Thursday, May 27, 2010

"น้องพลอย" ในไทยรัฐ




เช้านี้ตื่นมาก็วิ่งจ๊อกกิ้งไปซื้อ นสพ.ปากซอย พอเปิดอ่าน มีเซอร์ไพรส์ ลูกศิษย์คนเก่งของผม "น้องพลอย" สุภจรรยา สิริพูน ลง "ไทยรัฐ" ด้วย เลยรีบเอามาแปะไว้โดยพลันด้วยความบ้าเห่อ 555+

ใครยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ติดตามผลงานของ "น้องพลอย" ได้ ในรายการ "เก้าทันเกมส์" ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ตี 5 ครึ่ง ทุกวัน และฟังรายการ Active Generation 13.00-14.00 น. จันทร์-ศุกร์ ที่ FM99 คลื่นเมืองไทยแข็งแรงครับ

Tuesday, May 25, 2010

การเมืองเรื่องต้องห้าม?


ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ เรื่อง "การเมือง" กลายเป็นประเด็นต้องห้ามบนโต๊ะอาหาร และในวงสนทนาของผู้คนบ้านเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเพื่อนฝูง ในแวดวงธุรกิจ ในหมู่คนรู้จัก บนแท็กซี่ หรือที่ไหนๆ ก็ตาม

สมัยก่อน ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยนั้นก็มีอยู่ เพราะต้องไม่ลืมว่าช่องว่างระหว่างชนชั้นในประเทศนี้มีมานานมาก คนชั้นกลางและสูง กับคนชั้นล่าง คิดไม่เหมือนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อันเนื่องมาจากคุณภาพชีวิตและวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง

ทว่า สมัยนี้ ความขัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ก็คือ "เล่นกันแรง" กว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา แถมยังมีการใช้ "สี" มาเป็นสัญลักษณ์ ทำให้ความแบ่งแยกนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่รุนแรงอยู่แล้วระหว่าง "แดง-เหลือง" ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปอีก เริ่มมี "สีน้ำเงิน" เริ่มมี "หลากสี" เริ่มมีสีอื่นๆ หรือแม้แต่ในสีเดียวกัน ก็ยังแตกออกไปได้หลายทาง


ผมเองเพิ่งเจอมาสดๆ ร้อนๆ ผมนั่งทานข้าวอยู่กับผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง ผู้ใหญ่คนหนึ่งเป็นคนโผงผาง พูดการเมืองเป็นว่าเล่น ไม่เลือกที่เลือกเวลา เวลานั้นกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ยึดแยกราชประสงค์อยู่ อาคนนี้ก็ด่าเสื้อแดงขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร และพาลไปด่ารัฐบาลด้วย เพราะหงุดหงิดที่ไม่ยอมทำอะไรเสียที จะสลายก็ไม่สลาย

พอพูดจบ อาอีกคนก็เริ่มไม่พอใจ ที่ไม่พอใจนี่ไม่ใช่เพราะแกเป็นเสื้อแดงนะครับ แต่เพราะแกยังชอบรัฐบาลประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์อยู่ แกเลยสวนขึ้นมาว่า "แล้วลื้อจะให้เขาทำอย่างไร ไปสลายเดี๋ยวมีคนตายก็ต้องรับผิดอีก!"

ไปๆ มาๆ เชื่อไหมครับ อาทั้งสองคนซึ่งเป็น "เสื้อเหลือง" ทั้งคู่ ที่สุดกลับทุ่มเถียงกันเป็นเรื่องใหญ่โต เหตุเพราะคนหนึ่งเบื่อรัฐบาลแล้ว ส่วนอีกคนยังเชียร์รัฐบาล เห็นไหมครับ ขนาดสีเดียวกันแท้ๆ ยังทะเลาะกันได้

ด้วยเหตุนี้ ผมถึงคิดว่า ความขัดแย้งปัจจุบันมันลงลึกไปกว่าที่จะคุยกันจบได้ง่ายๆ แม้แต่สีเดียวกันก็ต้องระวัง คนเสื้อแดงเองก็มีหลายประเภท คุยไปคุยมาบางทีก็ด่ากัน

ดังนั้น ผมเชื่อว่า เพื่อรักษามิตรภาพเอาไว้ จึงไม่พึงพูดการเมือง กับกลุ่มคนที่เราไม่รู้ว่าเขามีทัศนคติอย่างไร แม้แต่ "สีเดียวกัน" ก็ต้องระวัง

ตัวผมเอง ทำงานที่ต้องอาศัย Popularity ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ หรือแม้แต่เขียนบล็อกนี้ ก็เลยตั้งใจไว้ในระดับหนึ่งว่า ..

