Thursday, June 17, 2010

จะโตได้..ของต้องดี


ใครเป็นโรค "เบื่อโทรทัศน์ไทย" เหมือนผมบ้างครับ?

ผมไม่ค่อยได้ดูฟรีทีวีบ้านเรามาแรมปีแล้ว รู้สึกเบื่อๆ หลายๆ อย่างไม่ตรงกับใจเรา ไม่ว่าจะเป็นรายการประโลมโลกย์ที่เกลื่อนเต็มจอไปหมด ทั้งละคร วาไรตี้โชว์ไร้สาระ ทุกวันนี้ผมจึงดูแต่ทรูวิชั่นส์ ดูรายการต่างประเทศเป็นหลัก

แต่ตอนนี้ เริ่มชอบรายการไทยอันหนึ่ง คือ "SME ตีแตก" ของเวิร์คพอยท์

ใครเคยดูรายการนี้จะทราบ ว่าเขาจะเอา SMEs ที่เริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วมาออกรายการ โดยผู้เข้าแข่งขันมีหน้าที่อรรถธิบายว่าตัวเองทำธุรกิจอะไร มีการดำเนินธุรกิจอย่างไร และตั้งเป้าหมายว่า ต้องการเพิ่มยอดขาย หรือขยายธุรกิจให้ถึงจุดไหน อย่างไร ใครสนใจเปิดดูกันได้นะครับ ของเขาดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ที่จะชวนคุยวันนี้คือว่า ผมสังเกตว่าธุรกิจหลายเคสที่มาออกรายการ ต้องเจอกับการ "ตีไม่แตก" เพราะเหตุผลหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มาออก ยังขาด "Core Value" หรือ "คุณค่าหลัก" ในตัวของมัน

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธุรกิจที่มาออกรายการ คือ "นิตยสาร" ที่ทำออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โมเดลของธุรกิจนั้นสร้างสรรค์มากๆ ครับ เขาผลิตแมกกาซีนออกมา เป็นแมกกาซีนเด็กแนว คล้ายๆ "อะเดย์" แล้วให้คนตกงาน คนยากไร้ เดินเท้าออกไปขายตามท้องถนนหรือตามแหล่งชุมชนต่างๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจนี้กลับ "ตีไม่แตก" เหตุก็เพราะ แม้ "โมเดล" หรือ "รูปแบบการทำธุรกิจ" จะถือว่าสร้างสรรค์มากๆ โดยให้โอกาสคนจนๆ เอาหนังสือไปขาย ไม่ใช้สายส่ง กำไรได้มาเท่าไรก็แบ่งให้คนขายส่วนหนึ่ง เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ ..

ทว่าตัวผลิตภัณฑ์เอง ยังไม่เข้าตากรรมการเท่าไรนัก เพราะตัวแมกกาซีนยังไม่ดึงดูดพอ เนื้อหายังขาดสาระ ขาดสีสัน ไม่ค่อยมีอะไร!!

นี่เป็นบทเรียนว่า แม้จะมี "รูปแบบการทำธุรกิจ" ที่ดี แต่ยังไงๆ ธุรกิจจะก้าวหน้าไปได้ "ตัวสินค้า" ก็ต้องดี ต้องมีคุณค่าที่ผู้บริโภคต้องการ มีสิ่งที่ "โดนใจ" คนซื้อ

การจะให้คนเขาซื้อของๆ เรา เพราะสงสาร หรือเพราะเห็นใจ จะทำได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ถ้าของเราไม่ดีจริง มันโตต่อไม่ได้ ผมมองว่า คนที่ซื้อแมกกาซีนฉบับนั้น อาจจะคล้ายๆ กับคนที่ซื้อพวงกุญแจจากยายแก่ๆ ที่เราเห็นกันจนชินตา

คือที่ซื้อนั้นไม่ได้อยากได้พวงกุญแจเลย แต่ "สงสารยาย" คนที่ซื้อแมกกาซีนก็อาจไม่ได้ซื้อเพราะ "อยากอ่าน" แต่เพราะ "อยากช่วย"

