Monday, June 28, 2010

วิธีสอบสวนผู้ต้องหาแบบ "โจโฉ"


ไม่ได้เขียนเรื่องสามก๊กมานานพอสมควรแล้วครับ วันนี้ขอขยับไม้ขยับมือสักหน่อย เดี๋ยวใครจะนึกว่าผมเลิกเขียนสามก๊กลงบล็อกแล้ว

วันนี้ขอเล่าเรื่อง "วิธีสอบสวนผู้ต้องหา" เป็นเรื่องของการ "หาตัวคนผิด" ในแบบฉบับของ "โจโฉ" เรามาดูกันว่า ยอดคนผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ มีวิธีการอย่างไรในการหาว่าใครเป็นคนผิดคิดไม่ซื่อ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งโจโฉตั้งตนเป็นวุยอ๋องใหม่ๆ เขากุมอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน จอมคนผู้นี้ทับเส้นพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ไม่วางวาย สร้างความไม่พอใจให้กับขุนนางจำนวนมาก หลายคนมองว่าโจโฉไม่จงรักภักดี ทำการอาจเอื้อม ข่มเหงกษัตริย์

บังเอิญขณะนั้น ทัพของเล่าปี่ได้รุกเข้ามาจ่อคอหอยอยู่ที่ใกล้เขาเตงกุนสัน บริเวณปากทางเข้าเมืองฮันต๋ง เมืองยุทธศาสตร์สำคัญ พระปิตุลาอ้างว่าต้องการปราบโจโฉที่เป็นศัตรูราชสมบัติ โจโฉจึงต้องนำทหารออกไปตั้งรับด้วยตนเอง

ผลแพ้ชนะของศึกครั้งนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะคุยกันในวันนี้ ที่อยากเล่าให้ฟังก็คือว่า เมื่อโจโฉออกไปรับศึกนอกเมือง พวกที่อยู่ในเมือง ซึ่งไม่พอใจที่โจโฉแผ่อำนาจกลบบารมีพระเจ้าเหี้ยนเต้ ได้วางแผนจะก่อการ "รัฐประหาร" ขึ้นมา

หลังจากโจโฉยกทัพออกไปจากเมืองแล้ว ข้าราชการในวังหลวงกลุ่มหนึ่ง นำโดย "เกงจี" และพลพรรค คือ "อุยหลง" "กิมหัน" และสองพี่น้อง "เกียดเมา-เกียดบก" ลูกชายของหมอหลวงเกียดเป๋ง ที่เคยพยายามวางยาพิษฆ่าโจโฉมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ ได้วางแผนคบคิดกัน จะทำการปฏิวัติแบบพิเรนทร์ ด้วยการ "จุดไฟเผาบ้านเมือง"

กลุ่มผู้ก่อการได้ไปรับประทานอาหารกันที่บ้านของ "เกงจี" หัวหน้าคณะปฏิวัติ พร้อมปรึกษากันว่าจะทำการถวายพระเจ้าเหี้ยนเต้ โดยจะเริ่มก่อการในวันเทศกาล "จุดโคมไฟ" ซึ่งปกติแล้ว ในวันที่ว่านี้ ชาวบ้านจะออกมาจุดโคมไฟประดับประดาสว่างไสวสวยงามทั่วเมือง

ครั้นวันเทศกาลมาถึง พอได้เวลาสองยามตรง "เกงจี" หัวหน้าคณะปฏิวัติก็ให้สัญญาณ อุยหอง และ กิมหัน จึงคุมลูกน้องไป ก่อนจะจุดไฟเผาเมืองขึ้นพร้อมๆ กัน พวกที่เหลือเมื่อเห็นเพลิงลุกขึ้น ก็จุดไฟเผาต่อๆ กันไป

ชาวบ้านชาวเมืองกำลังสนุกก็ไม่รู้เรื่อง เห็นไฟสว่างๆ ก็นึกว่าเป็นการจุดโคมฉลองตามประเพณี ที่ไหนได้ ไฟไหม้วอดวายแทบทั้งเมือง โดยเฉพาะพระราชวังหลวงบางส่วน และปราสาทนกยูงทองแดงของโจโฉก็พลอยโดยเพลิงเผาผลาญไปด้วยส่วนหนึ่ง

บังเอิญโชคไม่เข้าข้างผู้ก่อการกลุ่มนี้ "แฮหัวตุ้น" นายพลตาเดียวลูกน้องโจโฉ ซึ่งนำทัพออกไปคุมเชิงอยู่นอกเมืองไม่ไกลนัก พอทราบเหตุก็ส่งทหารกลับเข้าเมืองมาดับไฟได้ทันท่วงที พร้อมกับฆ่าหัวหน้าแกงค์กบฏ 5 คน ตายเสียสิ้น

ทีนี้ โจโฉกลับเข้าเมืองมา จึงได้เวลาชำระสะสางบัญชีแค้น หาตัวคนผิด พวกตัวการใหญ่นั้นสิ้นชีพไปหมดแล้ว แต่โจโฉยังค้างคาใจ ขุนนางในวังมีเป็นร้อย รวมลูกน้องด้วยก็นับเป็นพันๆ คน เหตุไฉนไฟจึงลุกเผาได้ทั้งเมือง พระราชวังก็เกือบวอดวายพินาศ ทำไมไม่มีใครมาช่วยดับไฟเลย


วิธีที่โจโฉใช้แยกตัวคนร้ายออกจากผู้กระทำผิดก็คือ ให้เอา "ธงขาว" ปักไว้ด้านหนึ่ง "ธงแดง" ปักเอาไว้อีกด้านหนึ่ง ห่างกันประมาณ 10 ก้าว แล้วประกาศว่า "ในคืนเกิดเหตุ ขุนนางคนไหนมาช่วยดับไฟ ให้มาอยู่ใต้ธงสีแดง ใครไม่ได้มาช่วยดับไฟ ให้ไปอยู่ใต้ธงสีขาว"

