Sunday, February 28, 2010

สรุปผล "ตัวละครสามก๊กยอดนิยม"















หลังจากเปิดโพลเล่นๆ รอจนโหวตครบ 50 ท่าน (บางท่านโหวตหลายคน หลายครั้ง) ด้วยคำถาม "ใครคือตัวละครสามก๊กที่ท่านชื่นชอบมากที่สุด?"
ก็ได้ผลออกมาแล้วนะครับ ดังนี้

อันดับ 1 ขงเบ้ง 20 คะแนน
อันดับ 2 จูล่ง 18 คะแนน
อันดับ 3 โจโฉ 10 คะแนน
อันดับ 4 จิวยี่ 7 คะแนน
อันดับ 5 สุมาอี้ 6 คะแนน
อันดับ 6 ซุนกวน 5 คะแนน
อันดับ 7 เล่าปี่ 3 คะแนน
อันดับ 7 กวนอู 2 คะแนน


ดังนั้น ใครอยากเขียนหนังสือ ใครอยากพูดเรื่องสามก๊กให้น่าสนใจ คนฟังมากๆ "ขงเบ้ง" และ "จูล่ง" เป็นหัวข้อที่ไม่ตายจริงๆครับ :)

Friday, February 26, 2010

โรงพักของประชาชน















ผมเป็นตำรวจครับ

ดีเลวขนาดไหนไม่ทราบ รู้แต่ว่าตัวเองหัวดี สอบได้ที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่อยู่โรงเรียนนายร้อย

ตอนแรกที่จะเรียนตำรวจ พ่อแม่ก็แย้ง ไม่อยากให้เรียน

แม่ถามว่า จะเป็นทำไม ตำรวจน่ะ บ้านเราก็รวยอยู่แล้ว ทำธุรกิจใหญ่โต เป็นตำรวจเดี๋ยวลำบากเปล่าๆ

ทำไมไม่เรียนอย่างอื่น แล้วมาช่วยพ่อแม่ทำธุรกิจต่อ

แต่ด้วยความคันไม้คันมือ ผมเลยดันทุรัง มาเป็นตำรวจจนได้

และแล้ว เพราะความเก่ง ผมจึงได้เป็น "ผู้กำกับ" ในเวลาไม่นาน


ใน สน.ของเรา มีร้านขายอาหารอยู่ 20 ร้าน ผมก็เปิดร้านข้าวแกงร้านหนึ่ง ลงทุนไปแค่ 100 บาท

แต่เพราะเป็นผู้กำกับ เลยได้สัมปทาน เป็นร้านแรกอยู่หน้าประตูโรงอาหารพอดี ทำเลเยี่ยม ขายดิบขายดีกว่าร้านอื่น

ลูกค้าที่มากินในโรงอาหารชอบผมมาก เพราะตั้งแต่ผมมาเป็นผู้กำกับ ไม่มีใครกล้าขายเกินราคา ไม่มีใครขูดรีดผู้บริโภค

พวกชอบมาก่อเรื่องไถเงินคนในโรงอาหาร ผมจับเข้าคุกไปหมด ลูกค้าก็โล่งใจ

ร้านค้าร้านอื่นๆก็รวยขึ้นเพราะผม ไม่รวยได้ไงครับ พอไม่มีอาชญากรรมในโรงอาหาร คนก็มากินข้าวเยอะขึ้นเรื่อยๆ เงินทองก็สะพัด ทุกร้านก็ขายดี

แต่อยู่ไปๆ พวกเขาก็หมั่นไส้ผม เพราะร้านผมขายดีกว่า เขาบอกว่าผมยึดทำเลดีๆไป

อ้าว..ก็แน่สิครับ ผมเป็นผู้กำกับ แถมลูกค้าก็รักผม ข้าวร้านผมก็อร่อยกว่า ใครๆก็ต้องมากินร้านนี้ ไม่ได้บังคับใครมากินหนิ

อยู่มาวันหนึ่ง มีคนมาขอซื้อร้านผม ให้ราคาอย่างงาม ผมเลยขายไป ขายได้ตั้ง 250 บาท แน่ะ

แต่ถึงคราวซวย ระหว่างทำไปทำราชการภาคใต้ มีคนมาสั่งเด้งผมเสียดื้อๆ ไม่ใช่ใครหรอก ก็เจ้านายใหญ่นั่นแหล่ะ

คงหมั่นไส้เพราะผมไม่เอาใจเขา

พอหมดอำนาจ ผมก็โดนสารพัด โดนทุกรูปแบบ ถูกตั้งข้อหามากมาย

ผ่านมา 3 ปี เขาประกาศยึดทรัพย์ผม ด้วยข้อหา "ทุจริต"


เขาคิดกันอยู่นาน จึงมีมติว่า จะยึด "150 บาท" ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผม "ได้มาหลังจากรับตำแหน่งผู้กำกับ"

จะคืนให้ผมแค่ "100 บาท" ซึ่งเป็นเงินที่ผมมีอยู่ตั้งแต่ก่อนเป็นผู้กำกับแล้ว

ผมเลยเป็นงง อ้าว...ไหงคิดกันง่ายๆแบบนี้!!!


ผมอาจใช้อำนาจเกินขอบเขตไปบ้าง ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองบ้าง แต่ผมไม่ได้ขโมยเงินใครนะครับ

อยู่ๆจะมาเหลือเงินให้ผมแค่ 100 บาทได้ยังไง

เวลาไล่เรียงความผิดผม บอกได้เป็นประเด็นๆ แต่เวลาคิดค่าปรับ ดันคิดแบบเหมาจ่าย ยังงี้คุณเอาเปรียบยิ่งกว่าผมอีกนะ

ถ้างั้นไอ้ร้านติดกัน ตอนผมยังไม่เป็นผู้กำกับ คนเขาตีมูลค่าร้านมันแค่ 20 บาท พอวันนี้ ร้านมันมูลค่า 100 นึง ก็ต้องไปยึดมัน 80 บาทบ้างสิ เพราะมันก็ได้ประโยชน์ มันก็ขายดีขึ้น จากการบริหารงานของผม (ที่คุณบอกว่าเลวร้ายเสียเต็มประดา) เช่นกัน

ถ้าจะ "เหมาจ่าย" ต้องไล่ยึดไปเลยทุกร้าน เพราะทุกร้านรวยขึ้นหมด ตั้งแต่ผมเป็นผู้กำกับ

