Tuesday, March 30, 2010

"หงส์ดำ" กับ "ความเชื่อ"


คราวก่อนเล่าให้ฟังไปแล้วว่า ผมได้ให้ลูกศิษย์ใน class นับจำนวนของสัตว์ที่เรียกว่า "หงส์" เพื่อให้บทเรียนเกี่ยวกับการเป็น "นักสื่อสารมวลชน" ที่ดี

คราวนี้ขออธิบายต่อ ว่าทำไมถึงให้นับเฉพาะ "หงส์สีดำ" ทำไมไม่ให้นับ "หงส์สีขาว" ด้วย

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ

มีภาษิตโบราณของตะวันตกกล่าวไว้ว่า "All Swans Are White" หรือ "หงส์ทุกตัวเป็นสีขาว!!"

งงไหมครับว่าทำไมจึงมีคำพูดเช่นนี้ ทั้งที่เห็นอยู่โทนโท่ว่า "หงส์ดำ" มีอยู่ตั้งเยอะแยะ?

ผมยังไม่เฉลย แต่ขอให้ท่านลองหลับตาลงสักครู่ แล้วนึกดูสิครับว่าเป็นเพราะอะไร

เดาออกไหมครับ?

เฉลยก็ได้..เรื่องมันเป็นอย่างนี้

เชื่อไหมครับว่า มนุษย์เพิ่งจะรู้จัก "หงส์ดำ" เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง

ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะ "หงส์ดำ" เพิ่งจะถูกค้นพบในทวีปออสเตรเลีย ในศตวรรษที่ 17 หรือ 400 กว่าปีที่แล้ว (ตรงกับสมัยอยุธยาตอนกลาง)

ก่อนหน้านั้น ผู้คนต่างเข้าใจว่า ขึ้นชื่อว่า "หงส์" มีเฉพาะ "สีขาว" เท่านั้น หงส์สีอื่น รวมทั้ง "หงส์ดำ" เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในโลก

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อมีคนพบ "หงส์ดำ" จึงเป็นที่ฮือฮา

เพราะนั่นหมายความว่า ความเชื่อที่เชื่อกันว่า "หงส์ต้องเป็นสีขาว" เป็นความเชื่อที่ผิดมาตลอด ผิดอย่างสิ้นเชิง!!

ตั้งแต่นั้นมา ภาษิต "หงส์ทุกตัวเป็นสีขาว" ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยอ้างอีก "ความเชื่อเก่าๆ" ได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ด้วย "ความจริง" ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

ที่ผมรู้เรื่องนี้ ก็เพราะในปี 2007 มีนักเขียนคนหนึ่ง ชื่อ Nicholas Nazim Taleb ออกหนังสือชื่อ "The Black Swan: The Impact of the Highly Improbable" เป็นหนังสือ Bestseller เล่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

เขาเปรียบเทียบปรากฏการณ์ต่างๆในโลกนี้ ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เกิด และได้ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลก ว่าเป็น "ปรากฏการณ์หงส์ดำ"

การมาถึงของ "อินเตอร์เน็ต" ที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน การที่ท่านสามารถรับส่งข้อมูลกับใครก็ได้ในอีกซอกหลืบหนึ่งของโลกภายในเวลาไม่กี่วินาที สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปรากฏการณ์หงส์ดำทั้งนั้น

ถ้าเป็นบ้านเรา ลองนึกถึง "คลื่นยักษ์สึนามิ" สิครับ นั่นคือตัวอย่างที่ดีที่สุดของปรากฏการณ์หงส์ดำในประเทศไทย ก็ก่อนหน้านั้น ใครเล่าจะคิดว่าดินแดนขวานทองจะโดนโจมตีด้วยภัยธรรมชาติเยี่ยงนี้

ครั้งแรกที่ผมอ่านเจอเรื่องราวของ "ทฤษฎีหงส์ดำ" ก็อดไม่ได้ทื่จะนึกถึง "กาลิเลโอ"

"กาลิเลโอ กาลิเลอิ" เสนอความคิดว่า โลกที่เราอยู่กันนี้ มีรูปทรง "กลม" ไม่ใช่ "แบน" อย่างที่สั่งสอนกันมานับร้อยๆปี

ความคิดที่ว่า ทำให้กาลิเลโอถูกต่อต้านจากศาสนจักรอย่างหนัก เขาโดนประณามว่าเป็นคนชั่วช้าสามานย์ บังอาจลบหลู่ความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ ผ่าเหล่าผ่ากอ กล้าท้าทายอำนาจของพระเจ้า

ที่สุดแล้ว กาลิเลโอจึงกลายเป็น "อัจฉริยะผู้น่าสงสาร" ต้องกลายเป็นคนนอกคอก เป็น "แกะดำ" ตลอดชีวิต

จนหลายร้อยปีต่อมา เมื่อโคลัมบัสล่องเรือไปพบทวีปอเมริกา โลกทั้งโลกจึงได้รู้ว่า สิ่งที่กาลิเลโอพูดนั้น "เป็นความจริง"!!

ชัดไหมครับ?

อันว่า "ความเชื่อ" นั้น มีอยู่หลายอย่าง

ความเชื่อบางอย่าง เชื่อกันมาเป็นร้อยๆปี เคยเชื่อเช่นไรก็ยังคงเชื่ออยู่อย่างนั้น ไม่เคยคิดตั้งคำถามเลย

ดังนั้น การจะสรุปว่าใครที่คิดไม่เหมือนเราเป็นคน "ชั่วช้า" หรือ "โง่เขลา" จึงไม่น่าจะถูกต้อง

เพราะไม่แน่ เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจได้เรียนรู้ว่า ตัวเราต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด แต่ที่คิดว่าตัวเองถูกมาตลอดก็เป็นเพราะถูกสอนให้เชื่อต่อๆกันมา

เป็นธรรมดาของโลกนี้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ถ้ายังไม่ถึงเวลา จะทำอย่างไร มันก็ไม่อาจเกิดขึ้น

แต่เมื่อถึงเวลาของมันแล้ว อะไรจะไปหยุดยั้งไม่ให้มันเกิดก็ไม่ได้เหมือนกัน

นี่คือสัจธรรม ที่ใครก็มิอาจเปลี่ยนแปลง

ว่าแต่ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เจอ "หงส์ดำ" ของท่านเมื่อไร อย่าลืมตะโกนดังๆให้ผมได้ยินบ้างนะครับ :)

Saturday, March 27, 2010

หนังสือมาถึงประมาณจันทร์ที่ 29 มี.ค.นะครับ

ตามที่แจ้งไว้ว่า หนังสือ "สามก๊ก ฉบับ แฟนพันธุ์แท้ ตอน คิดเป็นเห็นต่าง" ของผม จะวางในงานสัปดาห์หนังสือฯ

อัพเดตล่าสุด 27-28 มี.ค.หนังสือยังมาไม่ถึงนะครับ โรงพิมพ์บอกว่าจะมาถึงจันทร์ที่ 29 มี.ค. ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่บู๊ธ สนพ.ชวนอ่าน R32 โซน C2 และบู๊ธ ซีเอ็ด ครับ

Thursday, March 25, 2010

มีหงส์อยู่กี่ตัว?


