Wednesday, April 21, 2010

Conspiracy Theory "ทฤษฎีสมคบคิด"


ทฤษฎีหนึ่งที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งเวลาเกิดสถานการณ์วิกฤตหรือเหตุการณ์รุนแรงก็คือ "ทฤษฎีสมคบคิด" หรือ "Conspiracy Theory"

ทฤษฎีสมคบคิด โดยความหมายปัจจุบันหมายถึง ทฤษฎีใดๆก็ตาม ที่อธิบายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต หรือกำลังเกิดอยู่ในปัจจุบัน เกิดจากการ "วางแผน" "ชักใย" หรือ "สมคบคิดกัน" ของผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง มีลักษณะเป็นกลลวง มีความลึกลับซับซ้อน

สมัยผมเรียนปริญญาโท อาจารย์คนหนึ่งในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ท่านเล่าเรื่องสมัย 14 ตุลา ให้ฟังในชั้นเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนของนิสิตนักศึกษา จนถึงนาทีที่ทหารฆ่าประชาชน

บังเอิญมีเพื่อนร่วมห้องของผมคนหนึ่ง อายุมากแล้ว เป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว แกรีบยกมือทันควันแล้วลุกขึ้นเถียงอาจารย์ว่า กลุ่มปัญญาชน 4-5 แสนคนที่มาชุมนุมกันบนถนนราชดำเนินในช่วงนั้น ถูกส่งมาโดย "มือที่มองไม่เห็น" ซึ่งคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง หาได้ทำไปเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยอะไรใดๆทั้งสิ้น

ผมยังจำบรรยากาศในห้องเรียนวันนั้นได้ดี คนทั้งห้องนั่งเงียบกริบ เช่นเดียวกับอาจารย์ ที่ยืนมองพี่แกอธิบายด้วยความสงบนิ่ง บังเอิญผมเองไม่นิ่งเท่าอาจารย์ เมื่อนั่งฟังมาได้ถึงจุดหนึ่ง จึงเอ่ยปากถามพี่เขาว่า "โทษนะครับพี่ ..คน 4-5 แสนที่พี่บอกว่าถูกหลอกมานั้น มันโง่บัดซบเหมือนกันหมดเลยหรือ?"

เมื่อได้ยินผมถามไป อาจารย์ที่พยายามควบคุมอารมณ์อยู่ก็หลุดหัวเราะก๊ากขึ้นมาทันที ทางฝ่ายพี่คนนั้นจึงของขึ้น แกสวนผมว่า แกศึกษาเรื่องนี้มานาน แกรู้ดี เด็กอย่างผมนั้นไม่มีทางรู้ความจริง เพราะไม่ได้ศึกษาเหมือนอย่างแก

ตอนนั้นผมเองอายุยังน้อย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ พอเจอคนขวาจัดแสดงออกเช่นนั้น พวกเสรีนิยมอย่างผมจึงลุกเขียนโต้เถียงกะแกเสียงดังลั่นห้อง แกเริ่มพาดพิงถึงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ไอ้ผมนี่ก็ยอมไม่ได้ จึงตั้งคำถามตอกแกกลับในหลายเรื่องๆ ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนวันนั้นดูไม่จืดไปเลยทีเดียว แทนที่จะเป็นบรรยากาศสร้างสรรค์คุยกันด้วยเหตุผล กลับกลายเป็นบรรยากาศแห่งการเอาชนะกัน


ปัจจุบัน ผมเติบโตขึ้นมากจนเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว จึงเลิกนิสัยโต้เถียงกับคนที่คิดต่างสุดขั้วไปอย่างถาวร และไม่เคยทำเช่นนั้นอีก เพราะได้เรียนรู้แล้วว่า ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะไปต่อปากต่อคำกับคนที่ความคิดเห็นต่างกับเราโดยสิ้นเชิง ยังไงก็ไม่มีทางจูนกันติดอย่างแน่นอน เราไม่มีทางโน้มน้าวเขาได้ เขาไม่มีทางโน้มน้าวเราได้ เสียทั้งมิตรภาพ เสียทั้งอารมณ์

กลับมาที่เรื่องของ "ทฤษฎีสมคบคิด" อีกครั้งหนึ่ง ผมขอยกตัวอย่างกรณีที่พอจะนึกออกตอนนี้นะครับ เช่น

