Thursday, April 15, 2010

ความมั่งคั่งแบบ "สมหวัง"


















เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ช่วงที่ผมกำลังไล่ล่าแชมป์ "แฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008" นั้น มีบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นคู่หูดูโอของผมในโทรทัศน์ เขาคือแฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย "สมหวัง" หรือชื่อใหม่ "จอม ปัทมคันธิน"

บทบาทของพี่จอมในโทรทัศน์ เป็นคนดี มีน้ำใจ การกระทำหลายๆอย่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คนทั่วไปไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำ เช่นการตั้งใจเล่นเกมให้ได้คะแนนน้อยๆ เพื่อดึงเพื่อนให้เข้ารอบไปด้วย

คนทางบ้านหลายคน โพสต์ต่อว่าพี่จอมในอินเตอร์เน็ต หาว่าเป็นการกระทำที่ "เฟค" "สร้างภาพ" หลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำมาจากน้ำใสใจจริงของเขา

แต่ผมยืนยันได้เลยว่านั่นคือตัวตนของเขา 100% ในชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น เป็น "พี่มีแต่ให้" อยู่เสมอ

วันนี้ที่จะชวนคุย ไม่ใช่เรื่องเกมโชว์หรอกครับ แต่สืบเนื่องมาจากที่หลายคนได้ดูพี่จอมในรายการ "คุณพระช่วย" ต่อเนื่องมาถึงรายการ "VIP" ทำให้ได้ทราบว่าบุรุษผู้นี้มีกรุสมบัติเป็นหอยมากมาย มากจนไม่น่าเชื่อ

หนึ่งในหอยที่พี่จอมมี คือโคตรเปลือกหอยล้ำค่าขนาดกระจ้อยร่อย มูลค่าตัวละ 25 ล้านบาท อยู่ถึง 2 ตัวด้วยกัน!!

เอาเฉพาะโคตรหอยสองตัวนั้น มูลค่าก็ปาเข้าไป "50 ล้าน" บาทแล้ว ยังไม่นับหอยอื่นๆในโกดัง ในร้านค้า ในพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยที่มีอยู่หลายแห่ง นับดูแล้ว ผมมั่นใจว่ามูลค่าหอยของพี่จอม หากนำออกขายในวงการ ต้องได้เงินไม่ต่ำกว่าหลายร้อยล้านบาทอย่างแน่นอน

ว่ากันตามจริง คนที่มีสินทรัพย์อยู่นับร้อยล้าน ภาษาชาวบ้านคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขา "รวย"

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ายังมีความแตกต่างที่น่าสนใจอยู่ ระหว่างความรวยในแบบ "พ่อค้า" กับความรวยในแบบของ "นักสะสม"

ความต่างอยู่ตรงทื่ว่า ธรรมชาติของ "พ่อค้า" นั้น หากคิดว่าสินค้าอะไรขายไม่ได้ ก็ย่อมจะไม่ซื้อเข้ามา ตรงข้ามกับ "นักสะสม" ที่ทำวิชาชีพด้วย "ความรัก" แม้สินค้าบางอย่าง มีโอกาสน้อยที่จะขายได้ แต่หากชอบเสียอย่างก็ไม่ลังเลที่จะซื้อมาเก็บไว้ จะขายได้ไม่ได้ไม่เป็นไร แค่ได้เห็นก็มีความสุข

พี่จอม เป็นคนประเภทหลังครับ ในสายตาของผม เขาเป็น "นักสะสม" มากกว่าที่จะเป็น "พ่อค้า"

เชื่อไหมครับ แม้แกจะขายเปลือกหอยได้เงินสดเข้ามาตลอด ครั้งหนึ่งเป็นเรือนแสนเรือนล้าน แต่เงินที่ได้มา ก็จะต้องถูกแปลงสภาพอย่างรวดเร็ว เป็น "สินค้าชนิดใหม่" ซึ่งก็คือเปลือกหอยชนิดอื่นๆ ต่อไป และต่อๆไป

ดังนั้น พี่จอมจึงไม่เคยมีเงินสดเก็บไว้เยอะ ไม่มีเงินที่จะไปต่อเงิน ไม่เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น การลงทุนอย่างเดียวของเขา คือการ "เอาเงินไปต่อหอย" เท่านั้น

ผมเคยคิดเล่นๆว่า หากพี่จอมเปลี่ยนตัวเอง ถอดร่างของความเป็นนักสะสมออก แล้วเอากรอบคิดของ "พ่อค้า" เข้าไปครอบ จะเป็นอย่างไร

