Tuesday, May 25, 2010

การเมืองเรื่องต้องห้าม?


ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ เรื่อง "การเมือง" กลายเป็นประเด็นต้องห้ามบนโต๊ะอาหาร และในวงสนทนาของผู้คนบ้านเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเพื่อนฝูง ในแวดวงธุรกิจ ในหมู่คนรู้จัก บนแท็กซี่ หรือที่ไหนๆ ก็ตาม

สมัยก่อน ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยนั้นก็มีอยู่ เพราะต้องไม่ลืมว่าช่องว่างระหว่างชนชั้นในประเทศนี้มีมานานมาก คนชั้นกลางและสูง กับคนชั้นล่าง คิดไม่เหมือนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อันเนื่องมาจากคุณภาพชีวิตและวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง

ทว่า สมัยนี้ ความขัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ก็คือ "เล่นกันแรง" กว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา แถมยังมีการใช้ "สี" มาเป็นสัญลักษณ์ ทำให้ความแบ่งแยกนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่รุนแรงอยู่แล้วระหว่าง "แดง-เหลือง" ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปอีก เริ่มมี "สีน้ำเงิน" เริ่มมี "หลากสี" เริ่มมีสีอื่นๆ หรือแม้แต่ในสีเดียวกัน ก็ยังแตกออกไปได้หลายทาง


ผมเองเพิ่งเจอมาสดๆ ร้อนๆ ผมนั่งทานข้าวอยู่กับผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง ผู้ใหญ่คนหนึ่งเป็นคนโผงผาง พูดการเมืองเป็นว่าเล่น ไม่เลือกที่เลือกเวลา เวลานั้นกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ยึดแยกราชประสงค์อยู่ อาคนนี้ก็ด่าเสื้อแดงขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร และพาลไปด่ารัฐบาลด้วย เพราะหงุดหงิดที่ไม่ยอมทำอะไรเสียที จะสลายก็ไม่สลาย

พอพูดจบ อาอีกคนก็เริ่มไม่พอใจ ที่ไม่พอใจนี่ไม่ใช่เพราะแกเป็นเสื้อแดงนะครับ แต่เพราะแกยังชอบรัฐบาลประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์อยู่ แกเลยสวนขึ้นมาว่า "แล้วลื้อจะให้เขาทำอย่างไร ไปสลายเดี๋ยวมีคนตายก็ต้องรับผิดอีก!"

ไปๆ มาๆ เชื่อไหมครับ อาทั้งสองคนซึ่งเป็น "เสื้อเหลือง" ทั้งคู่ ที่สุดกลับทุ่มเถียงกันเป็นเรื่องใหญ่โต เหตุเพราะคนหนึ่งเบื่อรัฐบาลแล้ว ส่วนอีกคนยังเชียร์รัฐบาล เห็นไหมครับ ขนาดสีเดียวกันแท้ๆ ยังทะเลาะกันได้

ด้วยเหตุนี้ ผมถึงคิดว่า ความขัดแย้งปัจจุบันมันลงลึกไปกว่าที่จะคุยกันจบได้ง่ายๆ แม้แต่สีเดียวกันก็ต้องระวัง คนเสื้อแดงเองก็มีหลายประเภท คุยไปคุยมาบางทีก็ด่ากัน

ดังนั้น ผมเชื่อว่า เพื่อรักษามิตรภาพเอาไว้ จึงไม่พึงพูดการเมือง กับกลุ่มคนที่เราไม่รู้ว่าเขามีทัศนคติอย่างไร แม้แต่ "สีเดียวกัน" ก็ต้องระวัง

ตัวผมเอง ทำงานที่ต้องอาศัย Popularity ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ หรือแม้แต่เขียนบล็อกนี้ ก็เลยตั้งใจไว้ในระดับหนึ่งว่า ..