ลองคิดเล่นๆ ว่า สมมุติว่าจะเปลี่ยนของที่ขาย จาก "แมกกาซีน" เป็น "พวงกุญแจ" ก็ย่อมได้ ไม่ได้แตกต่างอะไร เนื่องจากคนเขาไม่ได้ซื้อที่ "ของดี" เขาซื้อเพราะ "เห็นใจ"

ตรงข้ามกับเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนหน้านี้ มีร้านขาย "ข้าวหมูทอด" มาออกรายการ เจ้าของนั้นเป็น "อาเจ๊" คนหนึ่ง ไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจใดๆ เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "แบรนด์" คืออะไร แต่ที่ "ตีแตก" ก็เพราะของแกดี ข้าวหมูทอดของแกอร่อย มีคุณภาพ กรรมการจึงให้ผ่าน

นี่เป็นบทเรียนว่า การจะทำธุรกิจนั้น ถ้า "ของเราดี" ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ขอให้ของดีไว้ก่อนแล้วจึงค่อยสร้างระบบก็ยังไหว เรื่องธุรกิจนั้นเรียนทันกันได้ครับ ยิ่งสมัยนี้ หน่วยงานที่พร้อมให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ มีอยู่มากมาย ทั้งภาครัฐและเอกชน

ต่างจากเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงบางคน เรียนบริหารธุรกิจมา จึงเกิดอาการ "ร้อนวิชา" ยังหา Product ที่ลงตัวไม่ได้ คิดแต่ว่าต้องเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ไปเอาอะไรที่ไม่รู้จริงมาทำ ของดีหรือไม่..ไม่รู้ คิดแต่ว่าจะทำการตลาด จะโฆษณา จะประชาสัมพันธ์ บังเอิญ "ของที่จะขาย" มันยังไม่ดี จึงไม่ประสบความสำเร็จ

"การตลาด" นั้น เหมือนกับ "ตัวถัง" ของรถยนต์ ที่จะทำให้รถนั้นสวย ดูมีราคา แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับตัว "เครื่องยนต์" ที่ต้องดี ต้องมีสมรรถภาพ หาไม่แล้วคงขับไปได้ไม่ถึงไหน สู้กับใครเขาไม่ได้ มีหวังจอดกลางทางแน่นอน

ใครจะทำธุรกิจ ต้องคิดให้มากๆ "แก่น" ต้องดี อย่ามีแค่ "เปลือก" วัดกันตรงนี้จริงๆ ครับ


ขอบคุณภาพประกอบจากกล้องของน้องเคลียร์ ในภาพคือ "น้องมัม" ศิษย์รักของผมเอง และเป็นคนรักของเจ้าเคลียร์ครับ

12 comments:

  1. แล้วคุณค่าหลักของคนอยู่ที่อะไรครับอาจารย์ คำถามต่อไปคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไอ้ที่เราคิดว่าเป็นคุณค่าหลักนั้น เป็นคุณค่าที่เหมาะควรอย่างแท้จริง
    คำถามสุดท้ายคือ แล้วเราจะพัฒนาคุณค่าหลักของคนเองอย่างไรครับ เอ...จะเป็นการมองคนเป็น product ไปหรือเปล่าครับ

    ปล ทำไมน้องเคลียร์โตขึ้นแล้วทำผมแดงทาปากทาจมูกแดงอย่างนั้นล่ะ

    ReplyDelete
  2. This comment has been removed by the author.

    ReplyDelete
  3. อาท ชี้ชัดJune 18, 2010 at 9:29 PM

    คุณค่าของคนนี่ก็วัดกันได้หลายวิธีครับ แต่ขออย่าชวนผมคุยเรื่องพรรค์นี้เลย ใครมีค่า ใครดีไม่ดี ยิ่งสมัยนี้คนดีเขาดุกันเหลือเกิน ผมไม่กล้าไปเถียงกับเขาหรอก

    ส่วนที่ว่าจะพัฒนาคุณค่าหลักของตัวเองไปอย่างไร คำตอบก็คือความพยายามมานะบากบั่นเท่านั้นครับ แต่อย่าลืมหยุดพักแล้วเอาเลื่อยมาลับบ่อยๆ ด้วย

