Thursday, May 13, 2010

โศกนาฏกรรม "เจ้าอ้าย-เจ้ายี่" ถั่วเผาเถาเดียวกัน

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมได้กลับไปเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกครั้ง ในโอกาสครบรอบ 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส "ปรีดี พนมยงค์"

จึงถือโอกาสไปทำสิ่งที่อยากทำมานานแล้วแต่ยังไม่ได้ทำ นั่นคือการปีนป่ายเข้าไปในพระปราง "วัดราชบูรณะ" อดีตกรุมหาสมบัติแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ตั้งอยู่ใจกลางเกาะเมือง ทีแรกก็คิดแล้วคิดอีก เพราะอากาศร้อนมาก แต่ไหนๆมาแล้ว เป็นไงเป็นกัน ยังไงก็ต้องเข้าไปดูให้ได้

เรียนให้ทราบนะครับว่า กรุแห่งนี้ปัจจุบันไม่มีสมบัติเหลืออยู่แล้ว เพราะทุกอย่างที่ขุดพบ ถูกย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเกือบทั้งหมด ผมเองไปที่พิพิธภัณฑ์มาหลายรอบ เห็นเครื่องทองเครื่องเงินตระการตา แต่ยังไม่เคยเห็นเลยว่ากรุที่อยู่ในพระปรางประธานเป็นอย่างไร มาคราวนี้จึงขอเข้าไปดูเสียหน่อย


การเข้าไปในตัวปรางก็ไม่ยากครับ เดี๋ยวนี้เขาทำบันไดไว้ สะดวกดี พอเดินเข้าไปถึงข้างใน ความรู้สึกแรกเลยคือเหม็นมากๆ เป็นกลิ่นเหม็นอับ เหม็นสาป เพราะข้างในอากาศไม่ค่อยถ่ายเท แม้เขาจะทำพัดลมระบายไว้แล้วก็ตาม

กรุที่ว่านี้แบ่งเป็น 3 ชั้น ผมเดินสำรวจตั้งแต่ห้องชั้นบน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับทางเข้า แล้วแทรกตัวลงบันไดแคบๆ เพื่อลงไปถึงกรุชั้นล่างสุดของตัวปรางซึ่งอยู่ในระดับพื้นดิน

แม้ในกรุจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกขลัง ไม่ขลังได้ไงครับ ลองนึกย้อนไปสิว่าที่ตรงนี้เคยเก็บอะไรไว้บ้าง

ขอย้อนเล่าอีกนิดหนึ่งว่า กรุสมบัติของวัดราชบูรณะนี้ เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2499 หลังจากถูกคนร้ายลักลอบเข้าไปขโมยสมบัติข้างใน ต่อมาทางการจับกุมคนร้าย ยึดเอาทรัพย์สินคืนมาได้บางส่วน แต่ที่สูญหายไปก็มาก นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยได้รู้จักโคตรมหาขุมทรัพย์แห่งนี้

จากนั้นไม่กี่ปี รัฐบาลไทยได้เข้ามาบูรณะพระปราง และพบทรัพย์สมบัติหลงเหลืออยู่ภายในกรุอีกมากมาย ทั้งเครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์ เครื่องทอง เครื่องเงิน ศาสตราวุธมากมาย รวมทั้งพระพิมพ์นับแสนๆองค์


ทางการจึงนำเอาพระส่วนหนึ่งออกขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมเงินมาสร้าง "พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเจ้าสามพระยา" แล้วเอาสมบัติเหล่านี้ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ใครสนใจอยากเห็นของเก่าไปชมกันได้นะครับ อยุธยา ใกล้ๆ แค่นี้เอง

เล่ามาเสียยืดยาว ท่านที่ไม่สนใจ หรือรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์กรุงศรีฯดีอยู่แล้วอาจจะเบื่อ แต่ที่หยิบยกมาก็เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจ นั่นก็คือ "ที่มาที่ไป" ของการสร้างวัดแห่งนี้

วัดราชบูรณะ สร้างโดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ "เจ้าสามพระยา" พระโอรสองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์) กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

เมื่อทราบข่าวว่าพระนครินทร์สวรรคต โอรสองค์โตของพระองค์ คือ "เจ้าอ้ายพระยา" เจ้าเมืองสุพรรณ และองค์รอง คือ "เจ้ายี่พระยา" เจ้าเมืองแพรก (ศรีราชา) จึงได้รีบยกทัพเข้ากรุงศรีฯ เพื่อหวังสืบราชสมบัติจากพระบิดา

ทว่าเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิต "ที่มีที่เดียว แต่คนมีสองคน" พี่น้องร่วมสายเลือดจึงตรงเข้าประหัตประหาร ทำยุทธหัตถีกัน หวังเป็นพ่ออยู่หัวองค์ต่อไป อนิจจา ศึกนี้ไม่มีผู้ชนะ ทั้ง "เจ้าอ้าย" และ "เจ้ายี่" ต่างสิ้นพระชนม์บนคอช้างทั้งคู่

เมื่อ "องค์โต" กับ "องค์รอง" ตายแล้ว โอกาสจึงเป็นของโอรสองค์ที่สาม นาม "เจ้าสามพระยา" ที่ได้ครองบัลลังก์เลือดแทนพี่ไปแบบไม่ต้องลงแรง