พอโจโฉพูดจบ ขุนนางส่วนใหญ่ ประมาณ 70-80% ก็กรูกันเข้าไปอยู่ใต้ธงแดง ส่วนที่เหลือ 10-20% เดินไปอยู่ใต้ธงขาว

ครั้นเห็นดังนั้น โจโฉกลับสั่งให้ทหารเอาตัวพวกขุนนางใต้ธงแดงไปประหารทันที ส่วนพวกที่อยู่ใต้ธงขาวเพียงน้อยนิดให้ปล่อยตัวไป ถือว่าพ้นมลทิน คนทั้งหลายพากันงงเป็นไก่ตาแตก เพราะมหาอุปราชเพิ่งจะสั่งว่าคนที่ช่วยดับไฟให้ไปอยู่ใต้ธงแดง ไฉนจึงสั่งฆ่าเสียเล่า

ที่แท้แล้ว เป็นเพราะโจโฉรู้ทัน ความจริงก็คือ พวกขุนนางที่เอาใจเชียร์กบฏ แอบไปช่วยเผาเมือง พอได้ยินโจโฉเสนอช่องให้พ้นผิดได้ง่ายๆ จึงรีบกรูกันเข้าไปอยู่ฝั่งธงแดงแทบจะไม่ทัน เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางที่จะพ้นผิด

ส่วนพวกขุนนางที่ไม่ได้ช่วยดับไฟ ซึ่งว่าที่จริงก็เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ขืนไปช่วยแก้สถานการณ์จะโดนพวกนั้นฆ่าตายเสียเปล่าๆ จึงหลบอยู่ห่างๆ เอาตัวรอด ครั้นพอโจโฉถาม ก็ยอมรับแต่โดยดี เดินไปอยู่ใต้ธงขาว เพราะบริสุทธิ์ใจ ฉันไม่ได้ช่วยดับไฟก็จริง แต่ฉันก็ไม่ได้คิดร้าย

สุดท้ายแล้ว ด้วยความชาญฉลาด โจโฉจึงได้ตัวคนผิดสมใจ พวกคนคิดคดทรยศจึงถูกฆ่าทิ้งเสียเป็นอันมาก!!

จะเห็นได้ชัดว่า คนที่กระทำผิดนั้น หากเราไล่บี้จะฆ่าเขาให้ตาย ตั้งหน้าตั้งตาหวังล้างผลาญให้สิ้น ที่สุดแล้ว จักต้องมือเปล่า จับใครไม่ได้เลย เพราะพวกเขาไม่มีทางจะยอมรับ

วิธีหาตัวคนกระทำผิดที่แสนชาญฉลาดแบบโจโฉก็คือ วาง "เหยื่อล่อ" ให้คนผิดหลงมาตะครุบ คนเราเมื่อทำความผิดแล้วย่อมกังวล กลัวโดนจับได้ เห็นทางออกเพียงนิดเดียวก็ต้องรีบคว้าไว้ทันที โจโฉรู้จุดอ่อนตรงนี้ จึงจับผู้ร้ายได้ครบถ้วนหมดสิ้น

บางที การควานหาตัวผู้ต้องหา ก็เหมือนการจับหนูในบ้านนั่นแล ยิ่งไปขุดคุ้ย มันยิ่งหนีหาย ขยะกระจายเหม็นไปทั่วบ้านยังจับหนูตัวร้ายไม่ได้เลย สู้วางยาเบื่อล่อไว้แล้วไปนอนเสีย ประเดี๋ยวหนูก็มาติดกับง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อยแรงครับ

ผลของการ "กลัวการตรวจสอบ"



27 มิ.ย. 21.00 น.

ถนนในกรุงเทพฯ โล่งไปหมดครับ เมื่อฟุตบอลคู่หยุดโลก เยอรมนี-อังกฤษ เริ่มฟาดแข้ง (ปกติสื่อมวลชนมักใช้คำว่า "หยุดโลก" กันพร่ำเพรื่อ แต่ฟุตบอลคู่นี้ เหมาะสมกับคำว่า "หยุดโลก" จริงๆ)

เยอรมนี ถล่ม ทรีไลอ้อนส์ เละ 4-1 แปลกมั้ย? ผมว่าไม่แปลก

แต่ใครๆ ก็เห็นว่าโมเมนตั้มของเกมอาจเปลี่ยนไปเลย หากลูกที่ "แฟรงค์ แลมพาร์ด" ซัดเข้าประตูไปเต็มๆ ในช่วงท้ายครึ่งแรก ไม่ถูกปฏิเสธจากผู้ช่วยผู้ตัดสิน

เพราะนั่นจะทำให้สกอร์กลายเป็น 2-2 และผู้เล่นอังกฤษจะยิ่งได้ใจใหญ่ จากการตีเสมอได้

คนรู้จักผมหลายคน ไม่ชอบดู soccer เพราะเหตุที่ FIFA ไม่ยอมให้มีการ "ดูวีดีโอย้อนหลัง" เมื่อเกิดช็อตคลุมเครือ

ถามว่า ในเมื่อลงทุนไปกับฟุตบอลโลกกว่า 2,000 ล้านเหรียญ กะอีแค่ติดตั้งวีดีโอ เพื่อให้มีการ challenge กันได้ จะไปยากตรงไหน?

พูดก็พูด ใครๆ ก็รู้ว่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงิน

หลายคนมองว่า นั่นเป็นเพราะ "มาเฟีย" ในวงการลูกหนังโลกต้องการกุมอำนาจไว้ในมือตัวเอง

หากปล่อยให้มีการ challenge กันเหมือนอเมริกันฟุตบอล การตัดสินแบบ "ตามใบสั่ง" หรือ "หวยล็อค" ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น ลูกบอลข้ามเส้นประตูไป 2 ฟุต แต่ไม่เป็นประตู

และนี่คือตัวอย่างชัดๆ ของการ "ไร้การตรวจสอบ"

คนเรา..ถ้าดีจริงต้องกล้าให้ตรวจครับ!!


