Thursday, January 21, 2010

คนเกิดเดือนอะไรได้เปรียบที่สุด?



เคยเล่าไปแล้ว ถึงหนังสือดีที่ชื่อ Outliers แต่ยังมีเรื่องราวอื่นๆที่ยังไม่ได้พูดถึง ขอเล่าต่อนะครับ

คราวที่แล้วผมสรุปให้ฟัง ผู้เขียนบอกว่า ไม่มีอัจฉริยะคนไหน เป็นเลิศได้โดยไม่ต้องอาศัยความพยายาม ความมานะบากบั่น ไม่ว่าจะเป็น บิล เกตส์, เดอะ บีทเทิลส์ หรือ แม้แต่ โมสาร์ต

จึงเป็นที่มาของ "กฏ 10,000 ชม." ซึ่งหมายถึง เก่งแค่ไหนก็ต้องฝึกต้องฝน มิเช่นนั้น พรสวรรค์ที่ติดตัวมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก

ทีนี้ นอกจาก "พรสวรรค์" กับ "การฝึกฝน" แล้ว ยังมีอะไรอีกไหม ที่ทำให้คนเป็น "Achiever" หรือ "คนที่ประสบความสำเร็จ" ได้?

คำตอบที่ได้ก็คือ การจะเป็น "คนเก่ง" ขนาดไหนนั้น เชื่อไหมว่า มันตัดสินกันไปเรียบร้อย ตั้งแต่ในช่วงปีแรกๆของชีวิต หรือช่วงที่เด็กเรียนอยู่ชั้น "ประถมต้น" นั่นเอง

ผู้เขียนบอกว่า เด็กที่โตขึ้นมาเป็น "คนเก่ง" คือเด็กที่มีพื้นฐานดี คำว่า "พื้นฐานดี" เกิดจากการได้รับการปฏิบัติอย่าง "พิเศษ" กว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน

ที่น่าสนใจมากๆคือ แม้เด็กในแต่ละชั้นปี เช่น เกรด 1, เกรด 2, เกรด 3, เกรด 4 (ป.1, ป.2, ป.3, ป.4) ต่างก็คละเคล้าไปด้วยเด็กที่เกิดต้นปี ไล่เรียงไปจนถึงปลายปี แต่เชื่อหรือไม่ว่า เด็กที่เกิดต้นปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างเดือน "มกราคม" ถึง "มีนาคม" มักจะได้รับการปฏิบัติ หรือดูแลเป็นพิเศษกว่าเด็กที่เกิดปลายปี!!

ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่ง เกิดเดือนมกราคม กับเด็กอีกคนหนึ่ง เกิดเดือนพฤศจิกายน เด็กทั้ง 2 คนเกิดห่างกันแค่ "10 เดือน" ระยะห่างแค่นี้ สำหรับผู้ใหญ่ แทบไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านความสามารถเลยแม้แต่น้อย

แต่สำหรับเด็กเล็กๆ อายุที่ต่างกัน 10 เดือน ถือได้ว่ามีผลอย่างยิ่ง

เด็กที่เกิดในเดือนมกราคม จะเรียนได้ดี เล่นกีฬาได้เด่น มีศักยภาพในด้านต่างๆเหนือกว่าเด็กที่เกิดเดือนพฤศจิกายนอยู่ในระดับหนึ่ง เนื่องจากได้เปรียบจากพัฒนาการทางร่างกายและสมอง ที่นำหน้าไปก่อนประมาณ 10 เดือน หรือ 300 วัน

[หากใครคิดว่าไม่มีผล ลองคำนวณดูนะครับ สมมุติว่าเด็ก ป.2 อายุ 7 ขวบ ตีเสียว่าเกิดมาบนโลกนี้แล้วประมาณ "84 เดือน" (7*12) ดังนั้น เด็กที่เกิดก่อน "10 เดือน" เท่ากับว่าจะได้เปรียบถึง 11% (10/84*100) เพราะเด็กในวัยนี้กำลัง "โตแข่งกัน" แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีผลเลยสำหรับผู้ใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งทั้งสมองและร่างกายไม่มีการเจริญเติบโตแล้ว เผลอๆยิ่งแก่จะยิ่งหัวช้า เสียเปรียบเอาด้วยซ้ำ]

ฟังดูไม่น่าจะใช่ปัญหาอะไร เพราะเด็กแต่ละคนก็โตขึ้นทุกวัน ยังไงๆก็น่าจะพัฒนาขึ้นได้เหมือนกัน แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ..

