Saturday, February 20, 2010

เห็นใจแต่ไม่เข้าใจ


เมื่อหลายปีก่อน ผมยังทำงานกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง

วันหนึ่ง บริษัทได้พาลูกบ้าน หมายถึงลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการของบริษัท ไป "ไหว้พระเก้าวัด" ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เผอิญผมทำงานอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ จึงต้องติดสอยห้อยตามไปกับเขาด้วย

พอไปถึงวัดๆหนึ่ง เป็นวัดโบราณ จำไม่ได้แล้วว่าวัดอะไร ไกด์ของบริษัทก็พาลูกบ้านเข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถ อุโบสถของวัดนั้น เป็นของโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา สร้างด้วยอิฐเก่า ไม่ได้ใช้อิฐบล็อก ไม่ได้ฉาบปูนทาสี เหมือนโบสถ์ในวัดสมัยนี้

ที่สำคัญ ผนังโบสถ์ทั้งสี่ด้าน "ปิดทึบ" ตามแบบโบราณ จึงไม่มีอากาศถ่ายเทและค่อนข้างอับชื้น ตรงนี้ใครชอบเที่ยววัดเก่าๆน่าจะพอนึกภาพออกนะครับ

เนื่องจากบริษัทที่พาไปทำธุรกิจขายบ้าน จึงมีพนักงานที่เป็นวิศวกรไปด้วย พี่ที่เป็นวิศวกรคนหนึ่งเห็นโบสถ์ค่อนข้างมืดและอับ จึงแนะนำพระว่า เหตุใดหลวงพี่ไม่เจาะผนังโบสถ์ทั้งสี่ด้านให้อากาศถ่ายเท ก่อนจะเสนอวิธีปรับปรุงโบสถ์อีกสองสามวิธี ตามแบบของนวัตกรรมการก่อสร้างสมัยใหม่ให้กับพระ

ผมได้ยินดังนั้นจึงนึกในใจว่า พี่วิศวกรคนนี้ "หวังดี" แต่ยังขาด "ความเข้าใจ"

ที่ว่าขาดความเข้าใจก็เพราะพระอุโบสถแห่งนั้น เป็นโบสถ์ที่เขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นเหมือนเมื่อครั้งอยุธยา จึงไม่ได้มีการบูรณะตามแบบการก่อสร้างสมัยใหม่ หากพระไปทำตามที่พี่เขาว่า คุณค่าของมันก็คงหมดสิ้นกันพอดี

นี่น่าจะเป็นสาเหตุว่า ทำไมวัดในอยุธยาที่ยังมีโบสถ์โบราณหลงเหลืออยู่ ยังไม่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา จึงมักสร้างพระอุโบสถแห่งใหม่ แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปองค์เดิมเข้าไปประดิษฐาน ส่วนโบสถ์เก่าที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีฯ เขาก็มักจะทิ้งไว้อย่างเดิม หรือทำการบูรณะโดยคงรูปแบบเดิมเอาไว้

ลองคิดดูนะครับ หากทุกวัดในอยุธยาทุบโบสถ์เดิมทิ้งทั้งหมด ผมคงไม่มีความจำเป็นใดๆต้องขับรถไปเที่ยวอีก ไปวัดเสมียนนารีก็ได้ ใกล้แค่นี้เอง ประหยัดน้ำมัน แถมยังได้เห็นโบสถ์ใหม่ๆ สวยๆ ใหญ่โตกว่าที่อยุธยาเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่ใช่คนหัวเก่าครับ เป็นคนหัวใหม่มากๆ ไม่ได้คิดว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเท่าที่เห็นบ้านเราทุกวันนี้ ก็อยากให้หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนเสียด้วยซ้ำ

แต่หากมองในแง่ของการลงทุน โบสถ์เก่าหลังนั้น คือตัวที่สร้าง "value" หรือ "มูลค่า" ให้กับวัด หากทุบโบสถ์ทิ้งเสีย ก็เท่ากับ "ทุบหม้อข้าวตัวเอง" เพราะคุณค่าที่มีอยู่ในวัดก็จะเหลือน้อยลง ไม่มีอะไรดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอีก

นี่คือตัวอย่างของความ "เห็นใจ" แต่ "ไม่เข้าใจ"

ในสังคมไทยมีคนดีๆอีกเยอะ บางคนหวังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าตนเองด้วยความกรุณา แต่ "ความกรุณา" นั้น หากปราศจาก "ความเข้าใจ" แล้ว นอกจากจะทำให้ผู้รับไม่สบายใจ ดีไม่ดียังอาจทำให้ชีวิตของพวกเขาเดือดร้อน หรือย่ำแย่ลงเสียด้วยซ้ำ

หลายคนคงจำกันได้ เรื่องราวชีวิตของ "ปู่เย็น" ผู้ล่วงลับ ที่ถูกนำเสนอโดยรายการ "คน ค้น คน" ด้านหนึ่งนั้น น่าดูน่าชม น่าสนใจ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนไทย ในการใช้ชีวิตแบบมีศักดิ์ศรี เลี้ยงตัวเองได้ ไม่แบมือขอใคร ทางรายการจึงตั้งฉายาให้กับปู่เย็นว่า "เฒ่าทรนง"

แต่ไปๆมาๆ สังคมไทยก็คือสังคมไทย เมื่อเทปปู่เย็นออกอากาศ ได้เกิดกระแสใหญ่โต กลายเป็น talk of the town บรรดาหน่วยงานและบุคคลต่างๆ ต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทำราวกับว่าชีวิตปู่แกกำลังเดือดร้อน ยากเย็นเข็ญใจ จะตายวันตายพรุ่งอะไรปานนั้น

นี่เป็นเรื่องตลกมากๆ เพราะ message จากทางรายการ มีความ "ชัดเจน" ที่สุดแล้ว คือ ปู่เย็นแกเป็นคนมีศักดิ์ศรี เป็น "เฒ่าทรนง" ไม่เคยต้องการความสงสาร ไม่เคยเรียกร้องขอความอนุเคราะห์อะไรจากใคร แกอยู่ได้ด้วยตัวของแกเอง

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นการพยายามเข้าไป "ยุ่มย่าม" กับชีวิตของแก ไปมอบโน่นมอบนี่ แล้วก็ออกข่าวเสียใหญ่โต

คนบางกลุ่ม ไม่เข้าใจข้อความง่ายๆอันนี้ ทั้งที่ทางรายการพยายามสื่อ หรือเข้าใจแต่อยากได้หน้าก็ไม่ทราบ จึงแสดงความหวังดี (หรือหวังได้หน้า) ด้วยวิธีผิดๆ ทำให้ชีวิตของคนๆหนึ่งต้องวุ่นวาย ต้องเดือดร้อน ต้องกลายเป็น Celeb ทั้งที่เขาไม่ได้ต้องการเลย

ท้ายที่สุด ทราบไหมครับอะไรเกิดขึ้น? ไม่กี่เดือนหลังจากเป็นข่าว ปู่เย็นก็โดนคนร้ายตีหัว ทำร้าย และปล้นเอาเงินไป!!

สังคมไทยเรา ยังมีคนมากมาย ที่เป็นคนดี จิตใจงาม อยากจะช่วยคนจน แต่อีกส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อย ก็คือพวก "บุญหนักศักดิ์ใหญ่" แต่ตีนไม่ติดดิน อยากได้หน้า ทะเร่อทะร่า โดยไม่รู้เลยว่า สำหรับคนจนจำนวนไม่น้อย แม้จะอยากสุขสบาย แต่เขาก็อยากอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

สิ่งที่ดีที่สุด ที่เราจะให้กับคนจนได้ จึงไม่ใช่แค่ "การสงเคราะห์" แบบเดิมๆ ไม่ใช่เอาถุงยังชีพไปให้พวกเขา แต่ต้องหยุดปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็น "คนอนาถา" ให้พวกเขายืนอยู่ได้บนลำแข้งของตัวเอง

