ

คิดล้อมกรอบ กดดันท่าน เจ้าหน้าที่

บ้านเมืองเรา วุ่นวาย มาหลายที

อย่าซ้ำเติม เพิ่มเลยพี่ เราคนไทย

พวกเฟซบุ๊ค มาตั้งเพจ เปรตแท้แท้

คิดรังแก หญิงตัวเล็ก เด็กแบเบาะ

ชอบปลุกปั่น หยาบคาย ไม่ไพเราะ

มาด่าทอ ต่อว่า ไม่สามัคคี

ปรองดองด้วย ช่วยช่วยหนู กูขอเถิด

อย่าให้เกิด ขุ่นเคือง เรื่องขี้หมา

เราคนไทย อยู่ร่วมกัน นมนานมา

ใยเดือดร้อน นักหนา แค่ฆ่าคน

พี่พี่จ๋า เราเจ็บช้ำ มามากแล้ว

อย่าแตกแถว ขุนเคืองไป ใช้เหตุผล

เทพหัดเดินดิน สิ้นชนชั้น สามัญชน

เกิดเป็นคน ควรหมั่น ขยัน "ดี"


-
-

ปล. บทกวีที่ยกมานี้ คนรู้จักของผมคนหนึ่งเขียนเอาไว้ ผมบังเอิญได้อ่านเป็นคนแรก ยอมรับเลยว่า ฝีไม้ลายมือในเชิงกลอนของไอ้หมอนี่ร้ายกาจไม่ใช่น้อยเลย ผมขออนุญาตเอามาลงในบล็อก เขาก็ไม่ว่ากระไร แต่ฝากบอกมาว่า ที่แต่งกลอนไว้นี่ ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมบนโทลล์เวย์แต่อย่างใดครับ

Monday, December 27, 2010

Samkok TV: "กันดั้มสามก๊ก 2"

-
-


พบกับ "สามก๊กทีวี" อีกครั้ง ชี้ชัด "ขงเบ้ง vs สุมาอี้" ใครเก่งกว่ากัน ลองชมกันนะครับ ;)
-
-

Thursday, December 23, 2010

Samkok TV: "กันดั้มสามก๊ก"

-
-


สามก๊กทีวี มาคราวนี้มีแขกรับเชิญพิเศษ "แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม" พีรพงษ์ ธนกิจ มาแนะนำ "กันดั้มสามก๊ก" โมเดลสุดฮิต และถกปัญหาคาใจ "ขงเบ้ง-สุมาอี้" ใครเก่งกว่ากัน อย่าพลาดชม
-
-

Wednesday, December 22, 2010

10 เรื่องของ "มาร์ค" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

-
-

หลังจากผมเล่าเรื่องของ "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ผู้ก่อตั้ง Facebook ไปในคราวที่แล้ว แม้จะเป็นเรื่องราวในทางลบมากกว่าบวก แต่จริงๆ แล้ว เขาผู้นี้ยังมีด้านที่น่าสนใจที่หลายๆ คนอาจไม่เคยรู้ ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จ สร้างสุดยอดเครือข่ายสังคมเชื่อมคนทั่วโลกขึ้นมาได้

ข้อมูลนี้ มาจากนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด ซึ่งได้ยกให้ ซัคเคอร์เบิร์ก เป็น "Person of the Year" ประจำปี 2010 ไปเรียบร้อยแล้ว ผมคัดมา 10 อย่างที่คิดว่าน่าสนใจให้ได้ทราบกันครับ (แปลไม่ไหว ยาวเกิน)

เรื่องของ "มาร์ค" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

1. พ่อของมาร์คเป็นหมอฟัน มีฉายาว่า "Painless Dr.Z" หรือ "หมอซีไม่เจ็บ" ซึ่งหมายถึงเป็นหมอฟันที่ทำฟันโดยคนไข้ไม่เจ็บปวด สโลแกนของพ่อมาร์คคือ "We cater the cowards." หรือแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า "ถ้ากลัวเจ็บ เราจัดให้"

2. พ่อของมาร์คบอกว่า มาร์คเป็นคนที่ "มุ่งมั่นและเข้มงวดกับตัวเอง" ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เขามีวันนี้

3. มาร์คเป็นคนตัวไม่ใหญ่ สูงประมาณ 173 ซม.เท่านั้น

4. ตอนอายุ 12 มาร์คเริ่มฉายแววด้วยการสร้างเว็บไซต์เครือข่ายสำหรับใช้กันในครอบครัว ตั้งชื่อว่า "Zucknet"

5. สมัยเรียนมัธยม มาร์คมีความสนใจพิเศษอยู่ 2 อย่าง คือ เรียนภาษาโบราณ และฟันดาบ

6. มาร์คเป็นคนเขียนโปรแกรม Synapse เป็นโปรแกรมแนะนำเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จึงมีทั้ง AOL และ Microsoft แย่งกันขอซื้อ โดยให้ราคาถึง 1 ล้านเหรียญ

ในวันนั้นเขายังเป็นแค่เด็กมัธยมคนหนึ่ง ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ซึ่งถ้าขาย Synapse เขาจะรวยทันที แต่จะต้องดร็อปเรียนมาเพื่อทำงานนี้เต็มเวลา เขาจึงปฏิเสธ เพราะต้องการเข้าเรียนที่ "ฮาร์วาร์ด" มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา

7. มาร์คมีแฟนเป็นสาวจีน และกำลังเรียนภาษาจีนอยู่

8. ชุดประจำของมาร์คคือ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และใส่เสื้อคลุมที่มีฮู้ด

9. มาร์คเป็นคนมีบุคลิกแปลกๆ คนเข้าถึงได้ยาก แต่เขาไม่ใช่คนเย็นชา เวลาคุยกับใครเขาจะจ้องตาคนๆ นั้นอยู่ตลอดเวลา และพูดเร็วมาก เหมือนข้อมูลที่พรั่งพรูออกมาจากคอมพิวเตอร์

ถ้าคุยกับใครถึงจุดหนึ่งแล้วไม่มีเรื่องที่เป็นประโยชน์กับเขาอีกต่อไป เขาก็จะหยุดคุย บางทีก็หันหลังเดินจากไปทันที ไม่มีการรักษามารยาทใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เขาไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคาย เป็นเพียงเพราะเครื่องจักรในหัวสมองเขากำลังบอกว่า "การคุยกับคุณไม่ใช่ประโยชน์สูงสุดของผม ณ เวลานี้" เท่านั้น (พวกมนุษย์คอมนี่เนิร์ดเหมือนกันทุกคน เหอๆ)

10. มาร์คได้รับปากกับ "บิลล์ เกตส์" และ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" สองมหาเศรษฐีอันดับ 1-2 ของโลกเรียบร้อยแล้ว ว่าเขาจะบริจาคทรัพย์สินที่มีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก่อนตายให้กับการกุศล

สุดท้าย ผมขอฝากคำพูดของ ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ชี้ชัดถึงปัจจัยทีทำให้เขาประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่หนัง The Social Network ได้พลาดที่จะนำเสนอไป น่าสนใจมากๆ ดังนี้ครับ...

เมื่อหนัง The Social Network เข้าฉาย มาร์คปิดโรงหนังเพื่อพาพนักงานทั้งบริษัทไปดู มาร์คบอกว่า "ผมขำมากที่หนังพยายามเน้นสุดๆ ให้รายละเอียดมากมายตรงกับความเป็นจริง" (แม้ว่าจะมีสิ่งปลีกย่อยที่พลาดไปก็ตาม)

มาร์คยกตัวอย่างว่า เสื้อยืดที่ตัวละครที่เล่นเป็นตัวเขาใส่ในหนังนั้น เป็นเสื้อยืดที่เขาใส่จริงแทบทุกตัว แต่เครื่องดื่มที่มาร์คในหนังดื่มนั้น เขาไม่เคยดื่มเลย

สิ่งสำคัญที่สุดที่มาร์คบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้พลาดไปก็คือ หนังไม่ได้พูดเลยว่า การจะประสบความสำเร็จอย่างตัวเขาได้นั้น "คุณต้องอยากที่จะทำอะไรสักอย่าง เช่น ออกเดตกับใครสักคน หรือเป็นส่วนหนึ่งของ Final Club (สโมสร Exclusive ของเด็กฮาร์วาร์ด) เพื่อที่จะมีแรงผลักดันให้ทำของแบบนี้ (หมายถึง Facebook) ออกมาได้"

โดยสรุปแล้ว มาร์คกำลังบอกว่า การที่เขาสรรค์สร้าง Facebook ขึ้นมาได้จนประสบความสำเร็จอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะเขามี "แรงผลักดัน" (Motivation) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและน่าจะเป็นประโยชน์มากถ้าหนังได้ถ่ายทอดบทเรียนตรงนี้ไปสู่ผู้ชม

จะ "รักมาร์ค" หรือ "เกลียดมาร์ค" ก็ดูมาร์คเป็นตัวอย่างได้ครับ
-
-

Friday, December 17, 2010

Samkok TV : รู้จัก "วุยก๊ก"

-
-


พบกับ "สามก๊กทีวี" อีกครั้ง มาคราวนี้ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ชัชวนันท์ สันธิเดช จะเล่าเรื่องที่มาที่ไปของยุค "สามก๊ก" พร้อมประวัติ "วุยก๊ก" ก๊กที่เข้มแข็งที่สุดในแผ่นดินสมัยสามอาณาจักร
-
-

Thursday, December 16, 2010

"มาร์ค" ไม่ "เหี้ย"

-
-

ใครไปดู "The Social Network" มาแล้วบ้างครับ

หนังเรื่องนี้ผมชอบมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องราวที่มาที่ไปของสุดยอดเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook แล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการก่อร่างสร้างธุรกิจ รวมทั้งมิตรภาพและความขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วน ซึ่งน่าสนใจและเอาไปใช้เป็นบทเรียนได้ดีทีเดียว

ผมจำแนก "ด้านมืด" ของซัคเคอร์เบิร์กออกมาได้เป็นสองข้อหลัก หนึ่งคือความ "ปลิ้นปล้อน" ของเขา อีกประการคือ การ "ไม่สำนึกบุญคุณคน" ถึงขั้นยอม "หักหลังเพื่อน" เลยก็ว่าได้

ในเรื่องของความปลิ้นปล้อนนั้น ต้องย้อนความนิดหนึ่งก่อนว่า มาร์ค ได้ไอเดียเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์จาก "ฝาแฝดวิงเคิลวอสส์" เพื่อนนักศึกษาฮาร์วาร์ดด้วยกัน ที่เห็นฝีมือขั้นเทพจากการ hack เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของมหาลัย จึงชวนให้เขามาร่วมสร้างสรรค์เว็บไซต์ Social Network สำหรับเด็กฮาร์วาร์ด ซึ่งมาร์คก็ตกปากรับคำทันที

แต่แล้ว หลังจากที่ได้ code และ password ไป แทนที่มาร์คจะเอางานไปสานต่อให้เสร็จ เขากลับขโมยไอเดียนี้ แล้วเอาไปพัฒนาเป็น Facebook ในที่สุด เมื่อถูกทวงถามก็ประวิงเวลา บอกว่าไม่ว่างบ้าง อะไรบ้าง นี่เป็นพฤติกรรม "ปลิ้นปล้อน" ของมาร์ค

เมื่อถูกต่อว่าจากเพื่อนว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น มาร์คสวนด้วยวรรคทองที่ติดหูมากๆ ว่า "คนที่ทำเก้าอี้ดีๆ ขึ้นมาสักตัว ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณคนที่คิดเก้าอี้ตัวแรกขึ้นมา" นี่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของเขาอย่างชัดเจนที่สุด

อีกหนึ่งตัวอย่างของพฤติกรรม "ไม่สำนึกบุญคุณคน" นั้น ขอเล่าย้อนอีกหน่อยว่า หลังจาก Facebook เกิดขึ้นและได้รับความนิยมแล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือเว็บไซต์ยังไม่สามารถทำรายได้ได้เลย เป็นเพียงแต่ของเล่นเจ๋งๆ ของทั้งคนทำและคนเล่นเท่านั้น

"เอดูอาร์โด้" รูมเมทและหุ้นส่วนของมาร์ค ที่เป็นคนให้เงินเช่าเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้เงินทุนส่วนตัวตั้งแต่ตอนที่มาร์คยังไม่มีเงิน พยายามจะเอา Facebook ไปขายโฆษณาให้กับบริษัทใหญ่ๆ เพื่อหารายได้เข้ามา

แต่มาร์คไม่เห็นด้วยกับเอดูอาร์โด้ เขาไม่สนใจเรื่องหารายได้ เพียงแค่อยากทำสิ่งที่ถนัดตามประสา Geek คนหนึ่ง คือพัฒนาเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ต่อไปให้ดังไปทั่วโลก

ที่สุดแล้ว มาร์ค ได้ไปรู้จักกับ "ฌอน พาร์คเกอร์" นักคอมสมองเพชร อดีตผู้ก่อตั้ง Napster และ พาร์คเกอร์ ผู้นี้เอง ได้ไปหานายทุนใหญ่เข้ามาถือหุ้นใน Facebook พร้อมกับเงินทุนก้อนมหึมา แล้วปรับโครงสร้างบริษัทเสียใหม่

หลังจากนั้นไม่นาน เอดูอาร์โด้ เพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมาร์คมาตลอดก็ถูกเขี่ยทิ้งในที่สุด

นี่เป็นพฤติกรรม "หักหลังเพื่อน" "ลืมบุญคุณคน" ของ "มาร์ค" พอได้ใหม่แล้วก็ลืมเก่า

สุดท้าย อภิมหา Geek ผู้นี้ จึงโดนเพื่อนๆ ที่เขาเคยหักหลังไว้รุมฟ้อง จนเขาต้องควักกระเป๋าจ่ายเป็นค่าเสียหาย คิดเป็นเงินหลายพันล้านบาทไทย ซึ่งแม้จะเป็นเงินเล็กน้อยสำหรับมาร์คในวันที่เขามีทุกอย่างแล้ว แต่ก็ถือว่าความยุติธรรมได้ทำหน้าที่ของมันในระดับหนึ่ง


ที่พูดมานั้นเป็นด้านที่เลวร้ายของเขา แต่ด้านดีของ ซัคเคอร์เบิร์ก เราก็ควรเอาเป็นแบบอย่าง สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ คนจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้อง "รู้จริง" ในสิ่งที่ทำ ถ้าอยากยิ่งใหญ่ ต้อง"เป็นที่หนึ่ง" ในเรื่องนั้นๆ จึงสร้างธุรกิจอย่าง Facebook ขึ้นมาได้

ทุกวันนี้ ซัคเคอร์เบิร์ก พยายามสร้าง Legacy ให้กับตัวเอง ด้วยการบริจาคเงินมากมายเหมือนที่ บิลล์ เกตส์ ทำ แต่น่าเสียดายที่พฤติกรรมที่เป็นด้านมืดของเขา คงไม่อาจลบเลือนหายไป

มาร์คไม่เคยรำลึกบุญคุณของคนที่เคยยอมลำบาก ส่งเสริมให้เขาได้ดีจนถึงทุกวันนี้ ตรงกันข้าม กลับใช้คนเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ พอหมดค่าแล้วก็ถีบหัวส่งเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้นไป

ทุกคนคงเห็นแล้วว่า คนอย่างนี้ "คบยาก"

คนบางคน เกิดมาไม่ได้เป็นคนชั่ว แต่เงินทอง ลาภยศ มันเย้ายวน จนยอมกระทำการเลวร้ายเพื่อให้ตัวเองไปถึงฝั่งฝัน ชอบเอาเปรียบ ตีกินเพื่อนฟรีๆ สร้างภาพตัวเองดีอยู่คนเดียว!!

เราๆ ท่านๆ ต้องคอยเตือนตัวเองนะครับ หาทางสู่ความสำเร็จแม้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่อย่าปลิ้นปล้อน เอาเปรียบคนอื่น เดี๋ยวชื่อเสียงจะด่างพร้อย ลบยังไงก็ลบไม่ออก

ประโยคสุดท้ายในหนังที่น่าประทับใจมากๆ มาจากปากของพนักงานสาวในสำนักงานกฏหมาย เธอบอกกับ มาร์ค ว่า ...

"You are not an asshole, Mark. You are just trying to be."


แปลเป็นไทยในสำนวนของผม อาจจะหยาบสักนิด แต่ถ้าจะให้ได้อารมณ์ใกล้เคียงกัน คงต้องแปลประมาณว่า ...

"คุณไม่ได้เหี้ยหรอก มาร์ค คุณแค่พยายามเป็นตัวเหี้ยเท่านั้นเอง!!"
-
-

Saturday, December 4, 2010

ย้อนอดีต "ดวลจุดโทษ"

-
-






เวลาผ่านมาแล้ว 2 ปี ผมลองเอาคลิปเก่าๆ มาให้ได้ดูกัน นี่เป็นการแข่งขัน "แฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008" รอบชิงชนะเลิศ 2 คนสุดท้าย ระหว่างผม แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้พระเหรียญ โดยใช้กติกาพิเศษ สามวินาที แบบ "ดวลจุดโทษ" ใครแพ้จบทันที ชนะก็เฮได้เลย

ถ้าว่างลองคลิ๊กเข้าไปดูนะครับ :)

Thursday, December 2, 2010

Samkok TV: "หญิงงามในสามก๊ก"

-
-


"สามก๊กทีวี" ตอน 2 มาแล้วครับ คราวนี้จะชี้ชัดว่าสตรีนางใดแจ่มสุดๆ ในสามก๊ก และทำไม "ผู้หญิง" จึงควรอ่านสามก๊ก มีแขกรับเชิญชื่อดัง คือ "เจ้าพ่อไวท์บอร์ด" เจนวิทย์ แฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทยมาร่วมด้วย อย่าพลาดชมครับ

Tuesday, November 30, 2010

เหตุการณ์ "สองมาตรฐาน" ในสามก๊ก

-
-

วันนี้ขอเล่าถึงเหตุการณ์ "สองมาตรฐาน" ใน "วรรณกรรมสามก๊ก" กันบ้าง ว่ามีเรื่องราวใดที่น่าตั้งข้อสังเกต น่าเอามาพูดมาคุยกัน

หลายคนอาจเคยเป็นเหมือนผม บางครั้งเราอ่านๆ สามก๊กไป เจอบางคนโดนสั่งตัดหัว ก็รู้สึกว่าทำไมโทษหนัก บางคนทำผิดเหมือนกันกลับไม่ต้องรับโทษ หรือกระทำการอย่างเดียวกัน ทำไมบางคนต้องตาย บางคนกลับไม่โดนโทษอะไร

ต่างคนก็ต่างมุมมองกันไป แต่ในที่นี้ ผมขอยกมาเหตุการณ์หนึ่งที่ติดใจเป็นพิเศษนะครับ ......