ถ้าเป็นในบล็อก จะไม่เอาเรื่องการเมืองมาปนให้มากนัก เดี๋ยวจะเสียบรรยากาศกันเปล่าๆ ถ้าจะมีบ้างก็เป็นในเชิงอุดมการณ์และหลักการ ไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด

แต่ถ้าท่านที่ติดตามจะคุยการเมืองกัน ผมก็ยินดี ใครถามความเห็นผมก็ตอบ ถือว่าพูดคุย เพราะทุกท่านก็มีความคิดดีๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะชอบจะเชียร์ฝั่งไหน

ยกเว้นถ้าเป็น twitter ผมอาจเพิ่มความ "ตรง" ขึ้นมาอีกนิด ส่วนหนึ่งมาจากลักษณะของสื่อด้วย การทวีตนั้นเราทวีตไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์ การกลั่นกรองจะน้อยกว่าการเขียนบล็อก บางคนคิดไม่เหมือนกัน ไม่ถูกจริตกันก็เลิกตามกันไป

ผมเองก็เป็น บางคนเราไปตามเขา แล้วความคิดเขาไปกับเราไม่ได้จริงๆ ก็เลิกตาม เป็นเรื่องธรรมดา อันนั้นก็ไม่ว่ากัน

ผมเชื่อว่า "หัวใจที่เปิดกว้าง" จะทำให้เราคบกันได้โดยสนิทใจ ไม่ว่าต่างฝ่ายจะคิดอย่างไร แต่คนในสังคม จะให้ใจกว้างเหมือนกันทุกคนคงไม่ได้ แม้ "จุดยืน" จะไม่เคยเปลี่ยน แต่ในเรื่องของ "การแสดงออก" ก็จำต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ครับ :)



ปล. ภาพประกอบมาจาก facebook ของ "ป๊อป" ปฎิภาค มิลินทประทีป นักบินหนุ่มของการบินไทย แฟนพันธุ์แท้โลกศิลปะ และแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2007 เพื่อนสนิทผม เห็นแล้วฮามาก ปนน่ารัก จึงเอามาลง ยังไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวเลย ไม่ว่ากันนะเพื่อน

Sunday, May 23, 2010

"สามก๊ก ฉบับแฟนพันธุ์แท้" ติด Bestseller แล้วครับ


เมื่อเช้าวาน ได้ข่าวดีจากทางสำนักพิมพ์ ว่าหนังสือ "สามก๊ก ฉบับแฟนพันธุ์แท้ ตอน คิดเป็นเห็นต่าง" ของผม ได้ขึ้นไปติด "TOP100 Bestseller" ของ ซีเอ็ด เรียบร้อยแล้วครับ โดยอยู่ใน "อันดับ 79" จากหนังสือทั้งหมดนับหมื่นปก ที่ขายอยู่ในร้านซีเอ็ดทุกสาขา หลังจากวางมา 2 สัปดาห์

ก็ดีใจมากครับ เมื่อเทียบกับหนังสือเล่มก่อน แม้จะขายดีจนต้องพิมพ์ซ้ำ แต่ก็ยังใช้เวลาพอสมควรกว่าจะขึ้นมาติดอันดับ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการสนับสนุนนะครับ

สุดท้าย ขอเอาคอมเม้นท์ที่คนพูดถึงหนังสือของผมมาลงไว้เพิ่มเติมตรงนี้ ใครอ่านแล้วคิดยังไง บอกกันบ้างก็ดีครับ

v
v

"อ่านสนุก มีตอนที่คนทั่วไปไม่รู้เยอะ อีกทั้งยังนำมาผูกกับแนวคิดในการใช้ชีวิตได้น่าสนใจ แนะนำครับ"

// คุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ "สุมาอี้" นักเขียนชื่อดังด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุน เจ้าของผลงานเบสเซลเลอร์นับ 10 เล่ม

----------------------------

"เล่มนี้อ่านไม่เบื่อเลยครับ 3 ชั่วโมงจบเลย ผมชอบแนวนี้ แต่ละตอนไม่ต้องยาวอะไรมากมาย แต่สั้น กระชับ ได้ใจความ สนุก"

// น้องเอิร์ธ วีราวุธ โพธิ์ชัย อายุ 19 ปี นศ.ปี 3 ม.อัสสัมชัญ (เอแบค)

----------------------------

"พี่เขียนหนังสือได้เจ๋งมาก ขอบอกว่าไม่ได้อ่านบทวิเคราะสามก๊กที่โดนใจมานานเเล้ว ตั้งเเต่อ่าน “อ่านสามก๊กถกบริหาร” ของคุณก่อศักดิ์จบก็มีหนังสือพี่นี่ล่ะโดนสุดๆ”

// คุณสุทธิพล ธรรมจินดา เจ้าของธุรกิจ อายุ 30 ปี
จบปริญญาโทจาก Cal State U of Long Beach (CSULB)