อย่างไรก็ตาม จากที่ได้อ่านหนังสือมาหลายต่อหลายเล่ม ถามจากผู้รู้มาหลายท่าน ผมยังไม่เคยได้ยินว่า "เจ้าสามพระยา" มีเจตนา "หยิบชิ้นปลามัน" แต่อย่างใด อาจกล่าวได้ว่า พระองค์มาครองราชสมบัติด้วยสถานการณ์ "บุญหล่นทับ" แท้ๆ

หลังจากได้เสวยราชเป็น "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2" แล้ว พระองค์ได้จัดพิธีถวายพระเพลิงพระศพของเชษฐาทั้งสององค์ จากนั้นจึงดำริให้สร้าง วัดราชบูรณะ ไว้ ณ จุดที่ถวายพระเพลิง เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้รำลึกถึงโศกนาฏกรรม "พี่น้องฆ่ากัน" ครั้งนี้

คนอ่านสามก๊กคงจำเหตุการณ์ "เจ็ดก้าวของโจสิด" ที่ลูกชายคนที่สามของโจโฉ ใช้ไหวพริบร่ายกวีแบบสดๆ เอาตัวรอดจากคมดาบของพี่ชาย "โจผี" ซึ่งเคยแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกันได้อย่างหวุดหวิด

"เมล็ดถั่ว ถูกคั่ว กระทะใหญ่
กลางเปลวไฟ ไหม้เชื้อ ร้อนเหลือหลาย
ทั้งกิ่งก้าน รากเถา เผาวอดวาย
โอ้น่าอาย แท้จริงเรา เหง้าเดียวกัน"

(สำนวนแปลใน "สามก๊ก ฉบับลิ่วล้อ" ของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาร)


รู้อยู่ว่ารากเดียวกันก็ยังเอามาเผามาผลาญได้ ถั่วนั้นกินอร่อยลิ้น แม้เชื้อไฟจะเป็นเทือกเถาเดียวกันแท้ๆ เรื่องของอำนาจเงินทอง ช่างไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ครับ

6 comments:

  1. อ่า ใช่ๆ เจ้าสามพระยาไม่ได้ตั้งใจหยิบชิ้นปลามัน - -"

    อนาถใจแท้ ไม่ยุคไหนสมัยไหนประเทศไหน

    ก็แก่งแย่งชิงดีเพื่อนอำนาจกันทั้งนั้น - -"

    เฮ้อออออออออออ

    ReplyDelete
  2. แหม เม้นท์แรกมาจากคนยุดยาซะด้วย ดีใจจัง

    เจ้าถิ่นมาชี้ชัดด้วยตัวเอง ไม่ผิดแน่ๆ 555+

    ReplyDelete
  3. แหม‼ ช่างเข้ากับบ้านเมืองของเรา

    ในยุคนี้เสียจริงจริ้งง...รากเหง้าเดียวกันแท้ๆ

    ReplyDelete
  4. สมเด็จพระเจ้าสามพระยาสร้างวัดราชบูรณะน่าจะสร้างถวายสมเด็จพระอินทราชา พระราชบิดามากกว่า เพราะสร้างเจดีย์คู่ที่เชิงสะพานป่าถ่านแล้ว แต่การบันทึกพระราชพงศาวดารอาจคลาดเคลื่อน เขียนรวบความเกินไปทำให้การตีความพลาดไปด้วย เพราะเครื่องราชูปโภค และเครื่องราชกกุธภัณฑ์หลายชิ้นแสดงฐานะว่าเป็นของกษัตริย์มากกว่าของลูกหลวง รัชทายาทมีผู้ให้ข้อคิดว่าเป็นการยากที่จะทรงได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากพระญาติอื่นๆจากพระราชวงศ์สุพรรณภูมิสายบริสุทธิ์ในเมื่อทรงเป็นพระราชโอรสเชื้อสายสุโขทัย(ทั้งยังมีพระมเหสีคือพระนางสาขาสายสุโขทัย) การที่ทรงถวายเครื่องต้นเครื่องทรงพระราชบิดาเป็นพุทธบูชา น่าจะแสดงถึงพระราชปณิธานว่าจะทรงนำพากรุงศรีอยุธยาไปด้วยพระบารมีของพระองค์เอง และทรงทำได้โดยการเอาชนะพระนครหลวง(กัมพูชา) ในรัชกาลของพระองค์ไฟไหม้พระราชวังหลวงแห่งเดิมถึง2ปีติดกันพระราชวังน่าจะทรุุดโทรมเสียหาย ทั้งยังคับแคบ พระราชโอรสคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงย้ายวังไปที่ริมแม่น้ำลพบุรี พระราชวังเดิมจึงเป็นวัดพระศรีสรรเพชญดังปัจจุบันนี้

    ReplyDelete
    Replies
    1. ขอบพระคุณคุณ พระอุทัย มากเลยครับ ที่เข้ามาให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจมากๆ

      เรื่องเจ้าอ้าย-เจ้ายี่-เจ้าสามพระยา ผมอ่านเจอใน ศิลปวัฒนธรรม บ่อยๆ แต่ประเด็นเหล่านี้ยังไม่เคยทราบเลย จะนำไปศึกษาต่อแน่นอนครับ

      Delete
  5. 2500 ช่วงปลายปีไม่ใช่หรือ ที่คนร้ายลักลอบขุดกรุ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