ขณะที่ "ขงเบ้ง" นำทัพจ๊กบุกวุยครั้งแรกนั้น ทัพหลวงของจ๊กมีชัยชนะต่อเนื่อง จนแม้โจยอย ฮ่องเต้หนุ่มยังทรงหวาดหวั่นสั่นเทาไปทั้งพระวรกาย จึงต้องเรียก "สุมาอี้" กลับมารับศึกครั้งนี้

ทัพจ๊กบุกไปถึงปากทางเข้าเมืองฮันต๋ง เป็นกันชนระหว่างวุยกับจ๊ก ใครได้ไปจะมีอำนาจเหนือแผ่นดินจีนครึ่งค่อน

ตรงปากทางเข้าเมืองนั้นมี "เขาเกเต๋ง" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คนที่จะนำทัพไปยึดพื้นที่แห่งนี่ต้องเก่งจริงๆ พลาดไม่ได้ ถ้าพลาดกองทัพจะพ่ายทันที เป็นจุดที่เรียกว่า "ชี้เป็นชี้ตาย" จูกัดเหลียงจึงคิดหนัก จะส่งใครไป

พลันปรากฏกายของ "ม้าเจ๊ก" คนสนิทของขงเบ้ง ลุกขึ้นอาสานำทัพออกศึก ทั้งที่ไม่เคยทำการใหญ่มาก่อน หมอนี่ปัญญาเหนือคน วาจาเฉียบคม แต่ไม่เคยได้พิสูจน์ฝีมือ ทำงานด้วยปากมาตลอด คนเขายังไม่ไว้ใจ ขงเบ้งก็ลังเล ยังไม่เชื่อมือ

ทว่าเจ้าตัวยิ่งรบเร้า ร้อนวิชา อยากลองของ สุดท้าย "มังกรเร้นกาย" ทนคำเว้าวอนไม่ไหว ยอมส่งม้าเจ๊กออกไปรับศึก โดยก่อนไปต้องเขียนทัณฑ์บนไว้ หากแพ้กลับมาต้องโดนประหารทั้งครอบครัว


ม้าเจ๊กฉลาดแต่ในตำรา ดื้อรั้น ไม่ฟังคำสั่งกุนซือฮกหลง ทัพจ๊กจึงแตกพ่าย เสียทีให้แก่สุมาอี้ การใหญ่พังทั้งที่ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม แม้ขงเบ้งเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด ที่สุดขุนพลแซ่ม้าจึงต้องมัดตัวเองกลับมาสยบแทบเท้าขงเบ้ง

ม้าเจ๊กเอาหัวโขกพื้น ร้องไห้ขอชีวิต ขงเบ้งประกาศ เจ้าทำทัณฑ์บนไว้ จะเว้นโทษนั้นหาได้ไม่ "วินัยทัพต้องเข้มงวด ถ้ากองทัพไม่มีมาตรฐาน ต่อไปจักบริหารไม่ได้"

ที่สุดแล้ว จูกัดเหลียงจำสั่งประหารม้าเจ๊กทั้งน้ำตา แต่เว้นโทษตายให้ลูกเมีย นี่คือมาตรฐานอันเคร่งครัดของขงเบ้ง

ทว่าย้อนไปก่อนหน้านั้น ในศึกเซ็กเพ็ก หลังโจโฉแตกทัพเรือ ขงเบ้งไม่ยอมให้กวนอูไปดักจับโจโฉ เพราะรู้ดี สองคนนี้เคยมีบุญคุณกันมาก่อน แถมกวนอูรู้คุณคนยิ่งกว่าอื่นใด ขืนให้ไปมีหวังใจอ่อนปล่อยโจโฉแน่นอน

กวนอูหงุดหงิด ทำไมกุนซือไม่ยอมให้ไป แต่พอได้ฟังเหตุผลก็หัวเราะลั่น บอกท่านขงเบ้ง ข้าเป็นมืออาชีพ บุญคุณทดแทนกันไปหมดแล้ว ไม่มีวันปล่อยโจรโจโฉไปแน่ ขงเบ้งจึงให้ทำทัณฑ์บนไว้ แล้วยอมให้ไป

แท้จริงแล้ว เป็นเจตนาของขงเบ้ง เขาอ่านใจออก รู้ดีว่าอย่างไรเสียกวนอูต้องปล่อยโจโฉแน่นอน จึง "ลงทุนด้วยราคาแสนแพง" ด้วยการให้ขุนพลหน้าแดง "เขียนทัณฑ์บน" ไว้ ถ้าเอาหัวของโจโฉมาไม่ได้ ต้องเอาหัวตัวเองมาแลก

พอไปถึงที่ โจโฉซมซานมาตามเส้นทางฮัวหยง เจอกวนอูดักอยู่ เห็นหมดทางสู้จึงร้องขอชีวิต กวนอูเห็นดังนั้นหัวใจอันแข็งแกร่งก็พังทลายลง ยอมปล่อยโจโฉไป ก่อนจะคอตกกลับมารับโทษตามวินัยทัพ

ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็แสร้งทำโกรธ สั่งประหารกวนอูทันที ไม่ทันสิ้นเสียง เตียวหุย จูล่ง ทรุดตัวลง ร้องขอชีวิต ขงเบ้งยังยืนยัน "กวนอูทำทัณฑ์บนไว้ วินัยทัพต้องมี ฝ่าฝืนต้องฆ่า"

สุดท้าย เล่าปี่จำยอม คุกเข่าลงขอขงเบ้งด้วยตัวเอง บอก "เรา เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย สาบานจะเป็นจะตายพร้อมกัน วันนี้น้องรองพลาดไปแล้ว ขอให้งดเว้นโทษด้วยเถิด"

ขงเบ้งได้ยินก็ดังนั้นจึงแสร้งจำใจ ยกเว้นโทษให้กวนอู พร้อมกำชับ ทีหลังอย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาอยู่เหนือเรื่องงาน สุดท้ายกวนอูไม่โดนแม้โทษโบยสักครั้ง พ้นผิดไปโดยปริยาย


จริงอยู่ ในหน้าศึกสงคราม ไม่มีการเอากฏบัตรกฏหมายในภาวะปกติมาบังคับใช้ แต่วินัยทัพในมือของคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดอย่างขงเบ้งนั้น กลับถูกเอามาบังคับใช้แบบ "สองมาตรฐาน"

เป็นขุนนางธรรมดาทำทัณฑ์บนไว้ เมื่อพลาดก็ต้องตาย นั่นไม่แปลก แต่พอเป็นน้องของนายใหญ่ กลับไม่ต้องรับโทษอะไรแม้แต่น้อย ทั้งที่มี "โทษตาย" เป็นเดิมพันเหมือนกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ อาจมีส่วนเพิ่มความกังขาขึ้นในใจนายทหารอื่นๆ หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นคือ "เล่าฮอง" ลูกบุญธรรมของเล่าปี่ ที่ก็ตั้งใจทำศึกอย่างเต็มที่

ต่อมา เพราะความหมั่นไส้กวนอู เล่าฮองจึงได้ปฏิเสธที่จะยกทหารไปช่วยกู้ชีวิตนายพลหนวดยาว เมื่อถึงคราวที่กวนอูโดนทัพง่อก๊กล้อมจับไว้ได้ ทั้งที่เขารักษาเมืองอยู่ใกล้ๆ นั้น

สุดท้าย กวนอูจึงโดนมาตรฐานของ "ซุนกวน" ถูกกุดหัวพร้อม "กวนเป๋ง" ลูกชาย ต้องกลายเป็นเปรตไปร้องขอหัวคืนอย่างน่าเวทนา

การได้รับ "มาตรฐานพิเศษ" จากขงเบ้ง ส่งผลเสียต่อกวนอูในระยะยาวอย่างคาดไม่ถึง ที่สุดแม้ไม่ต้องเสียหัวให้เพชฌฆาตฝ่ายตัว ก็ต้องสิ้นชีพด้วยคมดาบของฝ่ายศัตรู แม้พวกเดียวกัน รู้ทั้งรู้เขาก็ไม่ช่วย เขาหมั่นไส้ เพราะไอ้นี่มัน "อภิสิทธิ์" เยอะ

กรณี ขงเบ้งเข้มงวดกับม้าเจ๊ก แต่ผ่อนปรนให้กวนอูนี้ ผมยกมาเล่าให้ฟัง เพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้ "สองมาตรฐาน" นั้น ที่สุดแล้ว นอกจากจะส่งผลเสียไปทั้งระบบ คนที่จะได้รับผลเสียที่สุดก็คือผู้ได้รับสิทธิพิเศษนั้นเอง

ดังกวนอูที่ได้ศัตรูมาอีกเป็นพะเรอเกวียนจากปาหี่ของขงเบ้งในครั้งนั้น หลายปีต่อมา เขาจึงต้องปิดตำนาน "ยอดคนผู้สัตย์ซื่อ" แบบอนาถา น่าเสียดาย
-
-

Monday, November 29, 2010

"............................"



วันนี้ 29 พ.ย. มีข่าวสารมากมายผ่านเข้ามาสู่ประสาทสัมผัส ผมบังเอิญไปเจอภาพนี้ในเว็บเมเนเจอร์ ชอบมาก เลยเอามาฝากกันครับ :)
-
-
-

Wednesday, November 24, 2010

"สามก๊กทีวี" มาแล้วครับ

-
-
ตอนนี้ผมกำลังพยายามทำ "สามก๊กทีวี" เล่าเรื่องสามก๊กแบบง่ายๆ เห็นหน้าค่าตา ได้ยินเสียงกันชัดเจน สำหรับคนขี้เกียจอ่าน

ในตอนแรกนี้ เราจะคุยกันเรื่อง "อ่านสามก๊กเล่มไหนดี" ดูกันเพลินๆ ทุกท่านลองเข้าไปชมกันหน่อยนะครับ :)



-
-

Saturday, November 20, 2010

ต้องเชื่อว่าเป็นไปได้

-
-

ผมทราบว่าไม่ควรเขียนอะไรที่หลุด theme ของบล็อก แต่อดไม่ไหวจริงๆ กับชัยชนะในคืนนี้ครับ "ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์" ทีมรักของผม บุกไปชนะ "อาร์เซนอล" คู่แค้นตลอดกาลถึงถิ่น 2-3 ทั้งที่ครึ่งแรกตามอยู่ถึง 2-0 ชนิดรูปเกมสู้ไม่ได้

นี่เป็นบทเรียนว่า "อย่าหมดหวัง อย่าท้อแท้ ทำให้ดีที่สุด อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น"

สู้ต่อไป ไก่เดือยทอง!!!

นอนหลับฝันดีทุกท่านครับ (โดยเฉพาะผม 55555555+)
-
-

กลยุทธ์ "สลับม้า" ของซุนปิน

-
-

ในสมัยจ้านกว๋อ "ซุนปิน" ยอดนักการทหารผู้สืบเชื้อสายมาจากซุนวู หนีจากแคว้นเว่ยมาอยู่กับแคว้นฉี

เหตุที่ต้องหนีก็เพราะเจอเคราะห์กรรม กล่าวคือ ซุนปินเคยเป็นข้าฯ ผู้ภักดีของแคว้นเว่ยมาก่อน แต่ถูก "พังจวน" เพื่อนสมัยเรียนที่รับราชการด้วยกันใส่ร้ายว่า "ขายชาติ" จนถูกอ๋องแคว้นเว่ยสั่งจองจำในคุกอยู่หลายปี

นอกจากนั้น พังจวน เพื่อนทรยศ ยังทรมานเขาอย่างแสนสาหัส สั่งให้ทหารตัดลูกสะบ้าที่หัวเข่าสองข้างจนกลายเป็นคนขาเป๋ ทั้งยังโดนสักหน้า เขียนคำว่า "คบคิดกับอริราชศัตรู" ทั้งที่เขาไม่เคยคิดชั่วช้าเช่นนั้นเลย

หลังจากซุนปินหลบหนีออกมาจากแคว้นเว่ยได้ก็กลับมาอยู่กับแคว้นฉี ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ซุนปินสนิทสนมกับ "เถียนจี้" แม่ทัพแคว้นฉีมาก

เถียนจี้มีงานอดิเรกเช่นเดียวกับนายทหารระดับสูงทั่วไปก็คือ เลี้ยงม้าไว้แข่ง โดยเขามักเอาม้าในคอกของตัวเองไปแข่งกับม้าของพวกลูกท่านหลานเธออยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากม้าของพวกลูกหลานอำมาตย์เป็นม้าชั้นดีกว่า เถียนจี้จึงแพ้พนันอยู่เป็นนิจ

มีอยู่วันหนึ่ง ซุนปินไปดูการแข่งม้าด้วย เขาใช้สายตาอันแหลมคมและมันสมองอันปราดเปรื่อง มองอยู่ไม่นานก็รู้ทันทีว่าม้าของแต่ละฝ่ายต่างมีอยู่ 3 ระดับ คือ ม้าชั้นดี (เกรดเอ) ม้าชั้นกลาง (เกรดบี) และม้าชั้นเลว (เกรดซี) ซึ่งโดยปกติ ทั้งสองฝ่ายก็จะเข็นม้าระดับเดียวกันมาวัดฝีเท้ากัน

ซุนปินเห็นดังนั้นก็บอกเถียนจี้ว่า "ท่านจงไปพนันไว้ให้มากกว่าเดิม คราวนี้รับรองว่าชนะแน่ๆ" เถียนจี้ก็ทำตาม

จากนั้น ซุนปินบอกให้เถียนจี้เอาม้าชั้นเลวไปแข่งกับม้าชั้นดีของฝ่ายอำมาตย์ แล้วเอาม้าชั้นดีไปแข่งกับม้าชั้นกลาง และสุดท้าย ค่อยเอาม้าชั้นกลางไปแข่งกับม้าชั้นเลวของฝ่ายโน้น


ยกแรก ม้าชั้นเลวของเถียนจี้ แพ้ม้าชั้นดีของฝ่ายอำมาตย์แบบไม่เห็นฝุ่น พวกลูกหลานอำมาตย์ดีใจกันใหญ่ คิดว่าเคี้ยวหมูอีกแน่ๆ แต่พอยกที่สอง ม้าชั้นดีของเถียนจี้ชนะม้าชั้นกลางของฝ่ายอำมาตย์ไปได้ พวกอำมาตย์ชักเครียด

พอยกสุดท้าย เถียนจี้ปล่อยม้าชั้นกลางออกมา ฝ่ายอำมาตย์ก็เหลือเฉพาะม้าชั้นเลว ม้าของเถียนจี้จึง "กินนิ่ม" ชนะไปอย่างไม่ยากเย็น รวมคะแนนแล้ว ม้าของค่ายเถียนจี้ชนะไป 2 ต่อ 1 ได้เงินเดิมพันทั้งหมดไปครอง

กิตติศัพท์จากการ "เลือกม้า" ของซุนปินในครั้งนี้ ลือลั่นไปเข้าหูอ๋องแคว้นฉี เขาจึงได้เข้ารับราชการอีกครั้ง ซุนปินใช้สติปัญญาทุ่มเทเพื่อแคว้นฉีอย่างสุดความสามารถ

ในที่สุดก็สามารถนำแคว้นฉีรบชนะแคว้นเว่ย นายเก่าของตัวเองถึง 2 หน ก่อนจะปลิดชีพ "พังจวน" คู่แค้นตลอดกาลได้สำเร็จ โดยพังจวนเพื่อนทรยศต้องเอาดาบแทงตัวตายกลางสนามรบอย่างน่าอนาจ

การ "สลับม้า" ของซุนปิน กลายเป็นกลยุทธ์ที่คนสมัยต่อๆ มาใช้กันอย่างแพร่หลาย


ตัวอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีคนเคยคิดทำ เช่น ในการแข่งขันเทนนิส "เดวิสคัพ" ซึ่งเปรียบเสมือน "ฟุตบอลโลก" ของเทนนิส ปกติจะมีการแข่งขันเดี่ยวมือ 1 เดี่ยวมือ 2 และประเภทคู่ แต่ชาติที่เป็นรอง อาจส่งนักเทนนิสมือ 2 ลงมาเล่นแทนมือ 1 โดยยอมแพ้ก่อนในแมทช์แรก เพื่อที่จะให้มือ 1 ของฝ่ายตัวเองชนะมือ 2 ของฝ่ายตรงข้ามในแมทช์ที่ 2

สุดท้ายแล้ว ผลในประเภทเดี่ยวจะเสมอกัน 1-1 เพื่อที่จะไปวัดดวงกันในประเภทชายคู่ ซึ่งไม่แน่ไม่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ เช่นนี้ทีมรองก็มีลุ้นชนะ (การแข่งขันเทนนิสประเภททีมในระดับโลก ส่วนใหญ่มักมีแค่มือ 1-2 ไม่มีมือ 3 เหมือนกับการแข่งม้าของซุนปิน ฝ่ายที่ใช้กลยุทธ์นี้จึงลุ้นได้อย่างมากแค่ผลเสมอ ก่อนจะไปตัดสินกันในประเภทคู่)

แต่วิธีนี้ ผมเข้าใจว่าไม่น่าจะทำได้แล้ว เพราะนักเทนนิสแต่ละคนมี "อันดับโลก" อยู่ จึงน่าจะผิดกติกาหากจะใช้กลยุทธ์ "สลับม้า" ของซุนปิน