หนึ่งในวิชาที่ผมสอนที่เอแบค คือ "พื้นฐานการสื่อสารมวลชน" (Introduction to Journalism and Mass Communication) เป็นวิชาพื้นๆ ที่เด็กนิเทศศาสตร์ทุกคนต้องเรียน แต่ไหนแต่ไรเด็กๆจะกลัววิชานี้ เพราะค่อนข้างน่าเบื่อ เนื้อหาก็หนัก ต้องจำทฤษฎีให้วุ่นไปหมด

ทีแรกผมก็ไม่อยากสอน แต่เมื่อรับปากเขาแล้ว เลยต้องสอนติดต่อกันมาหลายปี เทอมนี้ผมได้โอกาส เปลี่ยนไปสอนวิชาอื่น เพราะสอนตัวนี้หลายรอบ เบื่อแล้ว

ปกติคนเป็นครูนี่ ถ้าจะสอนให้สนุก สอนให้เด็กติด ต้องมี "มุข" หรือ "ทีเด็ด" อะไรบางอย่างติดตัวไว้ครับ

มุขพวกนี้ ผมไม่ค่อยเอามาเขียนในบล็อก ไม่เอาไปเล่าที่ไหน เพราะจะเก็บไว้ใช้ใน class ขืนเล่าไปมากๆ ต่อไปเด็กรู้คำตอบหมดก็คงไม่สนุก แต่ตอนนี้ไม่ได้สอนแล้ว เลยเอามาเล่าได้

หนึ่งในการบ้านที่ผมมอบให้เด็กๆนิเทศเอแบค ตั้งแต่ class แรกของวิชาที่ว่านี้ก็คือ ให้ไปนับ "หงส์สีดำ" ที่ว่ายอยู่ในบึงขนาดยักษ์ในมหาลัย

เล่าให้ฟังนิดหนึ่งก่อนว่า ที่ ม.อัสสัมชัญ จะมีบึงใหญ่อยู่ และในบึงนั้น จะมีสัตว์ที่เรียกว่า "หงส์" (Swan) อยู่ด้วยเสมอ มีทั้ง "หงส์สีขาว" ที่ใครๆก็เคยเห็น และ "หงส์สีดำ" ที่หายากกว่า

เมื่อได้รับการบ้านจากผม เด็กๆก็ต้องไปหาคำตอบมา ว่าตกลงจำนวนของ "หงส์ดำ" ในเอแบคนั้น มีอยู่เท่าไรแน่ ผมสั่งให้นับเฉพาะ "หงส์ดำ" เท่านั้น "หงส์ขาว" ไม่เอา

ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่จริงๆไม่ง่ายเลยครับ เพราะบึงที่เอแบคนั้นใหญ่มาก และมีสุมทุมพุ่มไม้ บางทีหงส์มันก็ขึ้นมาเดินริมตลิ่ง บางทีมันก็ไปหลบแดดอยู่ตามพุ่มไม้ การจะหาคำตอบที่ถูกต้องให้ได้นั้น จึงต้องใช้วิธีต่างๆ นานา

ทุกๆครั้งที่ผมสั่งการบ้านนี้ ก็จะได้คำตอบจากเด็กๆต่างๆกันไป บางคนบอกมีหงส์ดำ 3 ตัว บางคนบอก 5 ตัว, 6 ตัว, 7 ตัว, 8 ตัว, บางคนนับได้ 12 ตัว เลยก็มี

แปลกไหมครับ บ่อๆเดียวกันแท้ๆ แต่คำตอบกลับแตกต่างหลากหลาย บางทีก็ไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย


ทุกครั้งที่เจอแบบนี้ ผมก็จะถามเด็กๆกลับว่า "เอาล่ะ ถ้ายูเป็นไอนะ ยูจะเชื่อใคร ในเมื่อพวกยูให้คำตอบมาไม่เหมือนกัน?"

พอเจอผมถามกลับแบบนี้ เด็กๆก็จะเริ่มหันซ้ายหันขวา บางคนเริ่มไม่มั่นใจในคำตอบของตัวเอง บางคนลังเล ขณะที่บางคนยืนยันว่าคำตอบของเขาถูกต้องแล้ว

พอเป็นแบบนี้ ผมก็จะถามเด็กๆต่อว่า "แล้วที่ยูว่าได้เท่านั้นตัวเท่านี้ตัว ยูไปหามายังไง?"

คำตอบที่ผมได้ก็คือ

บางคนบอกว่า "ไปนั่งนับมาด้วยตัวเอง"

บ้างก็ว่า "ถามเพื่อนมาอีกที"

บางคนแย่ยิ่งกว่านั้น บอกว่า "ผมก็กะๆเอา"

แต่มีเด็กบางคน นอกจากจะนับด้วยตัวเองแล้ว ยังไปถามนักการภารโรงที่มีหน้าที่ "ดูแลหงส์" โดยเฉพาะ เรียกว่ามีการ double check ข้อมูลจาก "แหล่งข่าว" ที่เชื่อถือได้

ทีนี้ ผมก็ถามต่อว่า "เห็นมั้ย ในเมื่อพวกยูมีวิธีที่ต่างๆกัน คำตอบจึงออกมาไม่เหมือนกัน ทีนี้ ยูคิดว่าวิธีของใครน่าเชื่อถือที่สุด?"

เมื่อถามเช่นนี้ เกือบทุกคนเห็นตรงกันว่า คำตอบของคนที่ลงไปนับจำนวนหงส์ด้วยตัวเอง แล้วยังไปถามภารโรงที่มีหน้าที่ดูแลหงส์โดยตรง น่าจะเชื่อถือได้มากที่สุด!!