----------------------------

"หนังสือเล่มนี้กระชับ หนากำลังดี เขียนมีประเด็น และเขียนตรงไปตรงมาไม่แอบข้างเลย! "มีอนาคต" นะครับ"

// คุณสุภศักดิ์ จุลละศร ฝ่าย Risk Management ธนาคารกรุงเทพ

Friday, May 21, 2010

อยู่กับความจริง


วันก่อนไปที่ร้านซีเอ็ด เจอหนังสือเล่มหนึ่ง แค่เห็นหน้าปกก็ถึงกับสะดุ้ง ต้องหยิบขึ้นมาดูโดยพลัน ชื่อปกเขาว่า "อย่าเชื่อซุนวู อย่าชูสามก๊ก" ....งานเข้าเลย

ดูจากชื่อคนเขียน จำได้ว่าเคยสนทนากับพี่แกสั้นๆ เมื่อหลายปีก่อน เมื่อเปิดเข้าไปอ่านคร่าวๆ แกเขียนคำนำไว้จับความได้ว่า ไม่ได้เจตนาจะว่า "ซุนวู" หรือ "สามก๊ก" แต่ไม่เห็นด้วยที่จะใช้เหลี่ยมคูในสามก๊กเพื่อเอาเปรียบใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจ หรือเรื่องอื่นๆ

พอเปิดเข้าไปในเล่มอีกนิด ก็เจอกับหลักการบางอย่าง คล้ายๆ กับที่เคยอ่านในหนังสือของ "Anthony Robbins" นักปลุกพลัง (Motivator) หมายเลขหนึ่งของโลก

เช่น หากอยากหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าที่คนแน่นขนัดได้ ให้ใช้ "จินตนาการ" (เรียกว่า "พลังจิต" ด้วยหรือไม่..ไม่แน่ใจ) ว่าเห็นรถคันอื่นกำลังจะออกพอดี แล้วเราก็เข้าไปเสียบแทนพอเหมาะพอเจาะ ในที่สุดเราจะได้ที่จอดรถจริงๆ... ประมาณนี้

หลักนี้ ใครจะคิดอย่างไรไม่ทราบ แต่ผมว่ามันฟังดูแปลกๆ เพราะถ้าเป็นผม สมมุติผมอยากไปเซ็นทรัลลาดพร้าวในวันเสาร์ โดยจอดรถได้สบายๆ ไม่ต้องไปวนหาเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง สิ่งที่ผมจะทำก็คือ กินข้าวกินปลา แล้วออกจากบ้านประมาณ 10.30 น. ไปให้ถึงเซ็นทรัลไม่เกิน 11.00 น.

แค่นี้ก็รับประกันได้ว่า จะได้ที่จอดง่ายๆ ไม่ต้องวนหาอย่างแน่นอน เพราะคนอื่นเขายังมาไม่ถึงห้างนั่นเอง

หากไปถึงตอน 13.00 ที่คนกำลังเข้าห้าง แล้วใช้วิธีสร้างมโนภาพ มันจะได้ที่จอดหรือ? อาจจะได้ก็ได้นะครับ ผมไม่เคยลอง แต่ผมว่ามันคล้ายๆ กับการสวดมนต์ภาวนา พึ่งพาสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เสียมากกว่า

ช่วงหลังๆ พวก "นักปลุกใจ" เริ่มมีมากขึ้นๆ ในบ้านเรา หลายๆ คนโผล่หน้ามาให้เห็นในโทรทัศน์ มาออกรายการทอล์คโชว์ต่างๆ บางคนมาพร้อมกับหน้าม้าหลายสิบคน

ส่วนใหญ่จะนำเสนอว่า ตัวเองเป็นคนล้มเหลวมาก่อน หรือเป็นคนเชยๆ เฉิ่มเบ๊อะ และแล้ววันหนึ่งก็กล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองเป็นคนละคน จนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

เรื่องพรรค์อย่างนี้ หากดูผิวเผิน ผมว่ามันก็ดีครับ มันทำให้เราฮึกเหิม เป็นการปลุกใจ มองโลกในแง่บวก แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในเนื้อแท้ ผมไม่รู้ว่ามันจะ "มีอะไร" สักแค่ไหน

ผมเคยเห็นคนที่เขาฝึกอบรมกัน แต่ละคนมักมีวิธีคล้ายคลึง คือให้พูดซ้ำๆ ว่า "ฉันทำได้" "ข้าทำได้" พร้อมกับตบมือ เบ่งพลัง กำหมัด ตะโกนแหกปาก

ตอนแรกผมก็คิด..เออ ดีเหมือนกันนะ ดูมันส์ดี แต่ทำไปๆ ผมชักเริ่มตั้งคำถามว่า วิธีเยี่ยงนี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จถึงจุดไหนกัน?

