Wednesday, January 27, 2010

ทำไมยาแก้ไข้ถึงไม่เป็นแคปซูล?


ท่านทั้งหลายเคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมยาแก้ไข้แก้ปวดที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ จึงมักจะเป็นเม็ดสีขาวๆ แพ็คอยู่ในซองยาวๆ ทำไมไม่เป็น "แคปซูล" เหมือนยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อบางชนิดบ้าง

กรณีศึกษาหนึ่ง ที่ผมให้ลูกศิษย์ได้เรียนกันมาตลอดทุกเทอมใน class วิชา crisis management ก็คือ case ที่ชื่อว่า "Tylenol Murders" หรือ "ฆาตกรรมไทลินอล"

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1982 เมื่อมีผู้เสียชีวิตใน ชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ โดยไม่ทราบสาเหตุจำนวน 3 คน ก่อนจะลามไปที่มลรัฐแมสซาจูเสตต์ รวมจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 คน

ต่อมาจึงพบว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 7 คน ล้วนแล้วแต่กินยาแก้ปวดยี่ห้อ "ไทลินอล" ที่คนทั่วโลกรู้จักและมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในอเมริกา ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ จำนวน 3 ใน 7 ซึ่งตายที่ชิคาโก้นั้น เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชาย อายุแค่ 7 ขวบ

เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะไทลินอล เป็นยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาที่คนอเมริกันและคนทั่วโลกคุ้นเคยกันที่สุด เป็นยาที่ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านทุกท่านต่างก็เคยกิน หรืออาจกินอยู่เป็นประจำ แต่วันหนึ่งกลับกลายเป็น "ยาพิษ" ฆ่าคนไปเสียฉิบ

บริษัท Johnson & Johnson ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ครั้งนั้นอย่างทันท่วงที ด้วยการเรียกยาทั้งหมดคืนจาก shelf ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยาที่ขายอยู่ในร้านขายยาหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งคาดว่ามีจำนวนถึง 31 ล้านขวด (ในเวลานั้นไทลินอลยังเป็นแคปซูลบรรจุใส่ขวด)

ที่สำคัญ เจแอนด์เจ ยังกล้าหาญพอที่จะลงประกาศในหนังสือพิมพ์กระแสหลักทุกฉบับ ให้ประชาชนอเมริกันหยุดกินไทลินอลทันที รวมราคาขายปลีกของยาที่เรียกคืน เป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดเป็นค่าเงินทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าจะมากมายสักเพียงไหน !!

แม้จะดำเนินการอย่างเร่งด่วนและแสดงความรับผิดชอบที่สุดแล้ว เหตุการณ์นี้ก็ยังทำให้ market share ของไทลินอลลดลงอย่างมาก จาก 30 กว่า % เหลือแค่ 8 % อย่างไรก็ตาม จากการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะโดยเปิดเผยและจริงใจ ทำให้ไทลินอลได้ส่วนแบ่งตลาดคืนมาอย่างรวดเร็ว และอยู่ยงคงกระพัน รักษาตำแหน่งที่ 1 มาได้จนถึงทุกวันนี้

กลับมาที่ case เดิม หลังจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐตรวจเช็คแล้วจึงพบว่า สารที่ทำให้ยาเม็ดไทลินอลฆ่าคนตายไปหลายคน ก็คือ "ไซยาไนท์" ซึ่งเป็นสารพิษที่มนุษย์กินไม่ได้เป็นอันขาด!!

ประเด็นนี้ ชี้ชัดอยู่ในตัวแล้วว่า นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดอย่างไม่ตั้งใจของบริษัท Johnson & Johnson อย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีบริษัทยาที่ไหน ใส่ไซยาไนท์ลงไปเป็นส่วนผสมหนึ่งในเม็ดยาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากใครๆก็รู้ว่าไซยาไนท์เป็นสารพิษที่มนุษย์คนไหนก็กินไม่ได้

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ต้องมีการ "จับยัด" กล่าวคือมี "ผู้ไม่หวังดี" เอาสารไซยาไนท์ ใส่ลงไปในเม็ดยา เนื่องจากในเวลานั้น ไทลินอลยังเป็น "แคปซูล" สามารถแยกปลอกออกและเอาสารอื่นใส่ลงไปได้ (ลองดูภาพทางซ้ายประกอบนะครับ)

เมื่อทราบว่าเป็นฝีมือผู้ไม่หวังดี ทางตำรวจจึงรีบควานหาตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน และแน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีการจับผู้ต้องสงสัยมาหลายคน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด

ทว่าในที่สุด ตำรวจก็สามารถจับผู้ต้องหาได้ เป็นชายวัยกลางคนชื่อนาย "เจมส์ ลูอิส" ซึ่งแม้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นคนร้ายที่เอาสารพิษยัดลงไปในเม็ดยา แต่จับได้ว่า หมอนี่เป็นคน "เขียนจดหมาย" เรียกเอาเงินจากบริษัท Johnson & Johnson เป็นจำนวนถึง 1 ล้านเหรียญ เพื่อแลกกับการ "Stop the Killing" หรือ "หยุดการฆาตกรรมหมู่" หลังจากมีคนตายในชิคาโก้ได้ไม่นาน

