Friday, March 5, 2010

ชนชั้นบนท้องถนน


เมื่อสักครู่ อ่านบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักเขียนคนโปรด ใน "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับวันที่ 5-11 มี.ค. 2553 โดนใจมากๆครับ

อ.นิธิ เล่าประสบการณ์ของตัวเองที่เจอมาบนท้องถนน ก่อนจะยกเรื่องราวที่ท่านได้คุยกับแท็กซี่คันหนึ่ง แท็กซี่คันนั้นเล่าให้ท่านฟังว่า..

ขณะที่การจราจรแสนจะคับคั่ง เขา(คนขับแท็กซี่)กำลังจะขับเปลี่ยนเลนไปอยู่ในช่องที่รถวิ่งได้สะดวกกว่า พลันก็มีรถเบนซ์ 500 ที่ทิ้งระยะอยู่สมควร พุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วเบียดกับรถของเขา ไม่ให้เข้าไปในเลน เขารู้สึกถึงความแล้งน้ำใจของคนขับรถเบนซ์คันนั้นเป็นอย่างมาก

ทว่าเมื่อขับไปอีกระยะหนึ่ง รถในเลนของเขาเกิดวิ่งได้สะดวกกว่าเลนที่รถเบนซ์วิ่ง รถเบนซ์จึงพยายามจะเบียดเข้ามาในเลนของเขาบ้าง คนขับแท็กซี่ได้ทีจึงเอาคืน เร่งเครื่องขึ้นไป ไม่ยอมให้รถเบนซ์เข้ามาได้ แต่เบนซ์หรูคันนั้นก็เข้ามาในเลนจนได้ เขาจึงตัดสินใจขับเข้าชนรถเบนซ์ ครูดไปเป็นแนวยาว

เมื่อต่างฝ่ายต่างลงจากรถ คนขับรถเบนซ์ใหม่เอี่ยมถามเขาว่า "รู้ไหมว่ารถนี่ราคาเท่าไร" แท็กซี่บอกว่า เขาไม่สน เพราะไม่ว่ารถคุณจะราคากี่ล้าน ไม่ว่าเขาจะชนเบนซ์หรือชนซาเล้ง หากเขาผิด เขาก็จ่ายแค่ 2,500 บ. ที่เหลือเป็นความรับผิดชอบของประกัน และจริงๆแล้ว เขาก็รู้ด้วยว่าเขาไม่ผิด เพราะเขาอยู่ในเลน

คนขับรถเบนซ์จึงต่อว่าเขาว่า "คุณไม่มีน้ำใจ" แท็กซี่จึงสวนไปว่า "คุณไม่มีสิทธิ์เรียกร้องน้ำใจจากใคร หากคุณไม่มีน้ำใจให้คนอื่น"

ฟังแล้วรู้สึกยังไงครับ?

ที่ อ.นิธิ เล่าเรื่องนี้ ท่านต้องการอธิบายว่า ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทยนั้น มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง แต่บนท้องถนน สิ่งเหล่านี้จะมีอยู่น้อยกว่า แท็กซี่หรือสิบล้อ มีสิทธิ์บีบแตรด่ารถเบนซ์ได้เสมอกัน แถมแตรของสิบล้อดูจะมีพลังอำนาจมากกว่าด้วย (ประโยคหลังนี่ผมเติมเอง)

ตัวผมเองมองว่า จริงๆแล้ว บนท้องถนน ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันมากอยู่ ตำรวจมักไม่กล้าจับรถแพงๆที่ทำผิดกฏจราจร เพราะกลัวจะเดือดร้อน คู่กรณีของตำรวจจึงมักเป็นแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก รถรับจ้างต่างๆ ฯลฯ ที่ไม่มีวันทำให้สถานภาพของตำรวจสั่นคลอนได้

เมื่อวันก่อน ผมเองก็เพิ่งได้ประสบพบเจอมา ผมขับรถอยู่บนถนนอังรีดูนังต์ จะมุ่งหน้าไปยังถนนเยาวราช แต่เพราะการจราจรบนถนนพระราม 4 ติดขัดมาก ผมจึงหันหัวรถ จะขับผ่านเข้าไปในจุฬาฯ ไปออกทางถนนพญาไท เพื่อย่นระยะทาง

