Saturday, January 30, 2010

Congratulations to New Graduates


เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เอแบคเพิ่งรับปริญญา ได้เห็นลูกศิษย์ที่สอนมากับมือในชุดครุย ปลื้มมากๆครับ ...

ประโยคต่อไปนี้ เคยเขียนในเฟซบุ๊คมาแล้วครั้งหนึ่ง อยากเขียนไว้ในบล็อกตัวเองอีกสักครั้ง ว่า..

"เคยถามตัวเองว่า เราเคยมีความรักแบบไม่หวังผลตอบแทนให้กับใครบ้างไหม จนมาวันหนึ่ง ได้เห็นลูกศิษย์ที่สอนมากับมือ ใส่ชุดครุยมาถ่ายรูปรับปริญญา จึงบอกกับตัวเองว่า ความรู้สึกแบบนั้นมันมีอยู่จริง ในใจเรา"

Congratulations to new graduates!!

Wednesday, January 27, 2010

ทำไมยาแก้ไข้ถึงไม่เป็นแคปซูล?


ท่านทั้งหลายเคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมยาแก้ไข้แก้ปวดที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ จึงมักจะเป็นเม็ดสีขาวๆ แพ็คอยู่ในซองยาวๆ ทำไมไม่เป็น "แคปซูล" เหมือนยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อบางชนิดบ้าง

กรณีศึกษาหนึ่ง ที่ผมให้ลูกศิษย์ได้เรียนกันมาตลอดทุกเทอมใน class วิชา crisis management ก็คือ case ที่ชื่อว่า "Tylenol Murders" หรือ "ฆาตกรรมไทลินอล"

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1982 เมื่อมีผู้เสียชีวิตใน ชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ โดยไม่ทราบสาเหตุจำนวน 3 คน ก่อนจะลามไปที่มลรัฐแมสซาจูเสตต์ รวมจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 คน

ต่อมาจึงพบว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 7 คน ล้วนแล้วแต่กินยาแก้ปวดยี่ห้อ "ไทลินอล" ที่คนทั่วโลกรู้จักและมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในอเมริกา ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ จำนวน 3 ใน 7 ซึ่งตายที่ชิคาโก้นั้น เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชาย อายุแค่ 7 ขวบ

เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะไทลินอล เป็นยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาที่คนอเมริกันและคนทั่วโลกคุ้นเคยกันที่สุด เป็นยาที่ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านทุกท่านต่างก็เคยกิน หรืออาจกินอยู่เป็นประจำ แต่วันหนึ่งกลับกลายเป็น "ยาพิษ" ฆ่าคนไปเสียฉิบ

บริษัท Johnson & Johnson ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ครั้งนั้นอย่างทันท่วงที ด้วยการเรียกยาทั้งหมดคืนจาก shelf ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยาที่ขายอยู่ในร้านขายยาหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งคาดว่ามีจำนวนถึง 31 ล้านขวด (ในเวลานั้นไทลินอลยังเป็นแคปซูลบรรจุใส่ขวด)

ที่สำคัญ เจแอนด์เจ ยังกล้าหาญพอที่จะลงประกาศในหนังสือพิมพ์กระแสหลักทุกฉบับ ให้ประชาชนอเมริกันหยุดกินไทลินอลทันที รวมราคาขายปลีกของยาที่เรียกคืน เป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดเป็นค่าเงินทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าจะมากมายสักเพียงไหน !!

แม้จะดำเนินการอย่างเร่งด่วนและแสดงความรับผิดชอบที่สุดแล้ว เหตุการณ์นี้ก็ยังทำให้ market share ของไทลินอลลดลงอย่างมาก จาก 30 กว่า % เหลือแค่ 8 % อย่างไรก็ตาม จากการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะโดยเปิดเผยและจริงใจ ทำให้ไทลินอลได้ส่วนแบ่งตลาดคืนมาอย่างรวดเร็ว และอยู่ยงคงกระพัน รักษาตำแหน่งที่ 1 มาได้จนถึงทุกวันนี้

กลับมาที่ case เดิม หลังจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐตรวจเช็คแล้วจึงพบว่า สารที่ทำให้ยาเม็ดไทลินอลฆ่าคนตายไปหลายคน ก็คือ "ไซยาไนท์" ซึ่งเป็นสารพิษที่มนุษย์กินไม่ได้เป็นอันขาด!!

ประเด็นนี้ ชี้ชัดอยู่ในตัวแล้วว่า นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดอย่างไม่ตั้งใจของบริษัท Johnson & Johnson อย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีบริษัทยาที่ไหน ใส่ไซยาไนท์ลงไปเป็นส่วนผสมหนึ่งในเม็ดยาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากใครๆก็รู้ว่าไซยาไนท์เป็นสารพิษที่มนุษย์คนไหนก็กินไม่ได้

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ต้องมีการ "จับยัด" กล่าวคือมี "ผู้ไม่หวังดี" เอาสารไซยาไนท์ ใส่ลงไปในเม็ดยา เนื่องจากในเวลานั้น ไทลินอลยังเป็น "แคปซูล" สามารถแยกปลอกออกและเอาสารอื่นใส่ลงไปได้ (ลองดูภาพทางซ้ายประกอบนะครับ)

เมื่อทราบว่าเป็นฝีมือผู้ไม่หวังดี ทางตำรวจจึงรีบควานหาตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน และแน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีการจับผู้ต้องสงสัยมาหลายคน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด

ทว่าในที่สุด ตำรวจก็สามารถจับผู้ต้องหาได้ เป็นชายวัยกลางคนชื่อนาย "เจมส์ ลูอิส" ซึ่งแม้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นคนร้ายที่เอาสารพิษยัดลงไปในเม็ดยา แต่จับได้ว่า หมอนี่เป็นคน "เขียนจดหมาย" เรียกเอาเงินจากบริษัท Johnson & Johnson เป็นจำนวนถึง 1 ล้านเหรียญ เพื่อแลกกับการ "Stop the Killing" หรือ "หยุดการฆาตกรรมหมู่" หลังจากมีคนตายในชิคาโก้ได้ไม่นาน

