Sunday, April 25, 2010

อองซานซูจี มองไทย

ท่านผู้อ่านครับ

วันก่อนเล่น twitter แล้วเห็นคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ นักเขียนคนโปรด retweet ข่าวใน นสพ.สเตรทส์ ไทมส์ เป็นเรื่องที่ ออง ซาน ซูจี พูดถึงสถานการณ์ในเมืองไทย เห็นว่าน่าสนใจ และพูดแต่เฉพาะในเชิงหลักการ เลยแปลมาให้อ่านกัน

แต่เนื่องจากผมตั้งใจไว้ว่าในบล็อกของตัวเองนี้จะไม่นำเสนอเรื่องการเมืองแบบตรงๆ (แต่แบบอ้อมๆนี่มีเพียบ 555+) จึงไม่ขอใส่ความเห็นใดๆ ลงไป จะแปลให้อ่านกันเฉยๆ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบคุณครับ

ชัชวนันท์
------------------------------------------------------------------------------------


YANGON - THAILAND'S political crisis shows that a constitution drawn up by the military can never deliver stability, Myanmar opposition leader Aung San Suu Kyi said Saturday, according to her party.

อองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านในพม่าชี้ชัด วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยทหาร ไม่มีวันจะก่อให้เกิดความมั่นคงในชาติได้

Myanmar's military junta, which has ruled for nearly half a century, produced a new constitution as part of a 'road map to democracy' which includes elections due to be held later this year.

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารพม่าซึ่งครองอำนาจในประเทศมาเกือบครึ่งศตวรรษได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็น "พิมพ์เขียวสู่ประชาธิปไตย" และกำหนดให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในช่วงปลายปีนี้

The election plans have been widely criticised and subject to a boycott by Suu Kyi's party, the National League for Democracy (NLD), which would have had to expel its leader if it wanted to take part. NLD spokesman Nyan Win said that in a meeting Saturday with Suu Kyi, she discussed the situation in Thailand, which has been wracked by crises since a 2006 coup ejected Prime Minister Thaksin Shinawatra.

อย่างไรก็ตาม แผนการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยพรรคของ นางอองซานซูจี ได้มีมติที่จะคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ซึ่งมีเงื่อนไขว่า หากพรรค NLD จะส่งผู้สมัครเข้าชิงชัย จะต้องขับหัวหน้าพรรคออกจากตำแหน่งเสียก่อน

โดยนายเน วิน (คนละคนกับเนวินบ้านเรานะครับ/ ผู้แปล) โฆษกพรรค NLP กล่าวว่า จากการหารือกับนางซูจีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เธอได้กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งเข้าสู่ภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2006 หลังจากมีการรัฐประหารรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

'A new government coming to power under a constitution drawn up by the military will never be stable,' he cited her as saying. 'We do not need to see very far. We just see Thailand,' she said. 'Thaksin was an elected person. The military seized the power from an elected person. The constitution was drawn up by the military,' she said.

"รัฐบาลใหม่ที่เข้าสู่ตำแหน่งด้วยรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยทหารจะไม่มีวันเสถียรภาพได้เลย" เนวินอ้างคำพูดของ ซูจี "เราไม่ต้องไปมองที่ไหนไกลเลย มองแค่ประเทศไทยก็เห็นชัดแล้ว" ซูจีกล่าว "ทักษิณเป็นคนที่ได้รับเลือกตั้งมา กองทัพยึดอำนาจจากคนที่ประชาชนเลือก รัฐธรรมนูญก็เขียนโดยทหาร" เธอกล่าวต่อ

'After that, what happened with the first (government)? It was not stable,' she said of the short-lived administration that followed the coup. 'This was a result of the constitution being written by the military.'

"หลังจากนั้น อะไรเกิดขึ้นกับรัฐบาลแรกน่ะหรือ รัฐบาลนั้นไม่ได้มีเสถียรภาพเลย" ซูจีกล่าวถึงรัฐบาลที่มีอายุสั้นๆหลังการรัฐประหาร "นั่นคือผลของการที่รัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นโดยทหาร" (คาดว่าซูจีหมายถึงรัฐบาลของอดีตนายกฯสมัคร ไม่ใช่รัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ ซึ่งไม่มีความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจนานๆอยู่แล้ว/ผู้แปล)

Nyan Win said Suu Kyi was not giving an opinion on the rights and wrongs of the conflict in Thailand, where red-shirted campaigners largely loyal to Thaksin are calling for the ouster of Prime Minister Abhisit Vejjajiva. -- AFP

เน วินกล่าวว่า ซูจีไม่ได้ให้ความเห็นว่าอะไรถูกอะไรผิด สำหรับความขัดแย้งในประเทศไทยขณะนี้ ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่ชื่นชอบทักษิณ กำลังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พ้นจากตำแหน่ง -- เอเอฟพี


ที่มา: http://www.straitstimes.com/BreakingNews/SEAsia/Story/STIStory_518839.html
Crisis: Perils of military rule

Wednesday, April 21, 2010

Conspiracy Theory "ทฤษฎีสมคบคิด"