จากประสบการณ์ของผม ผมเคยเห็นการใช้กลยุทธ์นี้มาแล้วจริงๆ ในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย โดยทีมเทนนิสชายของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่งนักเทนนิสมือ 2 ไปชนกับมือ 1 ของมหาวิทยาลัยคู่แข่ง ก่อนจะแพ้ไป จากนั้นก็ส่งมือ 1 ของฝ่ายตัวเองไปกดฝ่ายเขาบ้าง ที่สุดจึงไปตัดสินกันในประเภทคู่ น่าเสียดายที่ทีมที่ใช้กลยุทธ์นี้แพ้ไปอย่างฉิวเฉียด แต่อย่างน้อยก็มีลุ้นเฮือกใหญ่ๆ

นี่คือการรู้จักใช้กลยุทธ์อย่างชาญฉลาด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน ขอเพียงมีสติปัญญา และรู้จักศึกษาประวัติศาสตร์การสงคราม

"ซุนปิน" ถือเป็นยอดนักการทหารระดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์จีน คนทั่วโลกที่พอรู้ประวัติศาสตร์จีนอยู่บ้าง มักรู้จักแค่ "ขงเบ้ง" แห่งยุคสามก๊ก แต่แท้จริงแล้ว ขงเบ้งเองก็เอากลยุทธ์ของซุนปินหลายๆ อย่างไปประยุกต์ใช้ (ทว่าโดยความเห็นส่วนตัวของผม ยังไงเขาก็ทำได้ไม่ดีเท่าซุนปิน)

เรื่องน่าตลกนิดหนึ่งคือ หลายคนเห็นภาพวาดของ ซุนปิน แล้วมักเข้าใจว่าเป็น ขงเบ้ง เพราะทั้งสองคนนิยม "นั่งเสลี่ยง" อยู่เสมอในการออกบัญชาการรบ แต่เป็นการนั่งด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

เหตุที่ซุนปินต้องนั่งเสลี่ยงก็เพราะขาทั้งสองข้างของเขาใช้การไม่ได้ ต่างจากขงเบ้ง ที่นั่งด้วยความถนัดส่วนตัว อาจเป็นเพราะเขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่ชอบขี่ม้า หรืออาจได้รับอิทธิพลของซุนปินจึงอยากนั่งบ้างอันนี้ก็ไม่มีใครทราบได้

ที่จริงแล้ว ซุนปิน ยังมีสุดยอดกลยุทธ์อีกมากมายที่น่าเรียนรู้ แต่วันนี้ขอยกมาเล่าแค่นี้ก่อนพอให้หายอยาก ประวัติศาสตร์การศึกสงครามจีนยังมีอะไรอีกมากมาย ว่างๆ จะมาเล่าให้ฟังใหม่ครับ
-
-
-

Saturday, November 13, 2010

"ชิมิ" กับการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่

-
-

ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ได้ยินข่าวที่ทำให้ใครหลายคนบ่นออกมาด้วยความเซ็ง ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอกครับ แต่เป็นเรื่องเก่าๆ น่าเบื่อหน่าย

ขอเอาข่าวจากเว็บ sanook.com มาแปะให้รู้เรื่องสักย่อหน้าหนึ่งก่อน เนื้อความมีว่า

"ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดีทัศน์แห่งชาติ 9/2553 โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม"

ผลสรุปของการประชุม มีรายละเอียดอะไรบ้างผมไม่รู้ แต่ที่ทำให้คนเขาโห่ใส่กันทั้งเมืองก็อยู่ตรงถ้อยคำสัมภาษณ์ของ "น้าสามสี" ที่ว่า ...

"ผมได้สอบถาม ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช ราชบัณฑิต ว่า รู้จักคำว่า ชิมิ หรือไม่ ท่านตอบว่า ไม่รู้จัก ผมเลยบอกไปว่าคำนี้เป็นคำที่ทันสมัยที่วัยรุ่นใช้กัน แปลว่า ใช่ไหม เกรงว่าต่อไปภาษาไทยจะเสื่อมและวิบัติ หากไม่มีการช่วยกันรักษา ดังนั้น อยากให้บอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติ ช่วยกันดูแลภาษาในละคร ภาพยนตร์ที่ปรากฎต่อสายตาประชาชน ไม่ให้ภาษาเสื่อมและต้องรู้ว่าอะไรควรใช้หรือไม่ควรใช้"

พออ่านข่าวนี้จบ ผมอุทานในใจทันที "มันมาอีกแล้วครับท่าน" ไอ้พวกแบบนี้

จริงๆ ผมไม่อยากบ่น เพราะใครๆ เขาแย่งด่าไปหมดแล้ว แค่เบื่อที่คนเก่าแก่จำนวนมากในบ้านเมืองนี้ ชอบที่จะ "ตีกรอบ" ออกมา แล้วสั่งให้คนไทยทุกคนเข้าไปอยู่ในกรอบนั้น

ใครบังอาจไปอยู่ "นอกกรอบ" เอ็งคือคนชั่วร้ายเลวทราม จะสร้างความวิบัติให้กับประเทศชาติของเรา

ไอ้ "ชิมิ" นี่ก็เป็นตัวอย่างของการ "นอกกรอบ" อย่างหนึ่งครับ แต่ผมมองว่ามันไม่ใช่การนอกกรอบแบบจงใจ (อย่างน้อยก็ตอนเริ่มต้น) มันเป็นการใช้ภาษาไปตามความสะดวก บวกกับเรื่องของแฟชั่น มันมาแล้วเดี๋ยวมันก็ไป

ยกตัวอย่างนะครับ จาก "เด็ดดวง" "แจ่มแจ๋ว" "เจ๋งเป้ง" "สะแด่วแห้ว" "จ๊าบ" "แจ่ม " และล่าสุด "แหล่ม" ผมมานึกๆ ดู นี่มันความหมายเดียวกันหมดเลยนี่หว่า มันแค่เปลี่ยนคำไปตามความนิยมเท่านั้นเอง

แล้วทำไมภาษาไทยมันไม่ฉิบหายไปแล้วล่ะครับ?

ที่มาของไอ้ "ชิมิ" นี่ มันเกิดจากภาษาเขียน เวลาพิมพ์คุยกัน พิมพ์คำว่า "ใช่ไหม" มันยาว เลยกลายเป็น "ชิมิ" มันง่ายกว่า เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คำก็มีการ "ตัดตอน" ในลักษณะนี้

เรื่องของภาษามันมักจะมี "ลูกเล่น" เพื่อความสะดวกและสนุกใช้ไปตามเรื่องตามราว เป็นธรรมดาโลก

ที่ผมว่างี่เง่าอีกคำหนึ่งก็คือ "มหาวิทยาลัย" พอคน พูด หรือ เขียน เป็น "มหาลัย" พวกลุงๆ ป้าๆ จะเต้นผาง ด่ากันน้ำหมากกระจาย ทำยังกับภาษามันจะวิบัติในวันในพรุ่งก็ไม่ปาน

คำมันยาว มันไม่สะดวก คนมันมีสติปัญญา มันก็คิดแก้หาคำใหม่ขึ้นมาเองน่ะครับ อย่าไปว่ามันเลย!!

ถามหน่อยเถิด ฝรั่งมันพูด "because" เป็น "cuz" "until" เป็น "til" ท่านว่าภาษาอังกฤษมันใกล้ถึงกาลอวสานหรือยัง? ถ้าใกล้แล้วผมจะได้ไปเรียนภาษาเยอรมันเผื่อไว้

คณะกรรมการที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเรา โดยเฉพาะพวกหนังพวกละครนี่ ชอบทำตัวเป็น regulator คอยออกกฏ ทำตัวเหมือนครูฝ่ายปกครอง ถือไม้เรียวไล่ฟาดก้นชาวบ้านเขา ไม่ได้ดูเลยว่าโลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว

ไม่ได้ใช้ "ความเข้าใจ" เป็นตัวนำ แต่เอา "ตัวเอง" เป็นที่ตั้ง

ที่น่าเสียดายมากกว่าคือ "กระทรวงวัฒนธรรม" ที่น่าจะทำงานแบบ "เชิงรุก" (proactive) คือต้องสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ใช่เอาแต่ทำตัวเป็น "ผู้คุมกฏ" (enforcer) คอยสั่งโน่น ออกกฏนี่ บังคับให้คนทั้งประเทศเขามาคิดเหมือนตัวเอง

ยกตัวอย่างการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ที่ผมว่า วธ.น่าจะทำได้ ..

ท่านเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนไทยชอบยืนออกันเต็มบันไดเลื่อน ทำไมไม่ทำเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว ที่เขายืนกันฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ใครรีบจะได้เดินแซงไปได้??

อย่างที่อังกฤษนี่เขายืนกันฝั่งขวา ใครรีบก็เดินแซงไปทางซ้าย ผมเคยถามเพื่อนผมที่เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ ว่าในเมื่อที่อังกฤษ "ขับรถชิดซ้าย" เหมือนบ้านเรา ทำไมเวลาขึ้นบันไดเลื่อนถึง "ยืนชิดขวา" เพื่อนผมบอกว่าเพราะคนส่วนใหญ่ "ถนัดขวา" เขาเลยให้ยืนชิดขวาบนบันไดเลื่อน เพื่อจะได้จับราวบันไดถนัด

นี่แหล่ะครับ การสร้างวัฒนธรรมใหม่ มันต้องรู้จัก "คิด" ต้อง "ตั้งคำถาม" ต้องคิดไปข้างหน้า แล้วสร้างสิ่งที่ดีกว่าขึ้นมา

จริงๆ มีวัฒนธรรมใหม่หลายอย่างที่คนไทยเราพัฒนาขึ้นมาได้ อย่างเรื่องการเข้าคิว เมื่อก่อนนี่แย่มาก แต่ทุกวันนี้คนไทยเข้าคิวกันได้ไม่ขัดเขิน แบบนี้สิ เรื่องที่ควรทำ ไม่ใช่มัวแต่ไปเสียเวลาจับผิดชาวบ้าน

เด็กรุ่นใหม่มันจะ "ชิมิ" บ้างอะไรบ้าง อย่าเป็นเดือดเป็นร้อนกันมากนักเลย เดี๋ยวใครอยากช่วยกันอนุรักษ์คำไทย เอา เหี้ย ห่า ระยำ มาตั้งเป็นชื่อหนัง ราชบัณฑิตมีหวังวิ่งกันขี้เยี่ยวเล็ดเลยนะครับ

-
-

Wednesday, November 10, 2010

"เบน เกรแฮม สอนกลเม็ด วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนลงทุน"

-
-

หนังสือแปลของผมวางขายแล้วนะครับ "เบน เกรแฮม สอนกลเม็ด วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนลงทุน" ชื่อภาษาอังกฤษคือ "How to Think like Benjamin Graham and Invest like Warren Buffett"

เป็นคัมภีร์การลงทุนที่จะช่วยให้คุณมุ่งมั่นตามล่าหาเงินทองในตลาดหุ้นด้วยความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง โดยผม ชัชวนันท์ สันธิเดช "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" แปลร่วมกับ พี่บ๊อบ โอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ "แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย" หาซื้อได้ที่ซีเอ็ดทุกสาขาและร้านหนังสือทั่วไป

ใครสนใจเรื่องการลงทุนน่าซื้อไว้ประดับตู้หนังสือนะครับ

แปลตั้งนานแน่ะ -_-''
-
-
-

Friday, November 5, 2010

ความคงกระพันของ "ธุรกิจหลังม่าน"

-
-

ในโลกนี้มีธุรกิจหลายอย่างที่หลายคนมองในทางลบ คนจำนวนมากไม่ยอมรับ แต่เชื่อไหมครับว่า บางธุรกิจกลับเป็นโอกาสที่น่าสนใจทีเดียว

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านผมนัก มี "โรงแรมม่านรูด" อยู่แห่งหนึ่งครับ อยู่มานานนมแล้ว ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ยังไม่ประสีประสา จนโตขึ้นถึงวัยหนึ่งจึงพอเข้าใจได้ว่ามันมีไว้ทำอะไร

โรงแรมม่านรูดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว เพราะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ถึง 100 เมตร และไม่ใช่สถานี MRT เล็กๆ ด้วยนะครับ แต่เป็นสถานีใหญ่ที่มี Traffic หนาแน่นตลอดแทบจะทั้งวัน

จุดสังเกตหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าทำเลบริเวณนั้นยอดเยี่ยมก็คือ ที่ดินรอบๆ ล้วนถูกบริษัทอสังหาใหญ่ๆ มากว้านซื้อไปทำคอนโดมิเนียมเรียบวุธแล้ว แต่โรงแรมจิ้งหรีดแห่งนี้ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม โดยไม่มีทีท่าว่าจะย้ายไปไหน

ผมแอบนึกในใจว่า การที่ธุรกิจหนึ่งๆ ยังคงดำเนินได้ต่อไป ทั้งที่มีผลประโยชน์เย้ายวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าที่ดินที่สูงลิบลิ่ว หรือโอกาสในการเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น แปลว่ากิจการนั้นต้อง "มีดี" อะไรบางอย่างที่เราอาจไม่ทราบ

ลองนึกย้อนๆ กลับไป จริงๆ แล้วเรื่องของ "โรงแรมม่านรูด" นี้ มีอะไรน่าสนใจไม่ใช่น้อย

สมัยเรียนปริญญาตรี เพื่อนผมคนหนึ่ง บ้านเป็นร้านอะไหล่ยนต์อยู่แถวสะพานควาย บ้านของเขาอยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง เวลากลุ่มเพื่อนผมไปเล่นวีดีโอเกมส์ที่บ้านเขา ลองเปิดม่านหน้าต่างดู มองลงมาจากชั้นบนก็จะเห็นโรงแรมแห่งนี้ เนื้อที่กว้างขวางเกือบ 1 ไร่ ทั้งที่อยู่ในย่านชุมชนหลักของกรุงเทพฯ อีกทั้งยังห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ไม่ถึง 100 เมตร ทำเลดีกว่าโรงแรมแห่งแรกที่ผมบอกเสียอีก

ตอนนั้นผมก็สงสัยเช่นกัน ว่า "ธุรกิจหลังม่าน" ที่ดูออกจะลึกลับ กลับมาตั้งอยู่บนทำเลแพงระยับโดยมีเนื้อที่เป็นไร่ๆ ได้อย่างไร?

ยังไม่หมดครับ ลองนึกต่อไปก็นึกขึ้นมาได้อีก สมัยผมทำงานอยู่ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง เคยแวะเวียนไปที่คอนโดมิเนียมหรูของบริษัทย่านซอยอารีย์ และก็เป็นเช่นเคย คอนโดแห่งนั้นอยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดขนาดใหญ่ เนื้อที่กว้างมากๆ ชนิดที่เอามาทำคอนโด 10 กว่าชั้นได้เลยทีเดียว ทั้งที่เป็นย่านธุรกิจสำคัญ มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มากมายชุกชุม ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้คนนับหมื่นทำงานในละแวกนั้น

เจ้าหน้าที่คอนโดเล่าให้ผมฟังว่า โรงแรมจิ้งหรีดข้างๆ มีลูกค้าเข้าออกแทบจะทั้งวัน แถมยังเล่าเรื่องตลกอีกว่า ลูกค้าที่เข้าโรงแรมม่านรูดมักจะมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง คือ เวลารถเข้าหรือออกจากโรงแรม ฝ่ายผู้หญิงซึ่งนั่งมาข้างคนขับ จะทำ "ของตก" เสมอ

ผมได้ฟังดังนั้นจึงถึงบางอ้อ เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงที่เข้าม่านรูดไปนั่งคุยธุระกับผู้ชายคงไม่อยากให้ใครเห็นหน้า จึงต้องแกล้งทำเหมือน "ของตก" เพื่อที่จะได้ "ก้ม" หลบหน้าค่าตา ไม่ให้ใครที่ผ่านไปผ่านมาเห็นเข้า

หุหุ นอกเรื่องไปนิด กลับมาที่เรื่องธุรกิจนะครับ

ผมกำลังจะบอกท่านว่า ธุรกิจโรงแรมม่านรูดนี้ น่าจะมี "ทีเด็ด" ไม่น้อยเลยทีเดียว...ทำไมน่ะหรือครับ?!!