ศักยภาพที่แตกต่าง อันเกิดจากอายุที่ต่างกัน "10 เดือน" นี้เอง ทำให้เด็กทั้ง 2 คน ได้รับการปฏิบัติจาก "ครู" แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ!!


ที่ว่าแตกต่างก็คือ ในชั้นเรียนหนึ่งๆ เด็กที่เกิดต้นปีไล่ไปจนถึงปลายปี ต้องมาเรียนรวมกัน ดังนั้น เมื่อครูเห็นว่าเด็กที่เกิดในเดือนมกราคม มีศักยภาพที่เหนือกว่า ครูก็จะให้เวลากับเด็กกลุ่มนี้มากกว่า

มีเนื้อหาวิชาอะไรก็ติวให้เป็นพิเศษ มีประกวดอะไรก็ส่งไปประกวด มีแข่งอะไรก็ส่งไปแข่ง ทั้งนี้เพราะ "เห็นแวว" ว่าเป็นเด็กเก่ง จึงยิ่ง "ปั้น" ส่งเสริมสนับสนุนให้เก่งยิ่งๆขึ้นไป

ที่สุดแล้ว เด็กที่เกิดต้นปี จึงพัฒนาตัวเองไปอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งนับวัน ยิ่งเก่ง ยิ่งมั่นใจ

ส่วนหนูน้อยที่เกิดปลายปี ตัวก็เล็กกว่า วิชาการก็ยังสู้เด็กที่เกิดต้นปีไม่ได้ หลายครั้งหลายหนจึงได้รับความสนใจจากคุณครูน้อยกว่า จึงถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ

ดังนั้น จะเห็นได้เลยว่า ในช่วงต้นของชีวิต ความแตกต่างระหว่างเด็กที่เกิดต้นปีกับปลายปี ยังมีไม่มากนัก แต่เมื่อเด็กกลุ่มหนึ่ง ได้รับการพัฒนา ได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ที่สุดแล้ว Gap ที่ห่างอยู่เพียงนิดเดียว กลับกลายเป็นขยายมากขึ้นทุกทีๆ

ท้ายที่สุด เด็กกลุ่มแรก จึงกลายเป็น "เด็กเก่ง" ไปจริงๆ และเด็กกลุ่มหลัง จึงกลายเป็นเด็กที่อยู่ในค่าเฉลี่ย หรือซ้ำร้าย อาจกลายเป็น "เด็กอ่อน" ไปจริงๆเช่นกัน

คงไม่ต้องอธิบายต่อมั้งครับว่า เด็กกลุ่มไหน จะเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง และเด็กกลุ่มไหน จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งน้อยกว่า

ประเด็นนี้ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่เกิดต้นปี “สมองดี” หรือมี “พรสวรรค์” มากกว่าเด็กที่เกิดปลายปี หนังสือเล่มนี้แค่ชี้ให้เห็นว่าพวกเขา “ได้เปรียบ” เท่านั้น

ผมเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงมีปัญหา ลูกเรียนไม่ค่อยเก่ง อยากจะให้ซ้ำชั้น แต่ปัญหาก็คือ กลัวลูกจะอายเพื่อนที่ต้องเรียนช้า เพื่อนอยู่ ป.4 แล้ว ลูกเรายังอยู่ ป.3 สุดท้าย จึงยอมให้ถูลู่ถูกัง ให้ลูกเรียนได้ที่โหล่ อยู่ท้ายห้องไปเรื่อยๆ

ถ้ารู้เช่นนี้ ผมว่ายอมให้ซ้ำชั้นเสียยังดีกว่า หรือหากไม่อยากให้อายเพื่อน อาจใช้วิธีที่พ่อแม่หลายคนทำ คือให้ลูกย้ายโรงเรียนเสียเลย จะได้ซ้ำชั้นได้โดยไม่ต้องอายใคร

ในเรื่องการเรียน ยังมีความแตกต่างขนาดนี้ หากเป็นเรื่องที่ต้องใช้ร่างกายมากๆ อย่าง "กีฬา" ยิ่งเห็นได้ชัด

จากสถิติที่ผู้เขียนยกมายิ่งน่าตื่นตะลึง เชื่อไหมครับว่า นักฟุตบอลทีมชาติสาธารณรัฐเช็ค กว่า 1 ใน 3 เกิดในเดือนมกราคม และประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งทีม เกิดในช่วงสามเดือนแรกของปี คือ ม.ค. ถึง มี.ค.