บริเวณทางที่จะเข้าประตูจุฬาฯนั้นเอง มีเส้นเหลืองตีตารางไว้ ไม่ให้รถมาหยุดขวางรถที่จะเข้าออก และก็เป็นเหมือนเช่นเคย คือมีรถมาหยุดขวางประตูไว้ รถคันที่ขวางอยู่ เป็นรถเบนซ์หรู ใหม่เอี่ยม น่าจะคันละหลายล้าน

ผมจึงกระพริบไฟ 2 ครั้ง เพื่อเตือนให้รู้ว่าเขากำลังทำผิด หยุดรถทับบนเส้นห้ามหยุด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนขับลดกระจกลงมาจ้องหน้าผม แกเป็นป้าวัยหมดประจำเดือนคนหนึ่ง อายุน่าจะ 50 กว่าๆ ท่าทางเป็นผู้รากมากดี น่าจะเป็นข้าราชการระดับสูง ไฮโซไฮซ้อ หรือคนมีอันจะกิน

แกจ้องหน้าผมในทำนองตำหนิอย่างมาก ที่ผมไปกระพริบไฟใส่รถแก พร้อมกับส่ายหัวหนึ่งครั้ง แน่นอนว่าผมก็จ้องหน้าแกกลับเช่นเดียวกัน พร้อมกับแสยะยิ้ม ให้แกรู้ว่าผมไม่ได้หวั่นเกรงต่อการตำหนินั้น ก่อนจะชี้นิ้วลงไปที่พื้นถนน ให้แกเห็นว่าแกกำลังทำผิด โดยหยุดรถอยู่บนเส้นห้ามหยุด

ป้าคนนั้นมองตามนิ้วผมลงไป ผมคาดว่าแกน่าจะรู้แล้วว่าแกผิด แต่แกยังคงแสดงท่าทีไม่ยอมรับต่อความผิดของตัวเอง ลดกระจกลงอีกครั้ง และหันมาทำตาถลึงใส่ผม ก่อนจะส่ายหัวอีกครั้งหนึ่ง (คงกลัวว่าผมจะเห็นไม่ชัด จึงมี replay)

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น รถเริ่มเคลื่อนตัวไปได้ ป้าแกพยายามชะลอ ไม่ออกรถในทันที เพื่อขวางไว้ ยั่วให้ผมโมโห

พอดีผมเป็นคนไม่ค่อยโมโหกับเรื่องพวกนี้ง่ายๆ และถึงแม้แกจะเป็นผู้ดี แต่ในนิยามของตัวผมเอง ผมก็เป็นผู้ดีเช่นเดียวกัน ผมจึงไม่บีบแตรด่าแก ไม่ทำกิริยาแบบที่คนใจร้อนบนท้องถนนหลายคนชอบกระทำ เช่น ชูนิ้วกลางใส่ เปิดกระจกลงไปด่า เพราะหากทำเช่นนั้น เท่ากับเรายอมรับว่าเราเป็นคนที่สมควรถูกดูถูก

สิ่งที่ผมทำก็เพียงแค่บีบแตรไล่หลังเป็นจังหวะดนตรีประมาณ 2-3 ครั้ง (ไม่ใช่บีบยาวในลักษณะของการด่า) ก่อนจะลดกระจกลง แล้วโบกมือ บ๊าย บาย ขอให้แกโชคดี ซึ่งผมมั่นใจว่าแกมองอยู่ทางกระจกมองหลัง

ป้าคนนี้ ก็เหมือนกับคนขับรถเบนซ์ที่ อ.นิธิ เล่าให้ฟัง ผมมั่นใจว่าแกคงอยู่ในสถานภาพที่สูงระดับหนึ่งในสังคม อีกทั้งความหนาของการ make-up และผมที่ดัดเป็นลอนฟูๆบนหัว ปากแดงแช๊ด สายตาที่พยายามส่งผ่านอำนาจของตัวเอง เข้ามาสู่ความรับรู้ของผม แปลว่าแกน่าจะมั่นใจในสถานภาพของตัวเองพอดู

