Sunday, January 10, 2010

"เข้าเป็นต้องออกให้เป็น" ข้อคิดจากแฟนพันธุ์แท้กล้องถ่ายรูป


เมื่อวันก่อน ผมกับเพื่อนๆกลุ่ม "แฟนพันธุ์แท้ 2008" นัดทานข้าวกลางวันกันแบบกระทันหัน หลังจากพยายามนัดหลายครั้งแต่ก็คลาดกันไปคลาดกันมาหลายหน

เพื่อนกลุ่มนี้ ประกอบด้วย "พี่เด่น จักรา" แฟนพันธุ์แท้โจวซิงฉือ เพลย์บอยหนุ่มแห่งบริษัททรูวิชั่นส์, "แบงค์ ไพเชษฐ์" แฟนพันธุ์แท้เซนต์เซย่า โบรกเกอร์หนุ่มจาก บล.กิมเอ็ง, ตัวผมเอง และสุดท้ายคือ "พี่มด มนตรี" แฟนพันธุ์แท้กล้องถ่ายรูป พี่ใหญ่ของพวกเรา

พี่มดคนนี้ เป็นพี่ที่ผมรักและเคารพที่สุดคนหนึ่งในบรรดาแฟนพันธุ์แท้ด้วยกัน เหตุเพราะความนิสัยดี ใจกว้าง ใจถึง บวกด้วยความสามารถ ไม่ใช่แค่ในฐานะของ "ช่างภาพมือฉมัง" แต่ยังเป็นเจ้าของและผู้บริหาร Fotofile Group ร้านขายอุปกรณ์ถ่ายภาพอันดับต้นๆของเมืองไทย เป็นคนที่สามารถแปลงความรักและความถนัดของตัวเองเป็นธุรกิจจนประสบความสำเร็จอย่างสูง

ผมในฐานะเด็กคนหนึ่งที่อยากให้ธุรกิจของตัวเองเติบโตขึ้นไปมากๆ จึงขอความรู้ ขอแบ่งปันประสบการณ์ด้านธุรกิจจากพี่เขาเสมอแทบทุกครั้งที่ได้พบกัน

เจอกันคราวนี้ ผมถามพี่มดว่า ธุรกิจช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง พี่มดตอบอย่างไม่ลังเลว่า ยังไปได้สวยเช่นเคย ปีนี้กำไรโตประมาณ 15% และมองว่าจะเติบโตต่อไปได้อีกประมาณ 3 ปี

พี่มดเล่าต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้ มีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยี ต้องการซื้อกิจการของแกด้วยมูลค่า "หลายร้อยล้านบาท" สูงกว่ามูลค่าประเมินปัจจุบันอยู่หลายเท่า แต่แกก็ยังไม่พร้อมจะขาย เพราะมองว่าธุรกิจของตัวเองยังโตได้มากอยู่ จะให้ขายธุรกิจที่ปลุกปั้นมากับมือในช่วงที่ยังไม่ทันถึงจุดสูงสุด ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันหนึ่ง วันที่ธุรกิจของแกเติบโตจนถึงจุดที่ไม่สามารถโตได้อีกด้วยศักยภาพของตัวมันเอง นั่นอาจเป็นเวลาที่ต้องยอมให้บริษัทขนาดใหญ่มาเทคโอเวอร์ไป เพื่อไป Fly Higher ในอีกระดับ ซึ่งก็คงอีกไม่นาน

และถึงเวลานั้น มูลค่าที่ซื้อขายกัน อาจพุ่งสูงถึงเลข "สิบหลัก"


ฟังแล้วยอมรับเลยว่า พี่แก "อ่านขาด" และ "มองการณ์ไกล" จริงๆ

ผมเคยคุยกับเจ้าของธุรกิจมาหลายระดับ บางคนกำลังมุ่งมั่นปลุกปั้นกิจการของตัวเองให้เติบโต บางคนยังไม่มีธุรกิจ แต่ก็หวังจะได้เป็นเจ้าของกิจการในเร็ววัน