ทฤษฎีหนึ่งที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งเวลาเกิดสถานการณ์วิกฤตหรือเหตุการณ์รุนแรงก็คือ "ทฤษฎีสมคบคิด" หรือ "Conspiracy Theory"

ทฤษฎีสมคบคิด โดยความหมายปัจจุบันหมายถึง ทฤษฎีใดๆก็ตาม ที่อธิบายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต หรือกำลังเกิดอยู่ในปัจจุบัน เกิดจากการ "วางแผน" "ชักใย" หรือ "สมคบคิดกัน" ของผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง มีลักษณะเป็นกลลวง มีความลึกลับซับซ้อน

สมัยผมเรียนปริญญาโท อาจารย์คนหนึ่งในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ท่านเล่าเรื่องสมัย 14 ตุลา ให้ฟังในชั้นเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนของนิสิตนักศึกษา จนถึงนาทีที่ทหารฆ่าประชาชน

บังเอิญมีเพื่อนร่วมห้องของผมคนหนึ่ง อายุมากแล้ว เป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว แกรีบยกมือทันควันแล้วลุกขึ้นเถียงอาจารย์ว่า กลุ่มปัญญาชน 4-5 แสนคนที่มาชุมนุมกันบนถนนราชดำเนินในช่วงนั้น ถูกส่งมาโดย "มือที่มองไม่เห็น" ซึ่งคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง หาได้ทำไปเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยอะไรใดๆทั้งสิ้น

ผมยังจำบรรยากาศในห้องเรียนวันนั้นได้ดี คนทั้งห้องนั่งเงียบกริบ เช่นเดียวกับอาจารย์ ที่ยืนมองพี่แกอธิบายด้วยความสงบนิ่ง บังเอิญผมเองไม่นิ่งเท่าอาจารย์ เมื่อนั่งฟังมาได้ถึงจุดหนึ่ง จึงเอ่ยปากถามพี่เขาว่า "โทษนะครับพี่ ..คน 4-5 แสนที่พี่บอกว่าถูกหลอกมานั้น มันโง่บัดซบเหมือนกันหมดเลยหรือ?"

เมื่อได้ยินผมถามไป อาจารย์ที่พยายามควบคุมอารมณ์อยู่ก็หลุดหัวเราะก๊ากขึ้นมาทันที ทางฝ่ายพี่คนนั้นจึงของขึ้น แกสวนผมว่า แกศึกษาเรื่องนี้มานาน แกรู้ดี เด็กอย่างผมนั้นไม่มีทางรู้ความจริง เพราะไม่ได้ศึกษาเหมือนอย่างแก

ตอนนั้นผมเองอายุยังน้อย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ พอเจอคนขวาจัดแสดงออกเช่นนั้น พวกเสรีนิยมอย่างผมจึงลุกเขียนโต้เถียงกะแกเสียงดังลั่นห้อง แกเริ่มพาดพิงถึงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ไอ้ผมนี่ก็ยอมไม่ได้ จึงตั้งคำถามตอกแกกลับในหลายเรื่องๆ ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนวันนั้นดูไม่จืดไปเลยทีเดียว แทนที่จะเป็นบรรยากาศสร้างสรรค์คุยกันด้วยเหตุผล กลับกลายเป็นบรรยากาศแห่งการเอาชนะกัน


ปัจจุบัน ผมเติบโตขึ้นมากจนเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว จึงเลิกนิสัยโต้เถียงกับคนที่คิดต่างสุดขั้วไปอย่างถาวร และไม่เคยทำเช่นนั้นอีก เพราะได้เรียนรู้แล้วว่า ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะไปต่อปากต่อคำกับคนที่ความคิดเห็นต่างกับเราโดยสิ้นเชิง ยังไงก็ไม่มีทางจูนกันติดอย่างแน่นอน เราไม่มีทางโน้มน้าวเขาได้ เขาไม่มีทางโน้มน้าวเราได้ เสียทั้งมิตรภาพ เสียทั้งอารมณ์

กลับมาที่เรื่องของ "ทฤษฎีสมคบคิด" อีกครั้งหนึ่ง ผมขอยกตัวอย่างกรณีที่พอจะนึกออกตอนนี้นะครับ เช่น

1) เอลวิสยังไม่ตาย
2) นีล อาร์มสตรอง ไม่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ แต่เป็นการจัดฉากของรัฐบาลสหรัฐฯ
3) ทหารญี่ปุ่นไม่ได้เข่นฆ่าคนจีนที่นานกิง
4) ไมเคิล แจ็คสัน ยังไม่ตาย แต่สร้างเรื่องว่าตัวเองตายเพื่อปลดหนี้
5) พระเจ้าตากสินไม่ได้ถูกปลงพระชนม์ แต่ปลอมพระองค์หนีไปเพราะไปกู้หนี้ต่างชาติไว้เยอะ (ทำยังกะยุค IMF ไปได้)

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินทฤษฎีแบบนี้มาบ้าง บางเรื่องนั้นเหลือเชื่อจนไม่รู้ว่าคนที่คิดเขาคิดขึ้นมาได้อย่างไร