ผมจึงไม่แปลกใจ ที่แกทนไมได้ ต่อการกระพริบไฟใส่ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนของผม เพราะในชีวิตประจำวัน แกคงอยู่ในสถานภาพที่ไม่มีใครวิจารณ์ได้ หรือพร้อมจะตำหนิดุด่าใครก็ตามที่กล้ามาวิจารณ์แก

ลืมบอกไปว่า ผมไม่เคยแสดงออกถึงฐานะที่แท้จริงของตัวเองผ่านรถที่ขับแต่อย่างใด นั่นอาจทำให้ป้าแกยิ่งมั่นใจว่าผมคงจะมีสถานภาพต่ำกว่าแก (ซึ่งหากวัดกันด้วย "วัย" แน่นอนว่าผมย่อมเป็นผู้น้อยกว่า แต่หากวัดกันด้วยฐานะทางการเงินที่แท้จริง ที่ไม่ใช่แค่เปลือก แกอาจไม่ได้เป็น "ผู้ใหญ่" กว่าผมอย่างที่คิดก็ได้)

กิริยาของป้าคนนั้น เป็น reflection ของ "ชนชั้น" ในสังคมไทยเป็นอย่างดี คนที่อยู่ในสถานะอันสูงส่ง (ตามแนวคิดอนุรักษ์นิยมในสังคมไทย) หรือคนมีเงินมากๆ ย่อมอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง ผู้น้อยที่ไหนบังอาจมาวิจารณ์คุณ จักกลายเป็นคนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้เอาทีเดียว

ถามว่า แนวคิดนี้ จะแก้ไขได้อย่างไร ..

หลักของมันก็คือ ข้อแรก เสรีชนทุกคน ต้องเคารพใน "สิทธิของตัวเอง" และต้องไม่ลืมที่จะ "เคารพในสิทธิของคนอื่น"

แม้เงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ จะไม่เท่าเทียม แต่คุณต้องแสดงออกว่า คุณมีความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน เมื่อเห็นคนที่ใช้อำนาจยศศักดิ์ในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือกำลังเบียดเบียนผู้อื่น ก็ควรจะแสดงให้เขารู้ ว่าเขาผิด

ที่สำคัญ อย่าหยาบคาย อย่าใจร้อน ต้องสุภาพ แต่อย่าปล่อยผ่าน ต้องแสดงออกให้เขารู้ มิฉะนั้น เขาก็จะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริง เราก็ไม่ควรให้ตัวเองเดือดร้อน ดังเช่นที่ผมทำ ไม่หยาบคาย ตัวผมเองก็ไม่เดือดร้อน แค่ออกรถช้าไป 4-5 วินาที

แม้ผมจะมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำไปเปลี่ยนนิสัยป้าคนนั้นไม่ได้ แต่ถ้าแกเจอคนกระตุ้นเตือนแกบ่อยๆ ทุกครั้งที่แกขับรถผิดกฏจราจร (ซึ่งดูจากโหงวเฮ้งแล้ว แกน่าจะทำผิดกฏจราจรบ่อยอยู่) ก็ยังมีความหวังที่แกจะทำตัวดีขึ้นบ้าง ลดการใช้ยศศักดิ์พร่ำเพรื่อบนท้องถนนลงไป

ทว่า บางคนที่เป็น "นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่" จะทำแบบแท็กซี่คันนั้นก็ไม่ว่ากัน คนบางคน ยอมที่จะ "เสียสละ" ความปรกติสุขในชีวิตของตัวเอง เพื่อสั่งสอนพวกคนชั้นสูง (ขอย้ำว่าตามนิยามของสังคมไทยแบบดั้งเดิม) ที่ชอบเอารัดเอาเปรียบ แต่ไม่ชอบรับการวิจารณ์ ให้ได้รับบทเรียนที่ล้ำค่า

เช่นนี้ถือเป็นการช่วย "จัดระเบียบสังคม" เป็นการทำความดีในรูปแบบหนึ่งครับ

4 comments:

  1. อด เมนท์ไม่ได้ ว่า มวยถูกคู่จริงๆ กรณีเรื่องนี้อะ

    วัน พุธ นั่งเรือเลยป้ายที่พัก เลยไปโผล่ เดอะมอลล์ ไปยืนดูหนัง ชาวจีนสร้างชาติ โห ได้อารมณ์ครับ ทำไมอารมณ์ผมโดนกระตุ้น ไม่เหมือน กับดู ละครดังหลังข่าว งั้นๆ หรือเพราะไม่มีทีวีอะครับ

