Monday, April 5, 2010

ไพร่ vs อำมาตย์ ในสายตาของ ดร.นิเวศน์

ทุกท่านครับ

บทความที่ยกมานี้ เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ได้รับการยอมรับที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ผู้เริ่มลงทุนจากเงิน 10 ล้าน จนกลายเป็น 1,000 กว่าล้านบาท ท่านที่เป็นนักลงทุน คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว

ผมยกบทความนี้มา เพราะ ดร.นิเวศน์ แกบังเอิญเขียนเรื่องชนชั้นในสังคม ซึ่งปกติแกจะไม่แตะต้องเรื่องพวกนี้ แต่ผมเห็นว่าเอามาโยงกันได้ดี และชอบในแนวคิดหลายๆอย่างของอาจารย์ เลย copy มาจากบล็อก Settrade.com ให้ได้อ่านกันครับ

v
v
v




















ไพร่-อำมาตย์-เสรีชน

โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2010

ในขณะที่วาทกรรมเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ กำลังร้อนอยู่ในขณะนี้ ผมลองมาคิดดูถึงตัวเองในฐานะนักลงทุนอาชีพแบบ Value Investor ว่าเราน่าจะเป็นใคร ไพร่ หรือ อำมาตย์ หรือ อย่างอื่น

ก่อนที่จะพูดว่าเป็นไพร่หรืออำมาตย์ ผมคงต้องกำหนดนิยามเสียก่อนว่าไพร่และอำมาตย์ในความหมายของผมนั้น ไม่ได้เป็นคำนิยามตามพจนานุกรมที่อาจจะบอกว่าไพร่คือข้าทาสหรืออำมาตย์คือข้าราชการในสังคมไทยสมัยก่อน ไพร่ในความหมายของผมและดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายของคนในสังคมจำนวนมากเห็นได้จากการใช้คำ ๆ นี้ในภาพยนต์และละครหลังข่าวกันเป็นประจำก็คือ เป็น “ชาวบ้าน” ที่ไม่มี “ตระกูล” ยากจน เป็นคน “ชั้นต่ำ” ของสังคมที่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น ว่าที่จริงไพร่นั้นเป็นคนที่ “ถูกกดขี่” และเป็นคนที่เสียเปรียบทุกด้านในสังคม

ส่วนคำว่าอำมาตย์นั้น ว่าไปแล้ว เราก็แทบจะไม่ได้ใช้เลยในชีวิตประจำวันสมัยใหม่ แต่ถ้าตีความตามที่มีการใช้กันเป็นวาทกรรมในขณะนี้ ก็น่าจะหมายถึงคนที่เป็นคน “ชั้นสูง” ของสังคม เป็นคนที่มีสถานะทางตำแหน่งงานในราชการหรือองค์กรธุรกิจ เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์ เป็น “ผู้กดขี่” เป็น “นาย” และเป็นผู้ที่ได้เปรียบทุกอย่างในสังคม ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้าราชการเลย

มาดูก่อนว่าเราเป็นคน “ชั้นสูง” หรือไม่? นี่เป็นเรื่องชัดเจนว่าเราไม่ใช่ เราไม่ได้เกิดในตระกูล “ผู้ดี” หรือตระกูล “นักธุรกิจร่ำรวย” ว่าที่จริงตระกูลอย่างตระกูลของผมนั้น เรานั้นมาจากชาวนายากจนที่อพยพหนีความอดอยากมาจากเมืองจีน ดังนั้น เรามี “คุณสมบัติไพร่” ข้อที่หนึ่ง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นไพร่ เพราะยังต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ มาประกอบด้วย

ในเรื่องของการเป็นผู้ “กดขี่” นั้น สิ่งที่ใช้วัดนั้น ผมมองว่าการเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าในแง่ของการสั่งการให้ทำอะไรต่าง ๆ ได้น่าจะเป็นตัววัดที่พอใช้ได้ นั่นคือ ถ้าเรามีคนที่เป็นลูกน้องหรือบริวารเช่นคนรับใช้มากคนมากชั้น ก็หมายความว่าเราอาจจะมีคุณสมบัติแบบอำมาตย์มาก ตรงกันข้าม ถ้าเรากลายเป็นลูกน้อง มีคนที่อยู่เหนือและสามารถสั่งการเรามาก แต่เราไม่มีลูกน้องหรือคนที่อยู่ใต้เราเลย นั่นแปลว่าเรามีคุณสมบัติของไพร่โดยแท้

