Thursday, May 6, 2010

ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง....จริงหรือ?


ช่วงนี้เดินเข้าร้านซีเอ็ด เห็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งวางโชว์หราอยู่ คนเขียนก็ไมใช่ใครที่ไหน "คุณบัณฑิต อึ้งรังษี" วาทยากรไทยระดับโลกนั่นเอง ชื่อหนังสือก็ช่างสะดุดหูยิ่งนัก "ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง" อื้มมม เข้าท่าไหมครับ?

ผมเห็นชื่อหนังสือเช่นนี้ จึงถามตัวเองว่า ..คนเรา แค่ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่งแน่นอน จริงหรือ?

ลองนึกถึงตัวอย่างใกล้ๆตัว ถ้าจะพูดถึงการทำในสิ่งที่รัก บรรดาพรรคพวก "แฟนพันธุ์แท้" ของผม ก็ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ "รัก" อะไรบางอย่างชนิดเข้าเส้นเลยทีเดียว ทว่าบางคนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถแปรสิ่งที่ตนเองรักเป็นเงินทอง หรือความรุ่งโรจน์ที่เหนือไปกว่าการเป็น "แฟนพันธุ์แท้ไส้แห้ง" ได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ตอนที่ผมชนะเลิศได้ตำแหน่ง "สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แห่งปี" จากหัวข้อ "สามก๊ก" มาหมาดๆ มีคนมากมายถามว่า ต้องอ่านหนังสือมากขนาดไหน? ทำอย่างไรจึงชนะได้?

คำตอบที่ผมให้กับพวกเขาก็คือว่า นอกจาก "ความรัก" ที่เรามีให้กับเรื่องนั้นๆแล้ว ยังต้องมี "โชค" ร่วมด้วย แต่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีการประเมินสถานการณ์ แล้ว "วางกลยุทธ์" ให้ดี

ก่อนที่จะแข่ง ผมมองแล้วครับว่า เรื่องราวของ "เกมโชว์" นั้น จะเอาแต่เฉพาะความรู้แน่นปึ้กย่อมไม่ได้ ทุกครั้งที่ผมไปออกทีวี จะเตือนตัวเองเสมอว่า เรากำลังอยู่ใน "Entertainment Business" ดังนั้น จะเอาวิชาการไปเล่าเรื่องเรียงร้อยยืดยาว ราวกับเป็นอาจารย์เลคเชอร์ลูกศิษย์นั้นถือว่าผิดถนัด

ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่ยืนอยู่บนเวทีในสตูดิโอ ผมจะพยายาม "สื่อสาร" ให้ดีที่สุด คือเล่าเรื่องราวให้กระชับ สนุกสนาน เข้าใจง่าย หยิบมาเฉพาะประเด็นหลักๆ เรียบเรียงให้เห็นภาพ ได้ใจความ

จุดสำคัญคือ ต้องดึงดูดให้คนดูทางบ้านที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้เรื่อง "สามก๊ก" มาก่อนเลย เพียงฟังผ่านหูแล้วสามารถ "เข้าใจ" จนแปรเปลี่ยนเป็นความ "สนใจ" ได้

นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโดนกดดันด้วยความเครียด ยิ่งถ้าเป็นผู้เข้าแข่งขันใหม่ๆ ยังไม่เจนเวที มักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหงื่อแตกพลั่ก มือเย็นเฉียบ เรื่องง่ายๆที่เรารักแท้ๆ อาจกลายเป็นเรื่องยากเย็นมหาศาล กลายเป็นภูเขาทั้งลูกทับอยู่บนยอดอก แบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยก็เป็นได้

แต่ที่ผมทำได้ก็คงเพราะผมชอบและถนัดที่จะสื่อสารกับผู้คน เป็นสิ่งที่ติดตัวผมมานานแล้ว ยิ่งทำ ยิ่งสนุก ยิ่งทำได้ดี เมื่อมาแข่งเกมโชว์ จึงไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก

แค่ "จัดระเบียบ" ความรู้ที่มี แล้วใช้ทักษะในการสื่อสาร พยายามนำเสนอ ถ่ายทอดเรื่องราวที่รักออกมาให้เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน พยายามคุมสมาธิให้อยู่ เก็บเล็กผสมน้อย รู้จัก "หาจุดขาย" ให้ตัวเองเพื่อการจดจำของผู้ชม จนชนะได้รางวัลใหญ่ในที่สุด