การเขียนจดหมายขู่เอาเงินนี้เอง ทำให้คนทั้งประเทศเชื่อว่านายลูอิสเป็นคนทำเรื่องทั้งหมด เป็นคนเดียวกับคนร้ายที่ก่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว


ในที่สุด เจมส์ ลูอิส ถูกจำคุกอยู่ถึง 12 ปีกว่า จากความผิดที่เขียนจดหมายขู่เอาเงิน แต่ไม่ใช่ความผิดฐานเจตนาฆ่าคนแต่อย่างใด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถพิสูจน์ความผิดในข้อหาดังกล่าวได้

ทุกวันนี้ ลูอิส ในวัย 63 ปี พ้นโทษออกจากคุกมาเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างน่าจะเป็นแค่อดีต เพราะเวลาผ่านมายาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ

แต่ที่เป็นที่ฮือฮาอีกครั้งจนผมต้องเอามาเล่าไว้ในที่นี้ ก็เพราะเมื่อต้นปี 2009 ที่ผ่านมา ทางการของรัฐอิลลินอยส์ ได้ตัดสินใจที่จะรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาใหม่

และเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ปี 2010 หรือไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจาะเลือด เพื่อเอา DNA ของนายลูอิสและภรรยา ไปเปรียบเทียบกับ DNA ที่ได้จากสารในตัวยา เพื่อหาการเชื่อมโยงกัน ว่าไอ้หมอนี่เป็นฆาตกรจริงหรือไม่

ไม่น่าเชื่อนะครับ คดีอายุเกือบ 30 ปี เขายังรื้อฟื้นขึ้นมาได้ นี่ถ้าพบว่านายคนนี้เป็นฆาตกรตัวจริงละก็ คงต้องกลับเข้าไปนอนในซังเตจนวันตายเป็นแน่แท้ ผมยังนึกถึงคดีอุกฉกรรจ์ในบ้านเราหลายคดี ที่ทางการส่อว่าจะแกล้งนั่งตีมึน รอให้เวลาล่วงเลยหมดอายุความไปเสียอย่างนั้น

เร็วๆนี้ นายลูอิสกำลังจะออกหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ POISON หรือแปลว่า "วางยา" เจ้าตัวบอกว่า เขายัง "โศกสลด" ต่อการตายของเหยื่อทุกคน แต่ยังคงปากแข็ง ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เป็นฆาตกร แม้ในทางการสืบสวน และในสายตาของประชาชน หมอนี่เป็นฆาตกรไปครึ่งค่อนตัวแล้ว

ลูอิสอ้างว่า หากเขาเป็นคนทำ คงไม่เขียนจดหมายโง่ๆให้ตัวเองไปติดกับเช่นนั้น อีกทั้งยังให้เหตุผลแหลมๆว่า "ผมบอกคุณได้ ว่าจูเลียส ซีซ่าร์ ตายอย่างไร แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมเป็นคนฆ่าเขา!!"

บทเรียนที่เราได้จากเรื่องราวอื้อฉาวนี้ก็คือ แม้คุณจะทำธุรกิจตามทำนองคลองธรรมอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งอาจมีผู้ไม่หวังดีกับบริษัทของคุณ ซึ่งคุณต้องแก้สถานการณ์อย่างเร่งด่วน และเหมาะสม แม้จะไม่ใช่ความผิดคุณ แต่หากไม่ทำอะไร หากเพิกเฉย ที่สุดแล้ว คุณจะต้องชดใช้กรรมที่คุณไม่ได้ก่ออย่างเลี่ยงไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อโลก อันเป็นผลจากโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นก็คือ ยาแก้ไข้ไทลินอล ได้เปลี่ยนจากแบบที่เป็น "แคปซูล" บรรจุขายอยู่ในขวด มาเป็นแบบ caplet คือเป็นเม็ดรีๆ ขาวๆ บรรจุในแพ็คยาวๆ และ seal ซ้ำถึง 3 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ใครยัดอะไรลงไปได้อีก ซึ่งบริษัทผลิตยาแก้ปวดอื่นๆก็พร้อมใจกันทำตามเป็นอย่างดี

และนั่นคือคำตอบว่า เหตุใดทุกวันนี้ ยาแก้ไข้ทุกยี่ห้อถึงไม่ทำเป็นแคปซูล


อธิบายภาพ :
ภาพบนสุด - ยาไทนินอล แบบ Extra-strengh ที่ J&J ออกมาใหม่ หลังเกิดวิกฤตไม่นาน
ภาพกลาง - ยาไทลินอลในอดีต เป็นแคปซูลบรรจุในขวด เปรียบเทียบให้เห็นวิธีการเอาสารพิษใส่ลงไป
ภาพล่าง - นายเจมส์ ลูอิส ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง

Thursday, January 21, 2010

คนเกิดเดือนอะไรได้เปรียบที่สุด?



เคยเล่าไปแล้ว ถึงหนังสือดีที่ชื่อ Outliers แต่ยังมีเรื่องราวอื่นๆที่ยังไม่ได้พูดถึง ขอเล่าต่อนะครับ

คราวที่แล้วผมสรุปให้ฟัง ผู้เขียนบอกว่า ไม่มีอัจฉริยะคนไหน เป็นเลิศได้โดยไม่ต้องอาศัยความพยายาม ความมานะบากบั่น ไม่ว่าจะเป็น บิล เกตส์, เดอะ บีทเทิลส์ หรือ แม้แต่ โมสาร์ต

จึงเป็นที่มาของ "กฏ 10,000 ชม." ซึ่งหมายถึง เก่งแค่ไหนก็ต้องฝึกต้องฝน มิเช่นนั้น พรสวรรค์ที่ติดตัวมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก

ทีนี้ นอกจาก "พรสวรรค์" กับ "การฝึกฝน" แล้ว ยังมีอะไรอีกไหม ที่ทำให้คนเป็น "Achiever" หรือ "คนที่ประสบความสำเร็จ" ได้?

