Tuesday, January 5, 2010

"Outliers" อะไรทำให้เป็นยอดคน?


ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเรื่อง "Outliers" หลังจากหนังสือเล่มนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านไทย ตั้งแต่สำนักพิมพ์มติชนเอามาแปล

ไม่ได้อ่านฉบับแปลนะครับ อ่านฉบับภาษาอังกฤษเลย ราคาต่างกันไม่มากนัก แถมเขาเพิ่ง reprint ออกมาเป็นเล่มเล็กๆ พกพาสะดวกเหมาะมือมาก

ต้องยอมรับว่า "Malcolm Gladwell" นี่ เป็นนักเขียนที่โดดเด่นจริงๆ ตั้งแต่ "The Tipping Point" จนถึง "Blink" (เล่มนี้ผมยังไม่ได้อ่าน) และมาถึง "Outliers" ที่ว่าเด่นก็เพราะหนังสือของเขาไม่เคยมั่วนิ่ม แต่จะมาพร้อม fact เป็นข้อมูลและสถิติใหม่ๆอยู่เสมอ

คำว่า Outliers ในความหมายของ malcolm หมายถึง กลุ่มคนที่โดดเด่นเหนือมาตรฐาน อยู่เหนือกว่าเส้นที่เป็นค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆก็คือ คนที่ "เก่ง" และ "เหนือชั้น" กว่าคนอื่น!!

Malcolm บอกว่า คนจะเก่งหรือไม่เก่ง ขึ้นอยู่กับ "พรสวรรค์" แค่ส่วนหนึ่ง โดยยกตัวอย่างบุคคลสำคัญของโลกในด้านต่างๆหลายคนที่เรารู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น "โมสาร์ท" "เดอะ บีทเทิลส์" หรือ "บิล เกตส์"

เราคงไม่ปฏิเสธว่าโมสาร์ทมีพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่เกิด สามารถแต่งเพลงได้ตั้งแต่ 6 ขวบ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ก็คือว่า เพลงที่โมสาร์ทแต่งในช่วงแรกๆของชีวิต ไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก หลายๆเพลงเป็นการเอาโน้ตที่พ่อของเขาแต่งไว้มาเรียงร้อยกัน

หลายคนบอกว่า เพลงเจ๋งๆของโมสาร์ท ต้องเป็นเพลงที่เขาแต่งตั้งแต่อายุ 21 ปีเป็นต้นไป หรือพูดง่ายๆก็คือ เพลงที่แต่งตอนโมสาร์ทเป็น "ผู้ใหญ่" แล้ว

(เรื่องเพลงคลาสสิคนี่ผมรู้แค่ตื้นเขิน คุณบัณฑิต อึ้งรังษี เคยบอกไว้ว่า เพลงของโมสาร์ทไพเราะทุกเพลง ตกลงผมเลยไม่แน่ใจว่ามีเพลงที่ไม่ไพเราะบ้างไหม ใครทราบช่วยให้ความกระจ่างบ้างก็ดีครับ)

ประเด็นที่ผู้เขียนจะบอกก็คือ กว่า โมสาร์ท จะเก่งได้ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่ต่างจากคนทั่วไป


เช่นเดียวกับ บิลล์ เกตส์ กว่าเขาจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลก ตอนหนุ่มๆเขาต้องขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดยักษ์ นับเดือนนับปี ไม่ใช่อยู่ๆก็ฉลาดเอง ดร็อปเรียนจากฮาร์วาร์ด มาตั้งบริษัทไมโครซอฟท์จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้หน้าตาเฉย

หรืออย่างวง "สี่เต่าทอง" ที่ดังและเก่งขนาดนี้ เกิดจากการที่พวกเขาไปเล่นดนตรีในไนท์คลับที่ฮัมบูร์ก เยอรมนี เป็นการเล่นอย่างต่อเนื่อง วันละไม่ต่ำกว่า 6 ชม. สัปดาห์ละ 7 วัน รวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 ชั่วโมง ทั้งที่ค่าจ้างก็ไม่ได้ดีอะไร แต่เป็นเพราะมีคนท้องถิ่นติดตามชื่นชอบพวกเขา ทำให้คนหนุ่มกลุ่มนี้ไม่ยอมเลิก ยังคงเล่นดนตรีต่อไปด้วยความทรหด ฝึกฝนการ entertain คนดูจากที่นั่น