เราควรให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งทุน ไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ ไม่ต้องเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว พร้อมกับให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ หรือนำเอาภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว มาต่อยอด มาสร้างรายได้

อย่าทำตัวเหมือนคนสูงศักดิ์ กวักมือเรียกพวกเขามารับการอนุเคราะห์ เช่นนั้นคนที่ได้มากกว่าคือ "คนให้" ที่ว่าได้คือ "ได้หน้า" ส่วน "คนจน" ดีใจได้แป๊บเดียว เดี๋ยวก็ต้องหาเงินใช้หนี้กันต่อไป ส่วนพวกคุณก็สุขสบายกันต่อไป

ช่วยเหลือคนนั้นดีแน่นอน ช่วยมากช่วยน้อยก็ช่วยไป ดีกว่าไม่ช่วย แต่จะให้ยั่งยืน ต้องช่วยกันวางรากฐาน อย่าช่วยเพียงแค่ให้ผ่านวันนี้ไป อย่าเอาแต่สร้างภาพไปวันๆ

นอกจากไม่ได้เรื่องแล้วยังไปทำคนเขาเดือดร้อนครับ

11 comments:

  1. รายการคนค้นคนมีกรณีอย่างนี้เยอะมาก

    ผู้หญิงพิการคนที่เดินด้วยมือ พอออกรายการก็ได้เงินบริจาคไปหลายแสน หลังจากนั้นก็เป็นข่าวว่าเอาเงินไปให้ผู้ชายหมด เพราะนึกว่าเขาจะมารักก็เลยโดนเขาหลอกเอาเงินไป

    และยังมีกรณีพิพาทของครอบครัวน้องอ้อมกับนาธานเรื่องเงินบริจาคอีก

    อยากให้สังคมเปลี่ยนจากการขี้สงสารเป็นการยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ด้อยโอกาสมากกว่า

    ReplyDelete
  2. ปู่เย็นได้เงินบริจาค แต่ก็ดึงดูดความสนใจของพวกคนร้ายมาด้วย อายุมากแล้วมาโดนทำร้ายอีก

    ReplyDelete
  3. @1001ii exactly ครับ คนชั้นกลางและชั้นสูงของไทย เวลาจะช่วยเหลือคนจน จะเริ่มจากมุมมองว่าเขาต่ำกว่าเรา พอมองอย่างนั้น เวลาช่วยก็จะช่วยด้วยความเวทนา สงสาร เอาเศษเงินเศษทองไปให้ ถ้าเรายอมรับในศักดิ์ศรี ว่าเขาเปนมนุษย์เท่าเทียมกับเรา เราจะอยากพัฒนาเขาอย่างยั่งยืน นั่นคือการช่วยที่ดีที่สุดครับ

    ReplyDelete
  4. สะ้ท้อน บ้านเราชนชั้นห่างกันไปทุกวันๆ เศษเงินบางคน มีค่ามากสำหรับหลายคน

    ReplyDelete
  5. ครูอาทครับ อืม ทรรศนะคติ แบบนี้ ผมก็เป็นนะ เวลาผมเห็นคนที่ลำบากกว่าเรา เช่น วันนี้ผมยังมีเงินกินใช้ไปวันๆๆ มีที่พัก แต่ว่า เวลาเจอขอทาน ผมยังนึกไม่ออกว่า เย็นนี้เขาจะกิน จะนอนอย่างไร มันอดไม่ได้ที่จะให้เศษ เงิน หรือ การแบ่งปันให้เพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะขี้เกียจ โชคร้าย หมดความสามารถทำมาหากิน หรือหากินไม่เป็น อื่นๆ แต่ถ้า ครบ 32 ยังหนุ่ม และน่าสงสารผิดปรกติ ผมก็ดูเป็นกรณีๆไป