    ส่วนข้างๆ น้องมัมนั่น ไอ้โรนัลด์ เพื่อนผมเอง เห็นแล้วไม่ไหว จะเคลียร์ มานัวเนียได้ไง 55555+

    ReplyDelete
  4. ไม่ได้ดูตอนนี้ค่ะ แต่รู้จัก Be Magazine แล้วก็ชื่นชมในสิ่งที่พวกเขาทำด้วยคน ยอมรับว่าไม่ทันได้นึกถึงในมุมของคุณอาทว่า คนซื้อส่วนใหญ่เพราะอยากช่วย ไม่ได้ซื้อเพราะต้องการสินค้านั้นจริงๆ

    เห็นด้วยเป็นบางส่วนค่ะ เพราะเทียบกับพวงกุญแจ Magazine เล่มนี้มันก็มีอะไรที่จะทำให้เราซื้อต่อได้มากกว่านั้น แต่ถึงขนาดทำให้เราติดเลย เหมือน Magazine ดังๆ ที่เขามีฐานลูกค้าก็คงยังไม่ใช่

    ถ้าทีมที่ทำไม่เป็นน้ำล้นแก้ว ยอมรับความเห็นนี้ไปปรับปรุงเสียก่อน ก็น่าจะดีนะคะ

    ReplyDelete
  5. ขอบคุณที่มาให้ข้อมูลนะครับ ดูๆ แล้ว คุณ aiko น่าจะรู้จัก BE Magazine ดีกว่าผม ฟังจากคุณ aiko แปลว่าของเค้าก็คงมีดีอยู่ ผมเองเคยเปิดผ่านๆ ครั้งนึง แต่ไม่ได้ตั้งใจอ่าน ที่เล่ามานี่ก็ว่าตาม commentator เป็นหลัก

    ที่ผมติดใจคือ โมเดลธุรกิจที่สร้างสรรค์มากๆ ถ้าเป็นผมแนะนำ จะแนะว่าให้ปรับเนื้อหาให้เข้ากับ mission ของธุรกิจให้มากขึ้น น่าจะเป็นในลักษณะนิตยสาร "ค.คน" ของทีวีบูรพา แบบนั้นจะเหมาะมาก เพราะดูเฉพาะเนื้อหาตอนนี้ ดูเหมือนแนวทางของกอง บก. จะยังไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจอยู่

    แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่ความเห็นน่ะครับ

    ReplyDelete
  6. คุณอาทเชื่อมั้ยว่า ตอนที่อ่านบทความนี้ของคุณอาทครั้งแรก ก็คิดแทนทีมงาน Be แล้วก็นึกถึงว่าน่าจะออกแนว ค.คน เหมือนกันค่ะ

    จริงๆ ในเล่มเขาก็มีคอลัมน์ที่เป็นลักษณะนี้อยู่นะคะ เป็นเรื่องของคนที่ทำความดี องค์กรที่คิดถึงสังคมอะไรแบบนี้ค่ะ แต่ไม่ใช่ main ของหนังสือ

    ReplyDelete
  7. แหม คิดเหมือนกันเลย ;)

    ReplyDelete
  8. เห็นด้วยส่วนหนึ่งว่า "ของต้องดี" เพราะหลักใหญ่ของการซื้อก็เพราะต้องการของ แต่อย่างแมกกาซีนรายนี้(ไม่เคยอ่านนะครับ)ของของเขาอาจจะเป็นความรู้สึกที่ได้ช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ตัวแมกกาซีน แต่ถ้าเนื้อหาแมกกาซีนน่าเบื่อ มันก็จะกลายเป็นว่า "ตัวแถม" ทำลาย "ตัวหลัก"

    อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากของต้องดีแล้ว เราต้องมีดีอีกหลายด้าน แต่การทำธุรกิจให้เจ๊งนั้น ห่วยเป้งๆ ซักด้านเดียวก็เจ๊งได้แล้วครับ