1) เอลวิสยังไม่ตาย
2) นีล อาร์มสตรอง ไม่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ แต่เป็นการจัดฉากของรัฐบาลสหรัฐฯ
3) ทหารญี่ปุ่นไม่ได้เข่นฆ่าคนจีนที่นานกิง
4) ไมเคิล แจ็คสัน ยังไม่ตาย แต่สร้างเรื่องว่าตัวเองตายเพื่อปลดหนี้
5) พระเจ้าตากสินไม่ได้ถูกปลงพระชนม์ แต่ปลอมพระองค์หนีไปเพราะไปกู้หนี้ต่างชาติไว้เยอะ (ทำยังกะยุค IMF ไปได้)

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินทฤษฎีแบบนี้มาบ้าง บางเรื่องนั้นเหลือเชื่อจนไม่รู้ว่าคนที่คิดเขาคิดขึ้นมาได้อย่างไร

แต่ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อผมสังเกตดู ส่วนใหญ่แล้ว คนที่สร้างเรื่องทำนองนี้ขึ้นมา จะทำไปเพื่อจุดประสงค์ 3 ประการ คือ

1) เพื่อให้ตัวเองหรือพวกพ้องของตนพ้นผิด หรือพ้นมลทิน
2) เพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม
3) เพื่อต้องการขายข่าว โดยมีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงเริงใจ หรือจุดประสงค์ทางธุรกิจ


ทว่าการเอาทฤษฎีสมคบคิดมาใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ นั้น มีความเสี่ยงที่จะถูกหักล้างได้ง่ายๆ เพราะเหตุการณ์ยังเป็นปัจจุบันขณะ หรือเป็นอดีตที่เพิ่งผ่านพ้น ยังมีหลักฐานอีกมากที่พร้อมจะนำออกมาต่อสู้กัน

ดังนั้น "ทฤษฎีสมคบคิด" จึงใช้กันบ่อยที่สุดเพื่อนำมาอธิบายเรื่องราวที่จบไปนานแล้ว ผ่านไปนานแล้ว เพราะเป็นการยากที่ใครจะหาหลักฐานมาหักล้างได้

ไม่เชื่อท่านลองนึกดูสิครับ ตั้งแต่โตมา ท่านได้ยินเรื่องราวการสวรรคต(หรือไม่สวรรคต)ของพระเจ้าตากสินมากี่แนวทางแล้ว ผมเองได้ยินมาไม่ต่ำกว่า 4-5 ทฤษฎี

ลักษณะแบบนี้ล่ะครับ Perfect จริงๆ สำหรับการสร้าง Conspiracy Theory ขึ้นมา เพราะมันเกิดขึ้นมานานมากจนไม่มีใครจะรู้อะไรมากไปกว่าใคร

ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าก็เพราะเหตุการณ์ในบ้านเมืองเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤตเต็มที่ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จะมีทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาเต็มไปหมด

ที่ต่างจากสมัยก่อนก็คือ นี่เป็น "ยุคข้อมูลข่าวสาร" การจะสร้างทฤษฎีอะไรขึ้นมาจึงยากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะกองเชียร์ของฝ่ายไหนก็พร้อมจะที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ แม้จะเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่บ้องตื้นและมีหลักฐานประจานโทนโท่ขนาดไหนก็ตาม ก็ยังมีคนเชื่อได้อยู่ดี

ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูนะครับ ว่าอะไรจริง อะไรเป็นแค่ทฤษฎีสมคบคิด จะได้รู้เท่าทันความเป็นไปในสงครามครั้งนี้ แต่อย่าเครียดมากเกินไปล่ะครับ :D

3 comments:

  1. เครียดแล้วก็หดหู่มากๆ ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็อยากให้ฝ่ายที่เราเลือกชนะ แต่ตอนนี้อยากให้จบๆ ไปเสียที ถึงจะแพ้ก็ช่างมันเถอะ ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าความจริงมันคืออะไรแน่ ต่างฝ่ายก็คิดว่าตัวเองถูก ไม่มีใครฟังใครแล้ว รอให้กฏแห่งกรรมเป็นตัวตัดสินก็แล้วกัน :(

    ReplyDelete
  2. @mama aiko เห็นใจและเข้าใจมากๆๆๆๆ ครับ

    ReplyDelete
  3. เรื่องของเรื่องมันไม่ไรมากมายอ่ะพี่

    อคติ

    สร้างภาพ

    อุปทาน

    ผลประโยชน์


    - -"

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