การเขียนจดหมายขู่เอาเงินนี้เอง ทำให้คนทั้งประเทศเชื่อว่านายลูอิสเป็นคนทำเรื่องทั้งหมด เป็นคนเดียวกับคนร้ายที่ก่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว


ในที่สุด เจมส์ ลูอิส ถูกจำคุกอยู่ถึง 12 ปีกว่า จากความผิดที่เขียนจดหมายขู่เอาเงิน แต่ไม่ใช่ความผิดฐานเจตนาฆ่าคนแต่อย่างใด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถพิสูจน์ความผิดในข้อหาดังกล่าวได้

ทุกวันนี้ ลูอิส ในวัย 63 ปี พ้นโทษออกจากคุกมาเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างน่าจะเป็นแค่อดีต เพราะเวลาผ่านมายาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ

แต่ที่เป็นที่ฮือฮาอีกครั้งจนผมต้องเอามาเล่าไว้ในที่นี้ ก็เพราะเมื่อต้นปี 2009 ที่ผ่านมา ทางการของรัฐอิลลินอยส์ ได้ตัดสินใจที่จะรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาใหม่

และเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ปี 2010 หรือไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจาะเลือด เพื่อเอา DNA ของนายลูอิสและภรรยา ไปเปรียบเทียบกับ DNA ที่ได้จากสารในตัวยา เพื่อหาการเชื่อมโยงกัน ว่าไอ้หมอนี่เป็นฆาตกรจริงหรือไม่

ไม่น่าเชื่อนะครับ คดีอายุเกือบ 30 ปี เขายังรื้อฟื้นขึ้นมาได้ นี่ถ้าพบว่านายคนนี้เป็นฆาตกรตัวจริงละก็ คงต้องกลับเข้าไปนอนในซังเตจนวันตายเป็นแน่แท้ ผมยังนึกถึงคดีอุกฉกรรจ์ในบ้านเราหลายคดี ที่ทางการส่อว่าจะแกล้งนั่งตีมึน รอให้เวลาล่วงเลยหมดอายุความไปเสียอย่างนั้น

เร็วๆนี้ นายลูอิสกำลังจะออกหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ POISON หรือแปลว่า "วางยา" เจ้าตัวบอกว่า เขายัง "โศกสลด" ต่อการตายของเหยื่อทุกคน แต่ยังคงปากแข็ง ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เป็นฆาตกร แม้ในทางการสืบสวน และในสายตาของประชาชน หมอนี่เป็นฆาตกรไปครึ่งค่อนตัวแล้ว

ลูอิสอ้างว่า หากเขาเป็นคนทำ คงไม่เขียนจดหมายโง่ๆให้ตัวเองไปติดกับเช่นนั้น อีกทั้งยังให้เหตุผลแหลมๆว่า "ผมบอกคุณได้ ว่าจูเลียส ซีซ่าร์ ตายอย่างไร แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมเป็นคนฆ่าเขา!!"

บทเรียนที่เราได้จากเรื่องราวอื้อฉาวนี้ก็คือ แม้คุณจะทำธุรกิจตามทำนองคลองธรรมอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งอาจมีผู้ไม่หวังดีกับบริษัทของคุณ ซึ่งคุณต้องแก้สถานการณ์อย่างเร่งด่วน และเหมาะสม แม้จะไม่ใช่ความผิดคุณ แต่หากไม่ทำอะไร หากเพิกเฉย ที่สุดแล้ว คุณจะต้องชดใช้กรรมที่คุณไม่ได้ก่ออย่างเลี่ยงไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อโลก อันเป็นผลจากโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นก็คือ ยาแก้ไข้ไทลินอล ได้เปลี่ยนจากแบบที่เป็น "แคปซูล" บรรจุขายอยู่ในขวด มาเป็นแบบ caplet คือเป็นเม็ดรีๆ ขาวๆ บรรจุในแพ็คยาวๆ และ seal ซ้ำถึง 3 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ใครยัดอะไรลงไปได้อีก ซึ่งบริษัทผลิตยาแก้ปวดอื่นๆก็พร้อมใจกันทำตามเป็นอย่างดี

และนั่นคือคำตอบว่า เหตุใดทุกวันนี้ ยาแก้ไข้ทุกยี่ห้อถึงไม่ทำเป็นแคปซูล


อธิบายภาพ :
ภาพบนสุด - ยาไทนินอล แบบ Extra-strengh ที่ J&J ออกมาใหม่ หลังเกิดวิกฤตไม่นาน
ภาพกลาง - ยาไทลินอลในอดีต เป็นแคปซูลบรรจุในขวด เปรียบเทียบให้เห็นวิธีการเอาสารพิษใส่ลงไป
ภาพล่าง - นายเจมส์ ลูอิส ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง

2 comments:

  1. ได้ความรู้ครับ

    ReplyDelete
  2. @ Padipark อ่ะ ขอบคุณที่แวะมาคร้าบบบ กัปตัน

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