สน. เรา เล่นกันอย่างนี้เอง

เมื่อหลายปีก่อน ร้านโน้นก็ติดลบ ร้านนี้ก็ติดลบ จะเจ๊งกันหมด พอวันนี้ ทุกคนลืมตาอ้าปากได้ ดันจะมายึดทรัพย์ผม

พี่น้องลูกค้าทั้งหลาย ก็ต้องระวังตัวกันต่อไปครับ ผมดูแลท่านไม่ได้อีกแล้ว

ความยุติธรรมไม่มี สันติสุขก็ไม่เกิด

เสียดายเงิน เป็นห่วงทุกท่าน เป็นห่วงโรงพักของเราครับ


จาก อดีตผู้กำกับ

Wednesday, February 24, 2010

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2553 มาแร้ววววว


เมื่อปิดเทอมเวียนมาถึง สิ่งหนึ่งที่มาไล่เลี่ยกันก็คือ "งานหนังสือ"

ปีนี้ "งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 38" จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มี.ค.- 6 เม.ย. 2553 ณ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์เหมือนเดิมนะครับ

ในส่วนของผมเอง สัปดาห์หนังสือปีนี้ มีผลงานใหม่ 2 เล่ม ด้วยกัน จะเป็นอะไรนั้น เดี๋ยวต้นเดือนหน้าจะมาแจ้งครับ

ใครมีเวลา แวะเวียนมาเจอกันที่งานได้นะครับ แล้วจะแจ้ง วัน-เวลา-พิกัด อีกที

น้องๆนักอ่าน เตรียมสตางค์เอาไว้ได้เลย และอย่าลืม ทำตามนโยบายพี่อาท คือ "ซื้อแล้วต้องอ่าน" อย่าซื้อมาดองแล้วไม่อ่าน หนังสือมีมากเท่าไร ถ้าไม่ได้อ่าน ก็เหมือนเศษกระดาษ ซื้อมาให้รกบ้านเปล่าๆ

เทคนิคของผมคือ ตั้งกฏกับตัวเองไว้ว่า "ต้องอ่านเล่มเก่าให้จบ แล้วค่อยซื้อเล่มใหม่" ถ้าทำอย่างนี้ จะเป็นการบีบให้ตัวเองอ่านหนังสือมากๆ เพื่อจะได้ซื้อเล่มใหม่ที่อยากได้เร็วๆ ความรู้ก็จะเพิ่มพูนมากขึ้น

อย่าลืมนะครับ "หนังสือ..ให้ประโยชน์ตอนอ่าน ไม่ใช่ตอนซื้อ" แล้วเจอกันครับ

Saturday, February 20, 2010

เห็นใจแต่ไม่เข้าใจ


เมื่อหลายปีก่อน ผมยังทำงานกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง

วันหนึ่ง บริษัทได้พาลูกบ้าน หมายถึงลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการของบริษัท ไป "ไหว้พระเก้าวัด" ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เผอิญผมทำงานอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ จึงต้องติดสอยห้อยตามไปกับเขาด้วย

พอไปถึงวัดๆหนึ่ง เป็นวัดโบราณ จำไม่ได้แล้วว่าวัดอะไร ไกด์ของบริษัทก็พาลูกบ้านเข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถ อุโบสถของวัดนั้น เป็นของโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา สร้างด้วยอิฐเก่า ไม่ได้ใช้อิฐบล็อก ไม่ได้ฉาบปูนทาสี เหมือนโบสถ์ในวัดสมัยนี้

ที่สำคัญ ผนังโบสถ์ทั้งสี่ด้าน "ปิดทึบ" ตามแบบโบราณ จึงไม่มีอากาศถ่ายเทและค่อนข้างอับชื้น ตรงนี้ใครชอบเที่ยววัดเก่าๆน่าจะพอนึกภาพออกนะครับ

เนื่องจากบริษัทที่พาไปทำธุรกิจขายบ้าน จึงมีพนักงานที่เป็นวิศวกรไปด้วย พี่ที่เป็นวิศวกรคนหนึ่งเห็นโบสถ์ค่อนข้างมืดและอับ จึงแนะนำพระว่า เหตุใดหลวงพี่ไม่เจาะผนังโบสถ์ทั้งสี่ด้านให้อากาศถ่ายเท ก่อนจะเสนอวิธีปรับปรุงโบสถ์อีกสองสามวิธี ตามแบบของนวัตกรรมการก่อสร้างสมัยใหม่ให้กับพระ

ผมได้ยินดังนั้นจึงนึกในใจว่า พี่วิศวกรคนนี้ "หวังดี" แต่ยังขาด "ความเข้าใจ"

ที่ว่าขาดความเข้าใจก็เพราะพระอุโบสถแห่งนั้น เป็นโบสถ์ที่เขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นเหมือนเมื่อครั้งอยุธยา จึงไม่ได้มีการบูรณะตามแบบการก่อสร้างสมัยใหม่ หากพระไปทำตามที่พี่เขาว่า คุณค่าของมันก็คงหมดสิ้นกันพอดี

นี่น่าจะเป็นสาเหตุว่า ทำไมวัดในอยุธยาที่ยังมีโบสถ์โบราณหลงเหลืออยู่ ยังไม่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา จึงมักสร้างพระอุโบสถแห่งใหม่ แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปองค์เดิมเข้าไปประดิษฐาน ส่วนโบสถ์เก่าที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีฯ เขาก็มักจะทิ้งไว้อย่างเดิม หรือทำการบูรณะโดยคงรูปแบบเดิมเอาไว้

ลองคิดดูนะครับ หากทุกวัดในอยุธยาทุบโบสถ์เดิมทิ้งทั้งหมด ผมคงไม่มีความจำเป็นใดๆต้องขับรถไปเที่ยวอีก ไปวัดเสมียนนารีก็ได้ ใกล้แค่นี้เอง ประหยัดน้ำมัน แถมยังได้เห็นโบสถ์ใหม่ๆ สวยๆ ใหญ่โตกว่าที่อยุธยาเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่ใช่คนหัวเก่าครับ เป็นคนหัวใหม่มากๆ ไม่ได้คิดว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเท่าที่เห็นบ้านเราทุกวันนี้ ก็อยากให้หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนเสียด้วยซ้ำ

แต่หากมองในแง่ของการลงทุน โบสถ์เก่าหลังนั้น คือตัวที่สร้าง "value" หรือ "มูลค่า" ให้กับวัด หากทุบโบสถ์ทิ้งเสีย ก็เท่ากับ "ทุบหม้อข้าวตัวเอง" เพราะคุณค่าที่มีอยู่ในวัดก็จะเหลือน้อยลง ไม่มีอะไรดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอีก

นี่คือตัวอย่างของความ "เห็นใจ" แต่ "ไม่เข้าใจ"

ในสังคมไทยมีคนดีๆอีกเยอะ บางคนหวังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าตนเองด้วยความกรุณา แต่ "ความกรุณา" นั้น หากปราศจาก "ความเข้าใจ" แล้ว นอกจากจะทำให้ผู้รับไม่สบายใจ ดีไม่ดียังอาจทำให้ชีวิตของพวกเขาเดือดร้อน หรือย่ำแย่ลงเสียด้วยซ้ำ

หลายคนคงจำกันได้ เรื่องราวชีวิตของ "ปู่เย็น" ผู้ล่วงลับ ที่ถูกนำเสนอโดยรายการ "คน ค้น คน" ด้านหนึ่งนั้น น่าดูน่าชม น่าสนใจ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนไทย ในการใช้ชีวิตแบบมีศักดิ์ศรี เลี้ยงตัวเองได้ ไม่แบมือขอใคร ทางรายการจึงตั้งฉายาให้กับปู่เย็นว่า "เฒ่าทรนง"

แต่ไปๆมาๆ สังคมไทยก็คือสังคมไทย เมื่อเทปปู่เย็นออกอากาศ ได้เกิดกระแสใหญ่โต กลายเป็น talk of the town บรรดาหน่วยงานและบุคคลต่างๆ ต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทำราวกับว่าชีวิตปู่แกกำลังเดือดร้อน ยากเย็นเข็ญใจ จะตายวันตายพรุ่งอะไรปานนั้น

นี่เป็นเรื่องตลกมากๆ เพราะ message จากทางรายการ มีความ "ชัดเจน" ที่สุดแล้ว คือ ปู่เย็นแกเป็นคนมีศักดิ์ศรี เป็น "เฒ่าทรนง" ไม่เคยต้องการความสงสาร ไม่เคยเรียกร้องขอความอนุเคราะห์อะไรจากใคร แกอยู่ได้ด้วยตัวของแกเอง

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นการพยายามเข้าไป "ยุ่มย่าม" กับชีวิตของแก ไปมอบโน่นมอบนี่ แล้วก็ออกข่าวเสียใหญ่โต

คนบางกลุ่ม ไม่เข้าใจข้อความง่ายๆอันนี้ ทั้งที่ทางรายการพยายามสื่อ หรือเข้าใจแต่อยากได้หน้าก็ไม่ทราบ จึงแสดงความหวังดี (หรือหวังได้หน้า) ด้วยวิธีผิดๆ ทำให้ชีวิตของคนๆหนึ่งต้องวุ่นวาย ต้องเดือดร้อน ต้องกลายเป็น Celeb ทั้งที่เขาไม่ได้ต้องการเลย

ท้ายที่สุด ทราบไหมครับอะไรเกิดขึ้น? ไม่กี่เดือนหลังจากเป็นข่าว ปู่เย็นก็โดนคนร้ายตีหัว ทำร้าย และปล้นเอาเงินไป!!

สังคมไทยเรา ยังมีคนมากมาย ที่เป็นคนดี จิตใจงาม อยากจะช่วยคนจน แต่อีกส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อย ก็คือพวก "บุญหนักศักดิ์ใหญ่" แต่ตีนไม่ติดดิน อยากได้หน้า ทะเร่อทะร่า โดยไม่รู้เลยว่า สำหรับคนจนจำนวนไม่น้อย แม้จะอยากสุขสบาย แต่เขาก็อยากอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

สิ่งที่ดีที่สุด ที่เราจะให้กับคนจนได้ จึงไม่ใช่แค่ "การสงเคราะห์" แบบเดิมๆ ไม่ใช่เอาถุงยังชีพไปให้พวกเขา แต่ต้องหยุดปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็น "คนอนาถา" ให้พวกเขายืนอยู่ได้บนลำแข้งของตัวเอง

เราควรให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งทุน ไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ ไม่ต้องเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว พร้อมกับให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ หรือนำเอาภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว มาต่อยอด มาสร้างรายได้

อย่าทำตัวเหมือนคนสูงศักดิ์ กวักมือเรียกพวกเขามารับการอนุเคราะห์ เช่นนั้นคนที่ได้มากกว่าคือ "คนให้" ที่ว่าได้คือ "ได้หน้า" ส่วน "คนจน" ดีใจได้แป๊บเดียว เดี๋ยวก็ต้องหาเงินใช้หนี้กันต่อไป ส่วนพวกคุณก็สุขสบายกันต่อไป

ช่วยเหลือคนนั้นดีแน่นอน ช่วยมากช่วยน้อยก็ช่วยไป ดีกว่าไม่ช่วย แต่จะให้ยั่งยืน ต้องช่วยกันวางรากฐาน อย่าช่วยเพียงแค่ให้ผ่านวันนี้ไป อย่าเอาแต่สร้างภาพไปวันๆ

นอกจากไม่ได้เรื่องแล้วยังไปทำคนเขาเดือดร้อนครับ

Sunday, February 14, 2010

Gong Xi Fa Cai
















GONG XI FA CAI!! ในปีใหม่นี้ ขอให้ Followers ที่น่ารักของ CheeChud.com ทุกท่าน
มีความสุข เงินทองไหลมาเทมา กระโดดขี่หลังเสือ และลงได้อย่างสวยงามทุกคนนะคร้าบ ;)

เซี่ย เซี่ย หนี่ เหมิน ขอบคุณคับ


ขอบคุณภาพจากกล้องของน้อง PooPae "The IDOL" Wanrada

Saturday, February 13, 2010

กลยุทธ์ "จูงแพะติดมือ" (1): ตาอยู่ = ผู้ชนะ


คราวที่แล้วได้เล่าถึงกลยุทธ์ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" ซึ่งเป็นกลยุทธ์แรกใน "36 กลยุทธ์แห่งชัยชนะ"

ตามปกติ ผมควรจะว่าต่อถึงกลยุทธ์ที่ 2 แต่เพื่อความไม่ซ้ำซากกับที่คนอื่นเขาเขียนกันไว้แล้ว ผมจึงขอเรียบเรียง จัดลำดับกันใหม่ตามความเหมาะสม ดังนั้น ขอข้ามไปกลยุทธ์ที่ 12 คือ "จูงแพะติดมือ" โดยพลัน