ประการแรก โรงแรมม่านรูดไม่ต้องมีความหรูหราอะไร การตกแต่งก็ไม่จำเป็นต้องอลังการ จึงไม่น่าจะต้องลงทุนอะไรมาก ไม่ต้องสร้างตึกหลายสิบหลายร้อยล้าน แค่ทำห้องเป็นล็อคๆ ให้รถเข้าจอดได้

เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คงไม่ได้สนใจเรื่องการตกแต่งหรือความหรูหราอะไรมากนัก พวกเขาน่าจะสนใจในกันและกันมากกว่า

ประการที่สอง โรงแรมม่านรูดมีการ "ทำรอบ" หรือมีอัตราการสับเปลี่ยนหมุนเวียนแขกที่ไวมาก กล่าวคือ แขกส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการ มักจะเป็นแบบ "ชั่วคราว" อย่างมากไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง

ตัวอย่างเช่น ห้องพักห้องหนึ่งๆ อาจมีแขกแวะเวียนเข้ามาใช้ได้ถึง 3 รอบต่อวัน สมมุติคู่หนึ่งๆ จ่ายเงิน 400 บาท วันนั้นทั้งวันมีลูกค้ามาใช้บริการ 3 รอบ แปลว่าห้องพักห้องเดียวทำรายได้ได้ 1,200 บาทต่อวัน ไม่น้อยกว่าโรงแรม 3 ดาวใน กทม.เลยนะครับ ทั้งที่ต้นทุนการบริการต่ำกว่ามาก

ทีนี้ สมมุติต่อว่าโรงแรมนั้นมีห้องพัก 20 ห้อง แต่ละห้องรับลูกค้าได้วันละ 2 รอบ (กะเอานะครับ) วันหนึ่งๆ จะมีรายได้รวม 400 x 2 x 20 = 16,000 บาท เดือนหนึงๆ ก็จะมีรายได้ 16,000 x 30 = 480,000 บาท ไม่แย่เลย

(ตัวเลขอาจจะมากน้อยกว่านี้เท่าไร ผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยไปสัมภาษณ์คนที่ทำธุรกิจประเภทนี้ จึงกะประมาณเอาตามประสาคนนอก)

ประการที่สาม ธุรกิจโรงแรมม่านรูดน่าจะบริหารจัดการง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

อย่าลืมนะครับว่า โรงแรมจิ้งหรีดไม่ต้องมี Fitness ไม่ต้องมีสระว่ายน้ำ ซาวน่า ไม่ต้องมีบุฟเฟต์อาหารเช้า แขกเขามาพักแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไป ..
เรื่องของพนักงานที่จะคอยบริการก็ไม่ต้องมีหลายคน จ้างเด็กโบกรถสักคนหนึ่ง มีป้ามาคอยเก็บเงินอีกคน มีแม่บ้านสักคนคอยเปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อยๆ (อันนี้จำเป็นมาก)

นั่นจึงทำให้การบริหารจัดการน่าจะไม่ยุ่งยาก เจ้าของไม่ต้องลงมาวุ่นวายมากนัก ทำทิ้งไว้แล้วไปทำมาหากินอย่างอื่นก็ยังได้

เห็นหรือยังครับว่าธุรกิจที่ดูเหมือนไม่มีอะไร กลับทำรายได้ให้เจ้าของเก็บกินได้เรื่อยๆ แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ไม่วุ่นวาย คิดๆ ดูก็ไม่เลวนะครับ

อ้อ..กรุณาอย่าเข้าใจผิด ที่เล่ามานี่ ไม่ใช่เพราะมีวาระแอบแฝง หรือเพราะเคยไปเป็นลูกค้าม่านรูดที่ไหน ประเด็นก็คือจะชี้ให้เห็นว่าธุรกิจบางประเภทมีลักษณะที่เรียกได้ว่า "อยู่ยงคงกระพัน"

ลองคิดดูสิครับ ม่านรูดบางแห่งอยู่มา 30-40 ปี จนโรงแรมหรู 4-5 ดาวที่สร้างมายุคเดียวกันต่างก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว แต่ Motel เหล่านี้กลับอยู่ได้สบายๆ ตรงนี้แหล่ะที่สะกิดใจผมอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ต้องมาเล่าให้ฟังกัน

ผมไม่ได้สนับสนุนให้ใครทำโรงแรมม่านรูด เพราะต้องไม่ลืมว่ามันมีต้นทุนที่มองไม่เห็นอยู่ เช่น สมมุติลูกไปโรงเรียนแล้วเพื่อนลูกถามว่าที่บ้านทำงานอะไร ถ้าลูกต้องตอบว่าพ่อทำโรงแรมม่านรูด มีหวังโดนแซวจนร่ำลือกันไปทั้งโรงเรียนแน่ๆ เรื่องแบบนี้อย่ามองข้ามเป็นอันขาด

สรุปแล้ว อยากฝากไว้ว่า ถ้าจะทำธุรกิจ หากนึกอะไรไม่ออก ลองนึกถึงอะไรง่ายๆ แต่อยู่ได้นานๆ ไม่ผันแปรไปตามโลกทุกวันนี้ที่มันหมุนเร็วเหลือหลาย ก็จะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียวครับ
-
-
-

Wednesday, October 27, 2010

"หมอประเวศ" กับปฐมเหตุ "สามก๊ก"


จากที่ได้เกริ่นไปในคราวที่แล้ว ว่าจะขอเขียนถึงเหตุที่มาของการแตกแผ่นดินออกเป็นสาม กลายเป็นยุค "สามก๊ก" อันลือลั่น ในประวัติศาสตร์ชาติจีน

เรื่องของเรื่องก็สืบเนื่องมาจากที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งท่านเป็นตัวหลักในคณะกรรมการปฏิรูปฯ ตามที่ได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี

ผมจำไม่ได้แล้วว่ากรรมการชุดของท่านมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าอะไร ยุคนี้สมัยนี้คณะกรรมการมีเยอะเหลือเกิน แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็น เอาเป็นว่า จะเล่าเรื่องสืบเนื่องจากคำพูดของคุณหมอก็แล้วกัน

ก่อนอื่นขอยกที่ท่านพูดมาไว้ตรงนี้อีกสักครั้ง ข้อความตอนนี้มาจากเว็บเมเนเจอร์ วันที่ 1 ต.ค. หมอประเวศท่านว่า ..

“เรื่องการแบ่งสี แบ่งข้างจนกลายเป็นความรุนแรง มาจากนักการเมืองทั้งสิ้น ประชาชนกันเองไม่เกี่ยว เขาอยู่ในชุมชนเดียวกัน ถ้าทะเลาะกันแตกหักเขาจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร แต่ความคิดของนักการเมืองที่ขัดแย้งกันแล้วลากพาประชาชนเข้าสู่สงคราม ยกตัวอย่างสามก๊ก โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน พาประชาชนไปตายกันเป็นแสนๆ คน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันเองเลย แต่นักการเมืองแย่งเมืองกัน จึงมีคนล้มตาย ถ้าคนในชุมชนได้ร่วมกันทำงานมีอำนาจมากขึ้นไม่อยู่ใต้อำนาจนักการเมือง สังคมก็จะไม่มีการแบ่งสี หรือแตกแยกกัน เพราะประชาชนเข้มแข็งขึ้นไม่ต้องกลัวนักการเมือง ประชาชนจะต้อนนักการเมืองให้ทำนโยบายตามความต้องการของประชาชน” นพ.ประเวศ กล่าว

ย้ำอีกครั้ง ..."ยกตัวอย่างสามก๊ก โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน พาประชาชนไปตายกันเป็นแสนๆ คน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันเองเลย แต่นักการเมืองแย่งเมืองกัน จึงมีคนล้มตาย"

ประโยคนี้แหล่ะครับ ทำให้ผมสะดุ้งตั้งแต่ครั้งแรกทีได้ยิน

แนวคิดเช่นนี้ เหมือนจะบอกว่า ชาวบ้านในสมัยโน้นเขาอยู่กันปรกติสุขดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว รักกันปานจะกลืนกิน แต่อยู่ๆ ก็โดนโจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน บังคับ หรือไม่ก็ปลุกระดม หรือไม่ก็โน้มน้าวด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก่อสงครามชิงบ้านชิงเมืองกัน จนคนตายมากมาย

แค่นี้ก็ผิดแล้วครับ แม้แต่น้องๆ ที่เคยอ่านสามก๊กหลายคนก็รู้ว่า กว่าแผ่นดินจีนยุคปลายราชวงศ์ฮั่นจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วค่อยๆ ควบรวมกลายเป็นสามนั้น มันมีที่มาที่ไปยาวนาน ดำเนินมาหลายสิบปี


ต้องไม่ลืมว่ายุคราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย ผู้ปกครองบริหารประเทศแบบเหลวแหลกฟอนเฟะ ฮ่องเต้โฉดเขลา ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง ข้าราชการกินสินบาทคาดสินบนตั้งแต่ระดับสูงสุดลงมา ข้อความตอนนี้พูดซ้ำกันเป็นพันๆ ครั้ง ใครพูดถึงสามก๊กก็ต้องเริ่มจากตรงนี้ ให้เห็นว่าแผ่นดินนี้มันลุกเป็นไฟแล้ว นั่นคือ "ปฐมเหตุ"

ทีนี้ พวก "ขบถโพกผ้าเหลือง" มันมาจากไหนเล่าครับ? มันก็ไอ้ชาวบ้านธรรมดานั่นแหล่ะ ชาวบ้านที่ทนไม่ไหวต่อการถูกกดขี่บีฑา ทำนาบนหลังคน จนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้

พอขบวนการปฏิวัติประชาชนโพกผ้าเหลืองยึดตีเมือง ครองพื้นที่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เกือบค่อนประเทศ รัฐบาลราชวงศ์ฮั่นจึงต้องออกประกาศให้ขุนศึกหัวเมืองต่างๆ ร่วมด้วยช่วยกันปราบ "ขบถ" (รัฐเขาใช้คำว่าปราบ "โจร")

เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เข้าสู่ยุทธจักรก็ตอนนี้แหล่ะครับ

สงครามที่ปะทุไปทั่วประเทศ จบลงด้วยการที่ฝ่ายรัฐมีชัยต่อฝ่ายขบถ ขบวนการปฏิวัติประชาชน "ถูกฆ่าตายไปนับแสนคน"

เห็นหรือยังครับว่าเหตุใดผมฟังหมอประเวศแล้วจึงขัดหู ก็เพราะก่อนหน้าที่ชื่อของ โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน จะดังกระฉ่อนไปทั่วแผ่นดินนั้น ได้เกิดการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายประชาชนผู้ต่อต้านรัฐขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งจบลงด้วยการที่คนจีนต้องสูญหายล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

ณ เวลานั้น ไอ้สามคนนั่นยังไม่มีใครรู้จักเลยนะครับ มันก็ตายเป็นเบือกันมาแล้ว!!

ที่คนตายเป็นเบือก็เพราะมันสู้กัน ประชาชนจับจอบจับเสียมขึ้นมาสู้ก็เพราะไม่มีจะกิน ถูกกดขี่ ไม่สู้ก็อดตาย ลุกขึ้นมาสู้เสียดีกว่ายังมีโอกาสจะรอด

ถ้านอนอยู่บ้านดีๆ อิ่มหนำสำราญ ใครมันจะอยากออกไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันเล่าครับ?

ผู้นำม็อบนั่นก็ไม่ใช่นักการเมืองระดับชาติที่ไหนหรอกครับ จางเจี่ยว จางเป่า จางเหลียง ก็ชาวบ้านเหมือนคุณเหมือนผมนี่แหล่ะ แต่เป็นนักบุญ ช่วยเหลือคนจนคนยาก ช่วยรักษาโรค เงินทองก็ไม่คิด เป็นพ่อพระของผู้ยากไร้ จะจริงใจแค่ไหนไม่รู้ แต่ว่าคนเขาก็ศรัทธา จะว่าสามพี่น้อง "ปลุกระดม" ก็ไม่ผิด แต่อยู่ๆ ไม่เคยทำความดีอะไรมาจะปลุกใครขึ้นได้อย่างไร?

เห็นไหมครับว่า หลายครั้งหลายหนนั้น ไม่ต้องมี "นักการเมือง" เป็นตัวช่วยเลย บรรดาชาวบ้านด้วยกันเอง ถ้ามันเดือดร้อนได้ที่ ขอเพียงมีแกนนำที่เข้มแข็ง จอบ เสียม ตะหลิว อยู่ใกล้ๆ มือ มันพร้อมจะสู้ทั้งนั้น

(แต่ถ้าบอกว่า สามพี่น้องแซ่จางเป็น "นักการเมือง" ผมว่าเราทุกคนก็เป็นนักการเมืองในระดับหนึ่งนะครับ)


ทีนี้ ถามว่าจะโทษเล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน ได้ไหม ต้องมองภาพให้ออกนะครับว่า บ้านเมืองในยุคหลังจากสงครามฝ่ายรัฐและฝ่ายขบถสิ้นสุดลง ตอนนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้ขึ้นครองราชย์แทนเลนเต้ แต่มันไม่ใช่บ้านเมืองที่ปรกติสุขเหมือนเดิม พูดง่ายๆ ก็คือ มันแตกออกไปเรียบร้อยแล้ว

ทีนี้ ดังประโยคแรกในสามก๊กว่าไว้ "อาณาจักรเป็นหนึ่งแล้วก็แตก แตกแล้วก็รวมเป็นหนึ่ง" ณ เวลานั้น แผ่นดินจีนกำลังอยู่ในกระบวนการของการ "รวมกลับเป็นหนึ่ง" ซึ่งก็แน่นอน ตัวละครหลักๆ ก็ต้องเป็นพวกขุนศึกทั้งหลาย

ใครอ่อนแอก็ล้มตาย หมดอำนาจไป กลายเป็นลูกไล่ ยอมสวามิภักดิ์ มีใครบ้างล่ะครับ ชื่อก็คุ้นๆ กันทั้งนั้น อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว เตียวสิ้ว เตียวฬ่อ เล่าเปียว เล่าเจี้ยง กองซุนจ้าน ม้าเท้ง ฯลฯ เป็นสิบๆ คน นับไปเถอะ

กลืนกันไป กลืนกันมา ใช้เวลาหลายสิบปี จำนวนคนตายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายผู้ยิ่งใหญ่ก็เหลือแค่สาม โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปครับ เมื่อแตกออกมันก็ต้องมีกระบวนการ ต้องใช้ระยะเวลาในการกลับรวมเข้า ไม่ใช่บ้านเมืองปกติสุขอยู่ดีๆ แล้ว เล่าปี่ โจโฉ ขึ้นเวทีปลุกระดม คนมันเลยออกมาฆ่ากันเสียเมื่อไร

บ้านเมืองมาถึงจุดที่ฆ่ากันได้ มันต้องมีเหตุมีผล อย่างยุคสามก๊กนี่มันฟอนเฟะมานานแล้ว พอหมักบ่มถึงจุดหนึ่งจึงปะทุขึ้น พอไปสรุปว่า "ประชาชนเขาไม่ได้ทะเลาะกัน" ผมจึงไม่เห็นด้วยเต็มๆ

เขาทะเลาะกันมานานแล้วครับ ทะเลาะกันเพราะไม่มีอะไรจะกิน คนที่เห็นด้วยกับขบถผ้าเหลืองก็มี ที่ไม่เห็นด้วยก็มี

ที่สำคัญ "ความบรรลัย" นั้น เกิดขึ้นก่อนที่จะมีเล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน เสียด้วยซ้ำ

ในความคิดของผม แม้ว่าทั้ง เล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน แต่ทั้งสามมีความเป็น "ผลพวง" ของความฟอนเฟะในประเทศ มากกว่าที่จะเป็น "สาเหตุ" เสียอีก!!

โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน และขุนศึกคนอื่นๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งใน "กระบวนการ" ทางการเมือง จะไปโทษทั้งสามเสียทุกอย่างนั้น ไม่ใช่แน่ๆ


โดยสรุป ถ้าอ่านจากคำพูด หมอประเวศแกยังมีความเชื่อในทำนองเดียวกับความเชื่อมหานิยมที่ว่า "นักการเมือง" เป็นต้นเหตุแห่งความฉิบหายทุกอย่างในบ้านเมืองนี้ ซึ่งผมคนหนึ่งล่ะที่ขออนุญาตไม่เห็นด้วย

"นักการเมือง" นั้น ส่วนใหญ่ก็ชั่วจริง คงไม่มีใครเถียง แต่ถ้าดูจากยุคสามก๊ก พวก "ผู้ปกครอง" ที่อยู่เหนือนักการเมืองนี่แหล่ะ ตัวแสบสุด พวกขันที ทหาร ขุนน้ำขุนนาง อำมาตย์ ศาล พวกนี้แหล่ะที่แย่งผลประโยชน์กันจนเละเทะ

นักการเมืองขุนศึกอย่าง โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน ได้ออกมามีบทบาทในแผ่นดินก็เพราะความเลวของคนกลุ่มพวกนี้มิใช่หรือครับ?

การจะปฏิรูปบ้านเมืองได้นั้น ต้องมองที่มาของปัญหาให้ถึงแก่น หากมองตื้นเขินเพียงแต่ว่า "คนไม่กี่คน" ลุกขึ้นมาพาไปไปล้มตาย เช่นนี้ผมว่าปฏิรูปไม่สำเร็จแน่ๆ

จะให้แก้แต่นักการเมือง ไอ้พวกที่เหลือนี่มันประเสริฐทุกอย่าง คิดแบบนี้ก็ฝันไปเถิดครับว่าจะปฏิรูปอะไรสำเร็จ

หมอประเวศท่านเป็นปูชนียบุคคลของสังคมไทยอย่างแท้จริง ที่สำคัญ ท่านมีเมตตากรุณาต่อผู้ยากไร้มาโดยตลอด ดีกว่าผู้ดีตีนแดงจำนวนมากที่เห็นคนจนเป็นเศษขยะ หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ราษฎรอาวุโสผู้นี้ได้พิสูจน์แล้วว่า "อริยบุคคล" นั้น เขาเป็นกันอย่างไร

แต่การจะทำงานที่ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาอย่างการปฏิรูป ต้องมองปัญหาให้ถ่องแท้ และที่สำคัญ ต้องมองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่มองแบบอุดมคติ

คนแบบหมอประเวศท่านอยู่ในที่สูง ถ้าเราไปลากท่านลงมาจากหิ้ง เราก็ต้องวิจารณ์ท่านได้ มิใช่ไม่เคารพ แต่ต้องพูดได้

บังเอิญท่านพาดพิงมาถึงสามก๊ก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมพอรู้ ด้วยปัญญาอันน้อยนิดที่ผมมี จึงขออนุญาตชี้แจงบ้าง ก็เท่านั้นเองครับ

Saturday, October 23, 2010

เมื่อ "หมอประเวศ" พาดพิงถึง "สามก๊ก"

-
-

ผมยกย่อหน้านี้มาจากเว็บเมเนเจอร์ วันที่ 1 ต.ค. 2553 หลังจากมีลูกศิษย์บอกใน Twitter ว่าท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี กล่าววิพากษ์ความขัดแย้งในเมืองไทย โดยพาดพิงไปถึงเรื่อง "สามก๊ก" ด้วย

ท่านว่าอย่างนี้ครับ...