ปล. ผมไม่ได้เชียร์ทั้งอังกฤษและเยอรมนี แต่อด "เซ็งเป็ด" ไม่ได้ เมื่อเจออะไรแบบนี้ เลยขอบ่นหน่อย วุ้ยยยย

Saturday, June 26, 2010

Google Logo "สุนทรภู่"











วันนี้ 26 มิ.ย. เป็น "วันสุนทรภู่" กวีเสรีชนแห่งรัตนโกสินทร์นะครับ เห็นโลโก้ Google แล้วอดใจไม่ไหว เลยเอามาแปะให้ดูกันครับ ;)

Friday, June 25, 2010

78 ปี "อภิวัฒน์สยาม"



24 มิถุนายน ปีนี้ ครบรอบ 78 ปี ของการ "อภิวัฒน์สยาม 2475" แล้วนะครับ คนรุ่นหลังอย่างผมขอกราบคารวะวีรบุรุษ "คณะราษฎร" ที่ได้นำประชาธิปไตยแท้จริงมาสู่ปวงชนชาวไทย อุดมการณ์ของบรรพบุรุษทุกท่านจักต้องไม่สูญหาย และได้รับการสานต่อ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดครับ

ใครไม่เคยฟังเสียงจริงของอาจารย์ปรีดี ลองเปิดลิงค์นี้ดูนะครับ มาจากเว็บไซต์ ปรีดี-พูนศุข เป็นการวิเคราะห์ความผิดพลาดของคณะราษฏรหลังปฏิวัติสำเร็จ ให้สัมภาษณ์ไว้กับวิทยุ BCC เมื่อปี พ.ศ.2525 ฟังแล้วอบอุ่น เหมือนอาจารย์ปรีดียังอยู่กับพวกเราครับ

http://www.pridi-phoonsuk.org/pridi-interviewed-bbc-radio/

Tuesday, June 22, 2010

ความสุขบน "ชั้น 98"


ช่วงหลังๆ ผมเขียนถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ค่อนข้างบ่อย ด้วยความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว จนมีน้องๆ บางคนสงสัยว่า คุณปู่แกซื้อหุ้นไม่เคยพลาดเลยหรือ ถึงได้รวยเอารวยเอาขนาดนั้น

ก็ต้องบอกว่า บัฟเฟตต์เคยพลาดพลั้งเสียเงินก็หลายที แต่เขา "มองโลกในแง่บวก" อยู่เสมอ

ปู่บัฟฟ์ของผม เป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง และไม่ค่อยสนใจว่าผู้คนจะมองแกอย่างไร นี่เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ทำให้แกประสบความสำเร็จในการลงทุน

ด้วยความกล้าคิดต่าง ทำต่าง ไม่ใช่ต่างเพื่อความเท่ แต่เพราะเขารู้ว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่หลงใหลไปตามกระแส ที่สุดจึงประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังเป็นคน "มองโลกในแง่ดี" มากๆ คนหนึ่ง การมองโลกเชิงบวกนี้เอง ทำให้เขาผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาได้


ในปี 2004 ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของวอร์เรน คือ "ซูซี่ บัฟเฟตต์" ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งในช่องปากระยะที่ 3 และกำลังเข้ารับการรักษาบำบัดด้วยการฉายรังสี

อันว่ามะเร็งช่องปากนั้น เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นค่อนข้างน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะตรวจพบได้ยากมาก เพราะผู้ป่วยแทบจะไม่มีอาการใดๆ เลย จนกว่าเซลล์ร้ายได้แพร่กระจายไปแล้ว

ช่วงนั้น วอร์เรนเป็นกังวลมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ น้ำหนักลด และต้องใช้ยานอนหลับเพื่อบังคับให้ร่างกายได้พักผ่อนเสียบ้าง ทั้งๆ ที่ตลอดชีวิตก่อนหน้านั้น เขาเป็นคนหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายตลอด

สุดยอดนักลงทุนผู้นี้ ต้องถูกมรสุมชีวิตรุมเร้าอย่างหนักในวัย 70 กว่า นอกจากภรรยาสุดที่รักจะกำลังทุกข์ทรมานจากโรคร้าย บริษัท โคคาโคล่า ที่เขาถือหุ้นหลัก ก็ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก หลังการเสียชีวิตกระทันหันของ โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า CEO ผู้ทำให้บริษัทน้ำดำแห่งนี้ กลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลก

ผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตโค้กขณะนั้น ย่ำแย่ถดถอยลงทุกไตรมาส เพราะขาดมือฉมังที่คอยกุมบังเหียนองค์กรไปเสียแล้ว ซ้ำร้าย "เบิร์กไชร์ ฮาแธเวย์" บริษัทโฮลดิ้งของบัฟเฟตต์ ยังเกิดอาการ "เงินล้น" คือมีเงินสดในมือมากเกิน* เพราะยังหาโอกาสในการลงทุนดีๆ ไม่ได้

อาการ "เงินสดเยอะเกิน" นี้ หากเป็นเราๆ ท่านๆ คงชอบใจ แต่วอร์เรนบอกว่า การถือเงินสดไว้เฉยๆ เป็นการลงทุนที่แย่ที่สุด ผลตอบแทนอะไรก็ไม่ได้ แถมยังถูกเงินเฟ้อกินไปเรื่อยๆ

แม้ปัญหาทั้งเรื่องส่วนตัวและปัญหาธุรกิจจะรุมเร้าขนาดนี้ แต่วอร์เรนก็ยังผ่านพ้นมาได้ด้วยการ "มองโลกในแง่ดี" อยู่เสมอ เขาเคยให้แง่คิดเอาไว้น่าสนใจมากๆ ด้วยหลัก "ชั้น 98" ซึ่งมีอยู่ว่า ...

คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เมื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว เปรียบเสมือนขึ้นไปอยู่บนตึก "ชั้นที่ 100" ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของอาคาร คุณต้องชะโงกหน้าออกมาเพื่อมองผู้คนข้างล่างเสียบ้าง จะได้รู้ว่าตัวเองอยู่สูงขนาดไหนแล้ว

อันว่าคนเก่งนั้น ต้องมองอะไรให้รอบด้าน ต้องตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ชีวิตเรานี้ก็ดีมากแล้ว เผื่อวันหนึ่งที่พลาดพลั้งหรือเจอกับมรสุมชีวิต จำต้องร่วงหล่นลงมา จะได้ทำใจให้ได้ ปล่อยวางให้เป็น

วอร์เรนกล่าวว่า "ถ้าคุณขึ้นลิฟท์ไปบนชั้นที่ 100 ของอาคาร แล้วต้องย้อนกลับลงมาที่ชั้น 98 คุณมักจะรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเวลาที่เดินจากชั้น 1 ขึ้นไปชั้น 2 เสียอีก แต่คุณต้องทนให้ได้ เพราะอย่าลืมว่า คุณมาได้ไกลถึง 98 ชั้นแล้ว"

เรื่องของความสำเร็จนั้น เป็นเสมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง ยิ่งได้เสพย์ ยิ่งติด ยิ่งลอย ยิ่งจมไม่ลง พอพลาดอะไรไปหน่อยก็เป็นทุกข์หนัก

บางที เราลงทุนหรือทำธุรกิจ ทำถูก 9 ครั้ง ทำผิดสักครั้งหนึ่ง เกิดพลาดพลั้งเสียเงินไปบ้างก็คิดมาก ทำใจลำบาก โดยลืมไปว่านี่เราอยู่บน "ชั้น 98" แล้วนี่หว่า สมัยก่อนยังเป็นคนตัวเล็กๆ เดินจากชั้น 1 ขึ้นมาชั้น 2 ก็ดีใจแย่แล้ว ทำไมเดี๋ยวนี้ ต้องกลัวแพ้ กลัวพลาด กลัวจนทุกข์ไปหมด เมื่อก่อนมีแต่ตัวเปล่าๆ ไม่เห็นเป็นเช่นนี้

ชีวิตคนเรา จะให้มีแต่ดีอย่างเดียวนั้นไม่ได้ จำต้องมีเรื่องไม่ดีมาปะปนด้วย จะให้ขึ้นสูงอย่างเดียวคงเป็นได้แค่นิยาย ย่อมต้องมีช่วงแผ่ว ช่วงตกต่ำ

ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เมื่อ "วัฏจักรขาลง" มาเยี่ยมเยือน เราจะยังคงมองโลกในแง่ดีได้ขนาดไหน หากใครทำได้ อย่าว่าแต่ย้อนลงมาชั้นสองชั้นเลย ต่อให้ลงมาใต้ถุนตึกยังกลับขึ้นไปได้

ขอให้มีความสุขบน "ชั้น 98" (หรือชั้นไหนๆ ก็ตาม) กันทุกคนนะครับ!!



* ในปี 2004 บริษัทเบิร์กไชร์ ฮาแธเวย์ ของบัฟเฟตต์ มีเงินสดสำหรับลงทุนเป็นจำนวนมหาศาลถึง 4 หมื่นล้านเหรียญ (ลองคูณ 31 เป็นเงินไทยดูนะครับ ผมคำนวณไม่ไหวจริงๆ)

Thursday, June 17, 2010

จะโตได้..ของต้องดี


ใครเป็นโรค "เบื่อโทรทัศน์ไทย" เหมือนผมบ้างครับ?

ผมไม่ค่อยได้ดูฟรีทีวีบ้านเรามาแรมปีแล้ว รู้สึกเบื่อๆ หลายๆ อย่างไม่ตรงกับใจเรา ไม่ว่าจะเป็นรายการประโลมโลกย์ที่เกลื่อนเต็มจอไปหมด ทั้งละคร วาไรตี้โชว์ไร้สาระ ทุกวันนี้ผมจึงดูแต่ทรูวิชั่นส์ ดูรายการต่างประเทศเป็นหลัก

แต่ตอนนี้ เริ่มชอบรายการไทยอันหนึ่ง คือ "SME ตีแตก" ของเวิร์คพอยท์

ใครเคยดูรายการนี้จะทราบ ว่าเขาจะเอา SMEs ที่เริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วมาออกรายการ โดยผู้เข้าแข่งขันมีหน้าที่อรรถธิบายว่าตัวเองทำธุรกิจอะไร มีการดำเนินธุรกิจอย่างไร และตั้งเป้าหมายว่า ต้องการเพิ่มยอดขาย หรือขยายธุรกิจให้ถึงจุดไหน อย่างไร ใครสนใจเปิดดูกันได้นะครับ ของเขาดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ที่จะชวนคุยวันนี้คือว่า ผมสังเกตว่าธุรกิจหลายเคสที่มาออกรายการ ต้องเจอกับการ "ตีไม่แตก" เพราะเหตุผลหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มาออก ยังขาด "Core Value" หรือ "คุณค่าหลัก" ในตัวของมัน

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธุรกิจที่มาออกรายการ คือ "นิตยสาร" ที่ทำออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โมเดลของธุรกิจนั้นสร้างสรรค์มากๆ ครับ เขาผลิตแมกกาซีนออกมา เป็นแมกกาซีนเด็กแนว คล้ายๆ "อะเดย์" แล้วให้คนตกงาน คนยากไร้ เดินเท้าออกไปขายตามท้องถนนหรือตามแหล่งชุมชนต่างๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจนี้กลับ "ตีไม่แตก" เหตุก็เพราะ แม้ "โมเดล" หรือ "รูปแบบการทำธุรกิจ" จะถือว่าสร้างสรรค์มากๆ โดยให้โอกาสคนจนๆ เอาหนังสือไปขาย ไม่ใช้สายส่ง กำไรได้มาเท่าไรก็แบ่งให้คนขายส่วนหนึ่ง เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ ..