กลยุทธ์ "จูงแพะติดมือ" เป็น "กลยุทธ์ที่ 12" ใน "36 กลยุทธ์" ต้นฉบับภาษาจีนกล่าวไว้ดังนี้

"พึงหาโอกาสจากความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ฉกฉวยเอาแม้ผลประโยชน์ที่เล็กที่สุด ชิงความได้เปรียบจากความพลาดพลั้งยิบย่อยของศัตรู เพื่อให้ได้มาแม้ประโยชน์อันย่อมเยาว์"

คำจำกัดความของกลยุทธ์นี้ หมายถึง ให้รู้จัก "หาโอกาส" อยู่เสมอ ต้องรอคอยจังหวะ รอเวลาที่เหมาะสม เมื่อศัตรูพลาดพลั้ง จึงตีชิงเอาชัยให้ได้ แม้จะเป็นชัยชนะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

คำว่า "แพะ" ในที่นี้ หมายถึง "ความพลาดพลั้งของศัตรูที่มาแบบไม่คาดคิด" สำนวนไทยเราคงเปรียบได้กับ "หมูหก" อยู่ดีๆก็มีโอกาสมาหล่นอยู่ตรงหน้า

ที่ว่าให้ "จูงแพะติดมือ" ในตำรา 36 กลยุทธ์อุปมาไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ เสมือนการที่กระทาชายนายหนึ่ง เดินจูงแพะอยู่ในป่า บังเอิญโชคร้ายไปเจอะกับ "หมาป่า" เข้ากลางทาง ท่านว่าอะไรจะเกิดขึ้น?

คำตอบก็คือ ชายผู้นั้นอาจตัดสินใจกระโดดเข้าฟัดกับหมาป่า เพื่อไม่ให้หมาป่ากินแพะของตัวเอง เช่นนี้ ทั้งคนและหมาป่าย่อมบาดเจ็บไปทั้งคู่

แล้วใครจะได้แพะไปสังเวยความหิวของตัวเองเล่า?

คำตอบก็คือ "ไม่มีใครได้" ไม่ว่าจะ "คน" หรือ "หมาป่า" เพราะแพะตัวนั้นย่อมฉวยจังหวะชุลมุน วิ่งหนีไป โดยไม่ต้องลงไปอยู่ในหม้อสุกี้ ชาบู ชาบู ของชายผู้จูงมันมา และไม่ต้องสังเวยตัวเองให้กับคมเขี้ยวหมาป่า

จะเห็นได้ว่า สำหรับชายผู้นี้ ยังไงก็เจ็บตัวฟรี การกระโดดลงไปสู้กับหมาป่าถือเป็นเรื่อง "ไม่คุ้ม" อย่างยิ่ง เพราะยังไงก็รักษาแพะไว้ไม่ได้ แถมยังต้องเจ็บตัว ดีไม่ดีอาจถึงชีวิตเลยด้วยซ้ำ

หากเขาปล่อยแพะให้หมาป่าไป ปากของหมาป่าเมื่อ "คาบแพะ" ไว้แล้ว ย่อมจะหันมา "กัดคน" ไม่ได้ เช่นนี้ เขาย่อมปลอดภัย 100%

อย่างไรก็ตาม ถ้าปล่อยให้หมาป่าคาบแพะไปง่ายๆ ก็คงไม่ใช่วิสัยของชาย ต่อไปหมาป่าเกเรตัวนี้ย่อมได้ใจ มาตีชิงแย่งเหยื่อได้ตามชอบใจ เพราะรู้ดีว่ายังไงหมอนี่ก็ไม่สู้ จึงเห็นได้ว่า เมื่อมีเรื่องของศักดิ์ศรีมาเกี่ยวข้อง ชายผู้นี้จึงโดนบังคับให้ "สู้" แม้ผลลัพธ์จะรู้อยู่แล้วว่า "ไม่คุ้ม"

สรุปก็คือ การที่คนๆหนึ่ง จูงแพะมาปะเข้ากับหมาป่า จะให้ไม่เสียอะไรเลยนั้นย่อมไม่ได้ หากแม้นรักษาชีวิตรอดได้สำเร็จ ก็ต้องเสียแพะไป

ทว่าโดยมากแล้ว เหตุการณ์มักจะไม่จบแค่นั้น เมื่อแพะตัวนั้นอาศัยจังหวะชุลมุนที่คนฟัดกับหมาป่าวิ่งหนีมาได้ ก็มักจะมาเจอกับ "ตาอยู่" ซึ่งก็ได้แก่ชายอีกคน ที่เฝ้าดูการต่อสู้ระหว่างชายคนแรกกับหมาป่า

เมื่อเห็นแพะหลุดมือวิ่งเตลิดมา ไอ้ตัวแสบนี่ก็คว้าคอแพะไว้โดยพลัน และเดินกลับบ้านไปสบายๆพร้อมกับแพะตัวนั้น !!

ชะตากรรมของแพะ จึงต้องลงไปอยู่ในหม้อวันยังค่ำ เพียงแต่เปลี่ยนจากหม้อของ "ตาอิน" กลายเป็นหม้อ "ตาอยู่" เท่านั้นเอง

ชี้ชัดอีกครั้ง "แพะ" ในที่นี้หมายถึง ความผิดพลาดของศัตรูที่อยู่เหนือความคาดหมาย เมื่อแพะหนีเตลิดมา จงรีบคว้าเอาไว้ แม้จะไม่ใช่ลาภใหญ่ แต่ได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไร อย่างน้อยก็อิ่มท้องไปมื้อสองมื้อ

ในการศึกสงคราม พึงทำตัวเป็น "ตาอยู่" คว้าเอาแม้ประโยชน์เพียงเล็กน้อย แม้ลาภจะไม่ใหญ่ก็ให้รู้จักฉวยเอา จงอย่ามองข้ามว่าเป็นเพียงประโยชน์เล็ก แต่ต้องรู้จัก "ทำจากเล็กไปใหญ่" ชิงความได้เปรียบเหนือศัตรู เพื่อต่อยอดเป็นขั้นบันได ไปสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า

นี่คือวิสัยของแม่ทัพผู้ชำนาญศึกครับ!!