“ เรื่องการแบ่งสี แบ่งข้างจนกลายเป็นความรุนแรง มาจากนักการเมืองทั้งสิ้น ประชาชนกันเองไม่เกี่ยว เขาอยู่ในชุมชนเดียวกัน ถ้าทะเลาะกันแตกหักเขาจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร แต่ความคิดของนักการเมืองที่ขัดแย้งกันแล้วลากพาประชาชนเข้าสู่สงคราม ยกตัวอย่างสามก๊ก โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน พาประชาชนไปตายกันเป็นแสนๆคนทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันเองเลย แต่นักการเมืองแย่งเมืองกันจึงมีคนล้มตาย ถ้าคนในชุมชนได้ร่วมกันทำงานมีอำนาจมากขึ้นไม่อยู่ใต้อำนาจนักการเมือง สังคมก็จะไม่มีการแบ่งสี หรือแตกแยกกัน เพราะประชาชนเข้มแข็งขึ้นไม่ต้องกลัวนักการเมือง ประชาชนจะต้อนนักการเมืองให้ทำนโยบายตามความต้องการของประชาชน” นพ.ประเวศ กล่าว


ผมยังไม่ขอบอกว่าคิดอย่างไรต่อทรรศนะตรงนี้ของหมอประเวศ แต่พอดีมีน้องๆ บอกมาว่าอยากให้ผมเขียนเรื่องสามก๊กให้มากขึ้น เพราะน้องๆ บางคนไม่ได้จัดเจนสนใจในเรื่องธุรกิจ อยากให้ผมเขียนเรื่องจีนๆ เหมือนที่เคยบ้าง

เลยคิดว่าดีเหมือนกัน ไหนๆ ก็ไม่ได้เขียนเรื่องสามก๊กนานแล้ว เดี๋ยว 1-2 วันนี้ จะมาชวนคุยเรื่องอะไรเป็นเหตุแท้จริงให้เกิดยุคสามก๊กในจีน ยุคที่บ้านเมืองแตกออกเป็นสาม ประชาชนแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย แผ่นดินลุกเป็นไฟ

จะเป็นอย่างที่หมอประเวศว่าไว้หรือไม่ คราวหน้ามาคุยกันประสาคอสามก๊กนะครับ หรือไม่ใช่แฟนสามก๊กก็อ่านได้คร้าบบบ :)

หมายเหตุ -- ภาพประกอบจาก Prawase.com
-
-

Tuesday, October 19, 2010

SMEs ชี้ชัด (3): "จูงใจให้ได้ วัดผลให้ดี"


เมื่อไม่นานมานี้ ผมคุยกับเพื่อนที่เป็นพนักงานแบงค์คนหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่าธนาคารที่เขาทำงานได้ออกนโยบายให้พนักงานช่วยกันระดมเงินฝากจากบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ญาติมิตร โดยจำนวนเงินฝากที่หามาได้ จะมีผลต่อการพิจารณาความดีความชอบตอนปลายปีด้วย

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวใช้บังคับกับพนักงานทุกฝ่าย แม้ว่าโดยตำแหน่งหน้าที่จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับลูกค้าเลยแม้แต่น้อย เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่าย IT ฯลฯ

ผมได้ยินเช่นนี้แล้วก็รู้สึกแปลกๆ คิดอยู่เหมือนกันว่าหากเราเป็นลูกจ้างแบงค์ที่ว่าคงอึดอัดน่าดู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากหน้าที่ของเราไม่ได้เกี่ยวกับการขาย แต่กลับต้องมาถูกบังคับให้ขาย และถ้าขายไม่ได้ยังอาจโดนแป้กขั้นอีกต่างหาก (สำหรับธนาคาร การระดมเงินฝากก็คือการขายอย่างหนึ่ง)

อย่างไรก็ตาม คุยไปคุยมา เพื่อนผมคนที่ว่าเขาก็คิดวิธีหลบเลี่ยงไว้แล้วแบบไม่ยุ่งยากมากนัก คืออาจจะให้ญาติสักคนไปเปิดบัญชีโดยเอาเงินเข้ามาไว้ในแบงค์ตามจำนวนที่ธนาคารกำหนด พร้อมระบุชื่อผู้แนะนำให้เปิดบัญชีเป็นชื่อของเขา เสร็จแล้วก็ให้ญาติโอนเงินออกจากบัญชีทันที หรือจะโอนออกเมื่อไรก็แล้วแต่จะซิกแซกเอา

แม้ว่าธนาคารจะมีระเบียบกฏเกณฑ์บางอย่างในการตรวจสอบแต่ก็ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะเจ้าบัญชีย่อมมีอิสระที่จะโยกย้ายเงินเข้าหรือออกอย่างไรก็ได้ ยากที่ธนาคารจะไปตรวจเช็คว่าลูกค้าของพนักงานคนไหนมาเปิดบัญชีแล้วโอนเงินออกทันที เช็คอย่างไรก็เช็คไม่ไหว

กฏระเบียบบางอย่าง เกิดขึ้นมาโดยไม่รู้จักยืดหยุ่น และแทนที่จะใส่แรงจูงใจเข้าไปเพื่อให้คนเขาทำตาม ผู้ออกกฏกลับใช้วิธีบังคับขืนใจให้ทำ ไม่ดีหรอกครับ ทำแบบนี้ นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว เผลอๆ พนักงานดีๆ อาจจะลาออกด้วยความอึดอัดก็ได้

อย่างกรณีธนาคารที่ผมยกมา แม้จะได้เงินฝากเพิ่มขึ้นบ้าง ตัวเลขที่ได้มาก็เป็นตัวเลขหลอกๆ แต่พนักงานจะเสียขวัญและกำลังใจ วิธีเช่นนี้ SMEs ที่ไหนอย่าไปทำตามนะครับ เพราะพนักงานของท่านอยู่ได้ไม่นานก็จะพากันหนี รับคนเข้ามาได้ไม่นานเดี๋ยวก็ลาออกกันหมด

ถ้าเราอยากให้พนักงานสร้างยอดขายหรือปั๊มผลงานอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งอยู่นอกเหนือหน้าที่ของเขา หรือแม้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของเขาก็ตาม ไม่มีอะไรดีกว่าการเสริม "แรงจูงใจ" เข้าไปด้วยวิธีต่างๆ

ที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือให้ค่าคอมมิชชั่นเป็นตัวเงิน หรืออาจจะให้อะไรอื่นๆ ร่วมด้วยก็ได้ ใครทำก็ได้ค่าตอบแทนพิเศษ ใครไม่ทำก็ไม่เป็นไร เช่นนี้ถือว่าแฟร์

หากจะเอาทฤษฎีจิตวิทยามาว่ากัน คงต้องไปยกเอาพีรามิดของ Maslow ซึ่งผมคงไม่อยากลงลึกขนาดนั้น แต่เอาเป็นว่า ถ้าเราอยากได้อะไรจากคนของเรา จงพยายามหลีกเลี่ยง "การบังคับ" และใช้ "แรงจูงใจ" จะได้ผลมากกว่า

ที่สำคัญ "การวัดผล" นั้น ต้องวัดได้จริงๆ ไม่ใช่วัดแบบทื่อๆ อย่างตัวอย่างที่ผมยกมานั้น หากวัดเงินที่เข้ามา แต่ไม่ดูเงินที่ออกไป สิ่งที่แบงค์จะได้รับก็คือเงินที่ไหลเข้ามาแล้วก็ไหลออกไปทันที เหมือนเติมน้ำใส่ในเหยือกที่มีรูรั่ว เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม วนเวียนอยู่อย่างนี้ หาได้เกิดประโยชน์แท้จริงไม่

อย่าลืมนะครับ อยากได้ผลเลิศ ต้อง "ใช้แรงจูงใจ" อย่าบังคับใจกัน ที่สำคัญ "การวัดผล" ต้องวัดได้จริง ถ้าเกณฑ์การวัดไม่เที่ยงตรงหรือมีช่องโหว่ เดี๋ยวจะเสียค่าโง่ฟรีๆ ครับ
-
-
-
-

Wednesday, October 13, 2010

"สัญญาเปลี่ยนโลก"


เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข่าวคราวที่สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลกข่าวหนึ่งก็คือ การที่ "บิลล์ เกตส์" และ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" สองมหาเศรษฐีอันดับ 1 และ 2 ของโลก ได้ออกเดินสายรณรงค์ให้มหาเศรษฐีอเมริกัน บริจาคทรัพย์สินของตัวเองอย่างน้อย 50% ให้กับการกุศล

ล่าสุด ทั้ง บิลล์ และ วอร์เรน ได้ขยายพื้นที่รณรงค์ไปถึงเมืองจีนเรียบร้อยแล้ว ได้ยินว่า "เศรษฐีขี้งก" หลายคนหลบกันพรึ่บพรั่บเลยทีเดียว ประมาณว่าไม่อยากเสียทรัพย์ บ้างก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองรวยขนาดไหน แต่ก็มีหลายคนที่ตกลงปลงใจร่วมด้วยช่วยกัน น่าชื่นชมครับ

รายละเอียดของข่าวนี้มีอยู่พอสมควร วันหลังจะมาชวนคุยเพิ่มเติม แต่วันนี้ ผมขอหยิบเอาแถลงการณ์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เขียนถึงสาธารณชน เกี่ยวกับภารกิจ "เปลี่ยนโลก" ของเขาครั้งนี้มาให้ได้อ่านกัน

แถลงการณ์ของบัฟเฟตต์ฉบับนี้ มีชื่อว่า "My Philanthropic Pledge" แปลตรงตัวว่า "คำมั่นสัญญาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมวลมนุษยชาติ" แต่ผมเรียกสั้นๆ ว่า "สัญญาเปลี่ยนโลก" ยกเอามาจากนิตยสาร Fortune วันที่ 5 กรกฎาคม 2010 อ่านแล้วขนลุก น้ำตาซึม เลยอยากเอามาแปลไว้ให้ได้อ่านกัน

อ่านแล้ว ใครเคยบอกว่า "ความรวย" คือ "ความเลว" คุณอาจจะต้องคิดใหม่...

ใครไม่รู้ว่า "คนยิ่งใหญ่" ที่แท้จริงเป็นอย่างไร คุณจะได้รู้เมื่ออ่านแถลงการณ์ฉบับนี้จบลง!!

ขอเชิญครับ

-
-
-

"สัญญาเปลี่ยนโลก" โดย วอร์เรน บัฟเฟตต์

ในปี 2006 ผมได้ตกลงใจที่จะผ่องถ่ายหุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศลหลายแห่ง เพื่อช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติ ผมมีความสุขที่สุดแล้วกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

ตอนนี้ บิลล์และเมลินดา เกตส์ กับตัวผม กำลังขอให้มหาเศรษฐีอเมริกันนับร้อยคน ร่วมบริจาคอย่างน้อย 50% ของทรัพย์สินที่พวกเขามีให้กับการกุศล ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการดี หากจะขยายความให้ทุกคนเข้าใจถึงเจตนา และอธิบายว่าแท้จริงแล้วผมมีความคิดอย่างไรจึงได้ออกมาเสนอแนวคิดเช่นนี้

อันดับแรก คำมั่นสัญญาของผมคือ มากกว่า 99% ของสินทรัพย์ของผมจะถูกผ่องถ่ายให้กับการกุศล ตั้งแต่ตอนนี้ที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ต่อเนื่องไปจนเมื่อผมเสียชีวิตแล้ว เมื่อวัดเป็นตัวเงินแล้ว คำมั่นสัญญาครั้งนี้ถือว่ามากมายมหาศาล แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีผู้คนอีกมาก ที่ "ให้" ผู้อื่นมากกว่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีคนอีกเป็นล้านๆ คน ที่บริจาคเงินให้โบสถ์ โรงเรียน และองค์กรอื่นๆ แทนที่จะเอาเงินนั้นไปใช้ในครอบครัวของพวกเขา เงินเหล่านี้ พวกเขาสามารถเอาไปดูหนัง กินข้าว หรือใช้เพื่อความสุขสบายส่วนตัวอีกเท่าไรก็ได้ ตรงกันข้าม ครอบครัวของผมไม่ได้มีอะไรขาดหายไปเลย แม้จะหยิบยื่นทรัพย์สินถึง 99% ให้กับสาธารณะ

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยคำมั่นสัญญานี้ ผมยังไม่ได้บริจาคสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม นั่นก็คือ "เวลา" คนจำนวนมาก รวมทั้งที่ผมภูมิใจอย่างมากที่จะบอกก็คือ ลูกทั้งสามคนของผม ได้ใช้ทั้งเวลาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ของขวัญในลักษณะนี้มีค่ายิ่งกว่าเงินมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น เด็กด้อยโอกาสสักคนหนึ่ง ได้รับกำลังใจและการดูแลที่ดีจากพี่เลี้ยงที่เป็นห่วงเป็นใย ถือว่าเด็กคนนั้นได้รับของขวัญที่ล้ำค่ามากกว่าตัวเลขที่เขียนอยู่บนเช็คสักใบเสียอีก น้องสาวของผม ดอริส ก็ได้ช่วยเหลือผู้คนแบบเข้าถึงตัวแทบทุกวัน ที่ผมทำนี้จึงถือว่าเล็กน้อยเหลือเกิน

สิ่งที่ผมทำได้ คือเอาส่วนหนึ่งของใบหุ้นเบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็นเงิน และแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่านี้ได้ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ที่โชคไม่ดีพอที่จะได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต

จนถึงวันนี้ หุ้นของผม 20% ได้รับการแจกจ่ายออกไปเรียบร้อยแล้ว (รวมถึงหุ้นในส่วนของอดีตภรรยาผู้ล่วงลับของผม ซูซี่ บัฟเฟตต์ ด้วย) และทุกๆ ปี ผมจะยังคงบริจาคหุ้นของผมประมาณ 4% ไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว หุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ทั้งหมดของผมที่จำหน่ายจ่ายแจกออกไป จะต้องไม่คงค้างเป็นเงินกองทุนอยู่ แต่ผมต้องการให้มันถูกใช้จ่ายออกไปจริงๆ เพื่อช่วยเหลือคนที่มีความจำเป็น

คำมั่นสัญญาอันนี้ จะไม่ทำให้ชีวิตประจำวันของผมหรือของลูกผมต้องได้รับผลกระทบ พวกเขาได้รับเงินจำนวนมากพอที่จะใช้ส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะยังคงได้รับมากขึ้นอีกในอนาคต พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายและมีคุณค่า และผมจะยังคงใช้ชีวิตในวิถีทางที่ทำให้ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ในชีวิตนี้ต่อไป

วัตถุและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ชีวิตของผมสะดวกสบาย แต่วัตถุบางอย่างไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น ผมชอบที่จะมีเครื่องบินส่วนตัวราคาแพงๆ แต่การมีบ้านสัก 5-6 หลักนั้นกลับเป็นภาระ โดยมากแล้ว การครอบครองวัตถุมากๆ ผู้ครอบครองมักจะกลายเป็นผู้ถูกครอบครองเสียเอง

ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผม นอกจากสุขภาพแล้ว จึงเป็นเพื่อนที่คบหากันมานานๆ ต่างหาก

ความมั่งคั่งของผมมาจากเหตุผลหลายประการ ประการสำคัญคือการได้เกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมถือว่าเป็น "ยีนส์ที่โชคดี" และเป็นผลประโยชน์อยู่ในตัวของมันเอง ผมถือว่าทั้งผมและลูกๆ ของผม ล้วนแล้วแต่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

(ในปี 1930 ที่ผมเกิด โอกาสที่ประชากรโลกสักคนจะเกิดมาเป็นคนอเมริกันมีแค่ 1 ใน 30 เท่านั้น นอกจากนี้ การที่ผมเกิดเป็นผู้ชายและเป็นคนผิวขาว ยังทำให้ผมไม่ต้องเจอกับอุปสรรคที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ในเวลานั้นต้องเผชิญอีกด้วย)

ความโชคดีของผมอีกขั้นหนึ่ง คือการได้อยู่ในระบบตลาดที่บางครั้งทำให้เกิดความบิดเบือน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็เป็นคุณต่อประเทศชาติ

ผมทำงานในระบบเศรษฐกิจที่ให้รางวัลกับคนที่ออกไปสู้รบในสงครามด้วย "เหรียญเกียรติยศ" ให้รางวัลกับครูด้วย "โน้ตขอบคุณ" จากผู้ปกครอง แต่ให้รางวัลกับคนที่เจอหลักทรัพย์ที่ถูกประเมินมูลค่าแบบผิดๆ ด้วยการทำให้เขาคนนั้นกลายเป็น "มหาเศรษฐี"

มุมมองของครอบครัวของผมและตัวผมเองก็คือ ความโชคดีแบบสุดพิเศษอันนี้ ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นความน่าภาคภูมิใจ แม้ว่าเราสามารถใช้เงินมากกว่า 1% ของที่เรามีไปเพื่อตัวเอง ความสุขหรือความสมบูรณ์พูนผลก็คงไม่อาจเพิ่มมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

ตรงกันข้าม สิ่งที่เหลืออยู่ 99% สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลกับสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่น ความเป็นจริงดังกล่าวส่งผลให้ผมทำในสิ่งนี้ นั่นก็คือ เก็บทรัพย์สินเอาไว้เพื่อใช้ในทุกสิ่งที่เราต้องการ และแจกจ่ายส่วนที่เหลือให้กับสังคม

คำมั่นสัญญาของผมจึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้

-- วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ --
-
-
-

Monday, October 11, 2010

อยากดูอินทรีแดง


เห็นเขาว่าหนังเรื่อง "อินทรีแดง" ทำได้ดีมากทีเดียว ดีกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่คนไทยเคยทำมาก่อนหน้านี้ เลยว่าจะหาโอกาสไปดูเหมือนกัน ใครไปดูมาแล้วชอบไม่ชอบบอกกันบ้างก็ดีนะครับ :)



-
-
-

Monday, September 27, 2010

เรื่องเงินๆ ทองๆ และการเสียภาษีของราชวงศ์อังกฤษ


จากที่ได้เคยเกริ่นมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวอังกฤษมาอีกครั้ง จริงๆ จะไปดูฟุตบอลเป็นหลักครับ แต่ไปทั้งที จะไปดูแค่บอลก็กระไรอยู่ เลยต้องเที่ยวให้ทั่ว ไปทั้งลอนดอน และแวะไปเตร็ดเตร่ที่เมืองอื่นๆ มาด้วย