มองในมุมนี้ ในฐานะของนักลงทุน ผมไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาเลย นอกจากนั้น ในชีวิตส่วนตัวผมก็ไม่เคยมีคนรับใช้ที่จะให้สั่งงานด้วย ดังนั้น ดูเหมือนว่าผมน่าจะอยู่ในข่ายไพร่ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่มี “นาย” ที่จะมาสั่งการอะไรผม ผมไม่มีคนที่ต้องไปพินอบพิเทาอะไรทั้งสิ้น ผมเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ผมจึงไม่เข้าข่ายหรือไม่มีคุณสมบัติไพร่ในประเด็นนี้

เรื่องของการมีอภิสิทธิ์ในสังคมนั้น ที่จริงมาจากคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างรวมกัน รวมถึงอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้าตัวด้วย ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ

ไพร่นั้น นอกจากจะไม่มีอภิสิทธิ์แล้ว ยังมักจะโดน “รอนสิทธิ์” ด้วย นั่นคือ เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะถูกจัดการด้วยกฏหมาย อย่างรุนแรงเกินกว่าปกติ ส่วนอำมาตย์นั้น คือคนที่สามารถอยู่ “เหนือกฏหมาย” เช่น อาจจะมีการละเว้นไม่ดำเนินการโดยผู้รักษากฏหมาย

ถ้าจะลองนึกถึงตัวอย่างดูง่าย ๆ ในเรื่องของการถูกตำรวจจับเรื่องขับรถผิดกฏ ถ้าคุณสามารถที่จะหลุดพ้นมาได้โดยตำรวจไม่ทำอะไรนั่นก็คือ คุณมีคุณสมบัติอำมาตย์ แต่ถ้าคุณต้อง “จ่าย” ค่าปรับ นั่นก็คือ คุณเป็นคนธรรมดา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มักจะถูกตำรวจตั้งด่านจับเป็นประจำ นั่นก็คือ คุณคงมีคุณสมบัติไพร่อยู่ไม่น้อย

อีกเรื่องหนึ่งที่พอจะนำมาวัดเรื่องสถานะของคนก็คือ เรื่องของสถานะทางสังคม เวลาที่เราบอกว่าเป็นนักลงทุนนั้น คนทั่วไปก็มักเข้าใจว่าเราไม่ได้มีอาชีพการงานหรือตำแหน่งอะไรเลย การเป็นนักลงทุนอาชีพนั้นผมคิดว่าค่อนข้างมีปัญหาพอสมควรโดยเฉพาะเวลาต้องไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนอื่น

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาจะไปขอบัตรเครดิตนั้น ผมพบว่าเราไม่สามารถจะกรอกแบบฟอร์มเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของเราได้ เพราะเราไม่มีเงินเดือน ไม่มีหน้าที่การงาน ที่จะทำให้เราดูมีเครดิตดี หรือเวลาเราไปขอวีซ่าไปต่างประเทศ เขาก็มักจะต้องขอข้อมูลคล้ายคลึงกัน ในแง่นี้ นักลงทุนดูเหมือนว่าจะมีสถานะไม่สูง

เวลาที่เรา “เติบโต” มีอายุมากขึ้นและประสบความสำเร็จในการลงทุน เปรียบเทียบไปแล้วก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าเพื่อนฝูงที่ทำราชการหรือคนที่ทำงานบริษัทเอกชนหรือเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่การยอมรับของคนในสังคมต่อนักลงทุนก็จะด้อยกว่ามาก

ไม่มีใครจะเชิญนักลงทุนขึ้นไปกล่าวในงานแต่งงานหรืองานพิธี ไม่มีสถาบันการศึกษาไหนจะให้ตำแหน่งศิษย์เก่าดีเด่นกับนักลงทุนที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย และสำหรับนักลงทุนอาชีพหนุ่มนั้น เวลาที่จะไปขอผู้หญิงแต่งงานก็มักจะต้องเผชิญกับคำถามจากญาติฝ่ายเจ้าสาวว่า “ทำงานอะไร” เหล่านี้ทำให้นักลงทุนนั้นมีความโน้มเอียงไปในทาง “ไพร่” มากกว่าที่จะเป็นอำมาตย์