แต่ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อผมสังเกตดู ส่วนใหญ่แล้ว คนที่สร้างเรื่องทำนองนี้ขึ้นมา จะทำไปเพื่อจุดประสงค์ 3 ประการ คือ

1) เพื่อให้ตัวเองหรือพวกพ้องของตนพ้นผิด หรือพ้นมลทิน
2) เพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม
3) เพื่อต้องการขายข่าว โดยมีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงเริงใจ หรือจุดประสงค์ทางธุรกิจ


ทว่าการเอาทฤษฎีสมคบคิดมาใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ นั้น มีความเสี่ยงที่จะถูกหักล้างได้ง่ายๆ เพราะเหตุการณ์ยังเป็นปัจจุบันขณะ หรือเป็นอดีตที่เพิ่งผ่านพ้น ยังมีหลักฐานอีกมากที่พร้อมจะนำออกมาต่อสู้กัน

ดังนั้น "ทฤษฎีสมคบคิด" จึงใช้กันบ่อยที่สุดเพื่อนำมาอธิบายเรื่องราวที่จบไปนานแล้ว ผ่านไปนานแล้ว เพราะเป็นการยากที่ใครจะหาหลักฐานมาหักล้างได้

ไม่เชื่อท่านลองนึกดูสิครับ ตั้งแต่โตมา ท่านได้ยินเรื่องราวการสวรรคต(หรือไม่สวรรคต)ของพระเจ้าตากสินมากี่แนวทางแล้ว ผมเองได้ยินมาไม่ต่ำกว่า 4-5 ทฤษฎี

ลักษณะแบบนี้ล่ะครับ Perfect จริงๆ สำหรับการสร้าง Conspiracy Theory ขึ้นมา เพราะมันเกิดขึ้นมานานมากจนไม่มีใครจะรู้อะไรมากไปกว่าใคร

ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าก็เพราะเหตุการณ์ในบ้านเมืองเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤตเต็มที่ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จะมีทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาเต็มไปหมด

ที่ต่างจากสมัยก่อนก็คือ นี่เป็น "ยุคข้อมูลข่าวสาร" การจะสร้างทฤษฎีอะไรขึ้นมาจึงยากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะกองเชียร์ของฝ่ายไหนก็พร้อมจะที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ แม้จะเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่บ้องตื้นและมีหลักฐานประจานโทนโท่ขนาดไหนก็ตาม ก็ยังมีคนเชื่อได้อยู่ดี

ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูนะครับ ว่าอะไรจริง อะไรเป็นแค่ทฤษฎีสมคบคิด จะได้รู้เท่าทันความเป็นไปในสงครามครั้งนี้ แต่อย่าเครียดมากเกินไปล่ะครับ :D

Thursday, April 15, 2010

ความมั่งคั่งแบบ "สมหวัง"


















เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ช่วงที่ผมกำลังไล่ล่าแชมป์ "แฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008" นั้น มีบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นคู่หูดูโอของผมในโทรทัศน์ เขาคือแฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย "สมหวัง" หรือชื่อใหม่ "จอม ปัทมคันธิน"

บทบาทของพี่จอมในโทรทัศน์ เป็นคนดี มีน้ำใจ การกระทำหลายๆอย่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คนทั่วไปไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำ เช่นการตั้งใจเล่นเกมให้ได้คะแนนน้อยๆ เพื่อดึงเพื่อนให้เข้ารอบไปด้วย

คนทางบ้านหลายคน โพสต์ต่อว่าพี่จอมในอินเตอร์เน็ต หาว่าเป็นการกระทำที่ "เฟค" "สร้างภาพ" หลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำมาจากน้ำใสใจจริงของเขา

แต่ผมยืนยันได้เลยว่านั่นคือตัวตนของเขา 100% ในชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น เป็น "พี่มีแต่ให้" อยู่เสมอ

วันนี้ที่จะชวนคุย ไม่ใช่เรื่องเกมโชว์หรอกครับ แต่สืบเนื่องมาจากที่หลายคนได้ดูพี่จอมในรายการ "คุณพระช่วย" ต่อเนื่องมาถึงรายการ "VIP" ทำให้ได้ทราบว่าบุรุษผู้นี้มีกรุสมบัติเป็นหอยมากมาย มากจนไม่น่าเชื่อ

หนึ่งในหอยที่พี่จอมมี คือโคตรเปลือกหอยล้ำค่าขนาดกระจ้อยร่อย มูลค่าตัวละ 25 ล้านบาท อยู่ถึง 2 ตัวด้วยกัน!!