ครั้งล่าสุดที่ผมไปอังกฤษคือเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว มาคราวนี้ หลายๆ อย่างยังคงเหมือนเดิม แต่หลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไป มีทั้งที่ดีขึ้นและแย่ลง ที่เข้มข้นขึ้นมากคือเรื่องความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมในลอนดอนเมื่อปี 2005 ซึ่งทำให้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย

(สาเหตุก็ไม่ใช่อะไร เพราะไอ้นายกเวร โทนี่ แบลร์ ไปร่วมมือกับ จอร์จ บุช ทำสงครามอิรักนั่นแหล่ะ)

ไปครั้งนี้ ผมได้ไปเที่ยวหลายสถานที่ และหนึ่งในที่ๆ ผมไปก็คือ ไปดู "ทหารเปลี่ยนการ์ด" ที่ "พระราชวังบัคกิ้งแฮม" เป็นประเพณีอมตะที่ใครไปลอนดอนก็ไม่ควรพลาดชม จริงๆ ผมเคยไปเกาะรั้วดูมาแล้วเมื่อครั้งก่อน แต่ไหนๆ มาอีกรอบ ก็ต้องไปดูอีกรอบ ไม่ให้เสียดายทีหลัง

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเที่ยวต่างเมืองโดยซื้อ Local Tour ไป ได้ยินจากไกด์คนอังกฤษเล่าว่า ในช่วงต้นปี สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธและพระบรมวงศานุวงศ์จะประทับอยู่ที่สก็อตแลนด์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่พระราชินีจะเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ ใจกลางกรุงลอนดอนที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมแห่งนี้ในช่วงปลายปี ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

สำหรับพระราชวังบัคกิ้งแฮม ควีนเอลิซาเบธทรงเรียกว่าเป็น "My Office" หรือที่ทรงงาน โดยจะประทับที่วังแห่งนี้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ก่อนจะเสด็จไปประทับที่ "พระราชวังวินด์เซอร์" (Windsor Castle หรืออาจเรียกว่า "ปราสาทวินด์เซอร์") ซึ่งตั้งอยู่แถบชานเมืองในวันเสาร์และอาทิตย์

หลังจากประทับพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว ก็จะเสด็จออกจากวังวินด์เซอร์ในเวลาประมาณบ่ายโมงของวันอาทิตย์ และกลับมาที่บัคกิ้งแฮม 5 วัน ก่อนจะกลับไปวินด์เซอร์อีกครั้งในสุดสัปดาห์หน้า เป็นวัฏฏะเช่นนี้

(ผมได้ไปเที่ยวที่วินด์เซอร์เช่นเดียวกัน ใครจะไปต้องนั่งรถไฟหรือซื้อทัวร์ไปนะครับ เพราะวินด์เซอร์อยู่นอกเมืองไปทางตะวันตก ถ้านั่งรถโค้ชไปใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ถ้านั่งรถไฟก็เร็วกว่านั้นมาก)

ไกด์หนุ่มพูดติดตลกว่า รู้ไหมว่าที่วินด์เซอร์นี้ ไม่ได้มี "ควีน" เพียงแค่พระองค์เดียว แต่ยังมีอีกหนึ่ง "ควีน" นั่นก็คือคุณป้า "เอลตัน จอห์น" ผู้เป็น Royal Guest ตลอดกาลที่อาศัยอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน


กลับมาที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม เล่าต่ออีกนิดว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม รวมเวลาประมาณ 2 เดือน ทางสำนักพระราชวังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในตัวพระราชวังเป็นครั้งแรก

เหตุที่ต้องเปิดก็เพราะก่อนหน้านี้ ทางราชวงศ์ได้ร้องขอเงินจำนวน 4 ล้านปอนด์จากรัฐบาล เพื่อเอามาซ่อมแซมพระราชวังวินด์เซอร์ที่เสียหายจากเหตุไฟไหม้ใหญ่ในปี 1992 (อันที่จริงก็ซ่อมแซมกันมาตลอด แต่ยังไม่สมบูรณ์)

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2009 หรือปีที่แล้วนี้เอง รัฐสภาอังกฤษจึงมีมติให้ทางสำนักพระราชวัง "ต้องเปิด" พระราชวังบัคกิ้งแฮมให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมอย่างน้อยปีละ 2 เดือน เพื่อเอารายได้มาชดเชย จากการที่รัฐบาลยอมเจียดภาษีของประชาชนไปใช้ซ่อมวังวินเซอร์

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ใช่จะมาขอเงินกันได้ง่ายๆ ได้เงินจากประชาชนไปซ่อมบ้าน ก็ต้องเปิดบ้านหาเงินมาคืนประชาชนเช่นเดียวกัน


นี่เป็นโอกาสดีสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ นะครับ ใครที่ได้ไปเที่ยวลอนดอนในช่วงดังกล่าว อย่าลืมแวะเข้าไปชมกัน ราคาค่าเข้าชมคนละ 17 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ ตก 800-900 บาทไทย

ไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรล่วงหน้า ไปซื้อเอาหน้าวังได้เลย ใครไปดูช่วงนี้ ท่านจะได้มีเรื่องไปโม้กับเพื่อนฝูง เพราะนี่เพิ่งเป็นปีแรกๆ ที่เขาเปิดให้เข้าชม ก่อนหน้านี้ไม่มีใครได้ชมหรอกครับ เขตพระราชฐาน ใครจะให้ชมกันง่ายๆ

เสียดายที่ผมจัดโปรแกรมเที่ยวแน่นเอี๊ยด จึงไม่ได้เข้าไป ได้แต่ดูทหารเปลี่ยนการ์ดอยู่หน้าวังเท่านั้น

การเปลี่ยนการ์ดทหารนี่ เขาเริ่มประมาณ 11.30 ครับ ใช้เวลาครึ่ง ชม. ไปเสร็จเอาประมาณเที่ยงตรง แต่นักท่องเที่ยวมากมายจะมารอกันหน้าวังตั้งแต่ 10 โมงกว่าๆ ใครอยากได้มุมดีๆ ต้องไปเร็วหน่อย

แต่จากประสบการณ์ผมซึ่งไปเกาะรั้วดูมาแล้ว 2 ครั้ง แนะนำว่าไม่ต้องไปเร็วมากก็ได้ แต่ต้อง "หน้าด้าน" หน่อย ประมาณว่าค่อยๆแซะ ค่อยๆ แทรกฝูงชนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะได้มุมเจ๋งๆ เอง (ลองดูภาพที่ผมถ่ายมาประกอบนะครับ)

Changing of the Guard นี้ เป็นสิ่งที่เขาทำกันมายาวนานจนเป็นประเพณี และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั่วโลก ที่สำคัญ ดูฟรี ไม่มีชาร์จ ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนจะเปลี่ยนการ์ดกันแทบทุกวัน แต่ถ้าเป็นฤดูอื่นๆ ก็วันเว้นวัน อย่าลืมเช็คเวลาก่อนจัดโปรแกรมด้วย จะได้ไม่เสียเที่ยว

ว่ากันเรื่องเงินๆ ทองๆ กับราชวงศ์อังกฤษนี้ ไกด์คนเดิมเล่าว่า คนอังกฤษต้องเสียภาษีสนับสนุนราชวงศ์ คิดแล้วเป็นเงิน 62 เพนซ์ ต่อคน หรือประมาณ 30 บาทไทย (100 เพนซ์ = 1 ปอนด์, 1 ปอนด์ = ประมาณ 48บ. ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ ก.ย.2553)

โดยส่วนตัวของพี่ไกด์คนนี้ แกรู้สึกว่าเป็นเงินเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่ราชวงศ์อังกฤษสร้างให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ตลอดจนสถานที่สำคัญต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นมาโดยอดีตบูรพกษัตริย์ ซึ่งทุกวันนี้ทำรายได้ให้ประเทศเป็นเงินจำนวนมหาศาล

แต่ยังมีคนกลุ่มใหญ่ รู้สึกว่าพระราชีนีเองกลับเสียภาษีน้อยเกินไป โดยทุกวันนี้ พระองค์เสียภาษีประมาณ 10 ล้านปอนด์ต่อปี (ประมาณเกือบๆ 500 ล้านบาทไทย) โดยอัตรานี้ไม่เคยปรับขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้พระราชินีเสียภาษีให้มากขึ้น ให้เข้ากับยุคสมัย


นั่นเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซึ่งไม่ค่อยเข้าใครออกใคร ส่วนเรื่องความนิยมที่คนอังกฤษมีต่อราชวงศ์นี้ เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังว่า เคยมีการทำโพลเกี่ยวกับความนิยมของประชาชนอังกฤษต่อสถาบันกษัตริย์ จำได้ว่าฝ่ายที่อยากให้คงสถาบันไว้ มีมากกว่าฝ่ายที่อยากให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐหรือระบอบอื่นๆ ที่ไม่มีสถาบัน

แต่ที่น่าสนใจก็คือ คนอังกฤษ ไม่ว่าจะนิยมเจ้าหรือไม่ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรกติสุข ผมเคยคุยกับเพื่อนคนอังกฤษผู้หนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่า การจะนิยมหรือไม่นิยมเจ้า ไม่ต่างจากการชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองใด คือไม่ได้มีความผิดถ้าคุณไม่ชอบ และไม่ได้รู้สึกว่าคุณเป็นคนดีกว่าคนอื่นถ้าคุณเทิดทูนเจ้ามากกว่า

ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้โดยไม่ต้องโกรธไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน

ก็เป็นเรื่องที่เก็บมาฝากกันครับ ข้อมูลที่ผมเล่านี้ บางส่วนเป็นความรู้เดิมของผม บางส่วนเอามาจากไกด์คนอังกฤษ ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทุติยภูมิ คือ "ฟังเขาเล่า" มาอีกที จึงไม่อาจรับรองความถูกต้อง 100% ไม่แนะนำให้เอาไปอ้างอิง หรือถ้าจะเอาไปเล่า อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องก่อนนะครับ นี่คุยให้ฟังสบายๆ เท่านั้น ไม่ซีเรียส

ขอให้มีความสุขกันทุกท่านครับ :)

* ภาพประกอบ: จากข้างบน ภาพ 1-2 การเปลี่ยนการ์ดหน้าพระราชวังบัคกิ้งแฮม, ภาพ 3 ผมแทรกตัวอยู่ในฝูงชน, ภาพ 4 พระราชวังวินด์เซอร์

Saturday, September 25, 2010

ขอสนับสนุนกลุ่มนิติราษฎร์ครับ

-
-

[ภาพจาก www.poliicalbase.in.th]

ในโอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหารหลงยุค เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เปิดตัวกลุ่ม "นิติราษฎร์" โดยประกาศขอเป็นฟันเฟืองในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย การเมืองนิติรัฐ และประชาธิปไตย

ผมในฐานะของอาจารย์รุ่นน้องตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขอสนับสนุนความเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างสุดตัว เพราะเห็นพ้องต้องกันกับเจตนารมณ์ของพวกเขา ที่ต้องการให้มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ไม่มีไพร่ ไม่มีศักดินา ... ดั่งคำสอนของ "อาจารย์ปรีดี พนมยงค์" และอุดมการณ์คณะราษฎร ที่ผมยึดถือไว้ในใจเสมอ

เพราะผมเชื่อว่า...

"อำนาจสูงสุดของประเทศ ต้องเป็นของราษฏรทั้งหลาย" ..เท่านั้น

อะไรผิดไปจากนี้ คือ "ของปลอม" ครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มนิติราษฎร์ และบทความต่างๆ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.enlightened-jurists.com/

ก่อนจบ ขอฝากเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ขับร้องโดยอาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ไว้ให้ได้ฟังกัน ลีลาไม่แพ้นักร้องอาชีพเลย แค่เห็นก็รู้ได้ว่าขับร้องมาจากหัวใจจริงๆ ครับ

ไปเชียร์ทีมรักมาครับ







เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ผมไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมาครับ ที่สนามไวท์ฮาร์ทเลน เชียร์ทีมรัก "สเปอร์ส" เตะกับ "วูล์ฟแฮมป์ตัน" พอฝรั่งแฟนๆ ไก่เดือยทองเห็นเราเป็นคนเอเชียอุตส่าห์ถ่อไปเชียร์ก็ต้อนรับทักทายดีมากๆ ตั้งแต่ยามหน้าสนาม คนขายของ จนถึงแฟนบอลด้วยกัน ประทับใจ เลยเอารูปมาฝากกันครับ

อ้อ..สเปอร์สเชือดนิ่ม 3-1 เก็บอีก 3 แต้ม ไม่เสียแรงที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปดูจริงๆ อิอิอิ
-
-
-
-
-
-
-

Friday, September 24, 2010

บทสัมภาษณ์ผมครับ


วันก่อน สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์มาสัมภาษณ์ผมเรื่องสามก๊ก เลยเอามาฝากให้อ่านกันครับ ที่มาจาก www.satapornbooks.com นะครับ

Sunday, September 19, 2010

Dear Followers

Dear Followers,

I am now in London krub. Just back from my football experience at White Hart Lane, the home of my 16 years beloved team "Tottenham Hotspur". We beat Wolveshampton 3-1. The local fans greeted me pretty well. I have a lot to write about when I go back.

I'll be back in Thailand in a few days, Stay tuned krub! ;)

Sunday, September 12, 2010

ครั้งหนึ่งที่ผมโดนดูถูก


บ่ายวันนี้ ขณะที่ผมกำลัง Search หาข้อมูลเพื่อเตรียมการไปเที่ยวในเว็บไซต์พันทิปอยู่นั้น พลันเหลือบไปเห็นกระทู้แนะนำของเขาอันหนึ่ง ขึ้นหัวข้อว่า

"พนักงานขายที่บู๊ธท่องเที่ยวไทยของโรงแรมแห่งหนึ่ง (ระบุชื่อไว้ชัดเจน) มารยาทแย่มาก"


พอเห็นดังนี้ ผมเกิดระลึกชาติขึ้นมาทันที จึงรีบคลิ๊กเข้าไปดูเนื้อหาในกระทู้ พอได้อ่านแล้วตะลึงมากครับ

เพราะสิ่งที่คนนับร้อยๆ คนในกระทู้นั้นเจอ ..ชั่งเหมือนกับที่ผมเคยเจอมาเมื่อปีที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน

เล่าย้อนไปนิดนึงครับ เมื่อปีที่แล้ว ผมไปเดินที่งานไทยเที่ยวไทยที่เมืองทองธานี ซึ่งปกติผมไม่ค่อยได้ไปเท่าไรนัก จำไม่ได้ว่านึกยังไงถึงแวะไป

โดยหลังจากเดินแวะตามบู๊ธต่างๆ ผมก็ได้เดินเข้าไปถามข้อมูลที่บู๊ธของโรงแรมที่ว่านี้ แต่สิ่งที่เจอนั้น ทำให้ผมถึงกับอึ้ง!!

เรื่องก็มีอยู่ว่า ผมเดินเข้าไปในบู๊ธ ถามคำถามกับพนักงานขายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ หน้าตาจิ้มลิ้ม ท่าทางเป็นหัวหน้าหน่อย แล้วเป็นไงทราบไหมครับ...

ผู้หญิงคนนั้นนั่งไขว่ห้าง กอดอก มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูไม่เป็นมิตรแม้แต่น้อย จนผมต้องถามคำถามซ้ำอีกครั้ง เธอก็บอกว่าเธอตอบคำถามของผมไม่ได้ แถมแสยะยิ้มใส่ จากนั้น พนักงานอีกคนที่ท่าทางจะเป็น senior ระดับเดียวกันก็หันไปคุยกับพนักงานคนที่ว่า แล้วแสดงกิริยาคล้ายหัวเราะเยาะผม

ปกติผมเป็นคนที่มีสถานะทางสังคมถือว่าสูงในระดับหนึ่ง นานๆ จะเจอแบบนี้ที จึงอึ้งไปเลย นึกๆ ดูว่า เอ..เราแต่งตัวแย่มากหรือ ก็ไม่น่าใช่ พอมาเจอกิริยาดูถูกเหยียบย่ำกันเยี่ยงนี้ จึง "งง" และ "โกรธ"

ว่าที่จริง ผมลืมเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่หนึ่งปีผ่านมา ผมกลับไปเจอกระทู้นี้ในพันทิป..

และเชื่อไหมครับ คนที่มาโพสต์ เจอในสิ่งเดียวกับที่ผมเจอแทบจะเดี๊ยะๆ ทีเดียว ประสบการณ์ที่ผมได้เจอมา ถูกถ่ายทอดซ้ำโดยคนนับร้อยที่ผมไม่รู้จักเลย!!

ผมเพิ่งทราบว่า พนักงานขายที่บู๊ธของโรงแรมแห่งนี้ ทำกิริยาเช่นนี้กับคน "แทบจะทุกคน" ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเป็นนโยบายหรืออย่างไร? และปล่อยให้ทำอย่างนี้มาตลอดได้อย่างไร?

ก่อนหน้านั้น ผมเคยไปพักที่โรงแรมเครือของคนไทยแห่งนี้ (เป็นโรงแรมที่เป็นหุ้นยอดนิยมของพวก VI) หลายครั้ง และไม่ได้รู้สึกอะไรกับบริการที่โรงแรมนัก ไม่ได้ประทับใจ แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเสียหาย

ตรงข้ามกับสิ่งที่เจอที่บู๊ธท่องเที่ยว มันกลับกลายเป็นประสบการณ์แห่งความเจ็บปวด ประสบการณ์ที่ต้องโดนดูถูก ชนิดที่ผมจะไม่ลืมไปอีกนาน และคงไม่กลับไปพักที่นี่อีก

คิดในแง่บวก ดีเหมือนกันนะ เจอเรื่องแปลกๆ แบบนี้เสียบ้าง จะได้รู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน วันหลังจะได้ไม่เผลอไปดูถูกใคร (ปกติก็ไม่เคยทำอยู่แล้ว หุหุ)

เนื่องจากผมเป็นคนรู้จักให้อภัย จึงไม่ขอระบุชื่อโรงแรมแห่งนี้ไว้ในบล็อกของผม แต่ถ้าใครอยากทราบว่าเป็นบู๊ธของโรงแรมอะไร จะตามลิงค์ไปก็เชิญครับ :)

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9661636/E9661636.html#138

Tuesday, September 7, 2010

มองซื่อๆ ธรรมศาสตร์-จุฬา ที่ไหนดีกว่ากัน?