คำตอบที่ได้ก็คือ การจะเป็น "คนเก่ง" ขนาดไหนนั้น เชื่อไหมว่า มันตัดสินกันไปเรียบร้อย ตั้งแต่ในช่วงปีแรกๆของชีวิต หรือช่วงที่เด็กเรียนอยู่ชั้น "ประถมต้น" นั่นเอง

ผู้เขียนบอกว่า เด็กที่โตขึ้นมาเป็น "คนเก่ง" คือเด็กที่มีพื้นฐานดี คำว่า "พื้นฐานดี" เกิดจากการได้รับการปฏิบัติอย่าง "พิเศษ" กว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน

ที่น่าสนใจมากๆคือ แม้เด็กในแต่ละชั้นปี เช่น เกรด 1, เกรด 2, เกรด 3, เกรด 4 (ป.1, ป.2, ป.3, ป.4) ต่างก็คละเคล้าไปด้วยเด็กที่เกิดต้นปี ไล่เรียงไปจนถึงปลายปี แต่เชื่อหรือไม่ว่า เด็กที่เกิดต้นปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างเดือน "มกราคม" ถึง "มีนาคม" มักจะได้รับการปฏิบัติ หรือดูแลเป็นพิเศษกว่าเด็กที่เกิดปลายปี!!

ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่ง เกิดเดือนมกราคม กับเด็กอีกคนหนึ่ง เกิดเดือนพฤศจิกายน เด็กทั้ง 2 คนเกิดห่างกันแค่ "10 เดือน" ระยะห่างแค่นี้ สำหรับผู้ใหญ่ แทบไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านความสามารถเลยแม้แต่น้อย

แต่สำหรับเด็กเล็กๆ อายุที่ต่างกัน 10 เดือน ถือได้ว่ามีผลอย่างยิ่ง

เด็กที่เกิดในเดือนมกราคม จะเรียนได้ดี เล่นกีฬาได้เด่น มีศักยภาพในด้านต่างๆเหนือกว่าเด็กที่เกิดเดือนพฤศจิกายนอยู่ในระดับหนึ่ง เนื่องจากได้เปรียบจากพัฒนาการทางร่างกายและสมอง ที่นำหน้าไปก่อนประมาณ 10 เดือน หรือ 300 วัน

[หากใครคิดว่าไม่มีผล ลองคำนวณดูนะครับ สมมุติว่าเด็ก ป.2 อายุ 7 ขวบ ตีเสียว่าเกิดมาบนโลกนี้แล้วประมาณ "84 เดือน" (7*12) ดังนั้น เด็กที่เกิดก่อน "10 เดือน" เท่ากับว่าจะได้เปรียบถึง 11% (10/84*100) เพราะเด็กในวัยนี้กำลัง "โตแข่งกัน" แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีผลเลยสำหรับผู้ใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งทั้งสมองและร่างกายไม่มีการเจริญเติบโตแล้ว เผลอๆยิ่งแก่จะยิ่งหัวช้า เสียเปรียบเอาด้วยซ้ำ]

ฟังดูไม่น่าจะใช่ปัญหาอะไร เพราะเด็กแต่ละคนก็โตขึ้นทุกวัน ยังไงๆก็น่าจะพัฒนาขึ้นได้เหมือนกัน แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ..

ศักยภาพที่แตกต่าง อันเกิดจากอายุที่ต่างกัน "10 เดือน" นี้เอง ทำให้เด็กทั้ง 2 คน ได้รับการปฏิบัติจาก "ครู" แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ!!


ที่ว่าแตกต่างก็คือ ในชั้นเรียนหนึ่งๆ เด็กที่เกิดต้นปีไล่ไปจนถึงปลายปี ต้องมาเรียนรวมกัน ดังนั้น เมื่อครูเห็นว่าเด็กที่เกิดในเดือนมกราคม มีศักยภาพที่เหนือกว่า ครูก็จะให้เวลากับเด็กกลุ่มนี้มากกว่า

มีเนื้อหาวิชาอะไรก็ติวให้เป็นพิเศษ มีประกวดอะไรก็ส่งไปประกวด มีแข่งอะไรก็ส่งไปแข่ง ทั้งนี้เพราะ "เห็นแวว" ว่าเป็นเด็กเก่ง จึงยิ่ง "ปั้น" ส่งเสริมสนับสนุนให้เก่งยิ่งๆขึ้นไป

ที่สุดแล้ว เด็กที่เกิดต้นปี จึงพัฒนาตัวเองไปอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งนับวัน ยิ่งเก่ง ยิ่งมั่นใจ

ส่วนหนูน้อยที่เกิดปลายปี ตัวก็เล็กกว่า วิชาการก็ยังสู้เด็กที่เกิดต้นปีไม่ได้ หลายครั้งหลายหนจึงได้รับความสนใจจากคุณครูน้อยกว่า จึงถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ

ดังนั้น จะเห็นได้เลยว่า ในช่วงต้นของชีวิต ความแตกต่างระหว่างเด็กที่เกิดต้นปีกับปลายปี ยังมีไม่มากนัก แต่เมื่อเด็กกลุ่มหนึ่ง ได้รับการพัฒนา ได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ที่สุดแล้ว Gap ที่ห่างอยู่เพียงนิดเดียว กลับกลายเป็นขยายมากขึ้นทุกทีๆ

ท้ายที่สุด เด็กกลุ่มแรก จึงกลายเป็น "เด็กเก่ง" ไปจริงๆ และเด็กกลุ่มหลัง จึงกลายเป็นเด็กที่อยู่ในค่าเฉลี่ย หรือซ้ำร้าย อาจกลายเป็น "เด็กอ่อน" ไปจริงๆเช่นกัน

คงไม่ต้องอธิบายต่อมั้งครับว่า เด็กกลุ่มไหน จะเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง และเด็กกลุ่มไหน จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งน้อยกว่า

ประเด็นนี้ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่เกิดต้นปี “สมองดี” หรือมี “พรสวรรค์” มากกว่าเด็กที่เกิดปลายปี หนังสือเล่มนี้แค่ชี้ให้เห็นว่าพวกเขา “ได้เปรียบ” เท่านั้น

ผมเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงมีปัญหา ลูกเรียนไม่ค่อยเก่ง อยากจะให้ซ้ำชั้น แต่ปัญหาก็คือ กลัวลูกจะอายเพื่อนที่ต้องเรียนช้า เพื่อนอยู่ ป.4 แล้ว ลูกเรายังอยู่ ป.3 สุดท้าย จึงยอมให้ถูลู่ถูกัง ให้ลูกเรียนได้ที่โหล่ อยู่ท้ายห้องไปเรื่อยๆ

ถ้ารู้เช่นนี้ ผมว่ายอมให้ซ้ำชั้นเสียยังดีกว่า หรือหากไม่อยากให้อายเพื่อน อาจใช้วิธีที่พ่อแม่หลายคนทำ คือให้ลูกย้ายโรงเรียนเสียเลย จะได้ซ้ำชั้นได้โดยไม่ต้องอายใคร

ในเรื่องการเรียน ยังมีความแตกต่างขนาดนี้ หากเป็นเรื่องที่ต้องใช้ร่างกายมากๆ อย่าง "กีฬา" ยิ่งเห็นได้ชัด

จากสถิติที่ผู้เขียนยกมายิ่งน่าตื่นตะลึง เชื่อไหมครับว่า นักฟุตบอลทีมชาติสาธารณรัฐเช็ค กว่า 1 ใน 3 เกิดในเดือนมกราคม และประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งทีม เกิดในช่วงสามเดือนแรกของปี คือ ม.ค. ถึง มี.ค.

เช่นเดียวกับกีฬาฮ็อคกี้ในแคนาดา นักฮ็อคกี้ที่อยู่ในลีกระดับ Elite คือลีกสูงสุด ล้วนแล้วแต่เกิดในช่วงต้นปีทั้งสิ้น

โดยสรุป ผมคิดว่า บทเรียนที่เราได้จากเรื่องนี้ คือ

1. ถ้าจะมีลูก ให้คลอดช่วงต้นปี หรืออย่างน้อยภายในกลางปี อาจได้เปรียบกว่าถ้าไปคลอดปลายปี (หมายถึง ถ้ายึดตามหลักของหนังสือเล่มนี้นะครับ ในความเป็นจริงจะมีผลมากน้อยขนาดไหนต้องไปศึกษาเพิ่มเติม)

2. ถ้าลูกเข้าโรงเรียน ให้ลูกเรียนช้า ดีกว่าเรียนเร็ว

3. ถ้าเราเป็นครูอาจารย์ จงปฏิบัติต่อเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม อย่าเพียงแค่ปั้นเด็กที่ "มีแวว" ให้เป็น "ดาว" แต่ต้องทำเด็กที่ “อ่อน” หรือเด็กที่อยู่ในค่าเฉลี่ย ให้ "ฉายแวว" ขึ้นมาเช่นกัน

4. วัยเด็กเป็นช่วงที่สำคัญยิ่ง และจะส่งผลต่อคนๆหนึ่งไปตลอดทั้งชีวิต ดังนั้น พ่อแม่ยิ่งมีเวลาให้ลูกมากเท่าไร ยิ่งดีมากเท่านั้น


ไม่รู้ว่าในเมืองไทยเรา หากลองสำรวจดู จะได้ผลออกมาเหมือนหรือต่างอย่างไร เด็กไทยที่เกิดต้นปี ได้เปรียบเด็กไทยที่เกิดปลายปีมากน้อยขนาดไหน

ทว่า อย่างที่บอกไปแล้ว คนจะเก่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมากมายหลายปัจจัย คงไม่ใช่แค่เกิดต้นปีหรือปลายปี แต่อยู่ที่คนๆนั้นมีความวิริยะอุตสาหะ กระตือรือร้นมากน้อยขนาดไหน หากไม่มานะพยายาม แม้จะได้รับโอกาสที่ดีเพียงใด ก็คงไปไม่ได้ไกล

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องราวเหล่านี้ ถือได้ว่าน่าสนใจจนมองข้ามไปไม่ได้จริงๆ

เอ่อ...ว่าแต่ คุณผู้อ่านคนเก่งของผม เกิดเดือนอะไรกันบ้างครับ?


[ขอบคุณภาพประกอบ ไม่ทราบแหล่งที่มา]

Wednesday, January 20, 2010

สถานีโทรทัศน์ ABAC Channel


ผม Copy บทความของคุณนิติภูมิ นวรัตน์ จากเว็บไซต์ของ นสพ.ไทยรัฐ วันพุธที่ 20 ม.ค. 2553 เกี่ยวกับเรื่องที่ "ติวเตอร์หมู" จะทำรายการออกอากาศทาง ABAC Channel มาให้อ่านกันนะครับ

อันว่า ABAC Channel นี้ ผมยังไม่รู้รายละเอียดอะไรกับเขาเท่าไรนัก รู้แต่ว่าทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่ผมทำงานอยู่ กำลังจะทำช่องโทรทัศน์ของตัวเอง เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาให้อ่านกันครับ


------------------

1 มิถุนายน 2539 นิติภูมิเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค เป็นวันแรก วิชาที่ผมรับผิดชอบก็คือ การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ หรือ BP 4916

16 พฤศจิกายน 2542 ผมก็ได้รับประกาศนียบัตรจากนายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ด้วยรางวัลอาจารย์ดีเด่นด้านผู้อุทิศตนให้มหาวิทยาลัยฯ ในโอกาสครบรอบ 30 ปี การก่อตั้งคณะบริหาร ธุรกิจ ม.อัสสัมชัญ

9 สิงหาคม 2546 นิติภูมิเป็นผู้อำนวยการสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา คณะบริหารธุรกิจ ม.อัสสัมชัญ และได้รับการต่อสัญญามาจนถึงปัจจุบันเป็นสมัยที่ 3 ก็เป็นเวลามากกว่า 14 ปีแล้วครับ ที่ผมรับใช้มหาวิทยาลัยฯมา