เอาเฉพาะโคตรหอยสองตัวนั้น มูลค่าก็ปาเข้าไป "50 ล้าน" บาทแล้ว ยังไม่นับหอยอื่นๆในโกดัง ในร้านค้า ในพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยที่มีอยู่หลายแห่ง นับดูแล้ว ผมมั่นใจว่ามูลค่าหอยของพี่จอม หากนำออกขายในวงการ ต้องได้เงินไม่ต่ำกว่าหลายร้อยล้านบาทอย่างแน่นอน

ว่ากันตามจริง คนที่มีสินทรัพย์อยู่นับร้อยล้าน ภาษาชาวบ้านคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขา "รวย"

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ายังมีความแตกต่างที่น่าสนใจอยู่ ระหว่างความรวยในแบบ "พ่อค้า" กับความรวยในแบบของ "นักสะสม"

ความต่างอยู่ตรงทื่ว่า ธรรมชาติของ "พ่อค้า" นั้น หากคิดว่าสินค้าอะไรขายไม่ได้ ก็ย่อมจะไม่ซื้อเข้ามา ตรงข้ามกับ "นักสะสม" ที่ทำวิชาชีพด้วย "ความรัก" แม้สินค้าบางอย่าง มีโอกาสน้อยที่จะขายได้ แต่หากชอบเสียอย่างก็ไม่ลังเลที่จะซื้อมาเก็บไว้ จะขายได้ไม่ได้ไม่เป็นไร แค่ได้เห็นก็มีความสุข

พี่จอม เป็นคนประเภทหลังครับ ในสายตาของผม เขาเป็น "นักสะสม" มากกว่าที่จะเป็น "พ่อค้า"

เชื่อไหมครับ แม้แกจะขายเปลือกหอยได้เงินสดเข้ามาตลอด ครั้งหนึ่งเป็นเรือนแสนเรือนล้าน แต่เงินที่ได้มา ก็จะต้องถูกแปลงสภาพอย่างรวดเร็ว เป็น "สินค้าชนิดใหม่" ซึ่งก็คือเปลือกหอยชนิดอื่นๆ ต่อไป และต่อๆไป

ดังนั้น พี่จอมจึงไม่เคยมีเงินสดเก็บไว้เยอะ ไม่มีเงินที่จะไปต่อเงิน ไม่เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น การลงทุนอย่างเดียวของเขา คือการ "เอาเงินไปต่อหอย" เท่านั้น

ผมเคยคิดเล่นๆว่า หากพี่จอมเปลี่ยนตัวเอง ถอดร่างของความเป็นนักสะสมออก แล้วเอากรอบคิดของ "พ่อค้า" เข้าไปครอบ จะเป็นอย่างไร

เขาอาจขายหอย 2 ตัวนั้น เอาเงิน 50 ล้านที่ได้มา ไปสร้างอพาร์ทเม้นท์ 100 ห้องใกล้รถไฟฟ้า แล้วเก็บดอกผลกินไปตลอดชีวิต ไม่ต้องวิ่งรอกขายหอย

แต่นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอน เพราะผมยังมองไม่ออกเลยว่า หากไม่ได้อยู่กับเปลือกหอยแล้ว พี่จอมจะหายใจอยู่ได้อย่างไร คงเหมือนกับ "บีโธเฟ่น" ที่ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีดนตรี

ในขณะที่ ถ้าเป็นผม ผู้ซึ่งมีความเป็น "นักสะสม" น้อยมาก แต่มีความเป็น "พ่อค้า" อยู่อย่างเข้มข้นในสายเลือด ผมจะเริ่มทยอยขายหอยที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่า (appreciation) ค่อนข้างน้อยออกไปก่อน

เพราะหอยก็คือสินค้าชนิดหนึ่ง สินค้าชนิดไหนที่เก็บไว้แล้วมูลค่าไม่เพิ่มขึ้น เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ แต่ควรจะผ่องถ่ายออกไป แปลงมันเป็นเงินสดเข้ามาไว้ในกระเป๋าดีกว่า

หอยประเภทนี้ ถ้าเปรียบเป็นหุ้นก็คงเป็นหุ้นประเภท "โตยาก" เพราะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว อุ้ยอ้าย สภาพคล่องต่ำ

ตัวอย่างเช่น หุ้น "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ความเสี่ยงน้อย แต่โอกาสโตก็น้อยมาก หรือหุ้น "สายส่งน้ำอัดลม" ที่บรรดา Value Investor ชอบไปซื้อกัน โดยหวังว่าจะเหมือน Coca-cola ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่ซื้อมานานเท่าไรก็ไม่โตสักที หุ้นพวกนี้ เป็นผม..ผมขาย

ทีนี้ เมื่อได้เงินสดจากการขายหอยที่มูลค่าทรงตัวออกไปแล้ว ผมจะนำเอาเงินที่ได้ส่วนหนึ่ง ไปทยอยเก็บ "หอยโตเร็ว" หรือ "Growth Shell" คือหอยที่มีโอกาส "เพิ่มมูลค่า" สูง มีศักยภาพ อาจจะหาได้ยาก กำลังมาแรง มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่นิยมไปอีกระยะหนึ่ง

ธรรมชาติของหอยพวกนี้ นอกจากราคาจะขึ้นเร็วแล้ว ยังมักจะมี "สภาพคล่อง" สูงด้วย กล่าวคือ มีโอกาสขายได้มาก ซื้อง่ายขายคล่อง หากเรามีหอยประเภทนี้อยู่ประมาณ 30% ของพอร์ต เราก็มั่นใจได้ว่าเงินสดจะไม่ขาดมือแน่นอน ต้องการเงินเมื่อไร ขายได้ทันที