สุดท้ายก็คือเรื่องของเงิน ความรวย ความจน นี่เป็นจุดที่อาจจะทำให้ Value Investor อาชีพนั้น มีคุณสมบัติของอำมาตย์ เพราะพวกเขาจำนวนไม่น้อยมีเงินหรือความมั่งคั่งในระดับสูง บางคนเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุไม่มาก

อย่างไรก็ตาม VI หลายคนที่ร่ำรวยก็ไม่ใคร่ได้ใช้เงินหรือแสดงออกถึงความร่ำรวย คราบของความเป็นอำมาตย์ก็ไม่เกิด อย่างไรก็ตามคุณสมบัติข้อนี้ทำให้ VI จำนวนมากไม่สามารถจะถูกจัดให้เป็นไพร่ได้

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า ชีวิตของ Value Investor อาชีพนั้น มีคุณสมบัติโน้มเอียงไปในทางที่เป็นไพร่มากกว่าอำมาตย์ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติส่วนใหญ่กลับเป็นคุณสมบัติกลาง ๆ ระหว่างไพร่กับอำมาตย์

ดังนั้น ในความเห็นของผม VI นั้นน่าจะเป็นคนที่ผมเรียกว่า “เสรีชน” มากกว่าที่จะเป็นไพร่หรืออำมาตย์ เสรีชน ในความหมายของผมก็คือ คนที่มีชีวิตอิสระไม่ขึ้นกับใคร ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ไม่ต้องการไปกดขี่หรืออยู่เหนือคนอื่น พวกเขาชอบความเป็นธรรมและความเสมอภาคกันในสังคม เขาคิดว่า นี่คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศและเศรษฐกิจเติบโตไปได้ดีที่สุดในระยะยาวซึ่งจะส่งผลถึงการลงทุนของพวกเขาด้วย

ที่มา: http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/29/820

4 comments:

  1. เห็นด้วยกับการให้นิยามของดร.นิเวศน์ค่ะ

    ReplyDelete
  2. อ่า...

    ท่านเขียนได้ดีจริงๆ

    เป็นกลาง และสอดแง่คิดดีๆไว้หลายอย่าง

    แต่อ่านแล้ว เอิงก็ยังไม่รู้เลย ว่าเอิงเป็นอะไร แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่อำมาตย์แน่นอน ฟันธง !! 555+

    ^______^

    ReplyDelete
  3. เจ้านั้น เกิดจากไพร่ ที่มีคุณสมบัติสูง กว่าไพร่ทั่วไป เช่นมีปัญญาสูงกว่า มี สัจจะกว่า มีความอดทนกว่า หรือมีความเมตตากว่า เลยประสบผลสำเร็จในชีวิต ทำงานใหญ่ได้ เหล่าไพร่ทั่วไปก็ยกตัวให้เป็นเจ้าชีวิต เพราะ คุ้มครองได้

    พอเป็นเจ้าก็ต้องมีลูกหลาน เอาไว้สืบเชื้อดี แต่ก็พ่วงอำนาจจากรุ่นบุกเบิกไปด้วย เพราะว่า เป็นคนทำงานที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ปกครองชีวิตคนเป็นแสนๆ ก็ไม่ต้องไป ทำนา รับผิดชอบแค่ในครองครัวต่อไป เพราะชาวไพร่ ยกย่อง ว่า ท่านปกครองเป็นผู้นำ ชาวไพร่เถอะ ไม่ต้องหากิน เด๋ว เรา จะส่ง เครื่องบรรณาการ ภาษีเลี้ยงดูท่านเอง ไพร่อย่างเรา ไม่มีความสามารถสูงเช่นท่าน ชนชั้นปกครองเลยเกิดตอนนี้ ตอนที่ อยู่ดีๆ มีไพร่คนหนึ่งลุกขึ้นมา กู้ชาติ บ้านเมือง