ทว่าตัวผลิตภัณฑ์เอง ยังไม่เข้าตากรรมการเท่าไรนัก เพราะตัวแมกกาซีนยังไม่ดึงดูดพอ เนื้อหายังขาดสาระ ขาดสีสัน ไม่ค่อยมีอะไร!!

นี่เป็นบทเรียนว่า แม้จะมี "รูปแบบการทำธุรกิจ" ที่ดี แต่ยังไงๆ ธุรกิจจะก้าวหน้าไปได้ "ตัวสินค้า" ก็ต้องดี ต้องมีคุณค่าที่ผู้บริโภคต้องการ มีสิ่งที่ "โดนใจ" คนซื้อ

การจะให้คนเขาซื้อของๆ เรา เพราะสงสาร หรือเพราะเห็นใจ จะทำได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ถ้าของเราไม่ดีจริง มันโตต่อไม่ได้ ผมมองว่า คนที่ซื้อแมกกาซีนฉบับนั้น อาจจะคล้ายๆ กับคนที่ซื้อพวงกุญแจจากยายแก่ๆ ที่เราเห็นกันจนชินตา

คือที่ซื้อนั้นไม่ได้อยากได้พวงกุญแจเลย แต่ "สงสารยาย" คนที่ซื้อแมกกาซีนก็อาจไม่ได้ซื้อเพราะ "อยากอ่าน" แต่เพราะ "อยากช่วย"

ลองคิดเล่นๆ ว่า สมมุติว่าจะเปลี่ยนของที่ขาย จาก "แมกกาซีน" เป็น "พวงกุญแจ" ก็ย่อมได้ ไม่ได้แตกต่างอะไร เนื่องจากคนเขาไม่ได้ซื้อที่ "ของดี" เขาซื้อเพราะ "เห็นใจ"

ตรงข้ามกับเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนหน้านี้ มีร้านขาย "ข้าวหมูทอด" มาออกรายการ เจ้าของนั้นเป็น "อาเจ๊" คนหนึ่ง ไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจใดๆ เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "แบรนด์" คืออะไร แต่ที่ "ตีแตก" ก็เพราะของแกดี ข้าวหมูทอดของแกอร่อย มีคุณภาพ กรรมการจึงให้ผ่าน

นี่เป็นบทเรียนว่า การจะทำธุรกิจนั้น ถ้า "ของเราดี" ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ขอให้ของดีไว้ก่อนแล้วจึงค่อยสร้างระบบก็ยังไหว เรื่องธุรกิจนั้นเรียนทันกันได้ครับ ยิ่งสมัยนี้ หน่วยงานที่พร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ มีอยู่มากมาย ทั้งภาครัฐและเอกชน

ต่างจากเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงบางคน เรียนบริหารธุรกิจมา จึงเกิดอาการ "ร้อนวิชา" ยังหา Product ที่ลงตัวไม่ได้ คิดแต่ว่าต้องเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ไปเอาอะไรที่ไม่รู้จริงมาทำ ของดีหรือไม่..ไม่รู้ คิดแต่ว่าจะทำการตลาด จะโฆษณา จะประชาสัมพันธ์ บังเอิญ "ของที่จะขาย" มันยังไม่ดี จึงไม่ประสบความสำเร็จ

"การตลาด" นั้น เหมือนกับ "ตัวถัง" ของรถยนต์ ที่จะทำให้รถนั้นสวย ดูมีราคา แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับตัว "เครื่องยนต์" ที่ต้องดี ต้องมีสมรรถภาพ หาไม่แล้วคงขับไปได้ไม่ถึงไหน สู้กับใครเขาไม่ได้ มีหวังจอดกลางทางแน่นอน

ใครจะทำธุรกิจ ต้องคิดให้มากๆ "แก่น" ต้องดี อย่ามีแค่ "เปลือก" วัดกันตรงนี้จริงๆ ครับ


ขอบคุณภาพประกอบจากกล้องของน้องเคลียร์ ในภาพคือ "น้องมัม" ศิษย์รักของผมเอง และเป็นคนรักของเจ้าเคลียร์ครับ

Sunday, June 13, 2010

My Best Friend's Diary


นี่เป็นหน้าหนึ่งจากไดอารี่ส่วนตัวของคุณจอม ปัทธมคันธิน แฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย ทึ่งในฝีมือการวาดภาพที่กลั่นมาจากอารมณ์ความรู้สึก งดงามจริงๆ ครับ

Tuesday, June 8, 2010

Comment ได้ง่ายๆแล้วครับ

ก่อนหน้านี้มีคนรู้จักหลายคนที่เข้ามาในบล็อกผมแล้วบอกว่า พยายามจะเขียนความคิดเห็นลงไป แต่มันต้องให้ระบุ ID อะไรวุ่นวาย ผมก็ไม่ทราบ ปล่อยปะละเลยมาตลอด

วันนี้เพิ่งจะเข้าไปดู จึง reset ใหม่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ทุกท่านสามารถ comment ได้ง่ายๆ ไม่ต้องมี account ของ Blogger หรือ Gmail หรืออะไรทั้งสิ้น เพียงเลือก "ชื่อ/URL" หรือถ้าไม่ต้องการระบุชื่อ ก็เลือก "ไม่ระบุชื่อ" ก็สามารถ comment ได้ทันทีครับ