ผู้อ่านท่านผู้เจริญ โอกาสครบรอบ 40 ปีของการก่อตั้งคณะบริหารธุรกิจ ม.อัสสัมชัญ ตั้งแต่จันทร์ 1 กุมภาพันธ์ 2553 นี้เป็นต้นไป ม.อัสสัมชัญจะเริ่มแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ABAC Channel หรือเอแบคแชนเนล

ภารดาประทีป มาร์ติน โกมลมาศ อธิการบดีกิตติคุณ ภารดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย อยากจะให้มีอะไรใหม่ๆ ในวงการการศึกษาของไทยและของโลก ไม่ใช่นักศึกษาเห็นแต่กระดานและหลังอาจารย์ องค์ความรู้ของทุกแผนกทุกคณะในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจะถูกถ่ายทอดและแพร่ภาพรับใช้ในรายการของสถานีเอแบคแชนเนลใน
รูปแบบต่างๆ

นิติภูมิในฐานะผู้อำนวยการสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา ก็จะต้องมีรายการของตัวเองทุกวันเหมือนกัน จันทร์ถึงอาทิตย์ ทำกันเต็มที่สัปดาห์ละ 7 วัน เวลา 20.00-21.00 น. ในรายการ Dr.Nitipoom @ the Crossroads หากแปลเป็นไทยก็คงจะได้ในทำนอง "ดร.นิติภูมิ ณ ทางแยก" ซึ่งผมยังหาชื่อภาษาไทยที่เหมาะสมยังไม่ได้ ท่านใดนึกออกช่วยบอกด้วยนะครับ

รายการของผมก็จะเกี่ยวดองหนองยุ่งกับเรื่องต่างประเทศและในประเทศ ขณะนี้ผมมีทรัพยากรภาพที่ไปถ่ายสะสมไว้ทั่วโลกประมาณ 5,000 ม้วน แต่เวลาของผมในสถานีโทรทัศน์ช่องฟรีทีวีมีจำกัดและอยู่ค่อนข้างดึกและเช้ามาก

ทุกวันนี้มีอีเมล์มาต่อว่านิติภูมิ ว่าเยาวชนคนไทยไม่ได้ดูสารคดีที่มองโลกโดยสายตาของคนไทย ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ไป สมใจ ท่านแล้วละครับ ผมจะตั้งใจทำรายการนี้เพื่อรับใช้สังคมไทยให้ดีที่สุด

ก่อนจะเขียนคอลัมน์วันนี้ นิติภูมิไปเยี่ยมชมอาคารและเครื่องไม้ เครื่องมือที่จะใช้ทำสถานีโทรทัศน์เอแบคแชนเนล ปรากฏว่าพรั่งพร้อมครบครัน สมบูรณ์ที่สุดทุกอย่าง ม.อัสสัมชัญลงทุนไปแล้วมากกว่า 800 ล้านบาท เฉพาะสตูดิโออย่างเดียว สร้างเสร็จแล้วครับ ใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เครื่องมือทุกชิ้นทุกประเภทเป็นไฮเดฟินิฌอัน (High Definition) เป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในโลกปัจจุบัน

ผมดูจากเครื่องไม้เครื่องมือและคณาจารย์แล้ว นิติภูมิขอเรียนยืนยันว่า คณะนิเทศศาสตร์ หรือ ABAC School of Communication Arts นั้น สมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขอถือโอกาสนี้เชิญผู้อ่านท่านที่เคารพและผู้สนใจไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเอแบคแชนเนลที่สวนอีเดน เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ จัดแถลงข่าวกันบริเวณหน้าลิฟต์แก้ว เวลา 13.30-17.00 น. ของจันทร์วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 แฮ่ๆ และในราตรีนั้นนั่นเอง ท่านก็จะได้รับชมรายการใหม่ของนิติภูมิ ด้วยครับ

เอแบคแชนเนลแพร่ภาพด้วยระบบ KU Band จานเล็ก ผู้อ่านท่านสามารถดูได้จากจาน DTV เดี๋ยวนี้สถานีโทรทัศน์เคเบิลท้องถิ่น ก็ดูดรายการของช่องดาวเทียมไปแพร่ภาพกันแทบทุกแห่ง ผู้อ่านท่านจึงสามารถรับชมได้จากสถานีโทรทัศน์เคเบิลท้องถิ่นก็ได้ เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหน มีผู้คนเข้ามาทักพร้อมแจ้งว่าเพิ่งดูคุณมาเมื่อคืนนี่เอง อันนี้มาจากสถานีโทรทัศน์เคเบิลท้องถิ่นนำรายการของผมที่เคยแพร่ภาพไปแล้วระหว่าง พ.ศ.2544-2553 จำนวนหลายร้อยเรื่องมาฉายซ้ำๆทางช่องของตัวเอง รายการพวกนี้มีประโยชน์สำหรับเยาวชน ผมไม่หวงดอกครับ

ปัจจุบันทุกวันนี้ รัฐบาลของหลายประเทศให้ประชาชนคนของตนเองรับความรู้ความบันเทิงผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งแต่ละประเทศมีเป็นร้อยๆช่อง บางประเทศรัฐบาลมีงบประมาณก้อนใหญ่ซื้อจานดาวเทียมให้ประชาชนคนของตัว อันนี้เป็นการให้การศึกษานอกระบบแก่ประชาชนอย่างคุ้มค่าสมราคาที่สุด ผมก็หวังว่ารัฐบาลไทยจะใช้งบประมาณสักก้อนหนึ่งจัดจานดาวเทียวให้กับประชาชนคนไทยของเราให้ได้รับความรู้ความบันเทิงกันทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี่นะครับ

Sunday, January 10, 2010

"เข้าเป็นต้องออกให้เป็น" ข้อคิดจากแฟนพันธุ์แท้กล้องถ่ายรูป


เมื่อวันก่อน ผมกับเพื่อนๆกลุ่ม "แฟนพันธุ์แท้ 2008" นัดทานข้าวกลางวันกันแบบกระทันหัน หลังจากพยายามนัดหลายครั้งแต่ก็คลาดกันไปคลาดกันมาหลายหน

