Friday, February 26, 2010

โรงพักของประชาชน















ผมเป็นตำรวจครับ

ดีเลวขนาดไหนไม่ทราบ รู้แต่ว่าตัวเองหัวดี สอบได้ที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่อยู่โรงเรียนนายร้อย

ตอนแรกที่จะเรียนตำรวจ พ่อแม่ก็แย้ง ไม่อยากให้เรียน

แม่ถามว่า จะเป็นทำไม ตำรวจน่ะ บ้านเราก็รวยอยู่แล้ว ทำธุรกิจใหญ่โต เป็นตำรวจเดี๋ยวลำบากเปล่าๆ

ทำไมไม่เรียนอย่างอื่น แล้วมาช่วยพ่อแม่ทำธุรกิจต่อ

แต่ด้วยความคันไม้คันมือ ผมเลยดันทุรัง มาเป็นตำรวจจนได้

และแล้ว เพราะความเก่ง ผมจึงได้เป็น "ผู้กำกับ" ในเวลาไม่นาน


ใน สน.ของเรา มีร้านขายอาหารอยู่ 20 ร้าน ผมก็เปิดร้านข้าวแกงร้านหนึ่ง ลงทุนไปแค่ 100 บาท

แต่เพราะเป็นผู้กำกับ เลยได้สัมปทาน เป็นร้านแรกอยู่หน้าประตูโรงอาหารพอดี ทำเลเยี่ยม ขายดิบขายดีกว่าร้านอื่น

ลูกค้าที่มากินในโรงอาหารชอบผมมาก เพราะตั้งแต่ผมมาเป็นผู้กำกับ ไม่มีใครกล้าขายเกินราคา ไม่มีใครขูดรีดผู้บริโภค

พวกชอบมาก่อเรื่องไถเงินคนในโรงอาหาร ผมจับเข้าคุกไปหมด ลูกค้าก็โล่งใจ

ร้านค้าร้านอื่นๆก็รวยขึ้นเพราะผม ไม่รวยได้ไงครับ พอไม่มีอาชญากรรมในโรงอาหาร คนก็มากินข้าวเยอะขึ้นเรื่อยๆ เงินทองก็สะพัด ทุกร้านก็ขายดี

แต่อยู่ไปๆ พวกเขาก็หมั่นไส้ผม เพราะร้านผมขายดีกว่า เขาบอกว่าผมยึดทำเลดีๆไป

อ้าว..ก็แน่สิครับ ผมเป็นผู้กำกับ แถมลูกค้าก็รักผม ข้าวร้านผมก็อร่อยกว่า ใครๆก็ต้องมากินร้านนี้ ไม่ได้บังคับใครมากินหนิ

อยู่มาวันหนึ่ง มีคนมาขอซื้อร้านผม ให้ราคาอย่างงาม ผมเลยขายไป ขายได้ตั้ง 250 บาท แน่ะ

แต่ถึงคราวซวย ระหว่างทำไปทำราชการภาคใต้ มีคนมาสั่งเด้งผมเสียดื้อๆ ไม่ใช่ใครหรอก ก็เจ้านายใหญ่นั่นแหล่ะ

คงหมั่นไส้เพราะผมไม่เอาใจเขา

พอหมดอำนาจ ผมก็โดนสารพัด โดนทุกรูปแบบ ถูกตั้งข้อหามากมาย

ผ่านมา 3 ปี เขาประกาศยึดทรัพย์ผม ด้วยข้อหา "ทุจริต"


เขาคิดกันอยู่นาน จึงมีมติว่า จะยึด "150 บาท" ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผม "ได้มาหลังจากรับตำแหน่งผู้กำกับ"

จะคืนให้ผมแค่ "100 บาท" ซึ่งเป็นเงินที่ผมมีอยู่ตั้งแต่ก่อนเป็นผู้กำกับแล้ว

ผมเลยเป็นงง อ้าว...ไหงคิดกันง่ายๆแบบนี้!!!


ผมอาจใช้อำนาจเกินขอบเขตไปบ้าง ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองบ้าง แต่ผมไม่ได้ขโมยเงินใครนะครับ

อยู่ๆจะมาเหลือเงินให้ผมแค่ 100 บาทได้ยังไง

เวลาไล่เรียงความผิดผม บอกได้เป็นประเด็นๆ แต่เวลาคิดค่าปรับ ดันคิดแบบเหมาจ่าย ยังงี้คุณเอาเปรียบยิ่งกว่าผมอีกนะ

ถ้างั้นไอ้ร้านติดกัน ตอนผมยังไม่เป็นผู้กำกับ คนเขาตีมูลค่าร้านมันแค่ 20 บาท พอวันนี้ ร้านมันมูลค่า 100 นึง ก็ต้องไปยึดมัน 80 บาทบ้างสิ เพราะมันก็ได้ประโยชน์ มันก็ขายดีขึ้น จากการบริหารงานของผม (ที่คุณบอกว่าเลวร้ายเสียเต็มประดา) เช่นกัน

ถ้าจะ "เหมาจ่าย" ต้องไล่ยึดไปเลยทุกร้าน เพราะทุกร้านรวยขึ้นหมด ตั้งแต่ผมเป็นผู้กำกับ

สน. เรา เล่นกันอย่างนี้เอง

เมื่อหลายปีก่อน ร้านโน้นก็ติดลบ ร้านนี้ก็ติดลบ จะเจ๊งกันหมด พอวันนี้ ทุกคนลืมตาอ้าปากได้ ดันจะมายึดทรัพย์ผม