เมื่อวานผมไปรับวีซ่าแถวสถานทูตอังกฤษ เห็นน้องคนหนึ่ง เข้าใจว่ามารับวีซ่าเหมือนกัน ใส่เสื้อสีดำ ข้างหลังมีข้อความเขียนว่า "คะแนนเข้าจุฬาได้ แต่เลือกธรรมศาสตร์" อะไรทำนองนี้

เข้าใจว่าเสื้อแบบนี้คงไม่ได้มีอยู่ตัวเดียวแน่นอน แต่น่าจะมีขายที่ธรรมศาสตร์ ไม่ทราบเหมือนกันว่าคณะไหนทำ หรือทำจากส่วนกลาง

ยังนึกเล่นๆ ว่า ประเดี๋ยวเด็กจุฬาเห็นเข้า จะได้ทำเสื้อออกมาอีก เขียนว่า "เข้าจุฬาได้ เพราะคะแนนสูงกว่าธรรมศาสตร์" พอเดินเจอกันเมื่อไรจะได้เขม่น หรือถ้ามากันหลายๆ คน มีลูกฮึดลูกบ้าหน่อย จะได้ต่อยกัน

ผมจบปริญญาโทที่จุฬาครับ แต่ไม่ใช่พวกคลั่งสถาบัน ตอนเรียนอยู่ก็เห็นน้องๆ ป.ตรี ทำเสื้อแบบนี้ออกมาบ้างเหมือนกัน เป็นเสื้อที่มีข้อความบลัฟฟ์อีกฝ่าย เห็นแล้วก็ไม่ชอบ เหมือนทำมาเพื่อสนองความคึกคะนองเท่านั้นเอง

ในสายตาผม ความแตกต่างที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ณ วันนี้ ระหว่างจุฬาฯ กับ มธ. ไม่ใช่เรื่องคุณภาพ หรือใครเก่งกว่าใครอะไรนั่นหรอก แต่คือที่ตั้งของทั้งสองมหาลัย ม.หนึ่งอยู่แถวสามย่าน อีก ม.อยู่ท่าพระจันทร์ และมีอีกแคมปัสที่รังสิต เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นเลย

(เวลาผมเขียนคำว่า "มหาลัย" กรุณาอย่าว่ากันเลย เพราะผมรู้สึกว่า คำว่า "มหาวิทยาลัย" มันยาว ไม่สะดวกใช้ ถ้าราชบัณฑิตคิดคำที่พูดได้สะดวกปาก เขียนได้สะดวกมือ แล้วไม่ผิดใจท่าน ผมก็พร้อมจะใช้ ...ดูฝรั่งมันเรียก "ยูนิเวอร์ซิตี้" สั้นๆ ว่า "ยู" ไม่เห็นมันด่ากันว่าภาษาวิบัติ ผมเรียก "มหาวิทยาลัย" ว่า "มหาลัย" คงไม่ถึงกับชั่วร้ายต้องฆ่าตัวตายมั้งนะ)

จะถามเรื่องอุดมกงอุดมการณ์อะไรนั่น มองแบบสายตาคนนอกนะ ..ไม่ใช่กูรูกูรู้ทีไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้แปลกแตกต่างอะไรกันนัก จะบอกว่าใครอนุรักษ์ใครเสรี ใครขวาใครซ้าย ใครสอนให้พิทักษ์ข้างบน ใครสอนให้ฉันรักประชาชนไว้ก่อน ถึงเวลานี้คงแยกน้ำแยกแห้งยากเต็มทน

ก็ที่เห็นมันก็เหมือนๆ กันนี่ครับ


ถามว่าถ้าสักวันผมมีลูก พอลูกเข้ามหาลัย อยากให้เรียนเข้าที่ไหน ก็แน่นอน ต้องเป็นหนึ่งในสองที่นี้ รักจะอยู่เมืองไทยนี่ครับ จะให้ไปเลือกที่ไหน แต่ถ้าถามว่าระหว่างจุฬากับธรรมศาสตร์ เอาอะไร? ผมตอบง่ายมากเลย

ถ้าถึงตอนนั้น ผมยังอยู่บ้านที่อยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องอยากให้ลูกเข้าจุฬา ไม่ใช่เพราะคิดว่าจุฬ่าดีกว่า หรือเพราะผมเคยเรียนที่นั่นนะครับ แต่เพราะบ้านผมเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงรถไฟใต้ดิน นั่งไปถึงสามย่านเลย สะดวกดี

แต่ถ้าสักวันเกิดเปลี่ยนใจไปซื้อคอนโดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แน่นอนต้องอยากให้เรียนธรรมศาสตร์ เพราะนั่งเรือไปได้ง่ายๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนกว่านั้นจริงๆ ครับ (นี่สมมุติว่าลูกเรียนเก่งนะ แต่ถ้าไม่เก่งก็อีกเรื่อง ต้องหาทางอื่น)

จริงๆ เรื่องทำนอง "เสือกะสิงห์" นี่ ที่ไหนก็มีครับ "เยล" กับ "ฮาร์วาร์ด" ที่อเมริกา "เป่ยต้า" กับ "ชิงหัว" ที่ปักกิ่ง คิดในแง่บวกมันก็ "คลาสสิค" ดีนะ มีตำนาน แต่ถ้าลองคิดให้ลึกลง คุณว่ามันจะต่างยังไงกับช่างกลแถวบางกะปิที่ไล่ยิงกันจนเด็ก 9 ขวบตาย?

อาจจะไม่ต่างกันมากก็ได้นะครับ มันก็ไอ้รากคิดแบบ "ข้าดีกว่า" "ข้าแน่กว่า" เหมือนๆ กัน อย่างในกระทรวงมหาดไทย สิงห์ดำ-สิงห์แดง มันก็คิดกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ?

ต่างกันที่พวกนักเรียนอาชีวะมันไม่กลัวตาย และมันกล้าใช้ปืนผาหน้าไม้ล่อกันน่ะครับ ลองให้ สิงห์ดำ-สิงห์แดง ลดละความกลัวตายลงได้บ้าง เผลอๆ ก็จะยิงกันแบบนี้แหล่ะ

ผมพูดนี่เหมือนไร้สาระ แต่จะชี้ให้เห็นว่า ที่ทะเลาะกันอยู่นี่ มัน "เรื่องเดียวกัน" ครับ น้องธรรมศาสตร์และจุฬาที่ใส่เสื้อมีข้อความบลัฟฟ์กัน ถ้าดูให้ลึก คงไม่ได้ต่างจากพวกเด็กช่างที่ไล่ยิงกันแถวบางกะปิ

ต่างกันตรงที่น้องพวกนี้รับรู้ได้ว่าพวกเขา "มีอะไรจะเสีย" ค่อนข้างมาก พ่อแม่ประคบประหงมมาเป็นอย่างดี จนได้มาเรียนอวดภูมิรู้กันนี่ จึงไม่กล้าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนเด็กช่างพวกนั้น

ไม่แปลกหรอกครับที่ท่านด่าเด็กอาชีวะที่ไล่ยิงกันจนทำเด็ก นร.ตาย ถ้าไม่ด่าสิแปลก ผมเองก็ด่า แต่ด่าแล้วอย่าลืมมองให้รอบด้วย ว่าตัวเราเคยทำแบบนั้นบ้างหรือเปล่า

เด็กตัวเล็กๆ ตาย พวกเราดูข่าวแล้วก็เจ็บ แต่ถ้าเห็นคนตายเป็นร้อยแล้วไม่เจ็บ จะจบจุฬาหรือธรรมศาสตร์ คงไม่ต่างกันมั้งครับ
-
-
-
-
-
-
-

Sunday, September 5, 2010

วาณิช พูดถึง แฟนพันธุ์แท้

"ถ้าจะดูคนที่มีใจรักจริงๆ ในการใดการหนึ่งนั้น ดูได้จากรายการแฟนพันธุ์แท้ของคุณปัญญา นิรันดร์กุล

เป็นเรื่องของคนใจรักจริงๆ ไม่มีประโยชน์เรื่องเงินทองที่จะเป็นรายได้มากำหนดนำ

อย่างคนที่ชนะเลิศแฟนพันธุ์แท้เรื่องรถมอเตอร์ไซค์ แค่ฟังเสียงก็แยกออกได้ว่ารถรุ่นไหนยี่ห้อไหน

จะรู้ไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะใจรัก"


วาณิช จรุงกิจอนันต์ จากหนังสือ "วาณิช 60" สำนักพิมพ์ OpenBooks

Tuesday, August 31, 2010

ภาพวาดพระพิฆเนศวร์ ฝีมือคุณจอม



เอาภาพวาดสีน้ำจากไดอารี่คุณจอม ปัทมคันธิน แฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย มาฝากกันครับ ชื่นชมในฝีมือแกมากๆ ใครบอกว่าเรื่องของ "พรสวรรค์" ไม่มีจริง ผมไม่เชื่อหรอก

ลองอ่านตัวหนังสือรอบๆ องค์พระดูนะครับ ใครจับความได้บ้าง?

ปล. ยังไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวเลย แต่แกคงไม่ฟ้องผมมั้ง 555+

Monday, August 30, 2010

สงคราม "โค้ก vs เป๊ปซี่": อย่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร (จบ)


คราวที่แล้วได้กล่าวไว้ ถึงตอนที่ โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า CEO ในตำนานของ โคคา-โคล่า ตัดสินใจปรับสูตรของน้ำดำชื่อก้องโลกชนิดนี้เสียใหม่ และนำออกขายต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ในนามของ "New Coke" หรือ "โค้กใหม่"

อันว่าโค้กใหม่นี้ ได้รับการปรับรสชาติให้ "หวาน" ขึ้น และลดความ "เข้มข้น" ลงอีกนิด เพื่อ "เอาอย่าง" เป๊ปซี่ ที่พิสูจน์แล้วจาก Sip Test ว่าผู้บริโภคชอบมากกว่า

หลังปรับรสชาติจนเข้าที่ บ.โคคา-โคล่า ได้ทำ Sip Test อีกครั้ง และผลที่ได้ทำให้ได้เฮกันลั่นทั้งบริษัท เมื่อพบว่า ผู้บริโภค 6-8% ชอบ "New Coke" มากกว่า "เป๊ปซี่" เสียอีก

นั่นเท่ากับว่า การปรับรสชาติครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น น่าจะสร้างความฮือฮาให้กับตลาด และคงจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ทว่า สุดท้ายแล้ว ผลจากการ "เปลี่ยนตัวเอง" ครั้งนี้ ลงเอยอย่างไรนะหรือ?

"เละ" ครับ!!

หลังจาก "โค้กใหม่" ถูก introduced สู่ตลาด สิ่งที่ได้รับหาใช่ "คำชม" ไม่ มันคือ "คำด่า" ล้วนๆ!!

ภายในไม่กี่วันหลังออกสู่ตลาด "New Coke" ถูกผู้บริโภคโทรมาด่าสายแทบไหม้ และเกิดการประท้วงขึ้นในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ บริษัท โคคาโคล่า ต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤตทันที!!

ถามว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่จาก Sip Test ก็เห็นๆ อยู่ ว่าคนส่วนใหญ่ชอบรสชาติหวานของเป๊ปซี่มากกว่า โค้กก็อุตส่าห์ปรับน้ำตัวเองให้หวานขึ้นแล้ว กลับผิดพลาดอีกได้อย่างไร ?!!


เหตุผลคืออย่างนี้ครับ ...

คำว่า Sip Test นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นการ "ชิม" ("Sip" แปลว่า "ชิม") เวลาให้กลุ่มตัวอย่างลอง เขาก็ได้แค่ "ชิม" ได้แค่ "จิบ" คนละนิดหน่อย ซึ่งด้วยธรรมชาติของลิ้นคนเรา มักจะถูกดึงดูดได้ง่ายกว่า ด้วยรส "หวาน"

ด้วยเหตุนี้ คนที่ได้ลอง จึงบอกว่าชอบถ้วยที่เป็น "เป๊ปซี่" ไม่ใช่ "โค้ก" ทั้งที่จริงๆ แล้ว หากให้ดื่มจนหมดกระป๋องหรือหมดขวด สิ่งที่ผู้คนจะชื่นชอบ หาใช่รสชาติหวานของเป๊ปซี่ไม่ ...

มันคือรสหนักแน่นๆ ซ่าส์สะใจ ของ "โค้กเดิม" นั่นแหล่ะ ที่เขาจะเลือกกินเสมอ!!

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม แท้จริงแล้วเขาชอบ "โค้ก" มากกว่าเยอะ เป็นเพราะรสชาติที่ "ซ่าส์" ไม่หวานเกิน กินแล้วไม่ "เอียน" ง่าย และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยอดขายของโค้ก "เหนือ" เป๊ปซี่มาตลอด

แต่อยู่มาวันหนึ่ง เพียงเพราะโฆษณาจี้เส้น "โค้ก" ถึงกับลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ทิ้ง "จุดแข็ง" ทีตัวเองมี เพื่อหวังจะให้ผู้บริโภคชอบ หมายมั่นจะเอาชนะ "เป๊ปซี่" ให้ได้

ผลลัพธ์ที่ได้ จึงกลายเป็นความ "ล้มเหลว" ไม่เป็นท่า!!

หลังจากรู้ว่าฟีดแบ็คย่ำแย่ โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า CEO ที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอด CEO คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกัน จึงยกเลิก "New Coke" ทั้งหมด และเข็นเอา "โค้กเก่า" กลับสู่ตลาด

เป็น "โค้กเดิม" ที่คนเขาเคยคุ้นเคย แต่เพราะกลัวคนไม่เชื่อ จึงต้องพ่วงคำต่อท้ายแบรนด์ไปว่า นี่คือ "โค้ก คลาสสิค" (Coke Classic) มันคือ "โค้กรสเก่า" ที่คุณๆ ไว้ใจนั่นเอง

อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรครับ?


หลายครั้งหลายหน คนเราถูกกระแสในสังคมพัดพา จน "ลืม" ว่าตัวเรามีดีอะไร

"กระแสสังคม" นี่น่ากลัว บางครั้งมันพัดแรงยิ่งกว่าลมพายุ ธรรมชาติของลมพายุนั้น พัดมารุนแรงแค่ไหน ไม่นานมันก็ยังหยุด แต่ "กระแสสังคม" รอบตัวเรานี้ บางช่วงเวลา มันพัดพุ่งใส่เราทุกวัน ยังไงก็ไม่ยอมหยุด

ใครไม่แกร่งพอ โดนกดดันมากๆ เข้า ก็ยอมลอยไปตามลม กลัวคนเขาไม่รัก หรือไม่ก็เพราะอยากได้เงิน ถ้าไม่ทำยังงี้ ไม่พูดยังงั้น กลัวคนเขาจะไม่นิยม กลัวงานจะไม่เข้า

ก่อนที่ท่านจะ "เปลี่ยนตัวเอง" เพื่อใคร ขอให้หยุดสักนิด แล้วถามเข้าไปในใจเราว่า อะไรทำให้เรามายืนตรงที่เรายืนอยู่ทุกวันนี้? สิ่งใดทำให้ตัวเรามีค่า มีความหมายที่จะเป็นตัวเอง?

และมัน "คุ้มกันหรือไม่" ที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้น เพียงเพื่อจะเป็นใครสักคนที่คนอื่นชอบ หรือเพื่อเงินทองที่เราจะหาอีกเท่าไรก็ได้ในชีวิต?!!


ไม่ได้บอกว่าคนเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ครับ อะไรไม่ดี เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี? ดูอย่างโค้กสิครับ มั่นใจว่าดีแล้ว ทดสอบก็แล้ว ยังพลาดได้ ถามว่าทำไมพลาด ก็เพราะวัดกัน "แป๊บเดียว" ไม่ได้วัดกัน "ยาวๆ"

ดังนั้น ถ้าท่านตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใคร ขอให้มั่นใจเสียก่อนว่า ท่านไม่ได้กำลังทำผิดแบบที่ "โค้ก" เคยผิดมาแล้ว ไม่ได้กำลังจะทิ้ง "เอกลักษณ์" หรือ "จุดแข็ง" ที่มี เพียงเพื่อเป็น "คนดี" ของใคร

คนบางคนที่ผมรู้จัก พูดจาเข้าที หน้าตาดี ลองได้ฟังเขาพูดไม่นานก็เคลิ้ม เป็นอ้อยตาลที่หวานลิ้น แต่กินไม่นานก็สิ้นซาก เอาเข้าจริงทำอะไรไม่เป็นเลย มารู้ทีหลังว่ามันดีแต่พูด

ถ้าเป็นตัวผม ให้เลือกได้ ผมขอเลือกเป็นคนแบบ "โค้ก" ดีกว่า สัมผัสเพียงแว้บแรกอาจจะงั้นๆ ไม่เนี้ยบ ไม่เลิศหรู ไม่ติดใจ แต่กินได้นานๆ ไม่เบื่อ หรือถ้าจะเลือกผู้หญิงสักคน สู้เลือกคนที่หน้าตาดีระดับโอเค ไม่ต้องเด่นเลิศเลอขนาดอั้มหรือนุ่น แต่ดูแลเราได้ ทำกับข้าวเป็น คบแล้วสบายใจกว่าเป็นไหนๆ

อย่าลืมนะครับ อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้คนอื่นชอบ หรือถ้าจะทำก็ขอให้คิดให้ดี บางอย่างมันมาแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไป คนเราถ้าเราดีจริง ต้องยืนหยัดพิสูจน์ด้วยการเวลาครับ!!