    เมาท์ว่า แค่ 20 นาที คนเดินผ่านเรื่องนี้ตลอด สะกดผมได้คนเดียวกับลุงอายู เลข 50 คนจีน ผมไม่ซื้อ มาซื้อแผ่นวันนี้หน้าราม 80 บาท - - '

    เรทติ้งไม่เหมือนกับ ดู แหยม ยโสธร หรือว่า ผมมันชอบ บรรยากาศจีนๆ มั้ง แต่ทุ่งนา ป่าเขาก็ชอบ เลยเป็นคน มักมากใน ธรรม(ชาติ) เศร้า

    มึนๆว่า เหมาได้ใจคนทั้งชาติ เจียงไคเช็ค เก่งการเมือง แล้วมันสัมพันธ์ กับ ดร. ซุนยัดเซ็นยังไง ในเรื่อง บอดี้การ์ด อะครับ คนละเรืองแต่ว่า มันสัมพันธ์อันอย่างไรครับ ยุคก่อนหรือหลัง ไล่ไม่เป็นมึนๆ คือว่า ช่วงต่อแห่งยุค ตั้งแต่ สามก๊ก จนถึง ประธานเหมา เจียงไคเช็ค ซุนยัดเซน จน ปัจจุบัน ครับ รบกวนแนะนำหน่อย แบบ ไล่เรียงยาวมาเลยครับ

    ปล เห็นในฉาก ทหารนุ่งชุดเขียวๆ เดินแถวยาวสุดสายตา นึกถึง สามก็ก ในหนัง ทาเคชิแสดงเป็นขงเบ้ัง ฉากที่ เล่าปี่หนีการไล่ล่า โจโฉ และจะไป จับมือกับ ซุนกวนอะครับ อารมณ์ ประมาณ เดียวกันแต่คนละยุค เหมือนการเมือง ประเทศจีนยังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนชุด จากจับมีดดาบ ก็ไปจับ เอ็ม16 แทน

    ได้ข่าว สามเกลอ สน ผู้กำกับฯ จะเอาคนมีสีนับล้าน กะบะนับแสน มาเที่ยวสนามหลวง เหมือน สามก็ก เลย ไงงั้น กองทัพสีแรง จะเหมือนในหนังป่าว ก็กำลังลุ้น ๆๆ โทษครับ นอกเรื่อง วกเข้า สน จนได้

    ReplyDelete
  2. ดร.ซุน เปนคู่เขยกับเจียง เปนบิดาแห่งประชาธิปไตยในจีนครับ

    ซุน ต้องการรวมชาติเป็นหนึ่ง แต่เจียงบ้าอำนาจ ต้องการเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ฆ่าฟันคนที่คิดต่างให้หมด

    เรื่อง บอดี้การ์ด ตอนนั้นเป็นช่วงปลายราชวงศ์ชิง ยังล้มราชวงศ์ไม่สำเร็จ

    เรื่อง มังกรสร้างชาติ เป็นยุคสาธารณรัฐ หลังจากปฏิวัติซินไฮ่ ล้มราชวงศ์ชิงได้แล้ว คอมมิวนิสต์ กับ ก๊กมินตั๋ง กำลังรบกัน เพื่อความเป็นหนึ่ง

    จากสามก๊ก ถึง ประธานเหมา มันพันกว่าปีครับพี่ ไล่ไม่ไหว ต้องอ่านจากหนังสือ "ประวัติศาสตร์จีน" ของ ทวีป วรดิลก ครับ

    ส่วนเรื่องการประท้วงเสื้อแดง คล้ายๆ red cliff น่ะครับ แต่ใครจะชนะคงตอบยากครับ

    ReplyDelete
  3. ประเทศไทยไม่มีค่านิยมเรื่องความเสมอภาคครับ บ้านทรายทองคือนิยายยอดนิยม

    ReplyDelete
  4. โอ้วว "บ้านทรายทอง" คำเดียวเห็นภาพเลยทั่น

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