สำหรับผม ผมเชื่อใน "โลกแห่งความจริง" หากอยากประสบความสำเร็จ เราต้อง "ลงมือทำ" การกระตุ้นให้ตัวเองฮึกเหิม การสร้างวิมานในอากาศ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สุดท้ายแล้ว เราต้องหยุดใช้จินตนาการ ต้อง "ทำ ทำ และ ทำ" เท่านั้น จึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ

ทีนี้ถามว่า ทำไมคนอย่าง Anthony Robbins นักปลุกใจชื่อดัง ถึงร่ำรวยมหาศาลจากอาชีพปลุกยักษ์ให้ตื่น ตรงนี้ผมเคยถามจาก "อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ" นักพูดชื่อดังของเมืองไทย เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ได้พบท่าน

อาจารย์เสน่ห์เล่าให้ฟังว่า ในบ้านเรา มีคนพยายามนำเรื่องราวของการปลุกใจมานำเสนอหลายคนแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีใครประสบความสำเร็จเท่าไรนัก แม้แต่ตัว Anthony Robbins เอง ก็เคยหยุดจัดสัมมนาลักษณะนี้ไปนานพอสมควร ด้วย "เหตุผลบางประการ" ท่านไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านี้ แต่ทิ้งไว้ให้ผมคิดต่อเอง!!

ผมเชื่อว่าในชีวิตของทุกคน ล้วนมีอยู่แค่ 2 สิ่ง คือ "ปัจจัยที่ควบคุมได้" และ "ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้" คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คือคนที่ทำตัวแปรที่ควบคุมได้ให้ดีและสมบูรณ์ที่สุด โดยไม่ไปเสียเวลากับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

ถ้าถามผมว่า เรื่องราวการ "ปลุกยักษ์ตื่น" นี้ มีจริงหรือไม่ ผมเชื่อว่าทำได้จริง เรื่องของ "Positive Thinking" นั้น ดีแน่ แต่ผมก็เชื่ออีกว่า การหมกมุ่นอยู่กับเรื่องพวกนี้มากเกิน น่าจะไม่ก่อให้เกิดผลดีกับใคร (ยกเว้นคนที่หยิบมันมาหากิน จนโกยเงินเข้ากระเป๋าได้ อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง)

"ความฝัน" และ "จินตนาการ" ทำให้เรามีพลัง แต่หากอยากประสบความสำเร็จ เราต้องอยู่กับ "ความจริง" เท่านั้น ต้องสู้ความจริง ต้องลงมือทำ ไม่ย่อท้อ

โดยสรุป ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่ถ้าใครจะบอกว่า "อย่าเชิดชูสามก๊ก" ผมคงไม่เห็นด้วย

หลักวิชาอื่นๆ รู้ไว้ก็ดี ทำให้เรามี "โลกแห่งความฝัน" ที่สวยงาม แต่ "สามก๊ก" จะทำให้เรา "รู้เท่าทัน" ครบเครื่องด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่างๆ ไม่ให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบ และพร้อมที่จะอยู่ใน "โลกแห่งความเป็นจริง" อย่าง "ผู้ชนะ" ครับ

ปล.หากใครอ่านแล้วงง ไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร ลองหาหนังเรื่อง Yes!Man มาดูนะครับ จิม แครี่ย์ เป็นพระเอก แล้วท่านจะเข้าใจทุกอย่าง

Sunday, May 16, 2010

ถ้าวันนี้นายกฯ "อภิสิทธิ์" มีผู้นำฝ่ายค้านชื่อ "อภิสิทธิ์"


บทความใน "มติชนสุดสัปดาห์" ชิ้นนี้ ลงตีพิมพ์เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นว่าดีมากๆ เลยเอามาลงให้ได้อ่านกัน คลิ๊กที่รูปเพื่อจะได้อ่านได้ชัดๆ นะครับ ขอบคุณน้องเคลียร์ ลูกศิษย์ที่เอแบค ที่ส่งเป็นไฟล์มาให้จ้า :)

Saturday, May 15, 2010

การปฏิวัติในความหมายของ ดร.ซุนยัดเซ็น


ข้าพเจ้าสละอาชีพแพทย์ เพื่อร่วมล้มล้างจักรวรรดิ์ชิง และปลดปล่อยพี่น้องร่วมชาติให้พ้นทุกข์เข็ญ

ตอนข้าพเจ้าออกจากฮ่องกง ต้องทนลำบากยิ่งยวดในการเดินทาง แม่ข้าพเจ้าวิตกมาก ท่านพูดว่า การปฏิวัตินั้นช่วยชีวิตคนได้ก็จริง แต่การแพทย์ก็ช่วยได้เช่นกัน แล้วทำไมต้องเลือกหนทางที่ยากกว่าเล่า?