พี่น้องลูกค้าทั้งหลาย ก็ต้องระวังตัวกันต่อไปครับ ผมดูแลท่านไม่ได้อีกแล้ว

ความยุติธรรมไม่มี สันติสุขก็ไม่เกิด

เสียดายเงิน เป็นห่วงทุกท่าน เป็นห่วงโรงพักของเราครับ


จาก อดีตผู้กำกับ

6 comments:

  1. กลศึก ปล้นทรัพย์ตัดเสบียง เขาเคยปล้นบางส่วนไหมครับ
    หรือว่าปล้นบางส่วนดูไม่โหดเกินไป สร้างความชอบธรรมว่าปล้นโดยมีจิตเมตตา

    ReplyDelete
  2. เจ้าที่แรง ว่างั้น เหอๆๆ

    แต่ว่าเป็นพัฒนาการของประเทศไทยเลย ไม่เคยมีครั้งใหนคนไทยติดตามการเมืองได้เกาะติดขนาดนี้

    ผู้ชนะดีใจ ผู้แพ้เสียใจ เอาน่า วันพระไม่ได้มีหนเดียว เชื่อเถอะทำดีต้องได้ดี

    สงครามยังไม่จบอย่างเพิ่งนับศพทหาร ฉากต่อไปยังมีให้หวาดเสียวอีกเยอะ

    ครูอาทเก่งเนอะ เขียนบทความนี้ อ่านไปก็ทึ่งในความสามารถเขียน

    ReplyDelete
  3. @เบิร์ด

    ใช่แล้วครับ เหตุผลเดียวที่ปล้นแค่บางส่วน เพราะต้องการสร้างความชอบธรรม ลดแรงต้าน (ไม่ใช่เพราะอยากปล้นแค่ส่วนนึงแน่นอน)

    ประโยคหนึ่งที่ตลกมาก คือ "หากจะปล้นทรัพย์สินทั้งหมด ที่มีมาตั้งแต่ก่อนเป็นผู้กำกับ ก็จะไม่เป็นธรรมต่ออดีตผู้กำกับ"

    ที่พูดมาตั้งหลาย ชม. มีแต่ผิดอย่างโน้นชั่วอย่างนี้

    ถ้ามูลเหตุมันเลวร้ายขนาดนั้น ยังไงก็ต้องปล้นให้หมด ทว่าอยู่ๆก็มีประโยคนี้ทะลุกลางปล้องขึ้นมา

    เพื่อหาทางไปสู่ "ธง" ที่จะปล้นค่อนเดียว (ใจจริงก็อยากปล้นหมด แต่กลัวโดนเผา สน.)

    ReplyDelete
  4. @Ya

    ประเทศไทยอะไรหรอครับ นี่นิทานนะครับ ไม่ใช่เรื่องจริง 55555555+

    ReplyDelete
  5. โทษทีครับ พอดี อินจัดไปหน่อย เลยพิมพ์ ผิด พิมพ์ ถูก อะครับ

    ขอแสดงความเห็นแบบนี้ครับว่า

    กรรมการตัดสินเหมือนเชือดนายตำรวจประจานมากกว่า แถลงการณ์

    สร้างกระแสชี้ผิด ถูก ฆ่าคนให้ตายทั้งเป็น ไม่ให้มีโอกาสได้ชี้แจงเลยหรอ

    ไม่สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดในสังคม เหมือนถูกสังคมพิพากษา แต่ไหง สังคมกลับสงสารอะ แทนที่จะว่า ผู้กำกับ ไม่ดี


    โรงพัก ใช้วิจารณญาณของกรรมการ มากกว่าข้อเท็จจริง หรือ ความจริงมาประกอบคำพิจารณา เหมือนเอาไม้บรรทัดมาขีด ว่า รายได้เกินนี้ ตีความว่าผิดต้องคืนพร้อมค่าเสียโอกาส คิดดอกเพิ่มไปอีก เงินต้นเลยหายไปเยอะเกิน งี้นายตำรวจที่รวยมาก่อน ก็ซวยจิ

    เห็นชัดเจนว่า โรงพัก มีการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมอย่าง มีสาระสำคัญ กรรมการตัดสิน เลือกเชื่อ คนที่ได้ชื่อว่า อคติ กับ นายตำรวจผู้เสียหาย แสดงว่า เชื่ออย่างนี้ ตีความอย่างนี้ ต่อไป โรงพักทั้งประเทศ จะถือเป็นบรรทัดฐานเอาหมด เป็นกรณี ศึกษา ว่า ก็ อ้างคำตัดสินแบบหมาป่ากับลูกแกะ อะ ข้าคือกติกา น้ำขุ่นๆๆ

    ผลประโยชน์ทับซ้่อน กับ ปิดกรุงเทพ ปล้น น้ำหนักต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

    คดีต่างๆ พลิกได้แบบนี้ ผมว่ากลับไปทำนา เลี้ยงควายดีกว่าครับ ควายมันทั้งซื่อสัตย์ ทั้งทำงานให้เรา และจริงใจ ไม่หักหลัง ไม่โลภ ไม่อำมหิต

    อดีต ผู้กำกับ ชนะใจคนดูไปแล้ว เวลาจะให้คำตอบ ทางออก คดีนี้แทนที่จะวินๆ เซกลับซ้ำซะงั้น สังคมจะอยู่กันอย่างไร มี ก ม เหมือนมี อาวุธไปแล้ว

    ReplyDelete
  6. เอ่อ .... โรงพักนี้ คุ้นๆแฮะ

    เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

    หึ หึ หึ หึ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