    ReplyDelete
  9. @Antonio ธุรกิจจะดีได้ต้องมีหลายอย่างครับ ของต้องดีนั้นเป็นพื้นฐาน ผมพยามชี้ว่าพื้นฐานต้องดี จึงไปต่อได้ แต่ไม่ใช่ว่าแค่ของดี แล้วจะดี

    จริงๆ มีตัวอย่างที่ชัดกว่านี้ของรายการ SME ตีแตก ออกอากาศไปเมื่อหลายเดือนก่อน เป็น รร.พัฒนาศักยภาพเด็กโดยใช้การทำอาหาร เจ้าของเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง แต่พอไปออกรายการ เจอคำถามหนักๆ แทบจะตายกลางเวทีเลยทีเดียว เพราะยังไม่รู้จริงในสิ่งที่ตัวเองทำ วางกลยุทธ์ออกมาแต่ละอย่าง มีแต่การตลาด การโฆษณา แต่แก่นของธุรกิจยังไม่ดี

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอคนรุ่นใหม่ๆอยากมาเปนผู้ประกอบการ จะขาดจะเกินอะไรไปบ้าง ผมก็ยังชื่นชมและเอาใจช่วยทุกคน เพราะผมเชื่อว่า Entrepreneurship หรือหัวใจที่รักในการเป็นเถ้าแก่นั้น จะเป็นกลจักรสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศ

    คนชั้นกลางส่วนใหญ่อยากเป็นนายตัวเอง แต่ไม่มีความกล้าพอ คนที่ไปออกรายการนี้มีความตั้งใจและกล้าหาญ ใครมาออกผมเอาใจช่วยทุกคนครับ

    ReplyDelete
  10. คุยเรื่องธุรกิจแล้วติดลมจัง

    หลายคนเป็นเหมือนผมมั้ยครับ เจอธุรกิจดีๆ ร้านอาหารอร่อยๆ แล้วเสียดายว่าทำไมเค้าไม่ขยายธุรกิจไปให้มากกว่านี้ เราเลยคิดแทนเขาเสียอีกว่า ถ้าเป็นเรา เราจะเอามาขึ้นห้าง จะขายแฟรนไชส์ ฯลฯ

    จริงๆแล้ว ที่เค้าไม่ขยายก็มีหลายสาเหตุ เช่น ไม่มีลูกหลานมาช่วยทำ ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจพอ หรือเค้าอาจพอใจแค่นั้น ประมาณว่าของฉันดี แต่ไม่ต้องการขยายไปไหน

    ยกตัวอย่างง่ายๆ โจ๊กสามย่าน อยู่หน้าตลาดสามย่านมานานโข ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย แต่เค้าไม่ยอมขยายไปไหน ไปๆ มาๆ ชื่อ "โจ๊กสามย่าน" กลายเป็นแบรนด์ของโจ๊กที่อร่อยไปแล้ว แต่เชื่อไหมว่า โจ๊กสามย่านที่เราเจออยู่บนห้าง ไม่ใช่เจ้าเดียวกับที่เรากินอยู่หน้าตลาดสามย่าน เพราะโจ๊กสามย่านของแท้เค้าไม่เคยขยายไปไหนเลย

    มีคนไปถาม ว่าทำไมไม่ขายแฟรนไชส์ ทำไมไม่ขึ้นห้าง เขาก็ไม่สน เขาว่าแค่นี้ก็ขายแทบไม่ทันแล้ว

    อ้อ..นึกได้พอดี "ข้าวหน้าไก่ห้าแยกพลับพลาไชย" นั่นก็อีกเจ้านะครับ อร่อยยังไง ก็ไม่ยอมขึ้นห้าง น้ำลายไหลขึ้นมาทีเดียว แหะๆ

    ReplyDelete
  11. ใครมีเวลาน้อย อย่ามาชวนผมคุยเรื่องธุรกิจนะ คุยได้ทั้งวันจริงๆ อิอิอิ

    ReplyDelete
  12. 555 ยอดมาก นึกว่าช่วงนี้จะยุ่งจนไม่มีเวลา แต่ก็ยังมาคุยธุรกิจได้

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