เขาอาจขายหอย 2 ตัวนั้น เอาเงิน 50 ล้านที่ได้มา ไปสร้างอพาร์ทเม้นท์ 100 ห้องใกล้รถไฟฟ้า แล้วเก็บดอกผลกินไปตลอดชีวิต ไม่ต้องวิ่งรอกขายหอย

แต่นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอน เพราะผมยังมองไม่ออกเลยว่า หากไม่ได้อยู่กับเปลือกหอยแล้ว พี่จอมจะหายใจอยู่ได้อย่างไร คงเหมือนกับ "บีโธเฟ่น" ที่ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีดนตรี

ในขณะที่ ถ้าเป็นผม ผู้ซึ่งมีความเป็น "นักสะสม" น้อยมาก แต่มีความเป็น "พ่อค้า" อยู่อย่างเข้มข้นในสายเลือด ผมจะเริ่มทยอยขายหอยที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่า (appreciation) ค่อนข้างน้อยออกไปก่อน

เพราะหอยก็คือสินค้าชนิดหนึ่ง สินค้าชนิดไหนที่เก็บไว้แล้วมูลค่าไม่เพิ่มขึ้น เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ แต่ควรจะผ่องถ่ายออกไป แปลงมันเป็นเงินสดเข้ามาไว้ในกระเป๋าดีกว่า

หอยประเภทนี้ ถ้าเปรียบเป็นหุ้นก็คงเป็นหุ้นประเภท "โตยาก" เพราะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว อุ้ยอ้าย สภาพคล่องต่ำ

ตัวอย่างเช่น หุ้น "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ความเสี่ยงน้อย แต่โอกาสโตก็น้อยมาก หรือหุ้น "สายส่งน้ำอัดลม" ที่บรรดา Value Investor ชอบไปซื้อกัน โดยหวังว่าจะเหมือน Coca-cola ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่ซื้อมานานเท่าไรก็ไม่โตสักที หุ้นพวกนี้ เป็นผม..ผมขาย

ทีนี้ เมื่อได้เงินสดจากการขายหอยที่มูลค่าทรงตัวออกไปแล้ว ผมจะนำเอาเงินที่ได้ส่วนหนึ่ง ไปทยอยเก็บ "หอยโตเร็ว" หรือ "Growth Shell" คือหอยที่มีโอกาส "เพิ่มมูลค่า" สูง มีศักยภาพ อาจจะหาได้ยาก กำลังมาแรง มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่นิยมไปอีกระยะหนึ่ง

ธรรมชาติของหอยพวกนี้ นอกจากราคาจะขึ้นเร็วแล้ว ยังมักจะมี "สภาพคล่อง" สูงด้วย กล่าวคือ มีโอกาสขายได้มาก ซื้อง่ายขายคล่อง หากเรามีหอยประเภทนี้อยู่ประมาณ 30% ของพอร์ต เราก็มั่นใจได้ว่าเงินสดจะไม่ขาดมือแน่นอน ต้องการเงินเมื่อไร ขายได้ทันที

ถ้าเปรียบหอยเป็นหุ้น หอยประเภทนี้คงเปรียบได้กับหุ้นน้ำมัน หุ้นถ่านหิน อาจรวมถึงหุ้นบลูชิพหลายตัว ที่มักติดอันดับหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดแทบจะทุกวัน

สำหรับเงินสดอีกส่วนหนึ่ง อย่างน้อย 50% ผมจะทยอยเก็บ "Value Shell" หรือ "หอยเน้นคุณค่า" คือหอยที่อาจจะไม่ได้เป็นหอยยอดนิยมในขณะนั้น แต่มีคุณค่าในตัวเองด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ มีจำนวนจำกัด นิยมเก็บกันเป็นคอลเลคชั่น เป็นหอยที่นักสะสมยังนิยมอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร

"หอยคุณค่า" นี้ ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา ช้าๆ แต่มั่นคง อาจไม่หวือหวา ไม่ทำให้รวยได้ทันตา แต่ไม่มีวันหมดราคา การมีหอยประเภทนี้ไว้ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ต จะทำให้ผมนอนหลับสบาย ไม่ต้องสะดุ้งตื่นอยู่เสมอ ว่าวันพรุ่งนี้ของมีค่าของเราจะกลายเป็นเพียงวัสดุอะไรสักอย่างที่ไม่มีใครต้องการหรือไม่

หอยพวกนี้คงเปรียบได้กับหุ้นร้านสะดวกซื้อ หุ้นซูเปอร์มาร์เก็ตบิ๊กๆลักษณะไฮเปอร์มาร์ท หุ้นร้านหนังสือสาขายุ่บยั่บ ฯลฯ