(เอแบคเขาจ้างคนไว้ดูแลหงส์โดยเฉพาะจริงๆนะครับ เพราะหงส์ที่นี่ซื้อมาด้วยราคาตัวละ 1 แสนบาท แพงกว่าเงินเดือนคนที่มาดูแลหลายสิบเท่า รวมราคาหงส์ทุกตัวในมหาลัยร่วม 1-2 ล้านบาทเลยทีเดียว)

ผมถามคำถามเช่นนี้ซ้ำๆมาหลายปี จนเด็กๆรู้กันว่า ถ้าเรียนกับผมต้องได้ไปนับหงส์ แต่ประเด็นที่ผมจะสื่อก็คือ ในสังคมเราทุกวันนี้ เราได้รับข้อมูลข่าวสารมากมายเต็มไปหมด มีทั้ง "จริง" และ "ลวง"

เด็กๆที่จะโตไปเป็นสื่อมวลชนนั้น จึงควรจำเอาไว้ว่า สื่อมวลชน มีทั้งสื่อที่ดี และสื่อที่ไม่ดี ถ้าอยากเป็นนักข่าวที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมก็ไม่ยากเลย แค่ฟังอะไรมาแล้วก็เอาไปเขียน ไม่ต้องกลั่นกรอง บางทีก็คิดเอง เขียนเอง

บางครั้งเห็นอะไรมา ยังไม่ได้ตรวจเช็คก็นำเสนอไปทันที เช่นนี้ก็อาจผิดพลาดได้ ยิ่งถ้าเป็นประเด็นที่อ่อนไหว ส่งผลกระทบต่อสังคมมากๆ หากนำเสนอผิดไป อาจสร้างความเสียหายใหญ่โตให้กับบ้านเมือง

แค่นับหงส์ที่ว่ายในน้ำ สถานที่เดียวกันแท้ๆ ยังนับมาได้ไม่เท่ากัน นับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่ๆที่มีความสลับซับซ้อน อย่างเรื่องบ้านเรื่องเมือง

อย่างไรก็ตาม คนเราทำผิดพลาดกันได้ ถ้าเจตนาบริสุทธิ์ก็ยังพออภัย แต่ที่ไม่น่าให้อภัย คือพวกสื่อที่เจตนาไม่บริสุทธิ์ เลือกข้าง จ้องทำลาย หรือสื่อบางสำนักก็มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ผมยกตัวอย่างให้เด็กฟังว่า ลองคิดดู สมมุติมีพวกยูบางคนไปเล่นพนันกับเพื่อนไว้ ว่าหงส์มี 5 ตัว พอไปนับมาแล้วมันไม่ใช่ มันนับได้ 7 ตัว ยูก็ต้องโกหกคนอื่นว่ามันมีแค่ 5 ตัว เพื่อจะได้หลอกกินตังค์เพื่อน พอเขาจับได้ ยูก็บอกว่า ทีแรกเห็นแค่ 5 ตัว ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ใช่ ยูเห็นตั้งแต่แรกว่ามี 7 ตัว แต่เลือกที่จะโกหกเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์

(อันนี้แค่สมมุติจริงๆ นะครับ คงไม่มีลูกศิษย์ผมไปทำแบบนั้น)

ถ้าเป็นนักข่าว แบบนี้เรียกว่ามี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" เสนอข่าวแบบไม่มีความเป็นกลาง ขาดความเที่ยงธรรม จะกลางได้อย่างไรเล่า ก็ตัวเองมีเอี่ยวด้วยเสียแล้ว

สื่อมวลชนดีๆมีอยู่มากมาย แต่สื่อบางสื่อ ไม่รู้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไร ทำหยาบช้ามาหลายปี ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ได้ เพราะเส้นใหญ่

เห็นดังนี้ ผมเลยตั้งใจปลูกฝังเด็กที่จะโตไปเป็นสื่อ ให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ผมจะเป็นคนตัวเล็กๆ ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ก็พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุด ในขอบเขตแห่งอิทธิพลของผม

ถ้าเราสร้างจิตสำนึกที่ดีให้เยาวชนตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไปก็จะมีนักข่าวที่ดีเพิ่มขึ้น เอาแค่คนเดียวก็ยังดี เป็นน้ำดีที่หายาก ไปเจือจางน้ำไม่ดีที่มีอยู่เยอะ แม้น้ำนั้นจะใสบริสุทธิ์ไม่ได้ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อ้อ..ผมยังไม่ได้เล่า ว่าทำไมถึงให้นับเฉพาะ "หงส์ดำ" ทำไมไม่ให้นับหงส์ขาวด้วย เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อครับ!!
-
-

Wednesday, March 24, 2010

หนังสือใหม่ของผม




















ย้ำกันอีกครั้ง หนังสือเล่มที่ 2 ของผม "สามก๊ก ฉบับ แฟนพันธุ์แท้ ตอน คิดเป็นเห็นต่าง" หน้าตาแบบนี้ๆๆ วางขายครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เริ่ม 27 มี.ค.2553 นี้ ที่บู๊ธ สนพ.ซีเอ็ด และ สนพ.ชวนอ่าน หลังจากนั้นซื้อได้ที่ร้านซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปนะครับ

Sunday, March 21, 2010

สารคดี "สามก๊ก" รายการกระจกหกด้าน




















แจ้งข่าวครับ รายการ "กระจกหกด้าน" หนึ่งในรายการโทรทัศน์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จะนำเสนอเรื่องราวของ "สามก๊ก" เริ่มตอนแรก วันอังคารที่ 23 มีนาคม นี้ เวลา 16.00-16.15 น. ช่อง 7สี ครับ

ส่วนหนึ่งของรายการจะเป็นภาพจากกรุหนังสือสามก๊กที่บ้านผมเอง โดยผมก็ได้ร่วมสนับสนุนและช่วยเหลือในด้านต่างๆทั้งข้อมูลและอุปกรณ์ ถ้าใครมีโอกาส ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนก็ติดตามชมกันได้นะครับ ยังไงจะพยามหาคลิปย้อนหลังมาให้ชมกันครับ ;)

Wednesday, March 17, 2010

อย่าเข้าใจผิดกับคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน"


ท่านทั้งหลายเคยลองคิดไหมครับ ว่าถ้าวันนี้ท่านหยุดทำงาน แล้วใช้เฉพาะเงินเก็บที่มีอยู่ ท่านจะมีกินมีใช้ไปได้นานเท่าไร?

ถ้าคำตอบคือ "ตลอดชีวิต" นั่นหมายความว่า แม้ท่านหยุดทำงานวันนี้ ก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เช่นนี้เรียกว่ามี "Financial Freedom" หรือ "อิสรภาพทางการเงิน" ที่คนจำนวนมาก รวมทั้งตัวผม ใฝ่ฝันจะได้มันมา

การจะได้รับอิสรภาพทางการเงินนั้น มี 2 วิธี

หนึ่ง คือ ต้องมี "สินทรัพย์" หรือ "ธุรกิจ" ที่สามารถสร้าง "passive income" ในระดับที่มากกว่ารายจ่ายต่อเดือน

passive income หมายถึง "รายได้" ที่ไม่ต้องออกแรงก็ได้มา เช่น รายได้เงินปันผลจากหุ้น รายได้ค่าเช่าบ้าน รายได้ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ เหล่านี้ล้วนเป็น passive income ทั้งนั้น