เช่นเดียวกับกีฬาฮ็อคกี้ในแคนาดา นักฮ็อคกี้ที่อยู่ในลีกระดับ Elite คือลีกสูงสุด ล้วนแล้วแต่เกิดในช่วงต้นปีทั้งสิ้น

โดยสรุป ผมคิดว่า บทเรียนที่เราได้จากเรื่องนี้ คือ

1. ถ้าจะมีลูก ให้คลอดช่วงต้นปี หรืออย่างน้อยภายในกลางปี อาจได้เปรียบกว่าถ้าไปคลอดปลายปี (หมายถึง ถ้ายึดตามหลักของหนังสือเล่มนี้นะครับ ในความเป็นจริงจะมีผลมากน้อยขนาดไหนต้องไปศึกษาเพิ่มเติม)

2. ถ้าลูกเข้าโรงเรียน ให้ลูกเรียนช้า ดีกว่าเรียนเร็ว

3. ถ้าเราเป็นครูอาจารย์ จงปฏิบัติต่อเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม อย่าเพียงแค่ปั้นเด็กที่ "มีแวว" ให้เป็น "ดาว" แต่ต้องทำเด็กที่ “อ่อน” หรือเด็กที่อยู่ในค่าเฉลี่ย ให้ "ฉายแวว" ขึ้นมาเช่นกัน

4. วัยเด็กเป็นช่วงที่สำคัญยิ่ง และจะส่งผลต่อคนๆหนึ่งไปตลอดทั้งชีวิต ดังนั้น พ่อแม่ยิ่งมีเวลาให้ลูกมากเท่าไร ยิ่งดีมากเท่านั้น


ไม่รู้ว่าในเมืองไทยเรา หากลองสำรวจดู จะได้ผลออกมาเหมือนหรือต่างอย่างไร เด็กไทยที่เกิดต้นปี ได้เปรียบเด็กไทยที่เกิดปลายปีมากน้อยขนาดไหน

ทว่า อย่างที่บอกไปแล้ว คนจะเก่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมากมายหลายปัจจัย คงไม่ใช่แค่เกิดต้นปีหรือปลายปี แต่อยู่ที่คนๆนั้นมีความวิริยะอุตสาหะ กระตือรือร้นมากน้อยขนาดไหน หากไม่มานะพยายาม แม้จะได้รับโอกาสที่ดีเพียงใด ก็คงไปไม่ได้ไกล

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องราวเหล่านี้ ถือได้ว่าน่าสนใจจนมองข้ามไปไม่ได้จริงๆ

เอ่อ...ว่าแต่ คุณผู้อ่านคนเก่งของผม เกิดเดือนอะไรกันบ้างครับ?


[ขอบคุณภาพประกอบ ไม่ทราบแหล่งที่มา]

13 comments:

  1. จอมพล ป. พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) 14 ก.ค. 2440
    พันตรีควง อภัยวงศ์ 17 พ.ค. 2445
    นายทวี บุณยเกตุ 10 พ.ย. 2447
    หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช 20 พ.ค. 2448
    นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) 11 พ.ค. 2443
    พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์(หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)21 พ.ย.2444
    นายพจน์ สารสิน 25 มี.ค. 2448
    จอมพลถนอม กิติขจร 11 ส.ค. 2454
    จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัช 16 มิ.ย. 2451
    นายสัญญา ธรรมศักดิ์ 5 เม.ย. 2450
    พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช 20 เม.ย. 2454
    นายธานินท์ กรัยวิเชียร 5 เม.ย. 2470
    พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ 17 ธ.ค. 2460
    พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ 26 ส.ค. 2463
    พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ 5 เม.ย. 2463
    นายอานันท์ ปัณยารชุน 9 ส.ค. 2475
    พลเอกสุจินดา คราประยูร 6 ส.ค. 2476
    นายชวน หลีกภัย 28 ก.ค. 2481
    นายบรรหาร ศิลปอาชา 19 ส.ค. 2475
    พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ 15 พ.ค. 2475
    พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร 26 ก.ค. 2492
    พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ 28 ส.ค. 2486
    นายสมัคร สุนทรเวช 13 มิ.ย. 2478
    นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 31 ส.ค. 2490
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 3 ส.ค. 2507