ประสบการณ์ครั้งนี้ ตอกย้ำความเชื่อของผมที่ว่า เราอาจไม่ใช่คน "ไอคิว" สูงที่สุด ไม่ใช่คน "รู้ดี" ที่สุด แต่ต้องรู้จัก "วางแผน" ให้ดี จึงจะสามารถเป็นผู้ชนะ มิใช่มีเพียงแค่ "ความรัก" เท่านั้น


"ซุนวู" ว่าไว้ แม่ทัพที่ชาญฉลาด ต้อง "รู้ว่าตนจะชนะ" ก่อนออกไปรบ ต้องมั่นใจก่อนว่าจะมีชัย จึงกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ คนเก่งไม่เคยหวังลมๆแล้งๆกับโชคชะตา แต่ต้องกุมอนาคตของตัวเองไว้ในมือ

"ขงเบ้ง" ทำศึกอย่างมั่นใจทุกครั้ง กล้าแม้กระทั่งเอาหัวตัวเองเดิมพันไว้กับจิวยี่ เพราะมั่นใจว่าอย่างไรเสียก็จะหา "ธนูแสนดอก" มาให้นายพลอารมณ์ร้อนได้ในสามคืน นี่คือตัวอย่างของคนที่รอบคอบ ใช้ปัญญา จึงไม่กลัวพ่ายศึก

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จะไม่เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทไหนเลยแม้แต่หุ้นเดียว หากเขาไม่มั่นใจ 100% ว่านั่นคือการลงทุนที่ถูกต้อง ดังนั้น ทุกครั้งที่เขาลงทุน เขาจะทุ่มเงินลงไปจนหมดหน้าตัก เพราะรู้ว่าทุกๆเกมที่เล่น เป็นเกมที่ "ไม่มีทางพ่ายแพ้"

ทีนี้ กลับมาที่ชื่อหนังสือของคุณบัณฑิต "ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง" ถามว่าจริงหรือไม่จริง?

ก็ต้องบอกครับว่า ชื่อหนังสืออาจจะดูเว่อร์ แต่หากเปิดเข้าไปอ่านข้างใน รวมทั้งอ่านหนังสือเล่มก่อนๆของเฮียบัณฑิต จะพบเลยว่า การทำในสิ่งที่รักนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แท้จริงแล้ว คนจะประสบความสำเร็จได้อย่างคุณบัณฑิต ต้องทำอะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเป้าหมายให้ชัดเจน คิดบวก ไม่ย่อท้อ ที่สำคัญ ขาดไม่ได้เลยครับ ..."ซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม"

ทำในสิ่งที่รักนั้นดีแล้วครับ แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเองมีศักยภาพ จากนั้นจงวางแผน วางกลยุทธ์ให้ดี เลือกสนามแข่งที่เป็นสมรภูมิของเรา เตรียมตัวให้พร้อมแล้วจึงทำ อย่าหลับหูหลับตาเดินดุ่ยๆไปข้างหน้าโดยไม่ประเมินความเสี่ยง ไม่พิจารณาว่าคุ้มได้คุ้มเสียหรือไม่

มิเช่นนั้น ต่อให้รักยังไง ทำให้ตายก็อาจจะไม่รุ่งครับ !!

12 comments:

  1. 555555+

    มาจอง ที่ 1 ก่อน หึ หึ หึ

    ReplyDelete
  2. การ ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง จริงมั้ย ??

    เอิงว่าก็จริงนะคะ

    เพราะกับสิ่งที่รัก ยังไงมันก็ทำให้เราสามารถตั้งใจและทุ่มเทให้ได้แบบเต็มที่

    แต่อาจจะไม่รุ่งภายในทีสองที อาจต้องใช้เวลา

    อาจร่วงมาหลายครั้ง ก่อนจะรุ่ง

    ต้องอาศัยปัจจัยร่วมในหลายๆอย่าง

    บางครั้งล้มเหลวหนัก จนถ้าไม่ใช่สิ่งที่รักก็คงไม่สู้ต่อ

    แต่ต้องแน่ใจให้มากพอ ว่านั่นคือสิ่งที่เรารักที่สุด เหมาะกับเราที่สุดแล้วหรือไม่

    ถ้าเป็นแค่สิ่งที่ชอบตามแบบคนอื่น ก็อาจจะทำได้ไม่เต็มที่ เพราะความฝืนใจตัวเอง

    แต่ที่สำคัญ จะประสบความสำเร็จ จะรุ่งเรื่องได้ ขาดไม่ได้คือประสบการณ์

    และเราจะมีประสบการณ์ไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ^^

    ReplyDelete
  3. ถูกต้องนะคร๊าบบบบบบ ;)

    ReplyDelete
  4. ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง ...