สมมุติแต่ละเดือนท่านต้องใช้เงินเป็นค่าครองชีพ 20,000 บาท และท่านมีบ้านให้เช่าอยู่หลังหนึ่ง ได้ค่าเช่าเดือนละ 20,000 เช่นนี้ท่านก็สามารถรีไทร์ได้ทันที

หรือ สอง คือ ท่านต้องมีเงินก้อนใหญ่ อาจจะมาจากมรดก มาจากการทำงานของตัวเอง หรือมาจากการขายทรัพย์สิน

เช่น คน ตจว.บางคน ขายที่ดินเก่าของครอบครัวได้หลายร้อยไร่ ได้เงินมาหลายสิบล้าน กรณีนี้ก็รีไทร์ได้ทันทีเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่สอง ยังไงก็ควรเอาเงินสดที่มีไปลงทุนต่อ ให้เกิด passive income เหมือนในกรณีแรก มิเช่นนั้น หากกินเงินต้นไปเรื่อยๆ แม้จะอยู่ได้ไปจนชั่วอายุขัย พอถึงรุ่นลูกเงินนั้นก็อาจหมดไปได้ หรือถ้าไม่หมด ถึงรุ่นหลานเงินก็อาจหมดได้

หัวใจสำคัญของความเป็นอิสระทางการเงิน จึงอยู่ที่รายได้ที่ได้มาโดยไม่ต้องทำงาน หรือ passive income นั่นเอง

ตัวผมเองเคยลองคำนวณเสมอว่า ถ้าวันนี้หยุดทำงาน จะอยู่ได้นานเท่าไร คำตอบก็คือ ผมจะไม่เดือดร้อนทางกาย เพราะผมจะมีกินไปได้อีกนาน แม้จะไม่ใช่ตลอดชีวิต (ซึ่งแปลว่าผมยังไม่ได้รับ financial freedom)

แต่ทางใจ ผมจะเดือดร้อนอย่างมากแน่ๆ เพราะการไม่มีอะไรทำ สำหรับผมมันคือการ "ฆ่ากันทั้งเป็น" และผมมั่นใจว่าหลายคนก็เป็นเหมือนผม ให้อยู่เฉยๆ เที่ยวไปเรื่อยๆ คงทำได้ไม่กี่วัน เดี๋ยวก็เบื่อ ซังกะตาย

เวลามีคนมาถามว่าเป้าหมายในชีวิตของผมคืออะไร ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ ผมจะตอบทันทีว่า "อยากรวย" แต่พอผู้ใหญ่ถามต่อว่า "ที่ว่ารวยนั่นรวยขนาดไหน" ผมก็จะอึ้งๆ ไปต่อไม่เป็น

พอมาถึงวันนี้ เพื่อนที่สนิทกันยังถามผมอยู่เรื่อยๆว่า "เป้าหมายชีวิตคืออะไร" ผมจะตอบทันทีว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นคำตอบที่พัฒนากว่าเมื่อสมัยเด็กเยอะ

ที่ว่าพัฒนาก็เพราะ เป็นคำตอบที่จับต้องได้ ชี้ชัด วัดได้แน่นอน เช่น ถ้าผมมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท (จริงๆแล้วน้อยกว่านี้ เพราะผมยังไม่มีลูกมีเมีย และใช้เงินไม่ค่อยเก่ง นอกจากซื้อหนังสือ) ผมก็ต้องมีรายได้มากกว่าเดือนละ 30,000 บาท จึงจะได้อิสรภาพที่ว่า

ถ้าจะเอาชัวร์ ให้มี Margin of Safety สักนิด (ศัพท์ของ Ben Graham ปรมาจารย์แห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า) ก็ควรเพิ่มส่วนต่างไว้สัก 50% ดังนั้น ผมควรจะมี passive income อย่างน้อยเดือนละ 45,000 บาท จึงจะรับประกันว่าอยู่รอดปลอดภัยโดยไม่ต้องทำงาน

พอพูดเช่นนี้ มักจะมีคนถามต่อว่า "ไม่รู้หรือว่าการไม่ทำอะไรเลยนั้นน่าเบื่อมาก อยู่ไม่ได้หรอก"

ใครถามเช่นนี้ แปลว่าอาจจะตีความคำว่า Financial Freedom แบบตายตัวเกินไป

การมีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ได้แปลว่า ต้องไม่ทำงานอะไรเลยตลอดชีวิต แต่คุณสามารถเลือกทำงานที่คุณ "อยากทำ" ไม่ใช่ "จำเป็นต้องทำ" และไม่มีใครมาบังคับคุณได้ คุณจะเลิกเมื่อไรก็ได้

นั่นต่างหาก คือความหมายของคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน"

แม้คุณเป็นลูกจ้าง ถ้าได้อิสรภาพทางการเงินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องลาออก ต่อให้คุณเป็นกรรมกร เป็นกระเป๋ารถเมล์ แล้วได้อิสรภาพทางการเงิน ถ้าคุณรักในงานที่ทำ คุณก็ทำงานนั้นต่อไป ไม่ได้มีกฏหรือนิยามอะไรเลยว่าถ้าเป็นอิสระจากพันธะทางการเงินแล้วจะต้องเลิกทำงาน

ดังนั้น อย่ากลัวว่าจะเบื่อ หรือเซ็ง หากได้รับอิสรภาพทางการเงิน!!

การได้รับอิสรภาพทางการเงิน เป็นการให้โอกาสกับชีวิต ในการได้ทำงานที่เรารักเท่านั้น อะไรไม่รักไม่ต้องทำ และเป็นการให้โอกาสในการที่จะทำตาม "ความฝัน" ของตัวเอง

เช่น ผมอยากทำมูลนิธิช่วยคนจนที่ป่วยเป็นโรคร้าย บางคนอยากไปวาดภาพ อยากเที่ยวรอบโลก อยากตีกอล์ฟอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่น อันนี้ก็ว่ากันไป

ดังนั้น ถ้าคุณอยากสบาย อยากได้ financial freedom เริ่มได้วันนี้เลยครับ หยิบดินสอขึ้นมา เขียนลงไปในกระดาษให้ชัดเจนว่าคุณมี "รายจ่าย" เท่าไรต่อเดือน แล้วเอาตัวเลขนั้น คูณด้วย 1.50 (ถ้าใช้สูตรผม)

ตัวเลขที่ได้มา คือ passive income ต่อเดือน เป็นเส้นชัยที่ท่านต้องทำให้ได้ เพื่อการันตีว่าจะสบายไปตลอดชีวิต

ตั้งเป้าให้ชัดเจนไว้ก่อน ที่เหลือก็เรื่องกล้วยๆแล้วครับ!!