ในที่สุด "จอห์น เลนนอน และคณะ" นำประสบการณ์จากฮัมบูร์กกลับมาอเมริกา และกลายเป็นตำนานวงดนตรีโลกอย่างที่เรารู้จักกัน

ผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่า "The 10,000 Hour Effect" หรือ "ปรากฏการณ์หนึ่งหมื่นชั่วโมง" สรุปได้ว่า "การฝึกฝน" เป็นที่มาของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหน หากไม่ขยันหมั่นเพียร ก็ไม่อาจก้าวขึ้นมาอยู่เหนือคนได้

"พรสวรรค์" นั้น เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะทำให้คนๆหนึ่ง กลายเป็น "ยอดคน" แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ คนจะเป็น "ที่หนึ่ง" ได้ ต้องฝึกซ้อม ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

เหมือนที่ "บิล เกตส์" เล่นคอมพิวเตอร์นับสิบๆปี

เหมือนที่ "โมสาร์ท" ซ้อมเปียโนแทนการกินข้าวตั้งแต่เด็กจนโต

เหมือนที่ "เดอะ บีทเทิลส์" ตรากตรำเล่นดนตรีในไนท์คลับที่ฮัมบูร์กกว่าหนึ่งหมื่นชั่วโมง

และเหมือนที่ บัณฑิต อึ้งรังษี คอนดักเตอร์ไทยชื่อก้องโลกเคยพูดไว้ ต้อง "ซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม"

หลายครั้งหลายหน เรามองคนที่ "จุดสูงสุด" แล้วบอกว่า ที่เขาเป็นเช่นนั้นได้ เป็นเพราะ "ของขวัญจากพระเจ้า" ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

หารู้ไม่ สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ "ความซื่อสัตย์" ต่อความต้องการของตัวเอง "ความซื่อตรง" ต่อสิ่งที่รัก

ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เดินตามกระแสสังคม!!

บิล เกตส์ กล้าเดินออกจาก Business School ที่ดีที่สุดในโลก นั่นจึงทำให้เขามีวันนี้

แล้วคุณล่ะครับ กล้าหันหลังให้กับสิ่งที่ "ไม่ใช่ตัวคุณ" หรือยัง?!!


ถ้าคำตอบคือ "ยัง" จงทำมันเสียตั้งแต่วันนี้

หันหลังให้กับสิ่งที่คุณไม่ชอบ อย่าเสียเวลากับมัน แล้วไปทุ่มเทกับสิ่งที่คุณรัก

หา "ความถนัด" ของคุณให้เจอ แล้วเต็มที่กับมัน อย่าให้อะไรมาขวางทาง

เวลาของคนเรามีจำกัด อย่ารอให้ถึงวันหนึ่ง ที่คุณได้แต่มองย้อนกลับมา

แล้วต้องเสียใจที่ไม่ได้ทำสิ่งที่คุณเกิดมาเพื่อทำมัน..

เสียใจ ที่ได้ทิ้งโอกาสที่จะเป็น "ยอดคน"!!

1 comment:

  1. ทำไปแล้วค่ะ ทุกวันนี้ก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้ว ^^

    มีความสุขมากๆ ไม่ฝืนเลย แม้จะมีงานมากแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย ไม่ท้อง่ายๆ

    คนจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากตัวเอง

    ทุกอย่างมีเหตุผลของตัวมันเอง แม้คำว่า "พรสวรรค์จะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงก็ตาม"

    ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่ายดาย

    ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ทุกอย่างเริ่มมาจากการลงมือทำ

    ถ้าทำแล้วสำเร็จก็ทำให้ดีต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าทำแล้วล้มเหลวหรือผิดพลาด ก็จะเป็นประสบการณ์

    ทุกสิ่งที่เราคิด จะเกิดผลเมื่อเราลงมือทำ

    อ่านเรื่องนี้แล้วก็ชวนให้นึกถึงบทความเก่าของพี่ ที่ชื่อว่า "หยุด..หรือก้าวต่อ" ขึ้นมาทันทีเลย (อ้างอิงจาก : http://cheechud.blogspot.com/2009/07/blog-post_21.html)

    คนที่เจอสิ่งที่ตัวเองรักแล้ว ก็ง่ายหน่อย

    แต่คนที่ยังไม่เจอ ก็คงต้องหากันต่อไป

    แล้วจะรู้ว่าการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมันทำให้เรามีความสุขมากแค่ไหน ^^

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