    ที่เค้าเขียนแบบนี้...

    น้องมัมคิดว่า
    " ความรัก ความต้องการที่จะทำ "
    มันเป็นแรงผลักดัน แรงบันดาลใจเริ่มแรกที่มีอานุภาพมากๆน่ะค่ะ ...
    หากมีความรักในสิ่งใดสิ่งนึงแล้ว ที่เหลือมันก็จะตามมา
    ไม่ว่าจะเป็น "ความฝัน" ว่าอยากไปให้ถึงจุดๆนั้นให้ได้ (Goal)
    สิ่งที่ตามมา ก็คือความคิดว่า "เราจะไปถึงฝันนั้นยังไง"

    แล้วเราก็จะเริ่มวางแผน (establish strategy )
    เดินหน้าทำตามแผนที่วางไว้ ... (implement strategy)
    ทำได้ ... เราก็ภูมิใจ เปี่ยมสุข มีกำลังใจทำให้มันดียิ่งๆขึ้นต่อไปได้
    ทำไม่ได้ ...มีอุปสรรค
    เราก็มีกำลังใจ จาก "ความรักของเราเอง"
    ว่า จะไม่ยอมให้วิ่งที่เรารัก หยุดอยู่แค่นี้เด็ดขาด ... ( correct action )

    มันไม่เหมือนกับ ...
    คนที่ไม่รักในสิ่งที่ทำ...
    เหมือน พนักงานบริษัทส่วนใหญ่
    ที่ทำแบบ ขอไปที
    ทำเพราะโดนสั่ง ...

    แต่ถ้าเป็นคนที่รักในสิ่งที่ทำ ก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่แตกต่างกัน

    ( ไม่รู้ว่าพูดเรื่องเดียวกันหรือเปล่าแฮะ ? )

    ps. เพิ่งรู้ว่า อาจารย์ชาช่า ต้องเครียด และเตรียมตัว ขนาดนี้เลย กว่าจะขึ้นเวทีแฟนพันธ์แท้ได้ ... อาจารย์ชาช่าเก่งมากเจ้าค่ะ ~ >//////<

    ReplyDelete
  5. จารย์ไม่ได้เก่งอะไรหรอกจ้ะ คนเก่งยังมีอีกเยอะ เก่งคนละแบบ

    น้องมัมสรุปได้ดีจ้ะ

    ทุกอย่างต้อง Begin with Love จากนั้นจึง

    1) Set goal 2) Establish strategies 3) Take action

    ที่น้องมัมบอกว่า คนที่ทำในสิ่งที่รักจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ถูกต้องเลยจ้ะ "ความรัก" เป็นพลังที่ drive เราไปสู่จุดหมาย ชนิดไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    คนเป็นลูกจ้าง จารย์คิดว่า 80-90% ไม่มีความสุขกับงานที่ตัวเองทำ แต่จำเป็นต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือก หรือมี..แต่ไม่กล้าเลือก

    คนที่โชคดีที่สุด คือคนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และจะโชคดีกว่านั้น ถ้าได้รับอิสรภาพทางการเงินจ้ะ

    ขอบคุณที่เข้ามาแชร์กันนะจ๊ะ ลูกศิษย์คนเก่ง ^o^

    ReplyDelete
  6. จะรุ่งหรือไม่รุ่งมันมีหลายปัจจัย รักอย่างเดียวคงไม่พอ เหมือนจีบสาวคนที่เรารัก มันก็ยังไม่แน่ว่าจะรุ่งเสมอไป (ยกตัวอย่างแทงใจอาจารย์หรือเปล่าครับ)

    พยายามคิดเล่นๆ ว่าถ้าเปลี่ยนเป็น "ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็มีความสุข" มันจะจริงหรือเปล่า ... หลังจากคิดไปคิดมา มันก็ยังไม่แน่เหมือนกัน เพราะอาจจะสุขที่ได้ทำแต่ก็อาจจะทุกข์ถ้ามันไม่ได้ผลอย่างที่หวัง

    สรุปว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก

    ReplyDelete
  7. @Antonio แหม คุณครับ ทีแรกก็ไม่ได้แทงใจอะไรหรอกครับ มาแทงเอาก็ตอนที่คุณถามนี่แหล่ะครับ 555+