Tuesday, March 16, 2010

สามพี่น้องตระกูลซ่ง













วันก่อนซื้อ DVD เรื่อง "สามพี่น้องตระกูลซ่ง" (The Soong Sisters) มาดู หลังจากเคยผ่านตาเมื่อนานมาแล้ว

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวในประเทศจีนสมัยสาธารณรัฐ หลังจากคณะปฏิวัติ นำโดย "ดร.ซุนยัดเซ็น" เพิ่งล้มราชวงศ์ชิงได้ไม่กี่ปี

ในเวลานั้น ประเทศจีนเป็นประชาธิปไตยยุคตั้งไข่ ยังลุ่มๆดอนๆ อำนาจที่ควรจะเป็นของประชาชน จึงตกไปอยู่ในมือนายทุนใหญ่และพวกอำมาตย์เก่า มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมายทุกระดับชั้นตั้งแต่บนลงล่าง

พ่อของทั้งสามสาว คือ "ชาร์ลี ซ่ง" เป็นเพื่อนสนิทของ ดร.ซุน เขาสนับสนุนการปฏิวัติมาตลอด เขายกย่องว่า ดร.ซุน คือ "อับราฮัม ลินคอล์น" ของแผ่นดินมังกร เป็น "บิดาแห่งจีนใหม่"

ด้วยความที่มีสตางค์ เขาจึงส่งลูกสาวทั้ง 3 ไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่เล็ก เพื่อให้ได้ความคิดก้าวหน้าแบบตะวันตก

ลูกสาวทั้ง 3 นั้น ประกอบไปด้วย

คนโต "ซ่งอ้ายหลิง" เธอแต่งงานกับมหาเศรษฐีเจ้าของธนาคารใหญ่ มีสาขากว่า 30 แห่งทั่วประเทศ จึงสุขสบายไปตลอดชีวิต

ลูกสาวคนกลาง คือ "ซ่งชิ่งหลิง" แต่งงานกับ "ดร.ซุนยัดเซ็น" ซึ่งเป็นเพื่อนกับพ่อของเธอนั่นเอง

การแต่งงานครั้งนี้ ทำให้ ชาร์ลี ซ่ง โกรธมาก เพราะรับไม่ได้ ที่ลูกสาวตัวเองวัยขบเผาะ ต้องตกเป็นเมียของเพื่อนที่อายุปาเข้าไป 50 กว่าแล้ว เขาจึงเลิกคบกับ ดร.ซุน ไปเลย

ลูกสาวคนเล็ก คือ "ซ่งเหม่ยหลิง" แต่งงานกับ "เจียงไคเช็ค" นายทหารหนุ่ม ซึ่งต่อมากลายเป็นทายาท ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ต่อจาก ดร.ซุน หลังจาก ดร.ซุน เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ทว่าด้วยความหลงระเริงในอำนาจ เจียงกลับทิ้งอุดมการณ์รวมชาติ ไล่เข่นฆ่าคอมมิวนิสต์ให้สิ้นไป

ซ่งชิ่งหลิง พี่สาวคนรองขัดขวางการแต่งงานระหว่าง "เหม่ยหลิง" กับ "เจียง" สุดตัว เพราะมองว่าเจียงเป็นฆาตกร

แต่เหม่ยหลิงอ้างถึงตอนที่ชิ่งหลิงแต่งงานกับ ดร.ซุน ตอนนั้นพ่อและทุกคนก็คัดค้าน แต่เธออุตส่าห์เป็นกองหนุนเพียงคนเดียว คราวนี้เธออยากมีความสุขบ้าง พี่สาวกลับจะมาขวางเธอ มันไม่แฟร์ ได้ยินเช่นนี้ ชิ่งหลิงจึงต้องยอม

มีอยู่ฉากหนึ่ง หลังจากพี่น้องทั้ง 3 ห่างหายกันไปนาน พวกเธอก็ได้เวียนกลับมาพบกันอีกครั้ง เธอทั้ง 3 จึงได้แลกเปลี่ยนความคิด ก่อนจะกลายเป็นการปะทะคารมกัน บทสนทนาตอนนี้ บอกอะไรได้หลายๆอย่าง

ชิ่งหลิงพี่รอง กล่าวกลับ เหม่ยหลิงน้องเล็ก ว่า ...

เจียงทรยศต่อคำสั่งของ ดร.ซุน ที่สั่งเสียให้รวมประเทศจีนเป็นหนึ่ง ไม่ว่าจะ "คอมมิวนิสต์" หรือ "ก๊กมินตั๋ง" ไม่ว่าจะ "แดง" หรือ "ขาว" ก็เป็นคนจีนเหมือนกัน แต่สามีของเธอกลับไล่ฆ่าพี่น้องจีน ไล่ฆ่าคอมมิวนิสต์ เป็นการกระทำที่ชั่วช้า

เหม่ยหลิงจึงเถียงว่า "ผัวฉันมีลูกน้องมากมาย เขาจะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกน้องคนไหนไปทำอะไรบ้าง?!!"

ชิ่งหลิงจึงสวนไปว่า "ถ้าเป็นผู้นำ แล้วไม่รู้ว่าลูกน้องตัวเองไปทำชั่วที่ไหน ก็เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้"

ฝ่ายอ้ายหลิง พี่สาวคนโต เมียนายธนาคารใหญ่ ผู้รักเงินยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด รีบสนับสนุนน้องสาวคนเล็ก เธอกล่าวว่า ...

"พวกคอมมิวนิสต์ชอบทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เฉพาะปีนี้ก็ก่อม็อบไปแล้วกว่า 500 ครั้ง ทำให้เศรษฐกิจไม่นิ่ง บ้านเมืองไม่สงบ ฉันเกลียดพวกที่ทำให้บ้านเมืองไม่สงบจริงๆ"

บทสนทนาตอนนี้ ทำให้เราได้รู้ถึงความคิดและจุดยืนของหญิงแต่ละคน สามพี่น้องตระกูลซ่ง คนหนึ่งรัก "เงิน" คนหนึ่งรัก "ชาติ" อีกคนรัก "อำนาจ" แต่ละคนต่างทำในสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อ คงบอกไม่ได้ ว่าใครทำผิดหรือถูก

แต่คนรุ่นหลังจะเลือกจดจำเอง ว่าจะยกย่องคนไหน ประวัติศาสตร์จะจารึกนามนั้นไว้ ตลอดกาล



ภาพประกอบจาก http://mihk2002.wordpress.com/2008/02/02/the-soong-sisters-1997-marbel-cheung/

Friday, March 12, 2010

หนังสือเล่มใหม่ครับ





















แจ้งข่าวครับผม

หนังสือเล่มใหม่ของผม ในชื่อ "สามก๊ก ฉบับ แฟนพันธุ์แท้ ตอน คิดเป็นเห็นต่าง" จะวางขายเดือน มี.ค.นี้แล้วนะครับ ซื้อได้ที่ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และหลังจากนั้น หาซื้อได้ที่ซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

เนื้อหาจะเป็นเรื่องราวสามก๊กในมุมที่คุณอาจไม่เคยมอง เป็นมุมมองแบบแหวกแนว เหมาะอย่างยิ่งที่จะประยุกต์ไปใช้ในเมืองไทยทุกวันนี้ อ่านสนุก ชี้ชัด เข้าใจง่าย เหมือนเดิมครับ

Friday, March 5, 2010

ชนชั้นบนท้องถนน


เมื่อสักครู่ อ่านบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักเขียนคนโปรด ใน "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับวันที่ 5-11 มี.ค. 2553 โดนใจมากๆครับ

อ.นิธิ เล่าประสบการณ์ของตัวเองที่เจอมาบนท้องถนน ก่อนจะยกเรื่องราวที่ท่านได้คุยกับแท็กซี่คันหนึ่ง แท็กซี่คันนั้นเล่าให้ท่านฟังว่า..