Monday, February 8, 2010

กลยุทธ์ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" (3): รัก ลวง พราง


หลังจากได้อรรถาธิบายถึงที่ไปที่มาของชื่อกลยุทธ์ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" และลงลึกถึงยุทธวิธีโดยละเอียดกันไปแล้ว ทีนี้ ขอเสนอวิธีประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกันบ้างนะครับ

กรณีตัวอย่าง: "รัก ลวง พราง"

ผมเคยรู้จักผู้ชายอยู่คนหนึ่ง ดูภายนอกเป็นคนรักครอบครัวมาก เขามักแสดงออกถึงความรักภรรยาต่อหน้าสาธารณชนอยู่เสมอ

ผู้คนทั่วไปล้วนแล้วแต่ร่ำลือถึงความรักและกลัวภรรยาของผู้ชายคนนี้ ขนาดตัวผมเองไม่ได้สนใจเรื่องเช่นนี้เลย ก็ยังไม่วาย ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความ "รักครอบครัว" ของเขามาเข้าหูผมอยู่เรื่อยๆ

อยู่มาวันหนึ่ง ผมได้ยินเรื่องราวจากผู้หญิงอีกคน ซึ่งทำงานอยู่บริษัทเดียวกับชายผู้นั้น ผู้หญิงคนนี้ เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทสนมกับผมในระดับหนึ่ง เธอเล่าให้ผมฟังว่า ผู้ชายรักครอบครัวคนนั้นมา "จีบ" เธอ และเข้าหาเธอชนิด "รุกหนัก" ขึ้นเรื่อยๆ

ทีแรกเธองงมาก เพราะเขาดูเป็นคนรักครอบครัว ไม่น่าจะทำเช่นนี้ แต่เธอก็ไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะกลัวว่าถึงเล่าไป คนอื่นก็คงไม่เชื่อ เนื่องจากภาพลักษณ์ของเขา "ดีมากๆ" ขืนเล่าไป เธออาจเป็นฝ่ายเสียหายเอง คนอื่นอาจมองว่าเธอสร้างเรื่องไปทำลายครอบครัวเขา

ผมฟังแล้วไม่ได้แปลกใจเท่าไรนัก เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เกิดขึ้นในที่ทำงานแทบทุกที่ แต่ยังนึกในใจว่า ผู้ชายคนนี้สร้างภาพตรงกันข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง ต่อหน้าคนอื่น พยายามแสดงออกว่ารักภรรยาเสียมากมาย ทว่าลับหลัง กลับมีพฤติกรรมอีกอย่าง

การสร้างภาพลวงให้ผู้อื่นหลงเข้าใจผิด และกระทำในทางตรงกันข้ามนี้เอง เป็นตัวอย่างของการ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" ดังเช่นกรณีของชายผู้นี้ เขาทำให้คนอื่นเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นคนรักครอบครัว และออกจะ "กลัวเมีย" ด้วยซ้ำไป แต่แท้จริง กลับพยายามสะสม "กิ๊ก" ไม่ต่างกับผู้ชายเจ้าชู้ทั่วๆไป

(ผมไม่ทราบว่าจริงๆแล้วเขามีกิ๊กกี่คน และไม่คิดจะสนใจอะไรมากไปกว่านี้ แต่อย่างน้อยที่ผมทราบก็มีเพื่อนรุ่นน้องของผมคนนี้คนหนึ่ง ที่เขาพยายามมาจีบ)

คนในสังคมทุกวันนี้ มักมองผู้ชายเจ้าชู้ว่าไม่ดี ทว่าในความเห็นของผม ผู้ชายที่เจ้าชู้อย่างเปิดเผย ไม่น่ากลัวเท่ากับผู้ชายที่ชอบ "รัก ลวง พราง"

เมื่อครั้งคุณ "หนุ่ม กรรชัย" เกิดกรณีรถ MINI กลายเป็นวีรกรรม "รักสามเส้า" จนคุณ "เมย์ เฟื่องอารมย์" และคุณ "อั้ม พัชราภา" เกือบตบกับคุณ "เข็ม ตีสิบ" ผมลองถามเพื่อนหญิงหลายๆคนว่ารู้สึกอย่างไรกับพฤติกรรมของคุณหนุ่ม ซึ่งคำตอบที่ได้นั้น น่าประหลาดใจมาก

เชื่อไหมครับ เพื่อนผู้หญิงของผมส่วนใหญ่ นอกจากจะไม่รู้สึกแย่กับคุณหนุ่มแล้ว กลับมองเขาดีขึ้นเสียอีก ด้วยเหตุผลก็คือ "ดูเป็นคนเปิดเผยดี เจ้าชู้ก็บอกว่าเจ้าชู้"

คำตอบที่ว่า ทำให้ผมได้คิดเลยทีเดียว คนบางคน แม้จะมีพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่หากยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน นอกจากสังคมจะให้อภัยแล้ว ภาพลักษณ์กลับดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ผมไม่ได้บอกว่าพฤติกรรมเจ้าชู้เป็นสิ่งที่ดี แต่มองว่า คนอย่างคุณหนุ่ม ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับผู้ชายคนที่ผมเล่ามา ซึ่งภาพข้างนอก ไม่เหมือนกับการกระทำ (และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณเมย์ถึงยังรักคุณหนุ่ม)

อย่างไรก็ตาม เรื่องของผู้ชายคนที่ผมเล่า ไม่ได้เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปนะครับ มีแต่น้องผู้หญิงคู่กรณี และตัวผมเท่านั้นที่รู้ ดังนั้น ต้องถือว่า กลยุทธ์ "ปิดฟ้า-ข้ามทะเล" หรือ "ปิดฟ้า-เด็ดดอกไม้" ของเขา ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อย่างน้อยก็จนถึงปัจจุบัน

การสร้าง "ภาพลวง" มากลบ "ภาพจริง" ในเรื่องของการชิงรักหักสวาท ถือเป็นตัวอย่างใกล้ตัวในการ "ปิดฟ้าข้ามทะเล"

อธิบายมาอย่างละเอียด ทุกท่านคงแจ่มชัดแล้วว่า กลยุทธ์นี้ หมายถึง "การสร้างภาพลวง ปกปิดการกระทำอันแท้จริง ปกปิดเจตนาของตน ทำให้ศัตรูไม่ทันระวัง เพื่อหาโอกาสจู่โจม"

36 กลยุทธ์จีนกล่าวไว้ว่า "ศัตรูที่ต้องระแวดระวังอยู่เสมอ ที่สุดจะสูญเสียความระวัง ความคุ้นเคยทำให้ไม่ระแวงสงสัย หยินนั้นอยู่ข้างใน มิใช่ขั้วตรงข้ามของหยาง หยางนั้นใหญ่ยิ่ง ควบคุมหยินไว้ภายใน"