    คือผมว่า ถ้าทำสิ่งที่รัก มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าทำสิ่งที่ไม่รักค่อนข้างมากนะครับ แต่ก็ต้องตั้งเป้าให้สอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย

    ส่วนเรื่องผู้หญิงนี่ ผมว่าเป็นกรณียกเว้น ผู้ชายส่วนมาก เวลาจีบผู้หญิงที่รักกลับจะยากกว่าเสียอีก เพราะมักตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้าจีบคนที่ไม่ได้รัก ประมาณว่าจีบเล่นๆ ง่ายกว่าเยอะครับ

    ยังไงก็ไม่สนับสนุนให้ใครเจ้าชู้นะครับ ^o^

    ReplyDelete
  8. ทำสิ่งที่รัก ยังไงก็รุ่ง....จริงหรือ?

    คิดว่าจริงนะคะ แต่ "รุ่ง" ในที่นี้ต้องไม่ถูกจำกัดแค่ความหมายของเงินทองหรือความร่ำรวยอย่างเดียว

    เพราะถ้าเรามี passion แล้ว มันจะอดทนได้มากกว่า แม้ว่าสิ่งที่ทำไป เหมือนไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความสุขไง ทำไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งมันก็จะให้ผล ถึงแม้จะไส้แห้ง แต่แฟนพันธุ์แท้ก็ได้รับการยอมรับทุกคนนะคะ บางคนอาจจะไม่ได้มีเงินมากมาย แต่ก็ได้รับความชื่นชม

    แต่ในทางกลับกัน คนที่ทำในสิ่งที่ไม่ได้รัก จะให้รุ่ง (ไม่ว่าจะรุ่งแบบไหนก็ตาม) นี่มันยากนะคะ ส่วนใหญ่ก็ทนๆ ทำไป เพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้นเอง

    ReplyDelete
  9. @mama aiko: ใช่ครับ ประเด็นอยู่ตรงที่คำว่า "รุ่ง" นี่แหล่ะ

    ถ้า "รุ่ง" หมายถึง "รวย" คงเป็นไปไม่ได้ที่จะรุ่งกันทุกคน แต่ถ้า "รุ่ง" หมายถึง "มีความสุข" คำพูดที่ว่า "ทำสิ่งที่รัก..ยังไงก็รุ่ง" ก็น่าจะเป็นจริงครับ

    ReplyDelete
  10. หนังสือทำสิ่งที่รักผมว่าเขียนดีนะ แต่เสียตรงที่ว่า
    เนื้อหาน้อยไปหน่อย, หัวข้อแต่ละข้ออันใหญ่มากเปลื้องพื้นที่ไม่รู้จะเหลือพื้นที่ไว้ทำไม , ผมอ่านเล่มนี้แล้วบทหลังๆ เขียนซ้ำไปซ้ำมาลองอ่านดูได้ครับ,หนังสือคุณบัณฑิตเน้นรูปภาพเป็นหลักไม่ค่อยมีเนื้อหาเท่าไหร่ หนังสือพี่เค้าดีจริงแต่การเขียนเน้นเชิงธุรกิจไปหน่อยถ้าเป็นแฟนคลับคงไม่เห็นจุดตรงนี้เพราะผมได้เปรียบเทียบกับหนังสือเล่มอื่นอย่างกาละแมเค้าก็เน้นเนื้อหาไม่ค่อยเน้นรูปภาพครับ แต่เนื้อหาคุณบัณฑิตดีกว่าแต่รูปภาพเยอะไปหน่อยเน้นยกบทความของคนอื่นมากไปหน่อย ยกมาได้แต่เล่มนี้ ยกตัวอย่างคนอื่นมาเยอะเกินไปครับ ผมคอมเม้นแค่นี้นะครับในฐานะผู้อ่านคนหนึ่ง

    ReplyDelete
  11. คุณบัณฑิต นิสัยหยิ่งจริงหรือเปล่าครับ มหาลัยผมคณะดุริยางคศิลป์ เค้าลือกันในงานต่างและสัมผัสมาด้วย เค้าบอกว่าคุณบัณฑิต เป็นคนที่ไม่มีเหตุผล ใจร้อนและทำเพื่อผลกำไรมากกว่าทำเพื่อส่วนรวม และนิสัยใจคอก็ไม่ดี สร้างภาพเก่งจริงหรือเปล่าครับ

    ReplyDelete
  12. อันนี้ไม่ทราบนะครับ ไม่ได้รู้จักเป็นส่วนตัวน่ะครับ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