    ภาพของผมอาจเป็นเรื่องปรกติ แต่ภาพของชนชั้นสูงในสังคม เขาเกิดมาพร้อมด้านทรัพย์สมบัติ ชาิตินี้ไม่ต้องทุกข์หา แค่รักษา และเมืองพุทธ การให้คือการลงทุนต่อในอีกมุมหนึ่ง เพราะได้ทั้งสบายใจ และ สะสมไปในภพหน้า

    ศักดิ์ศรีมนุษย์ ผมเห็นด้วยครับ มันแฟร์ดี แต่วิธีการก็ นานาทรรศนคติครับ ผมถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง นิดหน่อยก็ช่วยนะครับ สงสาร คนเราชาติกำเนิดไม่เท่ากันอยู่แล้วครับ

    ReplyDelete
  6. @Ya เห็นตรงกันครับพี่ Ya

    ประเด็นของผมคือ ตำหนิพวกชอบ "สร้างภาพ" แล้วแทนที่จะไปช่วย กลับไปทำให้เขาเดือดร้อน

    ไม่ว่าคนให้จะรวยหรือไม่รวย ถ้ามีจิตใจจะช่วยจริงๆ มันดีทั้งนั้นครับ

    ปย.สุดท้ายของผม

    "ช่วยเหลือคนนั้นดีแน่นอน ช่วยมากช่วยน้อยก็ช่วยไป ดีกว่าไม่ช่วย แต่จะให้ยั่งยืน ต้องช่วยกันวางรากฐาน อย่าช่วยเพียงแค่ให้ผ่านวันนี้ไป อย่าเอาแต่สร้างภาพไปวันๆ"

    (กรณีปู่เย็นที่ยกมา คือ ตย.ที่ชัดเจนของพวกที่ช่วยเหลือแบบผิดวิธี บวกกับอยากสร้างภาพ แล้วไปทำลายชีวิตเขา)

    ReplyDelete
  7. ถ้าสงสารขอทานจริงๆ ก็ควรช่วยพาเขาไปส่งสังคมสงเคราะห์

    แต่ผมรับประกันว่าเขาจะไม่ยอมไปเด็ดขาด ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์บ้านเราไม่ดีนะครับ แต่เป็นเพราะการเป็นขอทานมีรายได้มากกว่าอาชีพหาเช้ากินค่ำทั่วไป คนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ

    เรานั้นแหละที่เป็นคนทำให้พวกเขาต้องมาขอทาน

    เวลาที่เราให้เงินขอทาน ลองนึกถึงคนล้างห้องน้ำในห้างฯ ว่าคุณเคยตอบแทนอะไรเขาบ้างที่เขาทำงานหนัก ไม่ยอมแบมือขอเงินใคร

    ReplyDelete
  8. @1001ii

    ผมเองก็ไม่เคยให้เงินเด็กขอทานตามสี่แยก เพราะการทำแบบนั้น มีแต่จะทำให้แก๊งค์เด็กสี่แยกเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ เป็นอันตรายต่อทั้งตัวเด็ก และเป็นภัยต่อคนขับรถ

    แต่ถ้าเป็นวณิพกเล่นดนตรี อันนี้ผมมักจะหยิบเงินให้บ่อยๆ เพื่อเป็นค่าบริการ แลกกับที่เขาเล่นดนตรีให้ผมฟัง ผมให้เขาในฐานะนักดนตรี

    บ้านเราเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับ "เปลือก" ค่อนข้างมาก พอใครให้เงินขอทาน แล้วเราเห็นเข้า เราจะรู้สึกชื่นชม โดยไม่ตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่เขาทำ เป็นการแก้ปัญหา หรือเพิ่มปัญหากันแน่

    เช่น คนที่ออกมาด่า ว่าการพนันเป็นสิ่งเลวร้าย จึงห้ามมีบ่อน ห้ามมีร้านรับพนัน ห้ามมีหวยบนดิน คนแบบนี้จะได้รับคำชมทันที โดยไม่ต้องตั้งคำถามต่อ ว่าการไม่มีสิ่งเหล่านั้น(ในแบบถูก กม.) จะเป็นการแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหากันแน่