ขณะที่การจราจรแสนจะคับคั่ง เขา(คนขับแท็กซี่)กำลังจะขับเปลี่ยนเลนไปอยู่ในช่องที่รถวิ่งได้สะดวกกว่า พลันก็มีรถเบนซ์ 500 ที่ทิ้งระยะอยู่สมควร พุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วเบียดกับรถของเขา ไม่ให้เข้าไปในเลน เขารู้สึกถึงความแล้งน้ำใจของคนขับรถเบนซ์คันนั้นเป็นอย่างมาก

ทว่าเมื่อขับไปอีกระยะหนึ่ง รถในเลนของเขาเกิดวิ่งได้สะดวกกว่าเลนที่รถเบนซ์วิ่ง รถเบนซ์จึงพยายามจะเบียดเข้ามาในเลนของเขาบ้าง คนขับแท็กซี่ได้ทีจึงเอาคืน เร่งเครื่องขึ้นไป ไม่ยอมให้รถเบนซ์เข้ามาได้ แต่เบนซ์หรูคันนั้นก็เข้ามาในเลนจนได้ เขาจึงตัดสินใจขับเข้าชนรถเบนซ์ ครูดไปเป็นแนวยาว

เมื่อต่างฝ่ายต่างลงจากรถ คนขับรถเบนซ์ใหม่เอี่ยมถามเขาว่า "รู้ไหมว่ารถนี่ราคาเท่าไร" แท็กซี่บอกว่า เขาไม่สน เพราะไม่ว่ารถคุณจะราคากี่ล้าน ไม่ว่าเขาจะชนเบนซ์หรือชนซาเล้ง หากเขาผิด เขาก็จ่ายแค่ 2,500 บ. ที่เหลือเป็นความรับผิดชอบของประกัน และจริงๆแล้ว เขาก็รู้ด้วยว่าเขาไม่ผิด เพราะเขาอยู่ในเลน

คนขับรถเบนซ์จึงต่อว่าเขาว่า "คุณไม่มีน้ำใจ" แท็กซี่จึงสวนไปว่า "คุณไม่มีสิทธิ์เรียกร้องน้ำใจจากใคร หากคุณไม่มีน้ำใจให้คนอื่น"

ฟังแล้วรู้สึกยังไงครับ?

ที่ อ.นิธิ เล่าเรื่องนี้ ท่านต้องการอธิบายว่า ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทยนั้น มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง แต่บนท้องถนน สิ่งเหล่านี้จะมีอยู่น้อยกว่า แท็กซี่หรือสิบล้อ มีสิทธิ์บีบแตรด่ารถเบนซ์ได้เสมอกัน แถมแตรของสิบล้อดูจะมีพลังอำนาจมากกว่าด้วย (ประโยคหลังนี่ผมเติมเอง)

ตัวผมเองมองว่า จริงๆแล้ว บนท้องถนน ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันมากอยู่ ตำรวจมักไม่กล้าจับรถแพงๆที่ทำผิดกฏจราจร เพราะกลัวจะเดือดร้อน คู่กรณีของตำรวจจึงมักเป็นแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก รถรับจ้างต่างๆ ฯลฯ ที่ไม่มีวันทำให้สถานภาพของตำรวจสั่นคลอนได้

เมื่อวันก่อน ผมเองก็เพิ่งได้ประสบพบเจอมา ผมขับรถอยู่บนถนนอังรีดูนังต์ จะมุ่งหน้าไปยังถนนเยาวราช แต่เพราะการจราจรบนถนนพระราม 4 ติดขัดมาก ผมจึงหันหัวรถ จะขับผ่านเข้าไปในจุฬาฯ ไปออกทางถนนพญาไท เพื่อย่นระยะทาง

บริเวณทางที่จะเข้าประตูจุฬาฯนั้นเอง มีเส้นเหลืองตีตารางไว้ ไม่ให้รถมาหยุดขวางรถที่จะเข้าออก และก็เป็นเหมือนเช่นเคย คือมีรถมาหยุดขวางประตูไว้ รถคันที่ขวางอยู่ เป็นรถเบนซ์หรู ใหม่เอี่ยม น่าจะคันละหลายล้าน

ผมจึงกระพริบไฟ 2 ครั้ง เพื่อเตือนให้รู้ว่าเขากำลังทำผิด หยุดรถทับบนเส้นห้ามหยุด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนขับลดกระจกลงมาจ้องหน้าผม แกเป็นป้าวัยหมดประจำเดือนคนหนึ่ง อายุน่าจะ 50 กว่าๆ ท่าทางเป็นผู้รากมากดี น่าจะเป็นข้าราชการระดับสูง ไฮโซไฮซ้อ หรือคนมีอันจะกิน

แกจ้องหน้าผมในทำนองตำหนิอย่างมาก ที่ผมไปกระพริบไฟใส่รถแก พร้อมกับส่ายหัวหนึ่งครั้ง แน่นอนว่าผมก็จ้องหน้าแกกลับเช่นเดียวกัน พร้อมกับแสยะยิ้ม ให้แกรู้ว่าผมไม่ได้หวั่นเกรงต่อการตำหนินั้น ก่อนจะชี้นิ้วลงไปที่พื้นถนน ให้แกเห็นว่าแกกำลังทำผิด โดยหยุดรถอยู่บนเส้นห้ามหยุด

ป้าคนนั้นมองตามนิ้วผมลงไป ผมคาดว่าแกน่าจะรู้แล้วว่าแกผิด แต่แกยังคงแสดงท่าทีไม่ยอมรับต่อความผิดของตัวเอง ลดกระจกลงอีกครั้ง และหันมาทำตาถลึงใส่ผม ก่อนจะส่ายหัวอีกครั้งหนึ่ง (คงกลัวว่าผมจะเห็นไม่ชัด จึงมี replay)

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น รถเริ่มเคลื่อนตัวไปได้ ป้าแกพยายามชะลอ ไม่ออกรถในทันที เพื่อขวางไว้ ยั่วให้ผมโมโห

