Wednesday, June 2, 2010

หยุดวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว"


เมื่อหลายปีก่อน บ้านข้างๆ ผม ทำธุรกิจรับถมที่ดิน จึงมีคนงานเยอะแยะ และตามประสาคนงาน บางทีก็เหลวไหลบ้าง อู้บ้าง กินเหล้าเมาบ้าง ผมจึงได้ยินเสียงอาแปะข้างบ้านด่าลูกน้องแกเป็นประจำ

มีอยู่วันหนึ่ง ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงอาแปะโวยวายแต่เช้าตรู่ จับความได้ว่า ลูกน้องแกทิ้งงานไปเที่ยวมาทั้งคืน พอกลับมาตอนย่ำรุ่ง ก็เจอกับอาแปะที่รออยู่แล้ว

บังเอิญวันนั้น อาแปะแกมาแปลก แกด่าลูกน้องได้แป๊บเดียวก็หยุด แล้วบอกว่า "มึงทำงานลูกเดียวก็แล้วกัน กูด่ามึงไปก็เหนื่อยเปล่า มึงไม่ต้องพูดไม่ต้องอ้างอะไรทั้งนั้น ก้มหน้าก้มหน้าทำงานไป"

ฟังดูเป็นวิธีที่ดีไหมครับ? ด่าไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้ให้เจ้าลูกน้องจอมขี้เกียจทำงานไม่ลืมหูลืมตา เพื่อชดเชยกับความผิดที่ทิ้งงานไป ยังจะดีเสียกว่าที่ต้องไปด่ามัน ด่าไปก็เหนื่อยฟรี เพลียใจ เส้นเลือดสมองจะแตกเอา เป็นท่านจะทำยังงี้ไหมครับ?

แต่...ถ้าเป็นผม ผมไม่ทำ ไม่ด่าไม่ได้ครับ ต้องด่า และผมแน่ใจว่าการด่าของอาแปะจะไม่ทำให้แกเหนื่อยฟรี ทำไมน่ะหรือ?

คนเรา หากทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ ต่อไปก็จะไม่มีการเกรงกลัว เพราะรู้ว่าถึงทำผิดก็ไม่เห็นต้องโดนอะไร ดังเช่นกรณีนี้ การที่อาแปะ "ไม่ด่า" ลูกน้อง ทำให้ต่อไป หากลูกน้องอยากหนีเที่ยวก็หนีได้เลยทันที ถึงไม่หนีก็ต้องทำงานเหนื่อย สู้ไปเที่ยวเอาสนุกก่อนแล้วค่อยกลับมาเหนื่อยทีเดียว ไม่ได้เสียอะไร

ที่อันตรายกว่านั้นคือ หากลูกน้องคนอื่นๆ เห็นตัวอย่างแล้วทำตาม จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ต่อไปโรงถมดินแห่งนี้ก็จะไม่มีกฏมีเกณฑ์ ธุรกิจที่ต้องอาศัยกำลังแรงคนเป็นหลักเช่นนี้ ถ้าคุมกันไม่ได้ พังแน่นอน

ดังนั้น อาแปะจึงควรด่าลูกน้อง อย่างน้อยต้องให้มัน "ทนฟัง" เพื่อที่จะได้ "ทนทุกข์" ถือเป็นการลงโทษรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าขี้เกียจด่า ก็อาจใช้วิธีลงโทษแบบอื่น เช่น ตัดเงิน หรืออะไรก็แล้วแต่

เมืองไทยเรามีวัฒนธรรมหลายอย่าง ที่ผมเชื่อว่า "ถ่วงความเจริญชาติ" ขออภัยที่ต้องใช้คำแรงๆ แต่ถ้าไม่แรง ก็คงไม่เกิด Impact ตัวอย่างเช่น วัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" ของไทยเรานี่

อันว่าวัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" ด้านหนึ่งนั้นดีมากครับ แสดงให้เห็นว่าคนไทยเราประนีประนอม ยอมกันได้ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบ ใจกว้าง แม้ผมจะเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้โดยมากเป็นแค่เปลือก ทว่ามันก็มีข้อดีอยู่ในที

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การโอนอ่อนผ่อนตามกันมากเกิน อาจนำไปสู่การไม่รักษาสิทธิของคนอื่น การยินยอมไม่มีขอบเขต ใครจะทำอะไรก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก ยอมๆ กันไป คนแซงคิวก็ไม่เป็นไร คนนัดแล้วมาสายก็ไม่เป็นไร ฯลฯ

วัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" นี่เอง ที่นำไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก คือวัฒนธรรมที่ผมขอเรียกว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว"

อันว่าวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" จริงๆ ก็ไม่แตกต่างจากวัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" เท่าไรนัก ถือเป็นผลสืบเนื่องกันมา แต่ในมุมมองของผม ผลกระทบจากวัฒนธรรม "มันเกิดขึ้นแล้ว" นั้น รุนแรงกว่าเสียอีก

เหตุที่แรงก็เพราะ "มันเกิดขึ้นแล้ว" ไงครับ คำว่า "ไม่เป็นไร" อาจจะ "ไม่เป็นไรไว้ก่อน" หรือ "ไม่เป็นไรเผื่อไว้" แต่คำว่า "มันเกิดขึ้นแล้ว" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันได้เกิดขึ้นเรียบร้อย ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "Damage has been done"

และในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ต้องไปเอาเรื่อง ก้าวต่อไปข้างหน้าเถิด อย่าถือสาหาความ เลิกแล้วต่อกันเสียเถอะนะลูก ใครถูกใครผิดอย่าไปคิดเลย

ทีนี้ ไอ้ที่แย่ที่สุดคือตอนสรุป เพราะส่วนมาก หลังจากมีผู้กล่าวอ้างวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" ผู้กล่าวก็มักสรุปปิดท้ายว่า ...

ก็เพราะนี่คือ "ประเทศไทย" มันจึงเป็นเช่นนี้ เราก็อยู่กันมาได้แบบนี้ อย่าไปเอาที่อื่นมาเปรียบเทียบเลย มันไม่เหมือนกัน

สำหรับผม คำพูดเช่นนี้คือคำพูดพล่อยๆ พูดมักง่าย ในมุมมองผม อะไรที่เราไม่ดี คนอื่นดี เรายิ่งต้องปรับปรุง พัฒนาให้เราดีเท่าเขา หรือดีให้ได้มากกว่าเขา ไม่ใช่อะไรไม่ดีก็ยอมรับสภาพ ยอมทุกอย่าง แล้วบอกว่านี่คือวัฒนธรรม "แบบไทยๆ"

ลองคิดดู สมมุติมีคนมาทำมิดีมิร้ายกับน้องสาวหรือลูกสาวท่าน ท่านจะยอมรับสภาพ แล้วบอกว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" ได้ไหม?

ที่น่าสังเกตคือ คำพูดว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" มักจะมาจากคนที่พอใจที่ "สิ่งนั้น" ได้เกิดขึ้น และที่พูดเช่นนั้นก็เพราะต้องการให้คนที่เสียประโยชน์ได้ "ยอมตาม" เพื่อที่ตัวเอง หรือพวกพ้องของตัวเอง หรือคนที่ตัวเองแอบเอาใจช่วยจะได้พ้นผิด

ผมเชื่อว่า ประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้ เราต้องอย่ายอมรับวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" แต่ต้องเปลี่ยนเป็น "มันต้องไม่เกิดขึ้นอีก" ซึ่งวิธีที่จะนำไปสู่ภาวะนั้นได้ คือต้องการมีลงโทษอย่างเท่าเทียม มีการปรับปรุงระบบ การปรับโครงสร้าง จะเขย่าแรงหน่อยก็ต้องทำ อย่าก้มหัวยอมตาม ด้วยเหตุผลว่า "มันเกิดขึ้นแล้ว"

แม้มันจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร มันย่อมจะเกิดขึ้นอีก เราจึงต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อหยุดไม่ให้มันเกิดซ้ำ มิใช่นอนรอรับผลอย่างคนง่อยเปลี้ยเสียขา แล้วสุดท้าย พอมันเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เราค่อยบอกตัวเองว่านี่คือวัฒนธรรม "แบบไทยๆ"

มองไปรอบๆ ประเทศที่ถูกผลกระทบจากวัฒนธรรม "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" มีอยู่มากมาย ถามตัวเองหน่อยเถิดว่า เราอยากเป็นอย่างเขาหรือครับ?