    ReplyDelete
  2. ขอบคุณครับ คุณ pongsatorn แสดงว่า นายกฯไทย ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ไม่ได้มีความชัดเจนอย่างมีนัยยะสำคัญ ในเรื่องของการเกิดหัวปีหรือท้ายปีครับ

    ReplyDelete
  3. ขอบคุณครับผู้หมวด ;)

    ReplyDelete
  4. เด็กวัยประถม เป็นวัยที่ขาดความมั่นใจ และจะยอมรับอำนาจของเด็กที่ตัวโตกว่าหรือมีอายุมากกว่าหรือมั่นใจในตัวเองกว่า เด็กตัวโตหรืออายุเยอะกว่า เพียงนิดเดียว จะได้เปรียบมาก จะทำหน้าที่จ่าฝูงตลอด มีโอกาสฝึกภาวะผู้นำตั้งแต่เด็ก ถ้ามีแข่งกีฬาสีหรือกิจกรรม หรือให้เลือกหัวหน้าห้อง เด็กกลุ่มนี้ก็มีบทบาทมากกว่า สร้างนิสัยรับผิดชอบและกล้าแสดงออก
    เด็กอายุน้อยกว่ามักจะรับรับบทผู้ตาม ถ้าเป็นการเรียนเร็ว ข้ามชั้นมา 1 ปี กลุ่มนี้จะภูมิใจที่ตนเองเรียนเร็วกว่าคนอื่นที่อายุเท่ากัน แต่มักจะมีความเป็นผู้นำน้อยกว่า

    ReplyDelete
  5. เห็นด้วยอย่างยิ่งครับหมวดเบิร์ด ของผมก็เป็นกรณีเรียนเร็วข้ามชั้นปีเช่นเดียวกัน ภูมิใจ แต่ก็เสียเปรียบในหลายเรื่องครับ

    ReplyDelete
  6. ผมก็เรียนข้ามปีครับ นอนดึงจังครับพี่ ฝันดีนะครับ:D

    ReplyDelete
  7. เอ๊าะแอ๊ะ
    เห็นด้วยกับอาจารย์chacha ค่ะ คนเก่งหรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เพราะเดือนที่เกิดต่อให้เป็นต้นปีหากไม่มีความตั้งใจและมุ่งมั่นแล้ว เด็กเกิดปลายปีก็สามารถไปได้ดีกว่า ต้นปีสำหรับ biology ย่อมได้เปรียบกว่า แต่ psychology นั้นต่อให้อยู่ปลายปีแต่หากรากฐานของครอบครัวมีความสมบูรณ์ของมัน ก็จะไม่แตกต่างกับเด็กที่เกิดต้นปีแน่นอน มุ่งมั่นแล้วไปให้ถึงค่ะ พี่แอ๊ะ

    ReplyDelete
  8. โห ดร.ทิวา มาอ่านด้วย ขอบคุณครับ ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว รู้สึกว่าคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสอนเด็กๆ น่าจะได้อ่านมากๆครับ จริงๆยังมีข้อมูลอีกเยอะที่น่าสนใจ ถ้ามีเวลาอย่าลืมหามาอ่านนะครับ พี่แอ๊ะ :)

    ReplyDelete
  9. เพิ่งอ่านแล้วก็ทึ่งว่าเค้าวิเคราะห์กันจริงจัง
    ประเทศของเราน่าจะมีการเก็บข้อมูลกันจริงจังบ้าง
    หมายถึงในเรื่องทุกๆเรื่องนะครับ