ขอบคุณทุกท่านติดตามอ่านงานของผมครับ :)

Sunday, June 6, 2010

"คำเดียว" สู่สุดยอดความสำเร็จ


สมัยนี้ มีหนังสือพวก Self-development ออกมามากมาย โดยมากก็แนะนำวิธีต่างๆ นานา ว่าจะประสบความสำเร็จได้ต้องทำเช่นโน้นเช่นนี้

ผมอ่านหนังสือเรื่อง SNOWBALL ซึ่งเป็นชีวประวัติของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สุดยอดนักลงทุนเกือบจบแล้ว บังเอิญมาถึงตอนสำคัญที่สนุกและน่าสนใจมากๆ เลยอดไม่ได้ที่จะยกมาเล่าให้ฟังกัน

เป็นเรื่องราวการพบกันครั้งแรก ของสองมหาบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน คือ ตัวของปู่บัฟเฟตต์เอง ซึ่งในปี 2010 ความมั่งคั่งอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก (หลังจากครองอันดับ 2 มาหลายปีดีดัก) และ บิลล์ เกตส์ อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์

คิดดูก็แล้วกันครับว่า จากประชากรทั่วพื้นพิภพ 5,000 ล้านคน เมื่อคนที่รวยที่สุดในโลก 2 คนมาเจอกัน มันจะน่าดูชมขนาดไหน !!

ทั้ง เกตส์ และ บัฟเฟตต์ มาพบกันในปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้านของพ่อแม่ บิลล์ เกตส์ ที่ตัว บิลล์ เป็นคนสร้างให้เอง โดยหนึ่งในคนที่ชักนำให้ทั้งคู่มารู้จักกันก็คือ แคเธอรีน เกรแฮม ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ นสพ.วอชิงตัน โพสต์ เพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์


ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกัน ใครๆ ก็กังวลครับ เพราะบัฟเฟตต์นั้น ขึ้นชื่อเรื่องความ "เนิร์ด" คือเข้าสังคมได้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ในโลกของแก มีแต่ "การลงทุน" ล้วนๆ อะไรที่อยู่นอกเหนือจากนี้ แกไม่รับรู้ทั้งสิ้น ที่สำคัญ แกไม่เคยแตะต้องสิ่งที่เรียกว่า "คอมพิวเตอร์" เลย

ขณะที่ บิลล์ เกตส์ เอง ก็ไม่เบา คนใกล้ชิดจะรู้เลยว่า หากเกตส์คุยกับใครแค่ 1-2 นาที แล้วรู้สึกว่าคนๆนั้นน่าเบื่อ หรือพูดอะไรที่เขาไม่ได้สนใจ เขาจะหยุดคุยทันที โดยไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น

ก่อนที่ เกตส์ จะได้พบกับ บัฟเฟตต์ เกตส์บอกกับแม่ของตัวเองว่า "ผมไม่รู้จักหรอก ไอ้คนที่วันๆ เอาแต่ลงทุนกับเลือกหุ้นนั่นน่ะ" และเชื่อไหมครับ วันที่เกตส์ไปพบบัฟเฟตต์ เขาถึงกับนั่งเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวไป เผื่อว่าน่าเบื่อ จะได้หนีออกจากปาร์ตี้ได้ทันที ไม่ต้องรีรออะไร

ปรากฏว่า เมื่อ 2 มหาเศรษฐีได้มาเจอกัน เหตุการณ์กลับราบรื่นเกินคาด คนทั้งสองเริ่มสนทนากัน โดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า "Small Talk" หรือ "อารัมภบท" ไม่ต้องถามว่า "อากาศดีไหม?" "ยุ่งไหม?"...

วอร์เรนเจอหน้าเศรษฐีรุ่นน้องก็ยิงหมัดตรงทันทีด้วยคำถามว่า...IBM เป็นไงบ้าง มีอนาคตไหม? เป็นคู่แข่งไมโครซอฟท์หรือเปล่า? บริษัทคอมพิวเตอร์ทำไมไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย?

ฝ่ายเจ้าพ่อไมโครซอฟท์ก็สวนทันที ด้วยคำถามว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์เป็นอย่างไรบ้าง? (เกตส์เป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ขณะที่เบิร์กไชร์ของบัฟเฟตต์เป็นเจ้าของ นสพ.วอชิงตัน โพสต์)

เชื่อไหมครับ คนสองคนที่เหมือนอยู่กันคนละโลก คนหนึ่งรวยขึ้นมาจาก "ไฮเทค" อีกคนรวยขึ้นมาจาก "โลว์เทค" ล้วนๆ ปรากฏว่าทั้งคู่กลับเข้ากันได้อย่างรวดเร็วในเวลาแค่ "2 นาที" บัฟเฟตต์บอกว่า เขาและเกตส์ "คุย คุย และก็คุย" โดยไม่สนใจโลกรอบข้างอีกต่อไป

ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เกตส์ และ บัฟเฟตต์ กลายเป็น "แฝดสยาม" (บัฟเฟตต์ใช้คำว่า Siamese Twin จริงๆนะครับ ผมไม่ได้พูดเอง) ครอบครัวของคนทั้งสองกลายเป็นมิตรที่แนบแน่น และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ตัดสินใจผ่องถ่ายขุมทรัพย์หลายหมื่นล้านเหรียญ ให้กับ "มูลนิธิบิลล์แอนด์เมลิดา เกตส์" เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ยากไร้ ถือว่าเป็นการบริจาคมูลค่ามหาศาลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว

นี่เป็นเรื่องราวของคนสองคนที่ประสบความสำเร็จ ที่แม้จะมีวิถีชีวิตต่างกันสุดขั้ว อายุห่างกันคราวพ่อกับลูก แต่กลับเป็นมหามิตรที่แนบแน่น ไร้อุปสรรค และเมื่อเศรษฐีใจบุญสองคนมาจับมือกัน จึงช่วยเหลือโลกนี้ได้อย่างมากมายเหลือคณานับ

เมื่อมีคนไปสัมภาษณ์เขาทั้งสอง ว่ามีเคล็ดลับอย่างไร จึงได้กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 1 และ 2 ของโลก เชื่อไหมครับ ทั้งสองคนพูดมาคำเดียว และเป็นคำตอบเดียวกันเสียด้วย ลองทายสิครับ ว่าคำๆ นั้นคืออะไร....