6 comments:

  1. คุณอาทลองเสนอแนะวิธีการที่คนทั่วๆ ไปควรจะทำหรือพึงจะทำได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้หน่อยค่ะ

    เอาเหตุการณ์ล่าสุดนี้ล่ะ 19 พ.ค.53 เป็นตัวอย่าง

    ReplyDelete
  2. จริงๆ ผมพูดถึงภาพรวมน่ะครับ แต่ตบท้ายอาจดูเหมือนโยงเข้ามาการเมือง จริงๆก็ไม่ได้มีเจตนาอยางนั้น

    ผมมองว่า วิธีเริ่มง่ายๆคือเริ่มจากตัวเอง อย่าทำอะไร หรือยอมรับอะไรง่ายๆ เพียงเพื่อให้ผ่านวันนี้ไป ที่เขาว่ากันว่า "คนไทยลืมง่าย" เราก็ต้องอย่าลืม ต้องจำไว้เป็นบทเรียน แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นไป

    อาทดูเหมือนเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเริ่มที่ตัวเอง แล้วช่วยกันปลูกฝัง ต่อไปสังคมเราก็จะพัฒนาไปได้ เป็นสิ่งที่คนทั่วๆไปทำได้ทันที ไม่ว่าจะเชียร์ฝั่งไหน หรือเชียร์สีอะไรครับ

    ReplyDelete
  3. รู้สึกได้รับอิทธิพลของ พีเจ้ย อภิชาติพงษ์ มาอย่างไงอย่างงั้น

    มองมุมกลับ คนที่อยู่กับวัฒนธรรม แบบนี้ได้คือ ยอดคน เนื่องจากว่า

    หล่อหลอม ออกมาได้อย่างแยบยล และ ผ่านอะไรมาเยอะกว่าคนที่เจริญๆ แล้วทั่วไปไป เรียกว่า เก่งกว่าฝรั่งเพราะเรามีสังคมที่ฝรั่งไม่มีจะว่าถ่วงความเจริญ แต่ในนั้นมันก็มีความลึกอยู่ในที ถ้าคุณมองออก คุณอยู่ได้ คนไทยที่ทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก ก็เพราะอยู่กับ นักปกครองศรีธนณชัย มันก็เป็นแบบนี้ ประเทศไทย สื่อก็เป็นแบบนี้ จะว่าแปลกใหมครับ ความจริงนั้นมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว แต่ ฝ่ายค้าน กับรัฐบาล ก็ อยู่บนความจริงที่ของแต่ละฝ่าย ต่างฝ่ายต่างรู้ทางกัน น่าเบื่อมาก พูดเอาชนะ กับพูดเอาความจริง ถ้าเหลี่ยมดี มันชนะขาดนะครับ เว้นแต่เหลี่ยมไม่คม และ คิดไม่ออกเพราะว่าเราติดผลประโยชน์

    ReplyDelete
  4. ผมว่าพี่ยะเป็นด้านดีแบบไทยๆที่เรามีอยู่ครับ ทำยังไงเราถึงจะรักษาส่วนที่ดี และเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดี นั่นคือโจทย์ใหญ่ ปกติผมไม่ค่อยชอบพูดอะไรที่เป็นนามธรรมมากๆ แต่ของแบบนี้คงต้องเปลี่ยนแปลงกันไปพร้อมกันทั้งสังคม โดยต้องมีผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลง กล้านำเสนอของใหม่มากกว่าที่ทำเพียงแค่รักษาของเก่า

    ยกตัวอย่างนะครับ กระทรวงวัฒนธรรมบ้านเรา ตอนแรกผมดีใจมากๆๆๆๆเลยที่มีกระทรวงนี้มา แต่เมื่อได้เห็นการทำงานแล้วผิดหวัง ตอนแรกผมคาดหวังให้กระทรวงนี้ทำงานแบบก้าวหน้า ไม่ใช่เพียงแค่อนุรักษ์ของเก่า แต่สร้างวัฒนธรรมที่ดีใหม่ๆ เช่นเรื่องเล็กๆ คนไทยต้องตรงเวลา ต้องเข้าคิว ขึ้นบันไดเลื่อนให้ยืนฝั่งหนึ่ง ใครรีบให้วิ่งแซงไปอีกฝั่งหนึ่ง จนถึงเรื่องใหญ่ๆที่ได้กล่าวไปแล้วในบทความ

    ปัญหาคือ ขนาด "ป๋าเหนาะ" ยังมองว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวง "โหล่เปรต" ไม่เห็นความสำคัญ ทั้งที่มันเป็นกระทรวงเปลี่ยนชาติได้เลยนะเนี่ย แต่ก็อย่างว่าครับ ผลประโยชน์มันน้อย