เพื่อนกลุ่มนี้ ประกอบด้วย "พี่เด่น จักรา" แฟนพันธุ์แท้โจวซิงฉือ เพลย์บอยหนุ่มแห่งบริษัททรูวิชั่นส์, "แบงค์ ไพเชษฐ์" แฟนพันธุ์แท้เซนต์เซย่า โบรกเกอร์หนุ่มจาก บล.กิมเอ็ง, ตัวผมเอง และสุดท้ายคือ "พี่มด มนตรี" แฟนพันธุ์แท้กล้องถ่ายรูป พี่ใหญ่ของพวกเรา

พี่มดคนนี้ เป็นพี่ที่ผมรักและเคารพที่สุดคนหนึ่งในบรรดาแฟนพันธุ์แท้ด้วยกัน เหตุเพราะความนิสัยดี ใจกว้าง ใจถึง บวกด้วยความสามารถ ไม่ใช่แค่ในฐานะของ "ช่างภาพมือฉมัง" แต่ยังเป็นเจ้าของและผู้บริหาร Fotofile Group ร้านขายอุปกรณ์ถ่ายภาพอันดับต้นๆของเมืองไทย เป็นคนที่สามารถแปลงความรักและความถนัดของตัวเองเป็นธุรกิจจนประสบความสำเร็จอย่างสูง

ผมในฐานะเด็กคนหนึ่งที่อยากให้ธุรกิจของตัวเองเติบโตขึ้นไปมากๆ จึงขอความรู้ ขอแบ่งปันประสบการณ์ด้านธุรกิจจากพี่เขาเสมอแทบทุกครั้งที่ได้พบกัน

เจอกันคราวนี้ ผมถามพี่มดว่า ธุรกิจช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง พี่มดตอบอย่างไม่ลังเลว่า ยังไปได้สวยเช่นเคย ปีนี้กำไรโตประมาณ 15% และมองว่าจะเติบโตต่อไปได้อีกประมาณ 3 ปี

พี่มดเล่าต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้ มีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยี ต้องการซื้อกิจการของแกด้วยมูลค่า "หลายร้อยล้านบาท" สูงกว่ามูลค่าประเมินปัจจุบันอยู่หลายเท่า แต่แกก็ยังไม่พร้อมจะขาย เพราะมองว่าธุรกิจของตัวเองยังโตได้มากอยู่ จะให้ขายธุรกิจที่ปลุกปั้นมากับมือในช่วงที่ยังไม่ทันถึงจุดสูงสุด ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันหนึ่ง วันที่ธุรกิจของแกเติบโตจนถึงจุดที่ไม่สามารถโตได้อีกด้วยศักยภาพของตัวมันเอง นั่นอาจเป็นเวลาที่ต้องยอมให้บริษัทขนาดใหญ่มาเทคโอเวอร์ไป เพื่อไป Fly Higher ในอีกระดับ ซึ่งก็คงอีกไม่นาน

และถึงเวลานั้น มูลค่าที่ซื้อขายกัน อาจพุ่งสูงถึงเลข "สิบหลัก"


ฟังแล้วยอมรับเลยว่า พี่แก "อ่านขาด" และ "มองการณ์ไกล" จริงๆ

ผมเคยคุยกับเจ้าของธุรกิจมาหลายระดับ บางคนกำลังมุ่งมั่นปลุกปั้นกิจการของตัวเองให้เติบโต บางคนยังไม่มีธุรกิจ แต่ก็หวังจะได้เป็นเจ้าของกิจการในเร็ววัน

แต่สำหรับลูกพี่ของผมคนนี้ อยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ทำธุรกิจมาหลายสิบปี ถึงวันนี้กำลังมองข้ามช็อต หา "บันไดลง" ออกจากธุรกิจให้สวย

ได้ฟังเรื่องของพี่มด ผมนึกถึงกรณีคุณ "ตัน ภาสกรนที" ที่ขายธุรกิจเครือโออิชิไปให้กับ "ไทยเบฟเวอเรจ" ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นเงินประมาณ "3,000 ล้านบาท" ซึ่งถือเป็นมูลค่ามหาศาล

ถือเป็นตัวอย่างของการ "ลง" อย่างสวยงาม หลังจากเสกสรรปั้นแต่งกิจการของตนมาถึงจุด prime แล้ว

โดยธรรมชาติแล้ว ธุรกิจของใคร ใครก็รัก เพราะทำมากะมือ สร้างมาด้วยใจ เปรียบเสมือนลูกในใส้คนหนึ่ง

แต่ถ้ากอดลูกไว้แน่นเกิน ไม่ยอมปล่อยออกไปผจญโลกกว้างเสียที ผลลัพธ์ที่ได้อาจต้องเป็นการนั่งดูลูกรักของตัวเองพลาดโอกาสงามๆ แทนที่จะได้ไปแสวงหาเงินทองและโอกาสขั้นสูงขึ้นไป

ธุรกิจก็เหมือนกับชีวิตคนเรา เมื่อ "ขึ้น" ถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องหาทาง "ลง" ให้เป็น

เจ้าของธุรกิจก็เหมือนกับ "นักฟุตบอล" ที่ต้องเลือกเวลา "แขวนสตั๊ด" ให้เหมาะเหม็ง

ไม่ "เร็วไป" จนพลาดโอกาสงามๆ เหมือน "เอริค คันโตน่า"

ไม่ "ช้าไป" จนต้องลดระดับ ไปเล่นกับทีมเล็กๆ เหมือน "ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล"

ไม่ว่าเรื่องอะไร เมื่อ "เข้า" ได้ ก็ต้อง "ออก" ให้เป็น ทำมาตั้งนาน ถ้าจบไม่สวย ความถดถอยในช่วงท้าย อาจไปกลบความยิ่งใหญ่ที่เพียรสร้างมาอย่างน่าเสียดายครับ!!