ข้าพเจ้าตอบว่า "มีอีกมากที่แม่ไม่เข้าใจ การแพทย์ช่วยชีวิตคนได้แค่หยิบมือ แต่การปฏิวัติจะช่วยชีวิตคนได้นับล้านๆ ชีวิตแน่นอน"

หลัง 260 ปีใต้อำนาจชนต่างชาติ กับ 2,000 ปี ใต้อำนาจประมุขเผด็จการ ชาติจีนเราตกต่ำลง รัฐบาลแมนจูโกงกินเกินกว่าประชาชนธรรมดาจะรับได้ นับวันมีแต่จะทำให้เกิดทุกข์เข็ญขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

คลื่นปฏิวัติกำลังเอ่อล้น ความต้องการของประชาชนจะกำชัยชนะ เราต้องรวบรวมความกล้าเพื่อโค่นราชวงศ์ชิง และก่อตั้งชาติที่เป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง

เส้นทางปฏิวัติย่อมนองด้วยเลือด ชีวิตข้าพเจ้าถูกลิขิตให้ตายเมื่อถึงฆาต ทว่าสาธารณรัฐเราจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง เราต้องดิ้นรนที่จะเอาชนะอุปสรรคต่อไป เพื่อความยุติความทุกข์ยากของผู้คนนับล้านๆ และอีกหลายล้านคนที่ถูกเนรเทศ กลับสู่มาตุภูมิ

เมื่อ 10 ปีก่อน ผมเคยบอกว่า เราจะปฏิวัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของคน 400 ล้านคน เพื่อที่จะไม่ต้องอดอยากขาดแคลน แต่วันนี้ ความหมายของคำว่าปฏิวัติสำหรับผมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าถามผมว่าการปฏิวัติคืออะไร ผมจะตอบว่า..

ชาติจะก้าวหน้าไม่ได้ หากเราไม่เสียสละ เส้นทางสู่อารยะฉาบไว้ด้วยเลือด และเลือดนั้นเอง ที่เราเรียกว่า ..."การปฏิวัติ"

-- จดหมายของ ดร.ซุนยัดเซ็น ถึงมวลสหายผู้ร่วมปฏิวัติ เขียนขึ้นใน ค.ศ.1908 สามปีก่อนอวสานราชวงศ์ชิง (คัดจากบทพากย์ภาษาไทย ภาพยนตร์เรื่อง "5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น")--

Thursday, May 13, 2010

หนังสือถึงร้านแล้วนะครับ


หนังสือใหม่ของผม "สามก๊ก ฉบับ แฟนพันธุ์แท้ ตอน คิดเป็นเห็นต่าง" เขียนโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช ถึงร้านแล้วนะครับ หาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่างน้อย ซีเอ็ด มีแน่นอนครับ

อ้อ..สั่งซื้อทางเนตก็ได้ ที่ http://www.se-ed.com/eshop/Products/Detail.aspx?No=9786169011903

ใครอ่านแล้ว ยังไงช่วยมาคอมเม้นท์หน่อยก็ดีครับ ;)

ต้องจิบเบียร์ฉลองหน่อยแร้ว แฮ่มๆๆๆ

โศกนาฏกรรม "เจ้าอ้าย-เจ้ายี่" ถั่วเผาเถาเดียวกัน

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมได้กลับไปเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกครั้ง ในโอกาสครบรอบ 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส "ปรีดี พนมยงค์"

จึงถือโอกาสไปทำสิ่งที่อยากทำมานานแล้วแต่ยังไม่ได้ทำ นั่นคือการปีนป่ายเข้าไปในพระปราง "วัดราชบูรณะ" อดีตกรุมหาสมบัติแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ตั้งอยู่ใจกลางเกาะเมือง ทีแรกก็คิดแล้วคิดอีก เพราะอากาศร้อนมาก แต่ไหนๆมาแล้ว เป็นไงเป็นกัน ยังไงก็ต้องเข้าไปดูให้ได้

เรียนให้ทราบนะครับว่า กรุแห่งนี้ปัจจุบันไม่มีสมบัติเหลืออยู่แล้ว เพราะทุกอย่างที่ขุดพบ ถูกย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเกือบทั้งหมด ผมเองไปที่พิพิธภัณฑ์มาหลายรอบ เห็นเครื่องทองเครื่องเงินตระการตา แต่ยังไม่เคยเห็นเลยว่ากรุที่อยู่ในพระปรางประธานเป็นอย่างไร มาคราวนี้จึงขอเข้าไปดูเสียหน่อย


การเข้าไปในตัวปรางก็ไม่ยากครับ เดี๋ยวนี้เขาทำบันไดไว้ สะดวกดี พอเดินเข้าไปถึงข้างใน ความรู้สึกแรกเลยคือเหม็นมากๆ เป็นกลิ่นเหม็นอับ เหม็นสาป เพราะข้างในอากาศไม่ค่อยถ่ายเท แม้เขาจะทำพัดลมระบายไว้แล้วก็ตาม