สำหรับเงินที่เหลืออีก 10-20% ผมจะเผื่อไว้เพื่อเลือกหอยที่ผม "รัก" ล้วนๆ หรือเผื่อไว้เพื่อทดลองสูตรเด็ดๆ พิสูจน์ความเชื่ออะไรบางอย่าง ในส่วนนี้แม้จะไม่มีความแน่นอน แต่หากเราจำกัดไว้ไม่ให้เกิน 10-20% ก็น่าจะไม่เสียหายอะไรนัก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หอยทุกประเภทต้องมีเหมือนกันก็คือ ต้องเลือกหอยที่มี "พื้นฐานดี" กล่าวคือ เป็นหอยที่มีมูลค่าอย่างแท้จริง อันเกิดจากความหายากของมันตามธรรมชาติ หรือเกิดจากความสวยงาม ความแปลก ฯลฯ

ไม่ใช่หอย "เก็งกำไร" ประมาณว่า ไม่ได้มีดีอะไรเลย แต่อยู่ๆ มีเจ้ามือหอยตัวแสบคอยปั่นราคา คนก็นึกว่าดี แห่กันเข้ามาซื้อหวังเอาไปปล่อยต่อได้ง่ายๆ หอยแบบนี้ผมไม่เอาด้วยแน่นอน

ที่เล่ามาทั้งหมดคือการมองโดยใช้กรอบความคิดแบบ "นักลงทุน" หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นแบบพ่อค้าล้วนๆ ซึ่งเป็นมุมมองที่เน้นการเติบโต เน้นทำกำไรเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ความรักมาเจือปนเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพี่จอม เขาเป็น "นักสะสมผู้ยิ่งใหญ่" ไม่ใช่ "นักลงทุน" ดังนั้น เขาคงไม่ทำแบบผมเป็นอันขาด

คนเรา ก่อนที่จะวางแผนกลยุทธ์อะไร หรือวางแผนให้ใคร ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา คนบางคนทำทุกอย่างด้วยความรัก ไม่ได้คิดในแง่การลงทุน แต่เขามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เรื่องบางเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน มีความรักความชอบเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างกรณีพี่จอม ปัทมคันธิน เขายอมทุ่มจนหมดหน้าตัก เพื่อได้มาในสิ่งที่เขารัก บางคนอาจไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเรารู้จักเขา ศึกษาเขา เราจะเข้าใจ

ในความคิดของผม หาก "ความรัก" ทำให้เราเดือดร้อนก็คงไม่ดี แต่ถ้าตั้งเป้าไว้แต่ "เงิน" ทว่าระหว่างนั้นกลับไม่มีความสุข ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม

ทางเลือกที่ดีที่สุด น่าจะเป็นทางสายกลางระหว่าง "เงิน" และ "ความรัก" กล่าวคือ ทำอะไรก็ได้ที่รัก แต่ให้แน่ใจว่ามีเงินทองตามมาด้วยเสมอครับ

3 comments:

  1. อารมณ์สุนทรี ของสะสมส่วนตัว ความรักหรือศิลปะ ฯลฯหลายๆอย่างตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ บางอย่างใช้เวลา สร้างสรรค์ด้วยใจ ให้อารมณ์ที่เบิกบาน เป็นตัวตนและความมั่นคงในจิตใจ ถ้าได้เข้าถึงเปลือกหอยลึกๆแล้ว เชื่อว่าสุดยอดแน่นอน:D
    กัปตันเบิร์ด

    ReplyDelete
  2. จริงครับผู้หมวด เคยฟังพี่แกเล่า ลึกซึ้งจริงๆ เป็นเรื่องของศิลปะครับ :)

    ReplyDelete
  3. ชอบมากครับอาท เป็นมุมมองเปรียบเทียบที่ชัดเจนและน่าสนใจ

    พี่จอมเป็นนักสะสมอย่างที่ว่า และสำหรับคนอื่นที่เกิดบนกองเงินกองทอง
    พี่จอมก็เกิดปนกองเปลือกหอยและผมก็เชื่ออย่างหมดใจว่าพี่เค้ารักหอยอย่างจริงใจ
    อย่างที่อาทว่าไว้ครับ

    ผมเป็นลูกคนโต บางครั้งด้วยความรับผิดชอบมากมายก็เคยนึกอยากมีพี่บ้าง
    และเมื่อนึกอย่างนี้ก็นึกถึงพี่จอมทุกทีครับ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