    ReplyDelete
  9. คนสู้ชีวิต ถึงอย่างไรก็เอาตัวรอดได้ครับ วันนี้เป็นขอทาน คิดได้ ก็ไปสมัครเป็นยามในห้างฯ ปัญหาคือ เมือใหร่เขาจะคิดได้ ผมอาจมีจิตใจที่ เคย อ่อนแอ ท้อ ไม่สู้ชีวิตมาก่อน หรือเคย มึด 8 ด้าน หรือเห็นผิดเป็นชอบมามั้ง เลยอดให้ไม่ได้ในบางอารมณ์

    ผมยอมรับว่า บางทีใจอ่อน ขี้สงสารพร่ำเพรื่อ แต่ก็เลือกดูเป็นเคสๆไป ไม่ใช้สงสารไปหมดทุกราย เช่นเอาสีมาทาให้ดูเป็นแผลอย่างนี้ก็มีนะ

    ถ้าไปสังคมสงเคราะห์ก็ดีสังคมจะได้เป็นระเบียบ แต่เขาสมัครใจขอทาน ชัดเจนรายได้ดีกว่าชัวร์ๆ ขอทานถ้ารวยกว่า พนักงานห้างที่ได้เงินเดือน คงแล้วแต่คนนั้นชอบแล้วละครับ เขาได้เลือกชีวิตตนเองแล้ว เป็นขอทานอาชีพไป อยู่แบบไร้ศักดิ์ศรี ทำงานเบา แต่มีเงิน ไม่รู้จะว่าไงเหมือนกัน เป็นคนที่เกิดมาแล้วไม่ชอบขึ้นสูง แต่ไม่ใช่ผมนะ วิธีคิดของคนแบบนี้จะบอกว่า นี้ไง ดีกว่าพนักงานห้างฯอีก อยู่ดีๆก็มีเงินมาหา ๕๕๕ แซวอะครับคุณโจ๊ก

    ประเด็นการสร้างภาพ ก็มันได้หน้าอะครับ เลยแห่ให้กัน รวมๆกับให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจก็เลยเยอะ แต่ไม่ได้ดูว่า ปู่แกไม่มีบ้าน ทรัพย์ที่ได้จะมาทำร้ายตัวแกเอา ถ้ามีคนมีปัญญาไปชี้แนะหรือว่า มีหน่วยงานที่รับอาสาเป็นธนาคารให้แกนะ อาจไม่โดนปล้นก็ได้ เหมือนบำนาญ เป็นเิงินผู้สูงอายู เวลาหาปลาไม่ได้ก็มีคนเอาไปให้แกซึ้ออาหาร นี้เป็นกรณีศึกษาของไทยเลย ว่าต่อไป ควรบริหารจัดการให้ ทานแก่ ผู้ัมีบารมีที่ชราได้อย่างมีประสิทธิผล ว่าแต่จะมีปู่เย็น 2 อีกมั้ย แต่น่าจะใช้กับกรณีใกล้เคียงได้ด้วย วัวหายยังดีกว่าไม่ล้อมคอกครับ

    ReplyDelete
  10. ชอบบทความนี้มากเป็นพิเศษ ... โดนใจ
    เป็นสิ่งที่คิดอยู่เสมอๆ ...

    เหมือนที่ในหลวงเคยสอน...เกี่ยวกับเรื่องการให้ ..
    ความเปรียบเทียบประมาณว่า

    ควรจะสอนให้เขารู้จัก ..วิธีที่จะหาปลา ... แทนที่จะเอาปลาใปให้เขาดื้อๆเลยน่ะค่ะ

    ...

    ReplyDelete
  11. @Mum ใช่เรยจ้ะ

    ภาษิตจีนว่าไว้ "Give a man a fish and you feed him for a day. Teach a man to fish and you feed him for a lifetime."

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