    อีกทั้ง ผู้มีอำนาจหลายภาคส่วน ก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ดีหลายๆอย่างขึ้นมานั่นเองครับ

    ReplyDelete
  5. อาจารย์ครับ ผมว่าคนที่คิดว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" ก็น่าจะมีหลายแบบนะครับ ผมขอลองยกตัวอย่างเล่นๆนะครับ
    1) คนที่ไม่สนใจอะไร พอเกิดอไรขึ้นก็ "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" ...
    2) คนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิด แล้วไม่อยากให้ใครไปรื้อฟื้นหรือขุดคุ้ย ก็ "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" จะไปรื้อฟื้นอะไร (เดี๋ยวเจอเรื่องไม่ดีที่กูทำไว้)
    3) พวกที่พอใจกับผลที่เกิดอย่างที่อาจารย์ว่า และอยากให้มันจบอย่างนี้แหละ พอใจแล้ว ก็ "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" อย่าไปทำอะไรให้วุ่นวายเลย
    4) พวกที่ก้มหน้ารับกรรมอย่างงมงาย คิดว่านี่เป็นฟ้าลิขิตก็ "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" พรหมท่านลิขิตให้เรามาเจอแบบนี้
    5)คนที่พอจะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างถูกต้อง เข้าใจว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นมาจากเหตุที่ดำเนินอยู่ ประมาณว่า เพราะมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้ ก็"เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" แก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราสร้างเหตุใหม่ๆที่ดี เพื่อผลที่ดีจะเกิดขึ้นได้
    6) คนที่พยายามทำอะไรอย่างเต็มที่แล้ว ผลที่ได้ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ก็ "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" หรือ มองอีกแง่ว่า พยายามอย่างเต็มที่แต่ก็ยอมรับผลที่เกิดขึ้น แบบนี้ทางพุทธเรียกว่าสันโดษครับ
    7) คนที่เขารู้หรือคาดคะเนแล้วว่า ทำไปก็ไม่เป็นผล ก็ได้แต่ยอมรับว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" เราไม่สามารถทำอะไรได้

    ผมพยายามนึกตัวอย่างเท่าที่พอจะนึกออกตอนง่วงๆนี้ เพราะอยากขอความเห็นอาจารย์หน่อยครับว่า มันพอจะเป็นอย่างที่ผมยกตัวอย่างมาได้ไหม แล้วถ้ามันเป็นได้ ก็หมายความว่า "เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว" นั้น มันมีหลายที่มา คนที่คิดว่า"เอาเถอะ มันเกิดขึ้นแล้ว"นั้น ก็อาจจะไม่ใช่คนที่จะต้องถูกเขย่าหรือปรับปรุงใช่ไหมครับ

    ReplyDelete
  6. ชัชวนันท์June 15, 2010 at 10:34 PM

    คุณเอ

    ที่ผมเขียน ผมหมายความถึงความมักง่าย และความไม่มีมาตรฐานของบ้านเราน่ะครับ

    แต่ถ้าเป็นแง่ของการปล่อยวาง ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นเอง เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ การทำใจว่า "มันเกิดขึ้นแล้ว" ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะมันเป็น "เช่นนั้นเอง" เหมือนที่อาจารย์พุทธทาสบอกไว้

    ที่คุณเอบอกนั้นถูกต้องแล้ว ต้องดูสาเหตุด้วยว่า ที่ว่า "มันเกิดขึ้นแล้ว" มีที่มาอย่างไร และใช้กับเรื่องอะไร

    เหมือนที่ผมบอกว่าวัฒนธรรม "ไม่เป็นไร" ของไทยนั้น..ไม่ดี แต่ถ้าคนมาเหยียบเท้าผมโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วผมบอกว่า "ไม่เป็นไร" เพราะให้อภัย นั้นก็เป็นสิ่งที่ดี

    โดยสรุป คุณเอเข้าใจถูกแล้วครับ ที่ผมชี้ว่า "ควรถูกเขย่าแรงๆ" หมายถึงการหาข้ออ้างให้สิ่งที่ผิด หรือหาข้ออ้างให้กับความมักง่าย ที่เกิดขึ้นบ่อยๆในบ้านเราน่ะครับ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