พอดีผมเป็นคนไม่ค่อยโมโหกับเรื่องพวกนี้ง่ายๆ และถึงแม้แกจะเป็นผู้ดี แต่ในนิยามของตัวผมเอง ผมก็เป็นผู้ดีเช่นเดียวกัน ผมจึงไม่บีบแตรด่าแก ไม่ทำกิริยาแบบที่คนใจร้อนบนท้องถนนหลายคนชอบกระทำ เช่น ชูนิ้วกลางใส่ เปิดกระจกลงไปด่า เพราะหากทำเช่นนั้น เท่ากับเรายอมรับว่าเราเป็นคนที่สมควรถูกดูถูก

สิ่งที่ผมทำก็เพียงแค่บีบแตรไล่หลังเป็นจังหวะดนตรีประมาณ 2-3 ครั้ง (ไม่ใช่บีบยาวในลักษณะของการด่า) ก่อนจะลดกระจกลง แล้วโบกมือ บ๊าย บาย ขอให้แกโชคดี ซึ่งผมมั่นใจว่าแกมองอยู่ทางกระจกมองหลัง

ป้าคนนี้ ก็เหมือนกับคนขับรถเบนซ์ที่ อ.นิธิ เล่าให้ฟัง ผมมั่นใจว่าแกคงอยู่ในสถานภาพที่สูงระดับหนึ่งในสังคม อีกทั้งความหนาของการ make-up และผมที่ดัดเป็นลอนฟูๆบนหัว ปากแดงแช๊ด สายตาที่พยายามส่งผ่านอำนาจของตัวเอง เข้ามาสู่ความรับรู้ของผม แปลว่าแกน่าจะมั่นใจในสถานภาพของตัวเองพอดู

ผมจึงไม่แปลกใจ ที่แกทนไมได้ ต่อการกระพริบไฟใส่ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนของผม เพราะในชีวิตประจำวัน แกคงอยู่ในสถานภาพที่ไม่มีใครวิจารณ์ได้ หรือพร้อมจะตำหนิดุด่าใครก็ตามที่กล้ามาวิจารณ์แก

ลืมบอกไปว่า ผมไม่เคยแสดงออกถึงฐานะที่แท้จริงของตัวเองผ่านรถที่ขับแต่อย่างใด นั่นอาจทำให้ป้าแกยิ่งมั่นใจว่าผมคงจะมีสถานภาพต่ำกว่าแก (ซึ่งหากวัดกันด้วย "วัย" แน่นอนว่าผมย่อมเป็นผู้น้อยกว่า แต่หากวัดกันด้วยฐานะทางการเงินที่แท้จริง ที่ไม่ใช่แค่เปลือก แกอาจไม่ได้เป็น "ผู้ใหญ่" กว่าผมอย่างที่คิดก็ได้)

กิริยาของป้าคนนั้น เป็น reflection ของ "ชนชั้น" ในสังคมไทยเป็นอย่างดี คนที่อยู่ในสถานะอันสูงส่ง (ตามแนวคิดอนุรักษ์นิยมในสังคมไทย) หรือคนมีเงินมากๆ ย่อมอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง ผู้น้อยที่ไหนบังอาจมาวิจารณ์คุณ จักกลายเป็นคนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้เอาทีเดียว

ถามว่า แนวคิดนี้ จะแก้ไขได้อย่างไร ..

หลักของมันก็คือ ข้อแรก เสรีชนทุกคน ต้องเคารพใน "สิทธิของตัวเอง" และต้องไม่ลืมที่จะ "เคารพในสิทธิของคนอื่น"

แม้เงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ จะไม่เท่าเทียม แต่คุณต้องแสดงออกว่า คุณมีความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน เมื่อเห็นคนที่ใช้อำนาจยศศักดิ์ในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือกำลังเบียดเบียนผู้อื่น ก็ควรจะแสดงให้เขารู้ ว่าเขาผิด

ที่สำคัญ อย่าหยาบคาย อย่าใจร้อน ต้องสุภาพ แต่อย่าปล่อยผ่าน ต้องแสดงออกให้เขารู้ มิฉะนั้น เขาก็จะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริง เราก็ไม่ควรให้ตัวเองเดือดร้อน ดังเช่นที่ผมทำ ไม่หยาบคาย ตัวผมเองก็ไม่เดือดร้อน แค่ออกรถช้าไป 4-5 วินาที

แม้ผมจะมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำไปเปลี่ยนนิสัยป้าคนนั้นไม่ได้ แต่ถ้าแกเจอคนกระตุ้นเตือนแกบ่อยๆ ทุกครั้งที่แกขับรถผิดกฏจราจร (ซึ่งดูจากโหงวเฮ้งแล้ว แกน่าจะทำผิดกฏจราจรบ่อยอยู่) ก็ยังมีความหวังที่แกจะทำตัวดีขึ้นบ้าง ลดการใช้ยศศักดิ์พร่ำเพรื่อบนท้องถนนลงไป

ทว่า บางคนที่เป็น "นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่" จะทำแบบแท็กซี่คันนั้นก็ไม่ว่ากัน คนบางคน ยอมที่จะ "เสียสละ" ความปรกติสุขในชีวิตของตัวเอง เพื่อสั่งสอนพวกคนชั้นสูง (ขอย้ำว่าตามนิยามของสังคมไทยแบบดั้งเดิม) ที่ชอบเอารัดเอาเปรียบ แต่ไม่ชอบรับการวิจารณ์ ให้ได้รับบทเรียนที่ล้ำค่า

เช่นนี้ถือเป็นการช่วย "จัดระเบียบสังคม" เป็นการทำความดีในรูปแบบหนึ่งครับ

Thursday, March 4, 2010

ห้องสมุดในฝัน


ทุกวันนี้ ท่านทั้งหลายได้เข้าห้องสมุดกันบ้างหรือเปล่าครับ?