"FOCUS" ครับ!!

มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำให้ดีที่สุด อย่าเสียสมาธิกับสิ่งรอบตัว อย่าเสียสมาธิกับคำคน ที่มาบอกว่าคุณต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้

เกตส์ อยู่กับคอมพิวเตอร์ เขาไม่เคยเล่นที่ดิน ไม่เคยสร้างคอนโดฯ บัฟเฟตต์อยู่กับการลงทุน เขาเลือกแต่ธุรกิจที่ตัวเองรู้จัก ขนาดบิลล์ เกตส์ บอกแล้วบอกอีกให้เขาซื้อหุ้นเด็ด 2 ตัว คือ Microsoft กับ Intel ยังไงๆ เขาก็ไม่ยอมซื้อ ไม่ใช่เขาไม่เชื่อเกตส์นะครับ แต่เขาเชื่อตัวเองมากกว่า ไม่ทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด นี่แหล่ะครับ "Focus" ของจริง

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ หาเงินจนเหนื่อย มีเวลาเมื่อไร ลองหยุดถามตัวเองบ้างนะครับว่า ท่าน "Focus" พอหรือยัง ทุกวันนี้ งานการที่ทำอยู่ เป็นสิ่งที่ชอบจริงหรือไม่ "มุ่งเน้น" พอหรือไม่ เรากำลังเสียเวลากับสิ่งที่ไม่รัก กับสิ่งที่ไม่ถนัดไปมากเท่าไร

ถ้ายังเน้นไม่พอ ค่อยๆ ตัดออกไปทีละอย่าง คนอื่นพูดมากนักก็หาสำลีอุดหูเสียบ้าง ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งครับว่า หูของคนเรา หาก "ฟัง" อยู่ตลอดเวลา สมองจะ "คิด" ได้ไม่ดีเท่าหูที่ไม่ได้ยินเสียง

ลองฟังเสียงคนอื่นให้น้อยลง ฟังเสียงในใจตัวเองให้มากขึ้น ชอบอะไรก็ทำ และทำให้ "เนื้อๆ" "เน้นๆ" ไปเลย

หากจะถามว่าทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ ก็ในเมื่อคนรวยที่สุดสองคนในโลกพูดออกมาคำเดียวกัน "Focus" ถ้าไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว คงไม่มีอะไรบังเอิญขนาดนี้หรอกครับ

Wednesday, June 2, 2010

หยุดวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว"


เมื่อหลายปีก่อน บ้านข้างๆ ผม ทำธุรกิจรับถมที่ดิน จึงมีคนงานเยอะแยะ และตามประสาคนงาน บางทีก็เหลวไหลบ้าง อู้บ้าง กินเหล้าเมาบ้าง ผมจึงได้ยินเสียงอาแปะข้างบ้านด่าลูกน้องแกเป็นประจำ

มีอยู่วันหนึ่ง ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงอาแปะโวยวายแต่เช้าตรู่ จับความได้ว่า ลูกน้องแกทิ้งงานไปเที่ยวมาทั้งคืน พอกลับมาตอนย่ำรุ่ง ก็เจอกับอาแปะที่รออยู่แล้ว

บังเอิญวันนั้น อาแปะแกมาแปลก แกด่าลูกน้องได้แป๊บเดียวก็หยุด แล้วบอกว่า "มึงทำงานลูกเดียวก็แล้วกัน กูด่ามึงไปก็เหนื่อยเปล่า มึงไม่ต้องพูดไม่ต้องอ้างอะไรทั้งนั้น ก้มหน้าก้มหน้าทำงานไป"

ฟังดูเป็นวิธีที่ดีไหมครับ? ด่าไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้ให้เจ้าลูกน้องจอมขี้เกียจทำงานไม่ลืมหูลืมตา เพื่อชดเชยกับความผิดที่ทิ้งงานไป ยังจะดีเสียกว่าที่ต้องไปด่ามัน ด่าไปก็เหนื่อยฟรี เพลียใจ เส้นเลือดสมองจะแตกเอา เป็นท่านจะทำยังงี้ไหมครับ?

แต่...ถ้าเป็นผม ผมไม่ทำ ไม่ด่าไม่ได้ครับ ต้องด่า และผมแน่ใจว่าการด่าของอาแปะจะไม่ทำให้แกเหนื่อยฟรี ทำไมน่ะหรือ?

คนเรา หากทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ ต่อไปก็จะไม่มีการเกรงกลัว เพราะรู้ว่าถึงทำผิดก็ไม่เห็นต้องโดนอะไร ดังเช่นกรณีนี้ การที่อาแปะ "ไม่ด่า" ลูกน้อง ทำให้ต่อไป หากลูกน้องอยากหนีเที่ยวก็หนีได้เลยทันที ถึงไม่หนีก็ต้องทำงานเหนื่อย สู้ไปเที่ยวเอาสนุกก่อนแล้วค่อยกลับมาเหนื่อยทีเดียว ไม่ได้เสียอะไร

ที่อันตรายกว่านั้นคือ หากลูกน้องคนอื่นๆ เห็นตัวอย่างแล้วทำตาม จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ต่อไปโรงถมดินแห่งนี้ก็จะไม่มีกฏมีเกณฑ์ ธุรกิจที่ต้องอาศัยกำลังแรงคนเป็นหลักเช่นนี้ ถ้าคุมกันไม่ได้ พังแน่นอน