Friday, January 8, 2010

Bodyguards & Assassins หนังที่คนไทย "ควรดู"


ก่อนหน้านี้มีหนังไทยฟอร์มยักษ์บางเรื่อง ทุ่มทุนสร้างมหาศาล โฆษณาว่าคนไทย "ต้องดู"

ผมได้ยินคำว่า "ต้องดู" แล้ว รู้สึกตะหงิดๆทุกครั้ง เหมือนโดนบังคับยังไงยังงั้น

จริงๆแล้ว เกิดเป็นคนไทยนี่ เราโดนบังคับอยู่หลายเรื่องนะครับ "ต้อง" นั่น "ต้อง" นี่ อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเรื่องละเอียดอ่อนอย่างอารมณ์ความรู้สึก คนไทยก็ยังเอามาบังคับกันได้

พอมาเจอประโยค "หนังที่คนไทยต้องดู" ผมเลยไม่ค่อยชอบเท่าไร มิหนำซ้ำ พอไปดูเข้าจริงๆ ก็ไม่เห็นรู้สึกว่าจะ "ต้องดู" ตรงไหนเลย

ยังนึกอยู่ในใจว่า สรุปแล้ว ผม "ต้องดู" เพราะคุณลงทุนไปเยอะ หรือผม "ต้องดู" เพราะผมเป็นคนไทย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังไม่เห็นความจำเป็นว่าจะ "ต้องดู" อยู่ดี!!

ทีนี้ เมื่อวันก่อน ผมได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่หนังไทย เป็นหนังจีน ซึ่งผมคิดว่าคนไทย "ควรดู" เป็นอย่างมาก

นั่นคือเรื่อง "Bodyguards & Assassins" ชื่อไทยว่า "ห้าพยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น"


หนังเป็นเรื่องราวขณะที่ ดร.ซุนยัดเซ็น วีรบุรุษนักปฏิวัติแห่งแผ่นดินจีน เดินทางจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มาถึงเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพื่อร่วมวางแผนกับคณะปฏิวัติ

โดยตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 3 ปี จะปลดแอกคนจีนจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ นำประชาธิปไตยมาสู่แผ่นดินจีนให้ได้!!


เมื่อได้ข่าวว่า ดร.ซุน จะมา "ซูสีไทเฮา" นางพญาผู้กุมอำนาจในประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงได้สั่งเก็บคุณหมอนักปฏิวัติอย่างเร่งด่วน อย่าให้ได้มีชีวิตรอดจากแผ่นดินแม่

จึงเป็นที่มาของอาสาสมัครมากมาย ที่ร่วมกันพิทักษ์ความปลอดภัยให้กับบุรุษพลิกแผ่นดินผู้นี้ เด็กหนุ่มเหล่านี้ยอมหลั่งเลือดพลีชีวิตเพื่อคุ้มกันบุคคลสำคัญที่สุดของประชาชนผู้โหยหาเสรีภาพ ในช่วงเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้ ดร.ซุนกับตัวแทนคณะปฏิวัติจากทั่วประเทศประชุมวางแผนกันให้สำเร็จเรียบร้อย

คุณครูผู้เป็นตัวจักรสำคัญ กล่าวกับ "นักฆ่า" (หูจวิน) มือปราบแห่งราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขาเอง ถึงเหตุผลที่ต้องนำเอาแนวคิดเสรีประชาธิปไตยจากเมืองนอกมาปลดแอกแผ่นดินมังกรว่า

"ตะวันตกสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ในแผ่นดินจีน XXXยังมีอภิสิทธิ์เหนือคนทั่วไป"

ดูแล้วจะได้เห็น กว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยนั้น มีผู้คนมากมายเท่าไรที่ต้องเสียสละ หลั่งเลือดทาแผ่นดิน ปลดปล่อยประชาชนจากความอดอยากแร้นแค้น ถูกรีดนาทาเร้น ขณะที่คนบางกลุ่มยังเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองกองอำนาจ

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1907 ถัดจากนั้น 3 ปีกว่าๆ ในการ "ปฏิวัติซินไฮ่" พ.ศ. 1911 ฝ่ายกบฏก็สามารถโค่นล้มราชวงศ์ชิง สร้างจีนใหม่ขึ้นมาได้ในที่สุด

ที่ก้องอยู่ในหู คงเป็นคำพูดของ ดร.ซุน เมื่อครั้งที่แม่ของท่านถามว่า "เป็นหมอก็ช่วยคนได้ เหตุใดจึงต้องเลือกช่วยคนด้วยหนทางที่ยากลำบากเช่นนี้ด้วย?"

ดร.ซุนตอบแม่ว่า..."เป็นหมอ ช่วยคนได้แค่หยิบมือเดียว แต่การปฏิวัติ จะปลดปล่อยผู้คนได้ทั้งแผ่นดิน"

หนักแน่น มั่นคง ลึกซึ้ง มันส์สะใจ "ไม่ต้องดู" แต่ "ควรดู" ครับ!!



Tuesday, January 5, 2010

"Outliers" อะไรทำให้เป็นยอดคน?


ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเรื่อง "Outliers" หลังจากหนังสือเล่มนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านไทย ตั้งแต่สำนักพิมพ์มติชนเอามาแปล

ไม่ได้อ่านฉบับแปลนะครับ อ่านฉบับภาษาอังกฤษเลย ราคาต่างกันไม่มากนัก แถมเขาเพิ่ง reprint ออกมาเป็นเล่มเล็กๆ พกพาสะดวกเหมาะมือมาก

ต้องยอมรับว่า "Malcolm Gladwell" นี่ เป็นนักเขียนที่โดดเด่นจริงๆ ตั้งแต่ "The Tipping Point" จนถึง "Blink" (เล่มนี้ผมยังไม่ได้อ่าน) และมาถึง "Outliers" ที่ว่าเด่นก็เพราะหนังสือของเขาไม่เคยมั่วนิ่ม แต่จะมาพร้อม fact เป็นข้อมูลและสถิติใหม่ๆอยู่เสมอ

คำว่า Outliers ในความหมายของ malcolm หมายถึง กลุ่มคนที่โดดเด่นเหนือมาตรฐาน อยู่เหนือกว่าเส้นที่เป็นค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆก็คือ คนที่ "เก่ง" และ "เหนือชั้น" กว่าคนอื่น!!