สมัยที่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษา หลายคนไม่ค่อยเข้าห้องสมุด จนครูอาจารย์มักดุว่าเด็กๆไม่สนใจอ่านหนังสือหนังหา แต่ส่วนหนึ่ง ต้องยอมรับว่าบรรยากาศของห้องสมุดก็มีผลต่อการดึงดูดให้คนเข้าไปใช้ด้วย

ห้องสมุดในสถาบันการศึกษาหลายที่ สิ่งที่มีอยู่คู่กันเสมอคือบรรณารักษ์ดุๆ พูดจากประสาคนไม่เป็น ต้องด่าก่อนถึงจะเริ่มบทสนทนาได้ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมมองว่า "ทำลายแรงบันดาลใจ" (discourage) การเข้าห้องสมุดของเด็กๆอย่างมาก

ทีนี้พอโตมาแล้ว ยังมีห้องสมุดสาธารณะหลายแห่งให้เข้าไปใช้กันได้ บางแห่งเป็นห้องสมุดเอกชน ต้องเป็นสมาชิกถึงจะเข้าได้ หรือมิฉะนั้นก็ต้องเสียค่าเข้า


ผมเองมีห้องสมุดที่ชอบอยู่หลายแห่ง อาจจะตรงกับใจใครบ้างกี่มากน้อย ลองมาแชร์กันนะครับ

1. ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์

เมื่อก่อนที่นี่เป็นห้องสมุดในฝันผมเลยทีเดียว หนังสือหนังหามากมาย บรรยากาศน่านั่ง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟใต้ดิน แถมเป็นหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนแทบทั้งหมด จึงเข้าทางผมอย่างมาก แถมยังมีมุมกาแฟ มีร้านหนังสือ (ตอนนี้เป็นร้านของซีเอ็ดแล้ว)

ช่วงหลังๆเริ่มไปที่นี่น้อยลง เพราะหลังจากเปิดมาระยะหนึ่ง คนก็มามากขึ้นๆ บรรยากาศที่เคยสงบเป็นส่วนตัวก็หายไป เดี๋ยวนี้ถ้าจะไปที่ห้องสมุดมารวย ผมมักแวะไปเวลา 3-4 ทุ่ม เพราะคนน้อยดี อ่านหนังสือสัก 1-2 ชม.ถึงกลับบ้าน

2.ห้องสมุดทหารไทย เซ็นทรัลเวิลด์
ที่นี่ ผมรู้จักจากรายการของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร เป็นที่ๆท่านแนะนำให้มา ห้องสมุดแห่งนี้ต้องซื้อกองทุนของ บลจ.ทหารไทย จึงจะเข้าได้ เมื่อก่อนเป็นห้องสมุดที่ผมชอบมาก มีน้ำชา-กาแฟ น้ำหวาน ขนม นม เนย ไว้บริการ แต่ช่วงหลังๆด้วยสาเหตุใดไม่ทราบ อาหารว่างที่เคยมีก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป ขนมไม่มี น้ำหวานไม่มี ตอนนี้ชาอังกฤษที่ผมชอบก็ไม่มีแล้ว เหลือแต่กาแฟจากเครื่องคั่วอย่างเดียว

ไม่ใช่ว่าอยากกินอะไรมากมาย แต่ "อะไรที่เคยมีแล้วกลับไม่มี" นั่นต่างหาก ที่ทำให้เสียความรู้สึก แต่ก็ยังเป็นห้องสมุดที่ดี มีคุณภาพ น่านั่ง ที่สำคัญ ยังมีหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนดีๆให้อ่านมากมาย มีคอมพิวเตอร์ Mac และห้องประชุมส่วนตัวให้ด้วย ใครสนใจก็ซื้อกองทุนของ TMB เขาสักหน่อย ก็เข้าไปใช้ได้แล้วครับ

3. ห้องสมุดจุฬาฯ
เป็นห้องสมุดที่ผมผูกพัน เพราะสมัยเรียนปริญญาโทต้องเข้าบ่อยมาก แน่นอนว่าเป็นห้องสมุดของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ย่อมต้องมีหนังสือแทบทุกประเภท ข้อดีของที่นี่คือปริมาณหนังสือที่มีเยอะมาก เมื่อเทียบกับห้องสมุดมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ

ทว่าด้วยความเป็นราชการ จึงมีบรรยากาศแบบ "อำมาตย์ๆ" บรรณารักษ์ที่นี่มักมีปัญหากับเด็กที่มาใช้บริการเป็นประจำ บางครั้งเด็กทำอะไรไม่ถูกใจหน่อยก็ด่าว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง แม้จะไม่ใช่คำหยาบ แต่ก็ไม่สุภาพ ไม่ควรเลย

สิ่งเหล่านี้ ผมมองว่าเป็น "Pain in the Ass"* ที่ผู้เข้าใช้ห้องสมุดต้องเจอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้ ห้องสมุดตามสถาบันการศึกษาอื่นๆ ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป หอสมุดอาจารย์ปรีดีที่ธรรมศาสตร์ สวยงาม สร้างลงไปใต้ดิน แต่ผมมองว่าหนังสือหนังหาน้อยไปสักหน่อย ห้องสมุดที่เอแบคบางนาที่ผมสอน ใหญ่โตมโหฬาร ยังกับห้องสมุดใน British Museum แต่มีหนังสือค่อนข้างจำกัด เน้นความหรูหราเข้าว่า

โดยสรุปแล้ว ผมมองว่า ห้องสมุดที่ดี ต้องมีปัจจัยดังนี้

1. สะดวกใช้ ไม่มีข้อห้ามจุกจิก
ต้องเดินเข้าง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่ตรวจของมากเกิน มีห้องน้ำห้องท่า มีแซนวิชบาร์ มีขนม มีน้ำขาย ถ้ากลัวคนทำเลอะเทอะก็แยกพื้นที่ไว้ให้เรียบร้อย

ห้องสมุดมหาลัยบางแห่ง ห้ามเอาน้ำเข้า ห้ามเอาอาหารเข้า ห้องน้ำก็ไม่มี เป็นตึกสูง แต่ไม่มีลิฟท์ ไม่มีบันไดเลื่อน ใครอ่านหนังสืออยู่ชั้น 5 เกิดปวดฉี่ ต้องเดินลงมา แล้วปีนกลับขึ้นไปใหม่ เช่นนี้ถือว่าไม่ได้เรื่อง อย่าให้บอกนะว่าที่ไหน อิอิอิ

2. เจ้าหน้าที่มี Service mind
ผู้ให้บริการในห้องสมุด ไม่ว่าทำงานอะไร ตั้งแต่บรรณารักษ์จนถึงแม่บ้าน ต้องมีหัวใจบริการ ผู้คุมกฏนั้นต้องมี ไม่เช่นนั้นคนไม่ดีก็ริดรอนสิทธิคนอื่นได้ แต่ยังไงก็ต้องทำหน้าที่ด้วยหลักคิดว่าเรามีหน้าที่ "ให้บริการ" เขา ไม่ใช่เราเป็น "ผู้มีพระคุณ" ต่อเขา

3. มีหนังสือในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม
อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณ และการจัดซื้อหนังสือของหน่วยงานนั้นๆด้วย

วันนี้เล่าเรื่องเพลินๆ ไม่เครียด ที่มาชวนคุยเรื่องนี้ไม่ใช่อะไร บังเอิญวันนี้มาเขียนบล็อกในห้องสมุดครับ แหะๆ


* สำนวนฝรั่ง แปลตรงตัวว่า "ฝีในรูทวาร" อันหมายถึงความน่ารำคาญ ทำให้เราหงุดหงิด ปรี๊ดแตก