    ประเทศไทย ติดตรงที่ว่าบันทึกน้อย วินัยคนอ่านหนังสือน้อย
    ผู้ที่ได้ไปเรียนต่างประเทศ ตั้งแต่สมัยอดีต แทนที่จะกลับมาแล้ว
    ช่วยกันใช้ความรู้แปลหนังสือที่เป็นแหล่งความรู้นอก ให้เป็นภาษาไทย
    เพื่อคนไทยจะได้อ่านได้มาก ความรู้ขยายเป็นวงกว้าง
    (ทำกันในประเทศญี่ปุ่นสมัยหลังสงคราม)
    เพื่อสร้างบุคลากร (เมื่อสร้างองค์ความรู้ ก็ต่อยอดได้เอง เมื่อบุคลากรดี ประชาชนดี
    มีความรู้ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ดีก็จะตามมา)

    ชอบบทความนี้ครับ

    ReplyDelete
  10. @ Padipark เห็นด้วยครับป๊อป

    บ้านเราจดบันทึกน้อยมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีการจดบันทึก คนในประเทศก็ไม่มีข้อมูลจะศึกษาต่อยอด ต้องไปเอาตำราฝรั่งมา

    เอาง่ายๆ เรื่องกีฬา เดอะตุ๊ก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ยิงประตูให้ทีมชาติไทยไปกี่ประตู ไม่มีใครเคยบันทึกไว้เลย น่าเสียดายมากๆ ลองดูอย่างอเมริกันฟุตบอล ควอเตอร์แบ็คคนไหน ขว้างทัชดาวน์กี่ครั้ง โดนแซ็คกี่ที ได้ระยะกี่หลา เค้าบันทึกไว้หมด

    การที่อเมริกันเป็นเจ้าสถิติ เป็นเจ้าแห่งการจดบันทึก เช่นเดียวกับจีน ผมว่ามีผลมากๆต่อการพัฒนาของประเทศเหล่านี้จริงๆครับ

    บ้านเราบันทึกก็น้อย อ่านหนังสือยิ่งน้อย น่าเสียดายครับ :(

    ReplyDelete
  11. รู้สึกว่าส่วนใหญ่จะยังไม่มีลูกกันเลยนะคะ :)

    มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ บ้านเราส่วนใหญ่โรงเรียนจะตัดอายุเด็กกันที่เดือน เม.ย.-พ.ค. เพราะเราเปลี่ยนชั้นเรียนกันตอนนั้น

    เด็กที่จะเข้าชั้นป. 1 ปีนี้ 2010 จะเป็นเด็กที่เกิดตั้งแต่ พ.ค. 2003 ถึง มี.ค.2004

    ดังนั้นถ้าว่ากันตามบทความ บ้านเราเด็กที่เกิดต้นปีจะเสียเปรียบ แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจว่าได้เปรียบ คิดว่าลูกตัวเองเรียนเร็วกว่า เพราะเกิดคนละปี

    แต่เรื่องพัฒนาการของเด็กเป็นจริงตามนั้นค่ะ ยิ่งเล็กเท่าไหร่ ยิ่งต่างกันกันมาก ขวบครึ่งกับสองขวบนี่ พูดรู้เรื่องกับไม่รู้เรื่องเลยนะคะ

    เห็นด้วยกับเรื่องซ้ำชั้นค่ะ เดี๋ยวนี้ไม่มีซ้ำชั้น ถึงเวลาก็เลื่อนชั้น เรียนยังไงก็ผ่าน ไม่ต้องตั้งใจมาก ตกก็ซ่อมได้ เด็กสมัยนี้เรียนจนจบปริญญาแล้ว หลายๆ คนเหมือนไม่มีความรู้อะไรเลย วัดทีไร ไอคิวเด็กไทยต่ำลงทุกที

    ReplyDelete
  12. @Mama aiko

    ขอบคุณมากเลยครับที่มาแชร์ข้อมูล ผมเองก็ยังไม่มีลูก เลยไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้เค้าตัดช่วงกันตอนเดือนไหน แสดงว่าสำหรับบ้านเรา ถ้ายึดตามหลักของหนังสือที่ผมอ่าน เด็กเกิดเดือน พ.ค.จะได้เปรียบสุด

    เรื่องไอคิวสูงหรือต่ำ ผมว่าคงต้องปฏิรูปการศึกษาให้เด็กไทยรู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเอง และผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆครับ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