Tuesday, June 22, 2010

ความสุขบน "ชั้น 98"


ช่วงหลังๆ ผมเขียนถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ค่อนข้างบ่อย ด้วยความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว จนมีน้องๆ บางคนสงสัยว่า คุณปู่แกซื้อหุ้นไม่เคยพลาดเลยหรือ ถึงได้รวยเอารวยเอาขนาดนั้น

ก็ต้องบอกว่า บัฟเฟตต์เคยพลาดพลั้งเสียเงินก็หลายที แต่เขา "มองโลกในแง่บวก" อยู่เสมอ

ปู่บัฟฟ์ของผม เป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง และไม่ค่อยสนใจว่าผู้คนจะมองแกอย่างไร นี่เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ทำให้แกประสบความสำเร็จในการลงทุน

ด้วยความกล้าคิดต่าง ทำต่าง ไม่ใช่ต่างเพื่อความเท่ แต่เพราะเขารู้ว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่หลงใหลไปตามกระแส ที่สุดจึงประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังเป็นคน "มองโลกในแง่ดี" มากๆ คนหนึ่ง การมองโลกเชิงบวกนี้เอง ทำให้เขาผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาได้


ในปี 2004 ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของวอร์เรน คือ "ซูซี่ บัฟเฟตต์" ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งในช่องปากระยะที่ 3 และกำลังเข้ารับการรักษาบำบัดด้วยการฉายรังสี

อันว่ามะเร็งช่องปากนั้น เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นค่อนข้างน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะตรวจพบได้ยากมาก เพราะผู้ป่วยแทบจะไม่มีอาการใดๆ เลย จนกว่าเซลล์ร้ายได้แพร่กระจายไปแล้ว

ช่วงนั้น วอร์เรนเป็นกังวลมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ น้ำหนักลด และต้องใช้ยานอนหลับเพื่อบังคับให้ร่างกายได้พักผ่อนเสียบ้าง ทั้งๆ ที่ตลอดชีวิตก่อนหน้านั้น เขาเป็นคนหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายตลอด

สุดยอดนักลงทุนผู้นี้ ต้องถูกมรสุมชีวิตรุมเร้าอย่างหนักในวัย 70 กว่า นอกจากภรรยาสุดที่รักจะกำลังทุกข์ทรมานจากโรคร้าย บริษัท โคคาโคล่า ที่เขาถือหุ้นหลัก ก็ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก หลังการเสียชีวิตกระทันหันของ โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า CEO ผู้ทำให้บริษัทน้ำดำแห่งนี้ กลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลก

ผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตโค้กขณะนั้น ย่ำแย่ถดถอยลงทุกไตรมาส เพราะขาดมือฉมังที่คอยกุมบังเหียนองค์กรไปเสียแล้ว ซ้ำร้าย "เบิร์กไชร์ ฮาแธเวย์" บริษัทโฮลดิ้งของบัฟเฟตต์ ยังเกิดอาการ "เงินล้น" คือมีเงินสดในมือมากเกิน* เพราะยังหาโอกาสในการลงทุนดีๆ ไม่ได้

อาการ "เงินสดเยอะเกิน" นี้ หากเป็นเราๆ ท่านๆ คงชอบใจ แต่วอร์เรนบอกว่า การถือเงินสดไว้เฉยๆ เป็นการลงทุนที่แย่ที่สุด ผลตอบแทนอะไรก็ไม่ได้ แถมยังถูกเงินเฟ้อกินไปเรื่อยๆ

แม้ปัญหาทั้งเรื่องส่วนตัวและปัญหาธุรกิจจะรุมเร้าขนาดนี้ แต่วอร์เรนก็ยังผ่านพ้นมาได้ด้วยการ "มองโลกในแง่ดี" อยู่เสมอ เขาเคยให้แง่คิดเอาไว้น่าสนใจมากๆ ด้วยหลัก "ชั้น 98" ซึ่งมีอยู่ว่า ...

คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เมื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว เปรียบเสมือนขึ้นไปอยู่บนตึก "ชั้นที่ 100" ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของอาคาร คุณต้องชะโงกหน้าออกมาเพื่อมองผู้คนข้างล่างเสียบ้าง จะได้รู้ว่าตัวเองอยู่สูงขนาดไหนแล้ว

อันว่าคนเก่งนั้น ต้องมองอะไรให้รอบด้าน ต้องตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ชีวิตเรานี้ก็ดีมากแล้ว เผื่อวันหนึ่งที่พลาดพลั้งหรือเจอกับมรสุมชีวิต จำต้องร่วงหล่นลงมา จะได้ทำใจให้ได้ ปล่อยวางให้เป็น

วอร์เรนกล่าวว่า "ถ้าคุณขึ้นลิฟท์ไปบนชั้นที่ 100 ของอาคาร แล้วต้องย้อนกลับลงมาที่ชั้น 98 คุณมักจะรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเวลาที่เดินจากชั้น 1 ขึ้นไปชั้น 2 เสียอีก แต่คุณต้องทนให้ได้ เพราะอย่าลืมว่า คุณมาได้ไกลถึง 98 ชั้นแล้ว"

เรื่องของความสำเร็จนั้น เป็นเสมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง ยิ่งได้เสพย์ ยิ่งติด ยิ่งลอย ยิ่งจมไม่ลง พอพลาดอะไรไปหน่อยก็เป็นทุกข์หนัก

บางที เราลงทุนหรือทำธุรกิจ ทำถูก 9 ครั้ง ทำผิดสักครั้งหนึ่ง เกิดพลาดพลั้งเสียเงินไปบ้างก็คิดมาก ทำใจลำบาก โดยลืมไปว่านี่เราอยู่บน "ชั้น 98" แล้วนี่หว่า สมัยก่อนยังเป็นคนตัวเล็กๆ เดินจากชั้น 1 ขึ้นมาชั้น 2 ก็ดีใจแย่แล้ว ทำไมเดี๋ยวนี้ ต้องกลัวแพ้ กลัวพลาด กลัวจนทุกข์ไปหมด เมื่อก่อนมีแต่ตัวเปล่าๆ ไม่เห็นเป็นเช่นนี้

ชีวิตคนเรา จะให้มีแต่ดีอย่างเดียวนั้นไม่ได้ จำต้องมีเรื่องไม่ดีมาปะปนด้วย จะให้ขึ้นสูงอย่างเดียวคงเป็นได้แค่นิยาย ย่อมต้องมีช่วงแผ่ว ช่วงตกต่ำ

ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เมื่อ "วัฏจักรขาลง" มาเยี่ยมเยือน เราจะยังคงมองโลกในแง่ดีได้ขนาดไหน หากใครทำได้ อย่าว่าแต่ย้อนลงมาชั้นสองชั้นเลย ต่อให้ลงมาใต้ถุนตึกยังกลับขึ้นไปได้

ขอให้มีความสุขบน "ชั้น 98" (หรือชั้นไหนๆ ก็ตาม) กันทุกคนนะครับ!!



* ในปี 2004 บริษัทเบิร์กไชร์ ฮาแธเวย์ ของบัฟเฟตต์ มีเงินสดสำหรับลงทุนเป็นจำนวนมหาศาลถึง 4 หมื่นล้านเหรียญ (ลองคูณ 31 เป็นเงินไทยดูนะครับ ผมคำนวณไม่ไหวจริงๆ)

4 comments:

  1. มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา
    ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

    ไม่มีใครหรืออะไรสามารถเอาชนะความจริงนี้ไปได้เลย

    เรื่องแบบนี้พระพุทธเจ้าสอนเรามานานแล้วนะ เสียดายว่าคนไทยมัวแต่ไปติดกับกระพี้มากกว่าแก่น

    พูดเหมือนเข้าถึงแล้วนะ แต่ความจริงก็ยังต้องคอยเตือนตัวเองบ่อยๆ เวลาได้กำไร ดีใจแป๊บเดียว แต่ว่าขาดทุน ทำไมมันคิดถึงบ่อยก็ไม่รู้ 5555

    ReplyDelete
  2. I love your article! Thank you ka :))

    N'Ann

    ReplyDelete
  3. ชั้น 98 ดีกว่าชั้น 1

    ReplyDelete
  4. @ mama aiko: ทำธุรกิจอะไรหรอครับ?

    @ n'Ann : i'm glad to hear that krub

    @Geranun : Yes!!

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