กรุที่ว่านี้แบ่งเป็น 3 ชั้น ผมเดินสำรวจตั้งแต่ห้องชั้นบน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับทางเข้า แล้วแทรกตัวลงบันไดแคบๆ เพื่อลงไปถึงกรุชั้นล่างสุดของตัวปรางซึ่งอยู่ในระดับพื้นดิน

แม้ในกรุจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกขลัง ไม่ขลังได้ไงครับ ลองนึกย้อนไปสิว่าที่ตรงนี้เคยเก็บอะไรไว้บ้าง

ขอย้อนเล่าอีกนิดหนึ่งว่า กรุสมบัติของวัดราชบูรณะนี้ เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2499 หลังจากถูกคนร้ายลักลอบเข้าไปขโมยสมบัติข้างใน ต่อมาทางการจับกุมคนร้าย ยึดเอาทรัพย์สินคืนมาได้บางส่วน แต่ที่สูญหายไปก็มาก นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยได้รู้จักโคตรมหาขุมทรัพย์แห่งนี้

จากนั้นไม่กี่ปี รัฐบาลไทยได้เข้ามาบูรณะพระปราง และพบทรัพย์สมบัติหลงเหลืออยู่ภายในกรุอีกมากมาย ทั้งเครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์ เครื่องทอง เครื่องเงิน ศาสตราวุธมากมาย รวมทั้งพระพิมพ์นับแสนๆองค์


ทางการจึงนำเอาพระส่วนหนึ่งออกขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมเงินมาสร้าง "พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเจ้าสามพระยา" แล้วเอาสมบัติเหล่านี้ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ใครสนใจอยากเห็นของเก่าไปชมกันได้นะครับ อยุธยา ใกล้ๆ แค่นี้เอง

เล่ามาเสียยืดยาว ท่านที่ไม่สนใจ หรือรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์กรุงศรีฯดีอยู่แล้วอาจจะเบื่อ แต่ที่หยิบยกมาก็เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจ นั่นก็คือ "ที่มาที่ไป" ของการสร้างวัดแห่งนี้

วัดราชบูรณะ สร้างโดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ "เจ้าสามพระยา" พระโอรสองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์) กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

เมื่อทราบข่าวว่าพระนครินทร์สวรรคต โอรสองค์โตของพระองค์ คือ "เจ้าอ้ายพระยา" เจ้าเมืองสุพรรณ และองค์รอง คือ "เจ้ายี่พระยา" เจ้าเมืองแพรก (ศรีราชา) จึงได้รีบยกทัพเข้ากรุงศรีฯ เพื่อหวังสืบราชสมบัติจากพระบิดา

ทว่าเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิต "ที่มีที่เดียว แต่คนมีสองคน" พี่น้องร่วมสายเลือดจึงตรงเข้าประหัตประหาร ทำยุทธหัตถีกัน หวังเป็นพ่ออยู่หัวองค์ต่อไป อนิจจา ศึกนี้ไม่มีผู้ชนะ ทั้ง "เจ้าอ้าย" และ "เจ้ายี่" ต่างสิ้นพระชนม์บนคอช้างทั้งคู่

เมื่อ "องค์โต" กับ "องค์รอง" ตายแล้ว โอกาสจึงเป็นของโอรสองค์ที่สาม นาม "เจ้าสามพระยา" ที่ได้ครองบัลลังก์เลือดแทนพี่ไปแบบไม่ต้องลงแรง


อย่างไรก็ตาม จากที่ได้อ่านหนังสือมาหลายต่อหลายเล่ม ถามจากผู้รู้มาหลายท่าน ผมยังไม่เคยได้ยินว่า "เจ้าสามพระยา" มีเจตนา "หยิบชิ้นปลามัน" แต่อย่างใด อาจกล่าวได้ว่า พระองค์มาครองราชสมบัติด้วยสถานการณ์ "บุญหล่นทับ" แท้ๆ

หลังจากได้เสวยราชเป็น "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2" แล้ว พระองค์ได้จัดพิธีถวายพระเพลิงพระศพของเชษฐาทั้งสององค์ จากนั้นจึงดำริให้สร้าง วัดราชบูรณะ ไว้ ณ จุดที่ถวายพระเพลิง เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้รำลึกถึงโศกนาฏกรรม "พี่น้องฆ่ากัน" ครั้งนี้

คนอ่านสามก๊กคงจำเหตุการณ์ "เจ็ดก้าวของโจสิด" ที่ลูกชายคนที่สามของโจโฉ ใช้ไหวพริบร่ายกวีแบบสดๆ เอาตัวรอดจากคมดาบของพี่ชาย "โจผี" ซึ่งเคยแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกันได้อย่างหวุดหวิด