-
-
-
ข้อมูลจากหนังสือ "Blink" ของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์ สนใจไปหาอ่านกันได้ครับ

Wednesday, August 25, 2010

พร้อมแล้วสำหรับคืนนี้


เขียนบทความเรื่อง "สงครามโค้ก vs เป๊ปซี่ ฯ" ค้างไว้ แต่ขอคั่นด้วยความชอบส่วนตัวนิดหนึ่งครับ

ผมเชียร์ทีมฟุตบอล "ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์" ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ มา 16 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมรักได้ไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ถ้วยใหญ่สุดของยุโรป

คืนนี้ สเปอร์ส จะเปิดบ้านเล่นในรอบเพลย์ออฟ เลกที่ 2 กับทีมชั้นดีจากสวิตเซอร์แลนด์ "ยัง บอยส์ เบิร์น" หลังจากที่นัดแรก "ไก่เดิอยทอง" บุกไปพ่ายมา 3-2

นัดนี้ต้องการชนะแบบสกอร์ต่ำกว่า 3-2 ก็จะได้เข้า "รอบแบ่งกลุ่ม" ทันที ชนะ 1-0 ก็ได้ 2-1 ก็พอไหว แต่เอาให้ชัวร์ๆ ชนะแบบไม่เสียประตูนี่ฉลุยแน่นอน

ถึงท่านจะไม่ดูฟุตบอลก็ช่วยผมลุ้นหน่อยนะครับ อยากเห็นสเปอร์สไปเตะกับ รีล มาดริด, บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ ฯลฯ

ไม่งั้นเดี๋ยวจาไม่มีแรงอัพบล็อกอีกหลายวัน อูยยย เครียด -_-''

ปล. ช่อง 7 สีถ่ายทอดสด 2.00 ใครนอนไม่หลับเพราะหลังคารั่ว ฝนสาด เชิญดูเป็นเพื่อนกัน

Sunday, August 22, 2010

สงครามโค้ก vs เป๊ปซี่ : อย่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร


เมื่อเดือนก่อน ผมเพิ่งอ่านหนังสือชื่อ "Blink" หรือแปลเป็นไทยประมาณว่า "ชั่วพริบตา" อีกหนึ่งผลงานของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์ นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน The Tipping Point จบไปครับ

อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี แม้ว่าเมื่อเทียบกับผลงานชิ้นอื่นๆ ของมัลคอล์มแล้ว ความสนุกของหนังสือเล่มนี้น่าจะอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น

มีอยู่เรื่องราวหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ ที่ผมติดใจเป็นพิเศษ จนอดไม่ได้ที่จะนำมาแบ่งปันกัน คือ สงครามระหว่าง "โค้ก" กับ "เป๊ปซี่" คู่กัดหมายเลขหนึ่งตลอดกาลในโลกทุนนิยมก็ว่าได้

ใครๆ ก็ทราบใช่ไหมครับ ว่า "โค้ก" คือเจ้าโลก (อุ๊บบส์ ภาษาส่อมาก) มาแต่ไหนแต่ไร เป็นตำนานความภาคภูมิใจของคนอเมริกันโดยแท้

ในอดีต โค้กมียอดขายที่เหนือกว่าเป๊ปซี่ค่อนข้างมาก เมื่อปี 1972 คอน้ำอัดลมชาวอเมริกันที่เป็น "แฟนพันธุ์แท้โค้ก" มีอยู่ถึง "18%" ขณะที่คนที่ชอบดื่ม "เป๊ปซี่" โดยเฉพาะ มีแค่ "4%" เท่านั้น (ส่วนที่เหลือคือพวกยังไงก็ได้ ไม่ได้ชอบน้ำอัดลมยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ)

จะเห็นได้ว่าในเวลานั้น โค้กทิ้งห่างเป๊ปซี่ชนิดไม่เห็นฝุ่น!!


อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นทศวรรษ 80 เป๊ปซี่กลับไล่จี้โค้กมาติดๆ ชนิดหายใจรถต้นคอ โดยโค้กมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ "12%" ขณะที่ส่วนแบ่งของเป๊ปซี่เพิ่มเป็น "11%" ตามอยู่แค่เปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้น

ที่ว่าตามติดกัน 1% นี้ ต้องไม่ลืมนะครับว่า เกิดขึ้นในสภาพที่โค้กมีระบบจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง วางขายกระจายอยู่ทั่วถึงทั้งประเทศ เหนือกว่าเป๊ปซี่เยอะ และยังใช้งบโฆษณาสูงกว่าเป๊ปซี่ถึงปีละราว 100 ล้านเหรียญ

แต่กลับกลายเป็นว่า "แบรนด์สีแดง" มีส่วนแบ่งตลาดเหนือกว่า "แบรนด์สีน้ำเงิน" แค่นิดเดียว จนมีคนพูดขนาดว่า ถ้าเป๊ปซี่มีระบบจัดจำหน่ายแบบเดียวกับโค้ก ตำแหน่งเจ้าตลาดคงเปลี่ยนไปแล้ว ตรงกันข้าม โค้กอาจจะถูกเป๊ปซี่ทุบเละเทะด้วยซ้ำ

ในช่วงนั้น เป๊ปซี่ทำโฆษณาออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งจี้ใจดำผู้บริหารโค้กเข้าอย่างจัง คือทำ "Sip Test" ออกทีวี กล่าวคือ ให้คนเดินถนนลองชิมน้ำ "เป๊ปซี่" กับ "โค้ก" ในถ้วย โดยไม่บอกว่าน้ำในถ้วยไหนเป็นยี่ห้ออะไร

ผลปรากฏว่า คน "53%" บอกว่าแก้วที่มีน้ำเป๊ปซี่อยู่รสชาติดีกว่า ขณะที่อีก "47%" บอกว่าแก้วที่มีน้ำโค้กอร่อยกว่า (โดยไม่บอกคนชิมว่าแก้วไหนคือเป๊ปซี่แก้วไหนคือโค้ก)

ดูเหมือนไม่ต่างกันมากใช่ไหมครับ "53" กับ "47" ก็แค่ "6%" เท่านั้น ทว่า ในอุตสาหกรรมมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญ ความชื่นชอบที่ต่างกันในระดับนี้ ถือว่าสูงอย่างยิ่ง แม้จะไม่ใช่ Market Share ที่แท้จริง แต่ก็อาจส่งผลต่อยอดขายในอนาคตได้

ดังนั้น ผู้บริหารของโค้กจึงแทบอดรนทนไม่ไหว ก็จะทนได้ไงล่ะครับ ตัวเป็นเจ้าตลาดอยู่แท้ๆ กลับพ่ายแพ้ใน "สงครามรสชาติ" มันน่าแค้นใจ

ครั้นสืบเสาะค้นลึกลงไปจึงพบว่า ที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป๊ปซี่นั้นอร่อยกว่าก็เพราะ "หวานกว่า" ไม่เหมือนกับโค้ก ซึ่งจะ "ซ่าส์" กว่าเป๊ปซี่

(ตรงนี้ผมว่าหลายท่านที่ดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ คงรู้สึกได้ว่าเป๊ปซี่หวาน ส่วนโค้กซ่าส์กว่าจริงๆ)

เมื่อทราบความดังนี้แล้ว บริษัท โคคา-โคล่า จึงหลบเร้นกายไปซุ่มอยู่พักใหญ่ ก่อนจะออกโรงอีกครั้ง พร้อมกับสร้างความฮือฮาให้กับคนอเมริกันทั้งประเทศ ...

ด้วยการนำเสนอ "New Coke" หรือ "โค้กใหม่" ออกสู่ตลาด พร้อมกับยกเลิกโค้กรสดั้งเดิมไปเลย

ถามว่า "โค้กใหม่" เป็นอย่างไร? !!

คำตอบก็คือ เป็นน้ำดำที่มีรสชาติ "หวาน" กว่าเก่า ซึ่งไม่ต้องบอกใครๆ ก็พอจะเดาได้ว่า นี่คือการ "เปลี่ยนตัวเอง" ของโค้ก เพื่อปรับรสชาติให้ "หวาน" เหมือนกับน้ำดำของเป๊ปซี่ที่กำลังมาแรง

เชื่อไหมครับ แม้แต่ "โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า" สุดยอด CEO ในตำนานของโคคาโคล่า ยังออกมาบอกว่า นี่คือ "ย่างก้าวที่แน่นอนที่สุดที่โค้กเคยก้าวเดิน" เลยทีเดียว!!

ผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร เอาเป็นว่าขออุบไว้ก่อน ..เดี๋ยวคราวหน้าจะมาเล่าต่อนะครับ :)

-
-

Monday, August 16, 2010

หยุด!! ตอดเล็กตอดน้อย


เมื่อเช้าวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผมไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับใครเขา ตื่นเช้ามาก็รับประทานแฮม ไส้กรอก ไข่ดาว ที่หม่าม๊าเตรียมไว้ให้ เปิดซอสมะเขือเทศขวดใหม่ เทยังไงก็ไม่ออก ต้องคว่ำขวดแล้วเขย่า พวกเลยไหลพรวดออกมาทีเดียวเยอะแยะ

พาลให้หงุดหงิด เพราะซอสไหลออกมาเยอะกว่าที่ต้องการ อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมหนอ บริษัทผลิตซอสถึงชอบ "ตอดเล็กตอดน้อย" แกล้งออกแบบขวดมาให้ปากขวดมันกว้างๆ ซอสจะได้ไหลออกมาทีละเยอะๆ จะได้หมดขวดเร็วๆ ซื้อใหม่เร็วขึ้น เป็นการใช้เทคนิคในการเพิ่มปริมาณการบริโภคจากฐานลูกค้าที่มีอยู่เดิม

เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปเองนะครับ เคยอ่านจากหนังสือ เขาบอกไว้เลยว่า เหตุที่ฝาขวดซอสมะเขือเทศมันต้องกว้าง เพราะบริษัทที่ผลิตเขามีเจตนาเช่นนั้นจริงๆ แต่รับรอง ถ้าโทรศัพท์ไปถาม เขาไม่มีทางยอมรับหรอก เขาก็ต้องอ้างเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่จริงๆ จะออกแบบปากขวดให้เล็กหน่อย หรือเป็นจุกให้บีบออกมาได้ทีละน้อยก็ไม่จะยากเลย

ดูที่ภาพข้างบนสุดนะครับ นั่นคือปากขวดของซอสมะเขือเทศที่ผมบริโภคเมื่อวันก่อน ความกว้างของเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 2 ซม. เทพรวดเดียวไหลออกมาเยอะแยะ เซ็งเป็ดจริงๆ ซอสแดงเยิ้มไปหมด

ภาพต่อมา ข้างล่างโน่นเลย เห็นไหมครับ นี่คือขวดของ "มัสตาร์ด" เครื่องปรุงรสฉุนๆ ขึ้นจมูก อันนี้เป็นยี่ห้อของฝรั่งเขา จะเห็นได้ว่าเขาทำขวดเป็นหัวจุก ค่อยๆ บีบออกมาได้ ไม่ไหลเลอะเทอะให้น่ารำคาญใจ ไม่เสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ดังนั้น บริษัทที่ผลิต Ketchup กรุณาอย่าอ้างว่าคุณทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็ทำไมจะไม่ได้ล่ะ (วะ!!)

ถ้าจะทำเป็นขวดแก้วจริง คุณก็สามารถลดขนาดของปากขวดให้เล็กลงได้ พูดก็พูดเถอะ สมัยเด็กๆ ผมกินซอสมะเขือเทศ ปากขวดมันไม่เห็นใหญ่มหึมาขนาดนี้ มันก็ขนาดเท่ากับปากขวดน้ำธรรมดา จะไหลแรงหน่อยก็ยังไม่สิ้นเปลืองเหลือทิ้งมาก

คุณที่อ่านอาจจะรู้สึกว่าผมมาบ่นอะไรจุกจิก แต่ขอหน่อยเถอะครับ เขียนเรื่องใหญ่ๆ มาเยอะแล้ว วันนี้ขอบ่นเรื่องใกล้ตัวบ้าง เพราะผมไม่ชอบการเอาเปรียบผู้บริโภคในลักษณะของการ "ตอดเล็กตอดน้อย"

การทำฝาขวดใหญ่ๆ เพื่อให้คนเขาเทออกมาเยอะๆ แม้จะได้ผล ในแง่ที่ทำให้ซอสหมดเร็วขึ้น แต่มันทำให้ผู้บริโภคที่มีความภักดีต่อสินค้าของคุณ ต้อง "Feel Bad" ต้องรู้สึกว่า "I have made a mistake" ฉันได้ทำผิดพลาดไป ซึ่งเป็นความรู้สึกที่น่าหงุดหงิดมากๆ


คุณขึ้นราคาของ 3%-5% คนเขายังซื้อได้ มาตอดเล็กตอดน้อยแบบนี้ มันน่ารำคาญครับ ที่พูดนี่ไม่ได้ว่าบริษัทไหนโดยเฉพาะ เพราะมันเป็นอย่างนี้แทบทุกยี่ห้อ ทุกบริษัท


ทุกท่านรู้จักคุณ "ตัน ภาสกรนที" ใช่ไหมครับ ถามว่าเขาดังเพราะอะไร นอกจากความสู้ไม่ถอย ความสร้างสรรค์ไม่แพ้ใครแล้ว ที่เหนือกว่าคนอื่นคือคุณตัน "ใจถึง-กล้าให้"

นโยบายของคุณตันในการทำร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิคือ อย่า "เขียม" กับผู้บริโภค การกินบุฟเฟต์ที่โออิชิ แพงกว่าร้านอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ อย่างฟูจิ เซน ฯลฯ แน่นอน แต่คุณจ่ายแพงแล้วคุณได้กินของดีจริงๆ ไม่มีกั๊ก คนจึงไปต่อคิวกันยาวเหยียดตั้งแต่เปิดใหม่ๆ ทั้งที่มื้อนึงอย่างต่ำๆ ก็ต้องควัก 500 บาท

หรือรางวัล "ไปแต่ตัว ทัวร์ยกแก๊ง" นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเลย คุณตันเข้าใจความรู้สึกของผู้บริโภคว่า แต่ไหนแต่ไรมา พวกแจ็คพ็อตเที่ยวฟรีต่างๆ มักจะฟรีแต่ชื่อ ฟรีแค่ตั๋วเครื่องบิน แต่ต้องจ่ายค่าอื่นๆ อีกเพียบ ภาษีสนามบินบ้าง ค่าวีซ่าบ้าง

บางคนได้รางวัล "เที่ยวฟรี" แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าขึ้นเครื่องบินก็ต้องเสียเงินเป็นหมื่นๆ จึงมีคนที่ถึงกับสละสิทธิ์ไม่ไปก็มี เพราะเขาอาจจะไม่ได้อยากไปที่ๆ เป็นรางวัลให้ ต้องมาเสียเงินเป็นหมื่นๆ เพื่ออะไร?

ดังนั้น รางวัล "ไปแต่ตัว ทัวร์ยกแก๊ง" จึง "จ่ายให้หมด" ทุกอย่าง แถมให้พาแก๊งค์ไปได้อีก ก็เพราะคุณตันเข้าใจผู้บริโภคอีกว่า ใครมันจะอยากไปเที่ยวคนเดียว เขาย่อมต้องอยากให้เพื่อนฝูง ให้แฟน ให้ครอบครัวไปด้วย จึงจ่ายให้ทั้งแก๊งไปเลย

"โดน" ไหมครับ?



นี่ยังไม่พูดถึง "30 ฝา 30 ล้าน" ที่ใครเปิดเจอก็ได้ตังค์ไปเลยล้านนึง ไม่ต้องเขียนฉลากส่งชิงโชคให้เวิ่นเว้อ วุ่นวาย เพราะคุณตันรู้ใจคนไทยว่าใจร้อน ขี้เกียจรอ ซื้อแล้วได้ลุ้นทันทีดีกว่า มันได้ใจ

นี่แหล่ะครับ คือตัวอย่างของนักธุรกิจที่ออกแคมเปญจน์แต่ละอันได้ราวกับ "เข้าไปใจนั่งในใจของผู้บริโภค" ยังไงยังงั้น คิดอะไรโดนใจคนไปหมด และมันก็คือเหตุที่ทำให้เราทุกคนรู้จักคุณตันในวันนี้

เราคงเห็นพวกธุรกิจที่ "ใจไม่ถึง" จนชิน พวกโลว์คอสต์แอร์ไลน์นี่เห็นชัดๆ ออกโปรโมชั่นแต่ละตัวมา ฟังทีก็หูผึ่ง บอกค่าโดยสายลดแหลก 10 บาท บ้าง 100 บาท บ้าง แต่รวมค่าโน่นค่านี่แล้ว เกือบ 2,000 แล้วมันจะโฆษณาหาอะไรไม่ทราบ เอาแต่ฮือฮาอย่างเดียว เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ต่างอะไรกันนัก พวกนี้ควรดูคุณตันเป็นตัวอย่าง (เดี๋ยวนี้โดนด่ามากๆ เห็นว่าดีขึ้นแล้ว)

ผมว่าถ้าคุณตันไปบริหารสายการบิน รับรองมีอะไรมันส์กว่าที่พวกโลว์คอสต์เมืองไทยทำกันอยู่แน่นอน ไม่มีโปรโมชั่น "ใจป๊อด" ให้น่าหงุดหงิดด้วย

บ่นมาเสียยาว ขอสรุปเลยว่า ทำธุรกิจต้องใจถึง จึงจะยิ่งใหญ่ อย่า "ตอดเล็ก-ตอดน้อย" หาเศษหาเลยกับผู้บริโภค ได้นิดๆ หน่อยๆ ก็เอา ไม่คุ้มกันหรอก ของคุณดียังไงคนเขาก็ซื้อ ไปทำคนเขาเสียท่า เสียรู้ เขาก็เกลียดคุณ หลักง่ายๆ แค่นี้เองครับ!!
v
v
v
v
v
v