    เวลาผ่านไป จาก ไพร่ กับ เจ้า ก็เกิดความไม่ยุติธรรมจากการปกครอง เพราะเจ้าเสพติด อำนาจ กับ หลงใน เครื่องบรรณาการ ที่ไม่ต้องหา ได้มาฟรี ไพร่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีปัญญา ก็ลุกขึ้นมา สร้างความยุติธรรมในสังคม เกิดการปกครอง ที่ เรียกว่า one man one vote การคัดคนผ่านการประชามติก็เกิดขึ้นแทน ระบบ การปกครอง แบบ เดิม ที่เริ่ม ไม่เหมาะกับ คนหมู่มากเพราะ คุณภาพ เจ้า ตกไป

    ไพร่คนนั้น เมื่อมีอำนาจ ก็ เห็นว่า ระบบที่ถุกต้องตามยุคที่เปลี่ยน ต้องมี คนชั้นกลางเกิดขึ้น เลยสร้าง มหาวิทยาลัย ให้เกิด คนมีปัญญา มาบริหารระบบ การปกครองแบบใหม่คือการกระจายอำนาจ อย่างเป็นธรรม ชนชั้นกลาง ระหว่าง เจ้า กับไพร่ เลยมี เวทีเกิด

    แต่ชนชั้นปกครอง ก็เกิดความโลภ เพราะลาภสักการะจะหายไป เลยกลัว ทุกข์ ก็ต้องรักษา สิ่งที่ตัวเองเคยได้รับ สถานภาพที่เคยมี เลยเกิด 2 มาตรฐาน รากหญ้า หรือไพร่ จากอดีต จนปัจจุบัน โดนเอาเปรียบจาก ชั้นปกครองแต่ก็พอรับได้ ก็มาโดนเอาเปรียบจาก ปัญญาชนที่ลืมตัวตน หันไปรับใช้ ความโลภตัวเอง ก็ออกมาเรียกร้อง สิทธิ ที่เขาควรได้รับบ้าง เพราะสมัยใหม่ มีการเปรียบเทียบ คุณภาพชีวิตตลอดเวลา นับจาก กระแสโลกาภิวัฒน์ เปลี่ยนโลกที่ละน้อยๆ นับจาก โลกค้นพบ คอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เนต

    ชนชั้นสูง คุณภาพตกสุดๆ (ตามกฎ ว่า ทุกสิ่งไหลลงสู่ที่ต่ำ เมื่อเวลาผ่าน) ชนชั้นกลาง อยากแทนชนชั้นสูงเพราะ คุณภาพ เลวได้ใจผ่านมาตรฐาน อำมหิต ชนิด ตั๋งโต๊ะเรียกพี่ ชนชั้นไพร่ (รากหญ้า) ก็ ฮาร์ท คอร์เต็มที่ เพราะ กดมานาน บังเอิญ หาแกนนำ อยู่ พอมีคนบารมีมาก (พวกไพร่เหมือนกัน) ที่เรียกร้องความยุติธรรม ต้องการความดี มากกว่าความชั่ว ประวัติศาสตร์ ก็ หมุนเปลี่ยนกลับไปแบบนี้ จาก เกิด ตั้ง ดับ เปลี่ยนหน้าตา แต่เนื้อหาเหมือนเดิม คือ สงคราม ดี ชั่ว หมุนเวียนอย่างนี้มาแต่โบราณกาล ไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั้ง 1,000 ฯ ปีจะมีคนเกิดแบบนี้สักคน พระพุทธเจ้า หรือ บุคคล ที่ เกิดมาเพื่อคนส่วนใหญ่ เรียกว่าผู้มีบารมีสูง จะได้เกิดมา เพื่อให้สังคมยุคนั้นได้พิ่งต่อไป แต่มีพระพุทธองค์ ท่านเดียวที่เสนอทางเลือกให้ เบื่อหน่ายใน ทางที่วุ่นวาย เลยมี ทางที่ จบ สงบ และ สันติ เรียกว่า ทางสายเอก บัดนั้นโลกที่หมุนไป ไม่รู้ที่ เริ่มต้น และสิ้นสุด ก็มีทางออก เหล่าเวไนยสัตว์ ต่าง สรรเสริญยินดี

    ไพร่ก็ไม่รอด กฎแห่งกรรมนี้ไปได้ จบธรรมะตามเคยเรา

    ReplyDelete
  4. สา...............ธุ

    อ่านแล้วได้ความรู้จริงๆครับ อย่าลืมมาชี้ทางสว่างบ่อยๆนะครับพี่ยะ

    สวัสดีปีใหม่ไทยครับ :)

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