"เมล็ดถั่ว ถูกคั่ว กระทะใหญ่
กลางเปลวไฟ ไหม้เชื้อ ร้อนเหลือหลาย
ทั้งกิ่งก้าน รากเถา เผาวอดวาย
โอ้น่าอาย แท้จริงเรา เหง้าเดียวกัน"

(สำนวนแปลใน "สามก๊ก ฉบับลิ่วล้อ" ของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาร)


รู้อยู่ว่ารากเดียวกันก็ยังเอามาเผามาผลาญได้ ถั่วนั้นกินอร่อยลิ้น แม้เชื้อไฟจะเป็นเทือกเถาเดียวกันแท้ๆ เรื่องของอำนาจเงินทอง ช่างไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ครับ

Monday, May 10, 2010

110 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษ "ปรีดี พนมยงค์"



11 พ.ค. 2553 นี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของ "อาจารย์ปรีดี พนมยงค์" รัฐบุรุษผู้อภิวัฒน์สยาม ครบรอบ 110 ปี แล้ว

ตัวผม ในฐานะคนรุ่นหลัง ขอคารวะ ระลึกถึงคุณูปการของท่าน ที่ได้สร้างไว้

อาจารย์ปรีดี เกิดที่เมืองไทย และทำเพื่อประเทศไทยมากมาย แต่กลับทำไม่ได้แม้จะขอสิ้นลมหายใจบนผืนแผ่นดินนี้

มิหนำซ้ำ ด้วยเหตุผลและข้อจำกัดหลายประการในบ้านเมือง ทำให้คุณความดีของท่านถูกบดบังมาโดยตลอด

ผมหวังว่าสักวัน เกียรติภูมิของอาจารย์ จะต้องได้รับการประกาศก้องอย่างเกรียงไกรและถูกต้องในประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้สมคุณค่าความดีที่ท่านได้ทำมาครับ

ด้วยจิตคารวะ

ชัชวนันท์ สันธิเดช
11 พ.ค. 2553
78 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

Thursday, May 6, 2010

ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง....จริงหรือ?


ช่วงนี้เดินเข้าร้านซีเอ็ด เห็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งวางโชว์หราอยู่ คนเขียนก็ไมใช่ใครที่ไหน "คุณบัณฑิต อึ้งรังษี" วาทยากรไทยระดับโลกนั่นเอง ชื่อหนังสือก็ช่างสะดุดหูยิ่งนัก "ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง" อื้มมม เข้าท่าไหมครับ?

ผมเห็นชื่อหนังสือเช่นนี้ จึงถามตัวเองว่า ..คนเรา แค่ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่งแน่นอน จริงหรือ?

ลองนึกถึงตัวอย่างใกล้ๆตัว ถ้าจะพูดถึงการทำในสิ่งที่รัก บรรดาพรรคพวก "แฟนพันธุ์แท้" ของผม ก็ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ "รัก" อะไรบางอย่างชนิดเข้าเส้นเลยทีเดียว ทว่าบางคนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถแปรสิ่งที่ตนเองรักเป็นเงินทอง หรือความรุ่งโรจน์ที่เหนือไปกว่าการเป็น "แฟนพันธุ์แท้ไส้แห้ง" ได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ตอนที่ผมชนะเลิศได้ตำแหน่ง "สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แห่งปี" จากหัวข้อ "สามก๊ก" มาหมาดๆ มีคนมากมายถามว่า ต้องอ่านหนังสือมากขนาดไหน? ทำอย่างไรจึงชนะได้?

คำตอบที่ผมให้กับพวกเขาก็คือว่า นอกจาก "ความรัก" ที่เรามีให้กับเรื่องนั้นๆแล้ว ยังต้องมี "โชค" ร่วมด้วย แต่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีการประเมินสถานการณ์ แล้ว "วางกลยุทธ์" ให้ดี

ก่อนที่จะแข่ง ผมมองแล้วครับว่า เรื่องราวของ "เกมโชว์" นั้น จะเอาแต่เฉพาะความรู้แน่นปึ้กย่อมไม่ได้ ทุกครั้งที่ผมไปออกทีวี จะเตือนตัวเองเสมอว่า เรากำลังอยู่ใน "Entertainment Business" ดังนั้น จะเอาวิชาการไปเล่าเรื่องเรียงร้อยยืดยาว ราวกับเป็นอาจารย์เลคเชอร์ลูกศิษย์นั้นถือว่าผิดถนัด

ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่ยืนอยู่บนเวทีในสตูดิโอ ผมจะพยายาม "สื่อสาร" ให้ดีที่สุด คือเล่าเรื่องราวให้กระชับ สนุกสนาน เข้าใจง่าย หยิบมาเฉพาะประเด็นหลักๆ เรียบเรียงให้เห็นภาพ ได้ใจความ