ดังนั้น อาแปะจึงควรด่าลูกน้อง อย่างน้อยต้องให้มัน "ทนฟัง" เพื่อที่จะได้ "ทนทุกข์" ถือเป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าขี้เกียจด่า ก็อาจใช้วิธีลงโทษแบบอื่น เช่น ตัดเงิน หรืออะไรก็แล้วแต่

เมืองไทยเรามีวัฒนธรรมหลายอย่าง ที่ผมเชื่อว่า "ถ่วงความเจริญชาติ" ขออภัยที่ต้องใช้คำแรงๆ แต่ถ้าไม่แรง ก็คงไม่เกิด Impact ตัวอย่างเช่น วัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" ของไทยเรานี่

อันว่าวัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" ด้านหนึ่งนั้นดีมากครับ แสดงให้เห็นว่าคนไทยเราประนีประนอม ยอมกันได้ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบ ใจกว้าง แม้ผมจะเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้โดยมากเป็นแค่เปลือก ทว่ามันก็มีข้อดีอยู่ในที

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การโอนอ่อนผ่อนตามกันมากเกิน อาจนำไปสู่การไม่รักษาสิทธิของคนอื่น การยินยอมไม่มีขอบเขต ใครจะทำอะไรก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก ยอมๆ กันไป คนแซงคิวก็ไม่เป็นไร คนนัดแล้วมาสายก็ไม่เป็นไร ฯลฯ

วัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" นี่เอง ที่นำไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก คือวัฒนธรรมที่ผมขอเรียกว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว"

อันว่าวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" จริงๆ ก็ไม่แตกต่างจากวัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" เท่าไรนัก ถือเป็นผลสืบเนื่องกันมา แต่ในมุมมองของผม ผลกระทบจากวัฒนธรรม "มันเกิดขึ้นแล้ว" นั้น รุนแรงกว่าเสียอีก

เหตุที่แรงก็เพราะ "มันเกิดขึ้นแล้ว" ไงครับ คำว่า "ไม่เป็นไร" อาจจะ "ไม่เป็นไรไว้ก่อน" หรือ "ไม่เป็นไรเผื่อไว้" แต่คำว่า "มันเกิดขึ้นแล้ว" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันได้เกิดขึ้นเรียบร้อย ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "Damage has been done"

และในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ต้องไปเอาเรื่อง ก้าวต่อไปข้างหน้าเถิด อย่าถือสาหาความ เลิกแล้วต่อกันเสียเถอะนะลูก ใครถูกใครผิดอย่าไปคิดเลย

ทีนี้ ไอ้ที่แย่ที่สุดคือตอนสรุป เพราะส่วนมาก หลังจากมีผู้กล่าวอ้างวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" ผู้กล่าวก็มักสรุปปิดท้ายว่า ...

ก็เพราะนี่คือ "ประเทศไทย" มันจึงเป็นเช่นนี้ เราก็อยู่กันมาได้แบบนี้ อย่าไปเอาที่อื่นมาเปรียบเทียบเลย มันไม่เหมือนกัน

สำหรับผม คำพูดเช่นนี้คือคำพูดพล่อยๆ พูดมักง่าย ในมุมมองผม อะไรที่เราไม่ดี คนอื่นดี เรายิ่งต้องปรับปรุง พัฒนาให้เราดีเท่าเขา หรือดีให้ได้มากกว่าเขา ไม่ใช่อะไรไม่ดีก็ยอมรับสภาพ ยอมทุกอย่าง แล้วบอกว่านี่คือวัฒนธรรม "แบบไทยๆ"

ลองคิดดู สมมุติมีคนมาทำมิดีมิร้ายกับน้องสาวหรือลูกสาวท่าน ท่านจะยอมรับสภาพ แล้วบอกว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" ได้ไหม?

ที่น่าสังเกตคือ คำพูดว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" มักจะมาจากคนที่พอใจที่ "สิ่งนั้น" ได้เกิดขึ้น และที่พูดเช่นนั้นก็เพราะต้องการให้คนที่เสียประโยชน์ได้ "ยอมตาม" เพื่อที่ตัวเอง หรือพวกพ้องของตัวเอง หรือคนที่ตัวเองแอบเอาใจช่วยจะได้พ้นผิด

ผมเชื่อว่า ประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้ เราต้องอย่ายอมรับวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" แต่ต้องเปลี่ยนเป็น "มันต้องไม่เกิดขึ้นอีก" ซึ่งวิธีที่จะนำไปสู่ภาวะนั้นได้ คือต้องการมีลงโทษอย่างเท่าเทียม มีการปรับปรุงระบบ การปรับโครงสร้าง จะเขย่าแรงหน่อยก็ต้องทำ อย่าก้มหัวยอมตาม ด้วยเหตุผลว่า "มันเกิดขึ้นแล้ว"

แม้มันจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร มันย่อมจะเกิดขึ้นอีก เราจึงต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อหยุดไม่ให้มันเกิดซ้ำ มิใช่นอนรอรับผลอย่างคนง่อยเปลี้ยเสียขา แล้วสุดท้าย พอมันเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เราค่อยบอกตัวเองว่านี่คือวัฒนธรรม "แบบไทยๆ"

มองไปรอบๆ ประเทศที่ถูกผลกระทบจากวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" มีอยู่มากมาย ถามตัวเองหน่อยเถิดว่า เราอยากเป็นอย่างเขาหรือครับ?

Tuesday, June 1, 2010

กำลังใจชั้นเยี่ยม




น้องเคลียร์ (บน) และ น้องมิลค์ (ล่าง) สองลูกศิษย์รักที่เรียนจบไปแล้ว อุตส่าห์ออก field ไปสำรวจหนังสือผมครับ น่ารักจริงๆ ขอบคุณมากจ้า ^o^