ถ้าเปรียบหอยเป็นหุ้น หอยประเภทนี้คงเปรียบได้กับหุ้นน้ำมัน หุ้นถ่านหิน อาจรวมถึงหุ้นบลูชิพหลายตัว ที่มักติดอันดับหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดแทบจะทุกวัน

สำหรับเงินสดอีกส่วนหนึ่ง อย่างน้อย 50% ผมจะทยอยเก็บ "Value Shell" หรือ "หอยเน้นคุณค่า" คือหอยที่อาจจะไม่ได้เป็นหอยยอดนิยมในขณะนั้น แต่มีคุณค่าในตัวเองด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ มีจำนวนจำกัด นิยมเก็บกันเป็นคอลเลคชั่น เป็นหอยที่นักสะสมยังนิยมอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร

"หอยคุณค่า" นี้ ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา ช้าๆ แต่มั่นคง อาจไม่หวือหวา ไม่ทำให้รวยได้ทันตา แต่ไม่มีวันหมดราคา การมีหอยประเภทนี้ไว้ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ต จะทำให้ผมนอนหลับสบาย ไม่ต้องสะดุ้งตื่นอยู่เสมอ ว่าวันพรุ่งนี้ของมีค่าของเราจะกลายเป็นเพียงวัสดุอะไรสักอย่างที่ไม่มีใครต้องการหรือไม่

หอยพวกนี้คงเปรียบได้กับหุ้นร้านสะดวกซื้อ หุ้นซูเปอร์มาร์เก็ตบิ๊กๆลักษณะไฮเปอร์มาร์ท หุ้นร้านหนังสือสาขายุ่บยั่บ ฯลฯ

สำหรับเงินที่เหลืออีก 10-20% ผมจะเผื่อไว้เพื่อเลือกหอยที่ผม "รัก" ล้วนๆ หรือเผื่อไว้เพื่อทดลองสูตรเด็ดๆ พิสูจน์ความเชื่ออะไรบางอย่าง ในส่วนนี้แม้จะไม่มีความแน่นอน แต่หากเราจำกัดไว้ไม่ให้เกิน 10-20% ก็น่าจะไม่เสียหายอะไรนัก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หอยทุกประเภทต้องมีเหมือนกันก็คือ ต้องเลือกหอยที่มี "พื้นฐานดี" กล่าวคือ เป็นหอยที่มีมูลค่าอย่างแท้จริง อันเกิดจากความหายากของมันตามธรรมชาติ หรือเกิดจากความสวยงาม ความแปลก ฯลฯ

ไม่ใช่หอย "เก็งกำไร" ประมาณว่า ไม่ได้มีดีอะไรเลย แต่อยู่ๆ มีเจ้ามือหอยตัวแสบคอยปั่นราคา คนก็นึกว่าดี แห่กันเข้ามาซื้อหวังเอาไปปล่อยต่อได้ง่ายๆ หอยแบบนี้ผมไม่เอาด้วยแน่นอน

ที่เล่ามาทั้งหมดคือการมองโดยใช้กรอบความคิดแบบ "นักลงทุน" หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นแบบพ่อค้าล้วนๆ ซึ่งเป็นมุมมองที่เน้นการเติบโต เน้นทำกำไรเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ความรักมาเจือปนเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพี่จอม เขาเป็น "นักสะสมผู้ยิ่งใหญ่" ไม่ใช่ "นักลงทุน" ดังนั้น เขาคงไม่ทำแบบผมเป็นอันขาด

คนเรา ก่อนที่จะวางแผนกลยุทธ์อะไร หรือวางแผนให้ใคร ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา คนบางคนทำทุกอย่างด้วยความรัก ไม่ได้คิดในแง่การลงทุน แต่เขามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เรื่องบางเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน มีความรักความชอบเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างกรณีพี่จอม ปัทมคันธิน เขายอมทุ่มจนหมดหน้าตัก เพื่อได้มาในสิ่งที่เขารัก บางคนอาจไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเรารู้จักเขา ศึกษาเขา เราจะเข้าใจ

ในความคิดของผม หาก "ความรัก" ทำให้เราเดือดร้อนก็คงไม่ดี แต่ถ้าตั้งเป้าไว้แต่ "เงิน" ทว่าระหว่างนั้นกลับไม่มีความสุข ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม

ทางเลือกที่ดีที่สุด น่าจะเป็นทางสายกลางระหว่าง "เงิน" และ "ความรัก" กล่าวคือ ทำอะไรก็ได้ที่รัก แต่ให้แน่ใจว่ามีเงินทองตามมาด้วยเสมอครับ

Sunday, April 11, 2010

10 เม.ย. บันทึกไว้ด้วยความเศร้า














วันนี้ค่อนข้างยุ่ง เลยยังไม่ได้เขียนบทความใหม่ๆ แต่ต้องแวะมาบันทึกว่าเสียใจและโศกสลดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน (10 เม.ย.) ครับ

ผมอยากให้คนไทยอ่านประวัติศาสตร์กันมากๆ เพราะข้อดีอย่างหนึ่งของการอ่านประวัติศาสตร์คือ จะทำให้คุณไม่ดัดจริต