จุดสำคัญคือ ต้องดึงดูดให้คนดูทางบ้านที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้เรื่อง "สามก๊ก" มาก่อนเลย เพียงฟังผ่านหูแล้วสามารถ "เข้าใจ" จนแปรเปลี่ยนเป็นความ "สนใจ" ได้

นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโดนกดดันด้วยความเครียด ยิ่งถ้าเป็นผู้เข้าแข่งขันใหม่ๆ ยังไม่เจนเวที มักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหงื่อแตกพลั่ก มือเย็นเฉียบ เรื่องง่ายๆที่เรารักแท้ๆ อาจกลายเป็นเรื่องยากเย็นมหาศาล กลายเป็นภูเขาทั้งลูกทับอยู่บนยอดอก แบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยก็เป็นได้

แต่ที่ผมทำได้ก็คงเพราะผมชอบและถนัดที่จะสื่อสารกับผู้คน เป็นสิ่งที่ติดตัวผมมานานแล้ว ยิ่งทำ ยิ่งสนุก ยิ่งทำได้ดี เมื่อมาแข่งเกมโชว์ จึงไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก

แค่ "จัดระเบียบ" ความรู้ที่มี แล้วใช้ทักษะในการสื่อสาร พยายามนำเสนอ ถ่ายทอดเรื่องราวที่รักออกมาให้เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน พยายามคุมสมาธิให้อยู่ เก็บเล็กผสมน้อย รู้จัก "หาจุดขาย" ให้ตัวเองเพื่อการจดจำของผู้ชม จนชนะได้รางวัลใหญ่ในที่สุด

ประสบการณ์ครั้งนี้ ตอกย้ำความเชื่อของผมที่ว่า เราอาจไม่ใช่คน "ไอคิว" สูงที่สุด ไม่ใช่คน "รู้ดี" ที่สุด แต่ต้องรู้จัก "วางแผน" ให้ดี จึงจะสามารถเป็นผู้ชนะ มิใช่มีเพียงแค่ "ความรัก" เท่านั้น


"ซุนวู" ว่าไว้ แม่ทัพที่ชาญฉลาด ต้อง "รู้ว่าตนจะชนะ" ก่อนออกไปรบ ต้องมั่นใจก่อนว่าจะมีชัย จึงกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ คนเก่งไม่เคยหวังลมๆแล้งๆกับโชคชะตา แต่ต้องกุมอนาคตของตัวเองไว้ในมือ

"ขงเบ้ง" ทำศึกอย่างมั่นใจทุกครั้ง กล้าแม้กระทั่งเอาหัวตัวเองเดิมพันไว้กับจิวยี่ เพราะมั่นใจว่าอย่างไรเสียก็จะหา "ธนูแสนดอก" มาให้นายพลอารมณ์ร้อนได้ในสามคืน นี่คือตัวอย่างของคนที่รอบคอบ ใช้ปัญญา จึงไม่กลัวพ่ายศึก

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จะไม่เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทไหนเลยแม้แต่หุ้นเดียว หากเขาไม่มั่นใจ 100% ว่านั่นคือการลงทุนที่ถูกต้อง ดังนั้น ทุกครั้งที่เขาลงทุน เขาจะทุ่มเงินลงไปจนหมดหน้าตัก เพราะรู้ว่าทุกๆเกมที่เล่น เป็นเกมที่ "ไม่มีทางพ่ายแพ้"

ทีนี้ กลับมาที่ชื่อหนังสือของคุณบัณฑิต "ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง" ถามว่าจริงหรือไม่จริง?

ก็ต้องบอกครับว่า ชื่อหนังสืออาจจะดูเว่อร์ แต่หากเปิดเข้าไปอ่านข้างใน รวมทั้งอ่านหนังสือเล่มก่อนๆของเฮียบัณฑิต จะพบเลยว่า การทำในสิ่งที่รักนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แท้จริงแล้ว คนจะประสบความสำเร็จได้อย่างคุณบัณฑิต ต้องทำอะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเป้าหมายให้ชัดเจน คิดบวก ไม่ย่อท้อ ที่สำคัญ ขาดไม่ได้เลยครับ ..."ซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม"

ทำในสิ่งที่รักนั้นดีแล้วครับ แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเองมีศักยภาพ จากนั้นจงวางแผน วางกลยุทธ์ให้ดี เลือกสนามแข่งที่เป็นสมรภูมิของเรา เตรียมตัวให้พร้อมแล้วจึงทำ อย่าหลับหูหลับตาเดินดุ่ยๆไปข้างหน้าโดยไม่ประเมินความเสี่ยง ไม่พิจารณาว่าคุ้มได้คุ้มเสียหรือไม่

มิเช่นนั้น ต่อให้รักยังไง ทำให้ตายก็อาจจะไม่รุ่งครับ !!