แต่สำหรับลูกพี่ของผมคนนี้ อยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ทำธุรกิจมาหลายสิบปี ถึงวันนี้กำลังมองข้ามช็อต หา "บันไดลง" ออกจากธุรกิจให้สวย

ได้ฟังเรื่องของพี่มด ผมนึกถึงกรณีคุณ "ตัน ภาสกรนที" ที่ขายธุรกิจเครือโออิชิไปให้กับ "ไทยเบฟเวอเรจ" ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นเงินประมาณ "3,000 ล้านบาท" ซึ่งถือเป็นมูลค่ามหาศาล

ถือเป็นตัวอย่างของการ "ลง" อย่างสวยงาม หลังจากเสกสรรปั้นแต่งกิจการของตนมาถึงจุด prime แล้ว

โดยธรรมชาติแล้ว ธุรกิจของใคร ใครก็รัก เพราะทำมากะมือ สร้างมาด้วยใจ เปรียบเสมือนลูกในใส้คนหนึ่ง

แต่ถ้ากอดลูกไว้แน่นเกิน ไม่ยอมปล่อยออกไปผจญโลกกว้างเสียที ผลลัพธ์ที่ได้อาจต้องเป็นการนั่งดูลูกรักของตัวเองพลาดโอกาสงามๆ แทนที่จะได้ไปแสวงหาเงินทองและโอกาสขั้นสูงขึ้นไป

ธุรกิจก็เหมือนกับชีวิตคนเรา เมื่อ "ขึ้น" ถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องหาทาง "ลง" ให้เป็น

เจ้าของธุรกิจก็เหมือนกับ "นักฟุตบอล" ที่ต้องเลือกเวลา "แขวนสตั๊ด" ให้เหมาะเหม็ง

ไม่ "เร็วไป" จนพลาดโอกาสงามๆ เหมือน "เอริค คันโตน่า"

ไม่ "ช้าไป" จนต้องลดระดับ ไปเล่นกับทีมเล็กๆ เหมือน "ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล"

ไม่ว่าเรื่องอะไร เมื่อ "เข้า" ได้ ก็ต้อง "ออก" ให้เป็น ทำมาตั้งนาน ถ้าจบไม่สวย ความถดถอยในช่วงท้าย อาจไปกลบความยิ่งใหญ่ที่เพียรสร้างมาอย่างน่าเสียดายครับ!!

4 comments:

  1. ขอบคุณคร้าบบบ คุณเบิร์ดๆ

    ReplyDelete
  2. เข้ามาอ่านทุกวันครับ เห็นด้วยนะ เอาความรัก มาดัดแปลงให้เลี้ยงตัวเองได้ แต่ความรัก ของผม มันไม่อิงธุรกิจเลยครับ เลยต้องวัดใจกันว่าจะยาวแค่ใหน

    อยากปรึกษาครูอาทเรื่องเขียนหนังสือ ติดต่อทางใหนดี

    ReplyDelete
  3. อืมมม

    จะมีสำนักพิมพ์บางแห่งที่เค้าเปิดให้นักเขียนหน้าใหม่เสนอผลงานเข้าไปนะครับ ลองเขียนก่อน แล้วส่งต้นฉบับให้เค้าพิจารณาก็ได้ครับ ผมลองค้นดูให้ ไปที่ www.busy-day.com

    แต่ถ้าเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ จะไม่ค่อยพิมพ์ให้ใครง่ายๆ ยกเว้นจะเป็นคนที่มีชื่อเสียง หรือเป็นนักเขียนที่มีชื่อระดับหนึ่งแล้ว

    วิธีทีที่ทำได้แน่ๆ คือลงทุนเอง แต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเอง และต้องดูแลเองทั้งหมด แต่ถ้าเขียนหนังสือเก่ง มั่นใจว่าขายได้ ก็น่าลอง อย่างพี่โจ๊ก สุมาอี้ นี่เค้าก็ลงทุนเอง ตอนนี้ขายได้อื้อซ่า เพราะของเค้าดีครับ

    การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือต้องเขียนดูก่อน ถ้าของเราดีจริง ยังไงต้องหาที่ลงได้แน่นอนครับ

    ลองดูนะครับพี่ Ya โชคดีครับ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