จะเห็นได้ว่า "ความประมาท" หาได้มาจากสิ่งอื่นไม่ ก็มาจากความ "ระวังมากไป" นั้นเอง

หากเราสร้างสถานการณ์เพื่อกดดัน ทำให้ศัตรูระแวงสงสัย ในครั้งแรกๆ ศัตรูจะตั้งการ์ด ระมัดระวัง วางการป้องกันเข้มงวด แต่เมื่อทำต่อไปเรื่อยๆ เมื่อศัตรูเห็นว่าไม่มีอะไร เขาก็จักย่อหย่อน ลดการป้องกัน และเมื่อนั้นคือโอกาสงามของเรา

จงโจมตีให้สิ้น ในขณะที่ข้าศึกไม่ทันระวังตัว แล้วชัยชนะจักเป็นของท่านครับ

Thursday, February 4, 2010

กลยุทธ์ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" (2): ยุทธวิธีและการปฏิบัติ



คราวที่แล้วได้อธิบายถึงที่มาของคำว่า "ปิดฟ้าข้ามทะเล" กลยุทธ์แรกใน "36 กลยุทธ์แห่งชัยชนะ" คราวนี้ขออรรถาธิบายต่อ ว่ายุทธวิธีของกลยุทธ์นี้มีอย่างไรบ้าง

คำว่า "ปิด" ในที่นี้แปลว่า ทำให้ไม่เห็น หรือทำให้ไม่ทราบ หรือสร้างภาพลวงเพื่อปกปิด คำว่า "ข้าม" ในที่นี้หมายถึง ทำภารกิจให้ลุล่วงไปได้ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" จึงหมายถึง

"การสร้างภาพลวง สร้างสถานการณ์หลอก โดยปกปิดความจริงบางประการ ทำให้ข้าศึกเกิดความคุ้นชิน จนเกิดความละเลยหละหลวม ไม่เตรียมการป้องกัน ไม่ระวังตัว เพื่อฉวยโอกาสในการโจมตี หรือเพื่อบรรลุผลบางประการ"

ดังเช่นที่ "ซิยิ่นกุ้ย" และเหล่าขุนนางปกปิดมิให้ "ถังไท่จง" รู้ว่ากำลังประทับอยู่บนเรือลำใหญ่ แต่สร้างภาพให้เข้าใจว่าอยู่ในหมู่บ้านบนพื้นดินธรรมดาๆ เป้าประสงค์ในการทำให้กษัตริย์หายเมาคลื่น เลิกกลัว และเดินทางข้ามทะเลจนถึงฝั่ง จึงบรรลุผลสำเร็จได้ หากถังไท่จงทรงรู้ว่าตัวเองอยู่บนเรือ อาการหวาดวิตกและท้อแท้ต่อการเดินทางก็คงไม่หมดไป ที่สุดย่อมเดินทางไม่ถึงโกกุเรียว

ในการทำศึกสงครามก็เช่นเดียวกัน แม่ทัพผู้ชาญศึกย่อมต้องมีการ "ปกปิด" ข้าศึก หรือแม้แต่ "ปกปิด" พวกของตน ไม่ให้ได้ทราบ "ความจริง" ในบางเรื่อง บางครั้งจำเป็นต้อง "หลอกลวง" สร้างสถานการณ์ ก็เพื่อให้เป้าหมายของพวกตนเป็นผลสำเร็จ

ที่คุ้นเคยกันที่สุดในประวัติศาสตร์จีนก็คือ พวกขันที หรือเหล่าขุนนางกังฉิน พยายามเป่าหูฮ่องเต้ ถวายข้อมูลผิดๆ สร้างข้อมูลเท็จ ปกปิดความจริงไม่ให้องค์จักรพรรรดิ์ได้ทราบถึงสถานการณ์บ้านเมือง เพื่อให้พวกตนเองได้รับประโยชน์ ทำให้ประเทศต้องเสียหาย หรือวิปริตผิดเพี้ยนไป

สมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย "ขันทีทั้งสิบ" ปิดหูปิดตา หลอกลวงพระเจ้าเลนเต้ จนบ้านเมืองแตกเป็นเสี่ยง สมัยสามก๊ก ในราชวงศ์สู่ฮั่น "ฮุยโฮ" ขันที ปิดหูปิดตาพระเจ้าเล่าเสี้ยน ยุยงส่งเสริมในทางที่ผิด เอาข้อมูลเท็จกรอกหูทุกวัน

สมัยสามก๊กเช่นเดียวกัน ในราชวงศ์ง่อ "ยิมหุน" ขันทียิ่งแล้วใหญ่ ยุพระเจ้าซุนโฮว่า มีนิมิตรดี พระองค์จะได้ครองแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ฮ่องเต้ใจทราม นอกจากจะไม่ระวังป้องกันแล้ว ยังคะนองจะยกไปตีก๊กจิ้น ทั้งที่กำลังของฝ่ายตัวเทียบเขาไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าขันทีเหล่านั้นบรรลุผลสำเร็จของตนเอง

อีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่คล้ายคลึงกับ "ศึกเซ็กเพ็ก" สมัยสามก๊กมากๆ คือใน "ยุคเหนือ-ใต้" เมื่อครั้ง "สุยเหวินตี้" ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุย ครองแผ่นดินทางเหนือได้หมดแล้ว ความได้เปรียบขณะนั้นอยู่ในระนาบใกล้เคียงกับ "โจโฉ" ก่อนทำสงครามภูผาแดง จะเหลือก็เพียงแต่ "แคว้นเฉิน" ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงเท่านั้นที่ยังแย่งยึดมาไม่ได้

แต่ "ก๊กเฉิน" ก็เช่นเดียวกับ "ก๊กง่อ" ของซุนกวน ชัยภูมิเยี่ยม มีแม่น้ำขวางกั้น ยากที่จะตีให้แตก สุยเหวินตี้ ด้วยคำแนะนำจากกุนซือข้างกาย จึงสั่งตระเตรียมกำลังอยู่ริมชายฝั่ง ทำเสียงอึกทึก ราวกับจะยกทัพข้ามน้ำไปตีแคว้นเฉินอยู่ในวันในพรุ่ง อ๋องแคว้นเฉินเห็นดังนั้นจึงรีบตั้งการ์ด สั่งทหารเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง จัดเวรยามเข้มงวด

ทว่าวันเวลาผ่านไปๆ ก็ยังไม่ยกไปตีเสียที สุยเหวินตี้ยังสร้างภาพลวงไม่หยุดหย่อน สั่งให้ทหารเอาเรือรบดีๆไปหลบไว้ ที่เอามาจอดประจันหน้ามีแต่เรือรบเก่าๆผุพัง จากนั้น ทหารฝ่ายสุยส่งเสียงอึกทึกครึกโครมอีกหลายครั้ง ฝ่ายเฉินทีแรกก็สะดุ้ง แต่ตอนหลังชักชิน

เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินก็เข้าใจว่าฝ่ายสุยคงไม่กล้าบุกแล้ว จึงถอนกำลังออก ลดการป้องกันเหลือแค่ระดับต่ำ เท่านั้นแหล่ะ เวลาที่ฝ่ายสุยรอคอยก็มาถึง

สุยเหวินตี้รีบสั่งกองทัพซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ล่อหลอกอยู่เป็นเดือน ยกข้ามน้ำ ตีแคว้นเฉินแตกกระเจิงทันทีในเวลาไม่กี่คืน ยึดดินแดนกังตั๋ง รวมแผ่นดินที่แยกเป็น เหนือ-ใต้ กลับเป็นหนึ่งได้สำเร็จ

ที่ทำได้เช่นนี้เพราะรู้จัก "ปิดฟ้า" เพื่อ "ข้ามทะเล" นั่นเอง

อีกกรณี ในยุคราชวงศ์ซ่ง "ฉินไค่ว" ปิดหูปิดตาฮ่องเต้ซ่งเกาจง สร้างภาพให้งักฮุยเป็นกบฏ คิดทรยศ ยอดแม่ทัพที่ยกลงไปปราบอริราชศัตรูทางใต้ กำลังจะเผด็จศึกเผ่าจินได้ จึงต้องถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงถึง 12 ครั้ง ก่อนจะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร นี่คือ ฉินไคว่ "ปิดฟ้า" (ยุแยงหลอกฮ่องเต้) และ "ข้ามทะเล" (กำจัดงักฮุย กุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียว) ได้สมใจ

อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าเข้าใจผิด "ฟ้า" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง "ฮ่องเต้" หรือ "ผู้นำ" แต่อย่างเดียวเท่านั้น บางครั้ง กลุ่มขุนนาง หรือคนใกล้ชิด ร่วมมือกับผู้นำในการปิดหูปิดตาราษฎร เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องของกลุ่มผู้ปกครองนั้น นั่นก็เรียกว่า "ปิดฟ้าข้ามทะเล" ได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น "ฟ้า" ในที่นี้ อาจหมายถึง "ประชาชน" ก็เป็นได้

ในสมัยเอโดะ "อิคคิวซัง" เณรน้อยแห่งวัด "อังโคะคุจิ" ในเกียวโต ถูก "โชกุน" ขอให้หาอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาให้กิน เณรน้อยเจ้าปัญญาจึงหลอกโชกุนให้ทำงานกรรมกรที่วัด ถึงขนาดให้หาบน้ำเป็นร้อยๆเที่ยว

ที่สุดแล้ว อาหารวันนั้นมีแค่แกงจืดต้มฟักกับข้าวสวย แต่โชกุนที่กำลังเหนื่อยหอบ กลับรู้สึกว่านั่นเป็นอาหารวิเศษที่อร่อยที่สุดในโลก นั่นคือการ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" ในแบบน่ารักๆ (เรียกว่าข้ามบ่อน้ำก็คงพอได้อยู่)

ทีนี้ คนเดินดินอย่างเราๆ จะนำเอากลยุทธ์ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" ไปเพื่อชนะศึกในชีวิตประจำวันได้อย่างไร คราวหน้าจะมาว่าต่อครับ


ภาพประกอบ:
บน - อิคคิวซัง จากภาพยนตร์การ์ตูน
ล่าง - รูปปั้น ฉินไคว่ และเมีย อยู่ที่หังโจว

Tuesday, February 2, 2010

กลยุทธ์ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" (1): เมื่อ "ถังไท่จง" โดนต้ม


กลยุทธ์ "ปิดฟ้าข้ามทะเล" เป็นกลยุทธ์แรกใน "36 กลยุทธ์แห่งชัยชนะ" ของจีน จัดเป็นกลยุทธ์เพื่อการชนะศึกอย่างหนึ่ง

คำว่า "ปิดฟ้าข้ามทะเล" เกิดจากเมื่อครั้งถังไท่จงฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ถัง จะเสด็จไปทำศึกกับอาณาจักร "โกกุเรียว" ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ใช่อื่นไกล คือประเทศ "เกาหลี" นั่นเอง โกกุเรียวนี้ มีชายแดนติดกับเมือง "เหลียวตง" ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดๆของประเทศจีน

เหตุที่ถังไท่จงต้องเสด็จไปปราบโกกุเรียวก็เพราะอาณาจักรนี้กำลังเติบโต และชอบให้ท้ายรัฐของชนกลุ่มน้อยที่อยู่รอบๆ ทำให้หัวเมืองพวกนี้รวมตัวกันก่อความไม่สงบและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของแผ่นดินใหญ่เสมอมา

อันว่าเมือง "เหลียวตง" ที่ว่าอยู่ติดกับโกกุเรียว แฟนๆสามก๊กหากนึกไม่ออก ให้นึกถึงเมือง "เลียวตั๋ง" ตามสำเนียงฮกเกี้ยนของ สามก๊ก ฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมืองเดียวกันนั้นแหล่ะครับ ปัจจุบัน หากเปิดแผนที่ประเทศจีน จะอยู่บริเวณหงอนของไก่พอดีพอดิบ อาณาเขตบริเวณนี้ เนื่องจากอยู่ไกลปืนเที่ยง จึงมักเกิดปัญหาความไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง

ยุคสามก๊ก ในรัชสมัยพระเจ้าโจยอยแห่งราชวงศ์วุย "กองซุนเอี๋ยน" เจ้าเมืองเหลียวตง ก็เคยก่อกบฏแข็งเมือง เหิมเกริมตั้งตนเป็นกษัตริย์ ทำให้ "สุมาอี้" ต้องยกทัพจากลกเอี๋ยงไปปราบจนราบคาบ ประหารกองซุนเอี๋ยนได้ และเนื่องจากตอนนั้นทัพสุมาอี้เดินทางด้วยเท้า จึงใช้เวลาเดินทางไปกลับหนึ่งปีเต็มๆ