ถ้าเป็นในบล็อก จะไม่เอาเรื่องการเมืองมาปนให้มากนัก เดี๋ยวจะเสียบรรยากาศกันเปล่าๆ ถ้าจะมีบ้างก็เป็นในเชิงอุดมการณ์และหลักการ ไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด

แต่ถ้าท่านที่ติดตามจะคุยการเมืองกัน ผมก็ยินดี ใครถามความเห็นผมก็ตอบ ถือว่าพูดคุย เพราะทุกท่านก็มีความคิดดีๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะชอบจะเชียร์ฝั่งไหน

ยกเว้นถ้าเป็น twitter ผมอาจเพิ่มความ "ตรง" ขึ้นมาอีกนิด ส่วนหนึ่งมาจากลักษณะของสื่อด้วย การทวีตนั้นเราทวีตไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์ การกลั่นกรองจะน้อยกว่าการเขียนบล็อก บางคนคิดไม่เหมือนกัน ไม่ถูกจริตกันก็เลิกตามกันไป

ผมเองก็เป็น บางคนเราไปตามเขา แล้วความคิดเขาไปกับเราไม่ได้จริงๆ ก็เลิกตาม เป็นเรื่องธรรมดา อันนั้นก็ไม่ว่ากัน

ผมเชื่อว่า "หัวใจที่เปิดกว้าง" จะทำให้เราคบกันได้โดยสนิทใจ ไม่ว่าต่างฝ่ายจะคิดอย่างไร แต่คนในสังคม จะให้ใจกว้างเหมือนกันทุกคนคงไม่ได้ แม้ "จุดยืน" จะไม่เคยเปลี่ยน แต่ในเรื่องของ "การแสดงออก" ก็จำต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ครับ :)



ปล. ภาพประกอบมาจาก facebook ของ "ป๊อป" ปฎิภาค มิลินทประทีป นักบินหนุ่มของการบินไทย แฟนพันธุ์แท้โลกศิลปะ และแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2007 เพื่อนสนิทผม เห็นแล้วฮามาก ปนน่ารัก จึงเอามาลง ยังไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวเลย ไม่ว่ากันนะเพื่อน

5 comments:

  1. เข้ามาจองที่ 1 ก่อน แหะๆ ยังไม่ได้อ่าน แต่ชอบรูปมากๆ อย่างฮา

    ก๊ากๆๆๆๆๆ 555555555+

    เด๋วอ่านแล้วมาโพสต์อีก หุ หุ

    ReplyDelete
  2. เห็นด้วยมากๆ ค่ะ ยิ่งเป็นพวกเสียงส่วนน้อย (หรือว่าส่วนน้อยในส่วนใหญ่ที่เสียงไม่ดังก็ไม่รู้) ด้วยแล้วยิ่งอึดอัดมาก บางทีฟังเขาพูดกันแล้วอยากจะแสดงทัศนะบ้าง พิจารณาแล้วก็สงบปากสงบคำน่าจะดีกว่า

    แต่ก็ตลกดีนะคะ คนใกล้ตัวกับคุณพ่อนี่ก็คงจะเป็นเหมือนกัน คือทั้งสองพูดกับคนอื่นไม่ได้ ก็เลยมาระบายกับเรา ฟังซะหูแฉะเลย เกือบจะทำใจแล้ว พอได้ยินเรื่อยๆ ก็พลอยจะของขึ้นไปด้วย 5555

    ReplyDelete
  3. เมนท์ก่อนอ่าน !!!
    เมนท์เพราะรูป >..<

    น้องพูห์ กรีสสสสสสส ตลกมากค่ะอาจารย์
    คุณแม่เห็นแล้วขำก๊ากเลย

    ReplyDelete
  4. น้อง MUM กรี๊สสสสสสสสสสสส เพราะน้องพูห์น่ารักหรือเพราะคนข้างๆน้องพูห์หล่อจ๊ะ อิอิอิ

    ReplyDelete
  5. 555 เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะเวลาขึ้นแท๊กซี่

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