Malcolm บอกว่า คนจะเก่งหรือไม่เก่ง ขึ้นอยู่กับ "พรสวรรค์" แค่ส่วนหนึ่ง โดยยกตัวอย่างบุคคลสำคัญของโลกในด้านต่างๆหลายคนที่เรารู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น "โมสาร์ท" "เดอะ บีทเทิลส์" หรือ "บิล เกตส์"

เราคงไม่ปฏิเสธว่าโมสาร์ทมีพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่เกิด สามารถแต่งเพลงได้ตั้งแต่ 6 ขวบ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ก็คือว่า เพลงที่โมสาร์ทแต่งในช่วงแรกๆของชีวิต ไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก หลายๆเพลงเป็นการเอาโน้ตที่พ่อของเขาแต่งไว้มาเรียงร้อยกัน

หลายคนบอกว่า เพลงเจ๋งๆของโมสาร์ท ต้องเป็นเพลงที่เขาแต่งตั้งแต่อายุ 21 ปีเป็นต้นไป หรือพูดง่ายๆก็คือ เพลงที่แต่งตอนโมสาร์ทเป็น "ผู้ใหญ่" แล้ว

(เรื่องเพลงคลาสสิคนี่ผมรู้แค่ตื้นเขิน คุณบัณฑิต อึ้งรังษี เคยบอกไว้ว่า เพลงของโมสาร์ทไพเราะทุกเพลง ตกลงผมเลยไม่แน่ใจว่ามีเพลงที่ไม่ไพเราะบ้างไหม ใครทราบช่วยให้ความกระจ่างบ้างก็ดีครับ)

ประเด็นที่ผู้เขียนจะบอกก็คือ กว่า โมสาร์ท จะเก่งได้ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่ต่างจากคนทั่วไป


เช่นเดียวกับ บิลล์ เกตส์ กว่าเขาจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลก ตอนหนุ่มๆเขาต้องขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดยักษ์ นับเดือนนับปี ไม่ใช่อยู่ๆก็ฉลาดเอง ดร็อปเรียนจากฮาร์วาร์ด มาตั้งบริษัทไมโครซอฟท์จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้หน้าตาเฉย

หรืออย่างวง "สี่เต่าทอง" ที่ดังและเก่งขนาดนี้ เกิดจากการที่พวกเขาไปเล่นดนตรีในไนท์คลับที่ฮัมบูร์ก เยอรมนี เป็นการเล่นอย่างต่อเนื่อง วันละไม่ต่ำกว่า 6 ชม. สัปดาห์ละ 7 วัน รวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 ชั่วโมง ทั้งที่ค่าจ้างก็ไม่ได้ดีอะไร แต่เป็นเพราะมีคนท้องถิ่นติดตามชื่นชอบพวกเขา ทำให้คนหนุ่มกลุ่มนี้ไม่ยอมเลิก ยังคงเล่นดนตรีต่อไปด้วยความทรหด ฝึกฝนการ entertain คนดูจากที่นั่น

ในที่สุด "จอห์น เลนนอน และคณะ" นำประสบการณ์จากฮัมบูร์กกลับมาอเมริกา และกลายเป็นตำนานวงดนตรีโลกอย่างที่เรารู้จักกัน

ผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่า "The 10,000 Hour Effect" หรือ "ปรากฏการณ์หนึ่งหมื่นชั่วโมง" สรุปได้ว่า "การฝึกฝน" เป็นที่มาของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหน หากไม่ขยันหมั่นเพียร ก็ไม่อาจก้าวขึ้นมาอยู่เหนือคนได้

"พรสวรรค์" นั้น เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะทำให้คนๆหนึ่ง กลายเป็น "ยอดคน" แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ คนจะเป็น "ที่หนึ่ง" ได้ ต้องฝึกซ้อม ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

เหมือนที่ "บิล เกตส์" เล่นคอมพิวเตอร์นับสิบๆปี

เหมือนที่ "โมสาร์ท" ซ้อมเปียโนแทนการกินข้าวตั้งแต่เด็กจนโต

เหมือนที่ "เดอะ บีทเทิลส์" ตรากตรำเล่นดนตรีในไนท์คลับที่ฮัมบูร์กกว่าหนึ่งหมื่นชั่วโมง

และเหมือนที่ บัณฑิต อึ้งรังษี คอนดักเตอร์ไทยชื่อก้องโลกเคยพูดไว้ ต้อง "ซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม"

หลายครั้งหลายหน เรามองคนที่ "จุดสูงสุด" แล้วบอกว่า ที่เขาเป็นเช่นนั้นได้ เป็นเพราะ "ของขวัญจากพระเจ้า" ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

หารู้ไม่ สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ "ความซื่อสัตย์" ต่อความต้องการของตัวเอง "ความซื่อตรง" ต่อสิ่งที่รัก

ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เดินตามกระแสสังคม!!

บิล เกตส์ กล้าเดินออกจาก Business School ที่ดีที่สุดในโลก นั่นจึงทำให้เขามีวันนี้

แล้วคุณล่ะครับ กล้าหันหลังให้กับสิ่งที่ "ไม่ใช่ตัวคุณ" หรือยัง?!!


ถ้าคำตอบคือ "ยัง" จงทำมันเสียตั้งแต่วันนี้

หันหลังให้กับสิ่งที่คุณไม่ชอบ อย่าเสียเวลากับมัน แล้วไปทุ่มเทกับสิ่งที่คุณรัก

หา "ความถนัด" ของคุณให้เจอ แล้วเต็มที่กับมัน อย่าให้อะไรมาขวางทาง

เวลาของคนเรามีจำกัด อย่ารอให้ถึงวันหนึ่ง ที่คุณได้แต่มองย้อนกลับมา

แล้วต้องเสียใจที่ไม่ได้ทำสิ่งที่คุณเกิดมาเพื่อทำมัน..

เสียใจ ที่ได้ทิ้งโอกาสที่จะเป็น "ยอดคน"!!