ผมไม่เคยรู้สึกว่าคำพูดแบบ "คนไทยรักกันเถอะ" "อย่าทะเลาะกันเลย" "สงสารบ้านเมืองจัง" ฯลฯ อะไรเทือกนี้ มีคุณค่าที่แท้จริงแต่ประการใด

ท่านคิดว่าสมัยสามก๊กจะมีคนพูดว่า "คนจีนรักกันเถอะ" บ้างไหม? ผมเชื่อว่าน่าจะมี แล้วทำไมคนจีนสมัยนั้นถึงไม่รักกัน? ก็เพราะมันมี "เหตุ" ที่ทำให้รักกันไม่ได้นั่นเอง

ผมเชื่อว่าทุกอย่างมี "เหตุ" และ "ผล" ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ การตำหนิ "ผล" แต่ไม่มองที่ "เหตุ" หรือมองเฉพาะ "เหตุ" ที่ตัวเองอยากมอง ย่อมไม่มีประโยชน์ การแผ้วถางต้นไม้ แล้วจะไม่ให้เกิดความแห้งแล้งนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

ผมคาดว่า หลังจากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. จะต้องมีข้ออ้างแปลกๆ ตาม "ทฤษฎีสมคบคิด" (Conspiracy Theory) ขึ้นมามากมาย ซึ่งหลายคนคงเหนื่อยที่จะฟัง และผมไม่ขอพูดถึงในที่นี้

เอาเป็นว่า ขอยก "กวีบทเก่า" แห่ง "สามก๊ก" มาว่าให้ฟังอีกครั้งครับ



"น้ำแยงซี รี่ไหล่ ไปบูรพา

คลื่นซัดกวาดพา วีรชน หล่นลับหาย

ถูกผิดแพ้ชนะ วัฎจักร เวียนว่างดาย

สิงขรยังคง ตะวันยังฉาย นานเท่านาน

เกาะกลางชล คนตัดฟืนผมขาว เฒ่าหาปลา

สาร์ทวสันต์เห็นมา เหลือหลาย ที่กรายผ่าน

สรวลสุราขุ่น ป้านใหญ่ ให้ตำนาน

เก่าเก่าใหม่ใหม่ เสพสราญ ว่ากันไปฯ"


ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกท่านครับ

Happy Holidays

Friday, April 9, 2010

หนังสือกำลังกระจายไปหาคุณ




















พี่น้องครับ

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติก็จบลงไปแล้ว ได้ไปช้อปกันมาบ้างไหมครับ?

หลังจบงาน หนังสือใหม่ของผม "สามก๊ก ฉบับ แฟนพันธุ์แท้ ตอน คิดเป็นเห็นต่าง" ก็จะถูกกระจายไปยังร้านหนังสือต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมี "ร้านซีเอ็ด" เป็นหลัก เพราะคราวนี้ฝากซีเอ็ดจัดจำหน่ายให้ คาดว่าเร็วๆนี้คงหาซื้อได้แทบทุกร้านครับ

ขอบคุณน้องๆหลายคนที่ได้อ่านแล้วฝากชมมานะครับ ฟีดแบ็คค่อนข้างดีมากทีเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางเดียวกันคือ หนังสือเล่มนี้สนุกมาก อ่านเพลิน

เทียบกับเล่มที่แล้ว (อ่านสามก๊กอย่างแฟนพันธุ์แท้) เล่มนี้จะสนุกกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเล่มที่แล้วผมเน้นให้เป็นคู่มือสำหรับผู้เริ่มอ่าน เนื้อหาจึงเป็นข้อมูลเบื้องต้น ขณะที่เล่มนี้ เป็นการเล่าเรื่องแบบเต็มๆ ไม่มียั้ง ก็จะสนุกกว่าเดิม มีพื้นฐานสามก๊กเพียงเล็กน้อยก็อ่านได้ครับ เป็นสำนวนแบบสบายๆ เหมือนนั่งคุยกัน ไม่เครียด อ่านแล้วชอบไม่ชอบอย่างไร บอกกันมาบ้างก็ดีนะครับ

ข้างล่างนี้คือความเห็นบางส่วนของคนที่ได้อ่านแล้วครับ ใครมีเพิ่มเติมก็เม้นท์ไว้นะครับ จะเอาลงบล็อกไว้ตรงนี้ครับ:)

v
v
v


"ผมอ่านรวดเดียวจบ วางไม่ลงจริงๆครับ ..ไม่ได้นอนดึกขนาดนี้มาหลายปีแล้ว!!"
// ป๊อป ปฏิภาค มิลินท์ประทีป แฟนพันธุ์แท้โลกศิลปะและแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2007

"หนังสือพี่ดีมาก พี่เขียนได้แบบ สุดๆๆ"
// น้องพีท กรกวี ยินดีเวท

Monday, April 5, 2010

ไพร่ vs อำมาตย์ ในสายตาของ ดร.นิเวศน์

ทุกท่านครับ

บทความที่ยกมานี้ เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ได้รับการยอมรับที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ผู้เริ่มลงทุนจากเงิน 10 ล้าน จนกลายเป็น 1,000 กว่าล้านบาท ท่านที่เป็นนักลงทุน คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว

ผมยกบทความนี้มา เพราะ ดร.นิเวศน์ แกบังเอิญเขียนเรื่องชนชั้นในสังคม ซึ่งปกติแกจะไม่แตะต้องเรื่องพวกนี้ แต่ผมเห็นว่าเอามาโยงกันได้ดี และชอบในแนวคิดหลายๆอย่างของอาจารย์ เลย copy มาจากบล็อก Settrade.com ให้ได้อ่านกันครับ

v
v
v




















ไพร่-อำมาตย์-เสรีชน

โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2010

ในขณะที่วาทกรรมเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ กำลังร้อนอยู่ในขณะนี้ ผมลองมาคิดดูถึงตัวเองในฐานะนักลงทุนอาชีพแบบ Value Investor ว่าเราน่าจะเป็นใคร ไพร่ หรือ อำมาตย์ หรือ อย่างอื่น

ก่อนที่จะพูดว่าเป็นไพร่หรืออำมาตย์ ผมคงต้องกำหนดนิยามเสียก่อนว่าไพร่และอำมาตย์ในความหมายของผมนั้น ไม่ได้เป็นคำนิยามตามพจนานุกรมที่อาจจะบอกว่าไพร่คือข้าทาสหรืออำมาตย์คือข้าราชการในสังคมไทยสมัยก่อน ไพร่ในความหมายของผมและดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายของคนในสังคมจำนวนมากเห็นได้จากการใช้คำ ๆ นี้ในภาพยนต์และละครหลังข่าวกันเป็นประจำก็คือ เป็น “ชาวบ้าน” ที่ไม่มี “ตระกูล” ยากจน เป็นคน “ชั้นต่ำ” ของสังคมที่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น ว่าที่จริงไพร่นั้นเป็นคนที่ “ถูกกดขี่” และเป็นคนที่เสียเปรียบทุกด้านในสังคม

ส่วนคำว่าอำมาตย์นั้น ว่าไปแล้ว เราก็แทบจะไม่ได้ใช้เลยในชีวิตประจำวันสมัยใหม่ แต่ถ้าตีความตามที่มีการใช้กันเป็นวาทกรรมในขณะนี้ ก็น่าจะหมายถึงคนที่เป็นคน “ชั้นสูง” ของสังคม เป็นคนที่มีสถานะทางตำแหน่งงานในราชการหรือองค์กรธุรกิจ เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์ เป็น “ผู้กดขี่” เป็น “นาย” และเป็นผู้ที่ได้เปรียบทุกอย่างในสังคม ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้าราชการเลย

มาดูก่อนว่าเราเป็นคน “ชั้นสูง” หรือไม่? นี่เป็นเรื่องชัดเจนว่าเราไม่ใช่ เราไม่ได้เกิดในตระกูล “ผู้ดี” หรือตระกูล “นักธุรกิจร่ำรวย” ว่าที่จริงตระกูลอย่างตระกูลของผมนั้น เรานั้นมาจากชาวนายากจนที่อพยพหนีความอดอยากมาจากเมืองจีน ดังนั้น เรามี “คุณสมบัติไพร่” ข้อที่หนึ่ง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นไพร่ เพราะยังต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ มาประกอบด้วย

ในเรื่องของการเป็นผู้ “กดขี่” นั้น สิ่งที่ใช้วัดนั้น ผมมองว่าการเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าในแง่ของการสั่งการให้ทำอะไรต่าง ๆ ได้น่าจะเป็นตัววัดที่พอใช้ได้ นั่นคือ ถ้าเรามีคนที่เป็นลูกน้องหรือบริวารเช่นคนรับใช้มากคนมากชั้น ก็หมายความว่าเราอาจจะมีคุณสมบัติแบบอำมาตย์มาก ตรงกันข้าม ถ้าเรากลายเป็นลูกน้อง มีคนที่อยู่เหนือและสามารถสั่งการเรามาก แต่เราไม่มีลูกน้องหรือคนที่อยู่ใต้เราเลย นั่นแปลว่าเรามีคุณสมบัติของไพร่โดยแท้

มองในมุมนี้ ในฐานะของนักลงทุน ผมไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาเลย นอกจากนั้น ในชีวิตส่วนตัวผมก็ไม่เคยมีคนรับใช้ที่จะให้สั่งงานด้วย ดังนั้น ดูเหมือนว่าผมน่าจะอยู่ในข่ายไพร่ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่มี “นาย” ที่จะมาสั่งการอะไรผม ผมไม่มีคนที่ต้องไปพินอบพิเทาอะไรทั้งสิ้น ผมเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ผมจึงไม่เข้าข่ายหรือไม่มีคุณสมบัติไพร่ในประเด็นนี้

เรื่องของการมีอภิสิทธิ์ในสังคมนั้น ที่จริงมาจากคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างรวมกัน รวมถึงอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้าตัวด้วย ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ

ไพร่นั้น นอกจากจะไม่มีอภิสิทธิ์แล้ว ยังมักจะโดน “รอนสิทธิ์” ด้วย นั่นคือ เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะถูกจัดการด้วยกฏหมาย อย่างรุนแรงเกินกว่าปกติ ส่วนอำมาตย์นั้น คือคนที่สามารถอยู่ “เหนือกฏหมาย” เช่น อาจจะมีการละเว้นไม่ดำเนินการโดยผู้รักษากฏหมาย

ถ้าจะลองนึกถึงตัวอย่างดูง่าย ๆ ในเรื่องของการถูกตำรวจจับเรื่องขับรถผิดกฏ ถ้าคุณสามารถที่จะหลุดพ้นมาได้โดยตำรวจไม่ทำอะไรนั่นก็คือ คุณมีคุณสมบัติอำมาตย์ แต่ถ้าคุณต้อง “จ่าย” ค่าปรับ นั่นก็คือ คุณเป็นคนธรรมดา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มักจะถูกตำรวจตั้งด่านจับเป็นประจำ นั่นก็คือ คุณคงมีคุณสมบัติไพร่อยู่ไม่น้อย

อีกเรื่องหนึ่งที่พอจะนำมาวัดเรื่องสถานะของคนก็คือ เรื่องของสถานะทางสังคม เวลาที่เราบอกว่าเป็นนักลงทุนนั้น คนทั่วไปก็มักเข้าใจว่าเราไม่ได้มีอาชีพการงานหรือตำแหน่งอะไรเลย การเป็นนักลงทุนอาชีพนั้นผมคิดว่าค่อนข้างมีปัญหาพอสมควรโดยเฉพาะเวลาต้องไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนอื่น

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาจะไปขอบัตรเครดิตนั้น ผมพบว่าเราไม่สามารถจะกรอกแบบฟอร์มเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของเราได้ เพราะเราไม่มีเงินเดือน ไม่มีหน้าที่การงาน ที่จะทำให้เราดูมีเครดิตดี หรือเวลาเราไปขอวีซ่าไปต่างประเทศ เขาก็มักจะต้องขอข้อมูลคล้ายคลึงกัน ในแง่นี้ นักลงทุนดูเหมือนว่าจะมีสถานะไม่สูง

เวลาที่เรา “เติบโต” มีอายุมากขึ้นและประสบความสำเร็จในการลงทุน เปรียบเทียบไปแล้วก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าเพื่อนฝูงที่ทำราชการหรือคนที่ทำงานบริษัทเอกชนหรือเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่การยอมรับของคนในสังคมต่อนักลงทุนก็จะด้อยกว่ามาก

ไม่มีใครจะเชิญนักลงทุนขึ้นไปกล่าวในงานแต่งงานหรืองานพิธี ไม่มีสถาบันการศึกษาไหนจะให้ตำแหน่งศิษย์เก่าดีเด่นกับนักลงทุนที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย และสำหรับนักลงทุนอาชีพหนุ่มนั้น เวลาที่จะไปขอผู้หญิงแต่งงานก็มักจะต้องเผชิญกับคำถามจากญาติฝ่ายเจ้าสาวว่า “ทำงานอะไร” เหล่านี้ทำให้นักลงทุนนั้นมีความโน้มเอียงไปในทาง “ไพร่” มากกว่าที่จะเป็นอำมาตย์

สุดท้ายก็คือเรื่องของเงิน ความรวย ความจน นี่เป็นจุดที่อาจจะทำให้ Value Investor อาชีพนั้น มีคุณสมบัติของอำมาตย์ เพราะพวกเขาจำนวนไม่น้อยมีเงินหรือความมั่งคั่งในระดับสูง บางคนเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุไม่มาก

อย่างไรก็ตาม VI หลายคนที่ร่ำรวยก็ไม่ใคร่ได้ใช้เงินหรือแสดงออกถึงความร่ำรวย คราบของความเป็นอำมาตย์ก็ไม่เกิด อย่างไรก็ตามคุณสมบัติข้อนี้ทำให้ VI จำนวนมากไม่สามารถจะถูกจัดให้เป็นไพร่ได้

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า ชีวิตของ Value Investor อาชีพนั้น มีคุณสมบัติโน้มเอียงไปในทางที่เป็นไพร่มากกว่าอำมาตย์ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติส่วนใหญ่กลับเป็นคุณสมบัติกลาง ๆ ระหว่างไพร่กับอำมาตย์

ดังนั้น ในความเห็นของผม VI นั้นน่าจะเป็นคนที่ผมเรียกว่า “เสรีชน” มากกว่าที่จะเป็นไพร่หรืออำมาตย์ เสรีชน ในความหมายของผมก็คือ คนที่มีชีวิตอิสระไม่ขึ้นกับใคร ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ไม่ต้องการไปกดขี่หรืออยู่เหนือคนอื่น พวกเขาชอบความเป็นธรรมและความเสมอภาคกันในสังคม เขาคิดว่า นี่คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศและเศรษฐกิจเติบโตไปได้ดีที่สุดในระยะยาวซึ่งจะส่งผลถึงการลงทุนของพวกเขาด้วย

ที่มา: http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/29/820