ในรัชสมัยของฮ่องเต้ถังไท่จง เมืองหลวงขณะนั้นอยู่ที่ฉางอาน (ในสามก๊กเรียก "เตียงอัน" คือเมืองหลวงของ "ตั๋งโต๊ะ") ซึ่งไกลจากโกกุเรียวยิ่งกว่าลกเอี๋ยง (ลั่วหยาง) เสียอีก แต่ถังไท่จงเลือกเดินทางทางน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับหัวเมืองรายทาง ที่อยู่ก่อนถึงโกกุเรียว อันจะทำให้เสียไพร่พลและเวลาโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม แม้เสด็จทางเรือก็ไม่ใช่โจทย์ง่ายๆ เพราะจักต้องรอนแรมไปตามแม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง) ก่อนจะหักหัวเรือเข้าแม่น้ำเหลียวเหอ (แม่น้ำเหลียว) รวมระยะทางยาวไกลกว่า 5,000 ลี้ กินเวลาหลายเดือน

อีกทั้งขณะนั้น พระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว พูดภาษาชาวบ้านคือ "แก่แล้ว" ขุนนางหลายคนจึงทัดทานไม่ให้ไป เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว จะไปเองทำไม แต่ด้วยความรั้นตามประสาคนแก่ ถังไท่จงจึงดึงดันเสด็จไปจนได้

พอมาถึงกลางทาง บริเวณปากแม่น้ำเหลียว ก็ต้องเจอกลับคลื่นลมปั่นป่วนอย่างหนัก ยอดฮ่องเต้องค์นี้ถึงกับล้มประชวร ใจก็นึกว่า "กรูไม่น่ามาเลย" "ไม่น่าดื้อเลย" แต่จะหันหัวเรือกลับก็ไม่ได้ เพราะตัวเป็นกษัตริย์ ขืนเลิกล้มกลางทางมีหวังเสียหน้า แถมยังมาไกลโขแล้ว จะกลับก็เสียดาย ครั้นจะไปต่อก็ท้อเต็มทน

ขุนนางทั้งหลายเห็นฮ่องเต้เป็นดังนี้ก็ช่วยกันคิดหาหนทาง ที่สุดแล้ว กลับไปได้ไอเดียจากทหารเลวผู้หนึ่ง ชื่อ "เซี่ยเหรินกุ้ย" ชื่อนี้คนไทยน้อยคนจะรู้จัก แต่ถ้าบอกว่า "ซิยิ่นกุ้ย" คงร้องอ๋อแน่นอน

"เซี่ยเหรินกุ้ย" หรือ "ซิยิ่นกุ้ย" ให้ขุนนางใกล้ชิดออกอุบายหลอกฮ่องเต้ จับตาแก่ในเรือผู้หนึ่งปลอมตัว ทำทีเป็นเศรษฐีมาขอเข้าเฝ้า ทูลว่าจะถวายเสบียงจำนวนมโหฬารเพื่อใช้ในการศึก แต่ต้องเสด็จขึ้นบกไปรับเสบียงที่บ้านตาแก่ ถังไท่จงเห็นฟังดูเข้าที ประกอบกับเหงาๆ เบื่อเรืออยู่แล้ว จึงตบปากรับคำจะจอดเรือไปรับเสบียงด้วยตนเอง

พอไปถึง ทรงทอดพระเนตรเห็นบ้านหลังเบ้อเริ่มเทิ่ม ตกแต่งสวยงามยิ่งนัก แถมพวกขุนนางก็รีบปรนเปรอเอาใจ ทั้งอาหาร เหล้ายามากมาย ยอดบุรุษหลี่ซื่อหมิน (นามเดิมก่อนเป็นฮ่องเต้) จึงเพลิดเพลิน ทรงพระสำราญอย่างมาก กินโต๊ะ เสวยน้ำจันท์ (ซัดเหล้า) ทุกวัน ทำเช่นนี้เป็นสัปดาห์ๆ

มีอยู่วันหนึ่ง ทรงกินเหล้าไปได้ไม่มากนัก เกิดรู้สึกว่าทำไมบ้านถึงโคลงเคลงอย่างหนัก สงสัยเป็นเพราะเราเมาแน่ๆ แต่ เอ..เพิ่งกินไปจอกสองจอก จะเมาได้อย่างไร จึงออกปากถามขุนนางรายล้อม ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น แผ่นดินไหวกระนั้นฤา?

สิ้นเสียงจากพระโอษฐ์ จึงปรากฏกาย จอมสวาปาม "ซิยิ่นกุ้ย" นั่นเอง ยิ่นกุ้ยอธิบายว่า แท้จริงแล้ว พระองค์ประทับอยู่ในเรือมาตั้งแต่ต้น บ้านหลังนี้ก็อยู่บนเรือ หาได้อยู่บนบก หาใช่บ้านเศรษฐีที่ไหน เรื่องเสบียงอะไรนั่นก็ไม่ได้มีจริง เป็นเพียงอุบายที่ทำให้พระองค์คุ้นชินกับการประทับเรือฝ่าคลื่นลมเท่านั้น

ถังไท่จงได้สดับดังนั้นก็ถึงบางอ้อ นี่เราอยู่บนเรือมาตั้งแต่ต้นหรอกหรือ ว่าแต่อุบายนี้ก็ได้ผลจริงๆ เราไม่รู้สึกคลื่นไส้ มึนหัว หรือแพ้เรืออีกต่อไปแล้ว เพราะอยู่มาได้หลายวันแล้ว ชินเสียแล้วนั่นเอง

พระองค์รู้สึกยินดีมากๆ ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองซิยิ่นกุ้ยและขุนนางทั้งปวงที่ร่วมมือกันหลอกต้ม ตรงกันข้าม ด้วยความใจกว้าง กลับรู้สึกขอบใจทุกคนที่ช่วยแก้โรคกลัวเรือให้ จึงปูนบำเหน็จจนหน้าบานไปตามๆกัน ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินต่ออย่างสบายพระทัย

นี่แหล่ะครับ เป็นที่มาของคำว่า "ปิดฟ้าข้ามทะเล" คือ หลอก "ฟ้า" ในที่นี้หมายถึงปิดบังความจริงจาก "ฮ่องเต้" เพื่อเดินทางข้ามทะเลไปได้จนเป็นผลสำเร็จ

ส่วนเคสนี้ โดยเนื้อแท้แล้วเป็นกลยุทธ์ประเภทไหน และจะประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร เดี๋ยวเอาไว้คราวหน้าจะมาว่าต่อให้ฟังครับ



ภาพประกอบ:
บน- "ถังไท่จง" หรือ "หลี่ซื่อหมิน" ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถัง
ล่าง- "ซิยิ่นกุ้ย" ยอดแม่ทัพแห่งราชวงศ์ถัง