Saturday, July 31, 2010

SMEs ชี้ชัด (2): ความผิดพลาดเกี่ยวกับ "หุ้นส่วน"


คราวที่แล้วพูดไปถึงความผิดพลาดเกี่ยวกับการมี "หุ้นส่วนธุรกิจ" วันนี้ขอว่าต่อเลยนะครับ

นอกจากความผิดพลาดในการ "หาคนมาหุ้นด้วย" ที่ได้เล่าไปแล้ว ยังมีความผิดพลาดอีกประเภทหนึ่งที่พบบ่อยมาก คือการ "จัดสรรหุ้น" กันแบบผิดๆ ทำให้ต้องพบปัญหาในภายหลัง

จำไว้อย่างนะครับว่า ปัญหาที่ดูเหมือน "ไม่มีอะไร" (Not a Big Deal) ในวันนี้ อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตได้ในวันหน้า ถ้าเราไม่จัดการแก้ไขหรือป้องกันมันเสียแต่เนิ่นๆ

ที่ผมเจออยู่ประจำก็คือ "การจัดสรรหุ้น" แบบไม่เหมาะสม คือ ให้ "มากไป" หรือ "น้อยไป" จนเกิดขุ่นเคืองกัน หรือไม่ได้เคือง แต่เกิดอาการ "หมดไฟ" เสียง่ายๆ ไม่อยากทำต่อ

เคยคุยกับพี่ที่นับถือท่านหนึ่ง ปรึกษากันเรื่องธุรกิจ เขาเล่าให้ผมฟังว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนๆที่รู้จักกันพอสมควร นัดพบกันบ่อยๆ จึงเกิดไอเดียบรรเจิด จะลงขันกันทำธุรกิจอย่างหนึ่งขึ้นมา

ในบรรดาเพื่อนที่ตกลงจะทำธุรกิจด้วยกันนั้น มี 12 คน (ผมจำจำนวนที่ถูกต้องไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าประมาณนี้แล้วกัน) ในบรรดา 12 คนนั้น มีคนที่ "ลงแรง" กล่าวคือทุ่มเทเวลากับธุรกิจที่ก่อตั้งใหม่นี้จริงๆแค่ 2 คน อีก 10 คนล้วนแต่มีงานประจำ มีธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงเพื่อนร่วมอุดมการณ์เท่านั้น

ที่สุดจึงตกลงกันว่า จะแบ่งหุ้น 50% ให้กับเพื่อน 2 คนที่ทำงานหนัก คนละเท่าๆกัน ทั้ง 2 คนจึงได้หุ้นไปคนละ 25% ในขณะที่อีก 10 คน ได้หุ้นกันไปคน 5% รวมทั้งหมดก็ 100% พอดี

ฟังดูเหมือนเป็น Perfect Allocation เลยใช่มั้ยครับ จัดสรรกันได้อย่างเหมาะสม ทำงานหนักเอาหุ้นไปเยอะหน่อย ไม่ได้ทำงานก็เอาหุ้นไปน้อยๆ จะได้ถือว่ามีส่วนร่วมกันทุกคน (บังเอิญธุรกิจนี้แทบไม่ต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นเลย จึงไม่มีเรื่องเงินทุนมาเป็นประเด็น)

ไปๆมาๆมันไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ คน 2 คนที่ทำงานมากกว่าคนอื่น เริ่มรู้สึกเหนื่อย เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมตัวเองถึงต้องทำงานหนัก โดยได้ส่วนแบ่งแค่คนละ 25% แทนที่จะได้มากกว่านี้ ในขณะที่คนอื่นๆไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับมีหุ้นอยู่รวมกันถึงครึ่งหนึ่งของบริษัท

ในที่สุด ทั้ง 2 คนที่ทำงานหนักกว่าใครจึงเลิกทำ เพราะรู้สึก "ไม่คุ้ม" ที่จะทำ ครั้นจะไปขอให้เพื่อนๆที่เหลือถอนหุ้นออกทีหลังก็ไม่ได้ ก็คุยกันแล้ว จะมาเปลี่ยนแปลงทีหลังก็น่าเกลียด

ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ จึงต้องยุติลงในเวลาไม่นาน อันเนื่องมาจากการจัดสรรหุ้นแบบ "ให้ทุกคนมีส่วนร่วม" นี้เอง

จากประสบการณ์ผม คนที่ลงแรงมาก จำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่ไว้เสมอครับ เพราะคุณทำงานหนักกว่าใคร หรือถ้ามีหุ้นไม่มาก อย่างน้อยก็ต้องได้ค่าจ้าง หรือเงินเดือนในการทำงานเป็นค่าตอบแทน

แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่า การที่ยอมได้หุ้นน้อย ทำให้สัดส่วนของ "ความเป็นเจ้าของ" ถูกลดความสำคัญลงทันที ดีไม่ดีแทนที่จะได้มีกิจการเป็นของตัวเอง คุณอาจกลายเป็น "ลูกจ้างของเพื่อนๆ" ไปแทน ได้แต่เงินเดือน กำไรไม่ค่อยได้ ดูไม่จืดเลยใช่ไหมครับ

ดังนั้น จงบอกตัวเองไว้เสมอเวลาจะแบ่งหุ้นให้กับคนที่ไม่ได้ทำงาน ว่าเราต้องการเป็น "เจ้าของ" เราจะเป็นคนทำงาน เราจึงต้องถือหุ้นใหญ่ไว้ เพื่อจะเป็นตัวผลักดันให้ตัวเองทำงานเต็มที่

อย่าแจกหุ้นไปทั่วโดยไม่จำเป็น เพียงเพราะอยากให้ใครๆมามีส่วนร่วม แต่จงแจกหุ้นให้กับคนที่เราต้องการใช้ความรู้ความสามารถของเขาจริงๆเท่านั้น!!

หากความเป็นเจ้าของของเราถูกลดทอนลง ไฟในตัวเราก็จะมอดดับลงได้ง่ายๆ เหมือนกับเวลาเป็นลูกจ้าง ที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยากทำงานเต็มที่ เพราะมันไม่ใช่บริษัทของเรานั่นเอง

นั่นคือความผิดพลาดจากการที่ตัวเองมีหุ้นอยู่น้อยเกินไป แต่ในทางตรงกันข้าม การให้หุ้นเพื่อนน้อยเกินไป ก็อาจทำให้เพื่อนฝูงที่อยากมีส่วนร่วม ตัดสินใจตีตัวออกห่าง เพราะรู้สึกว่าถูกเราเอาเปรียบได้เช่นกัน

เรื่องแบบนี้ละเอียดอ่อนมากครับ เช่น คุณกับเพื่อนอีกคนตั้งบริษัทด้วยกัน คุณคุยกับเพื่อน ขอหุ้น 60% ให้เพื่อนเป็นหุ้น 40% เพื่อนก็จะตั้งคำถามว่า เราเป็นเพื่อนกัน ทำไมเราถึงให้เขาน้อยกว่า คิดจะเป็นใหญ่กว่าเขาหรือ? จะเอาเปรียบเขาหรือ? เช่นนี้ทำให้ขุ่นเคืองใจกันได้ง่ายๆ

วิธีที่ผมแนะนำคือ ต้องคุยกันให้เคลียร์ครับ เปิดใจกันไปเลยตอนเริ่มต้น บอกกันตรงๆว่า "เราเห็นว่าเราควรได้เท่านี้ นายควรได้เท่านี้ นายเห็นด้วยหรือไม่ หากนายไม่เห็นด้วย ให้แย้งมาได้เลย เพื่อที่เราจะได้ปรึกษาหาทางออกร่วมกัน"

ต้องบอกกันตรงๆ แบบเปิดอกไปเลยครับ อย่า "เกรงใจ" เป็นอันขาด ถ้าเกรงใจวันนี้ เดี๋ยวทะเลาะกันวันหลังจะยิ่งแย่ ตอนเริ่มต้นนี่สำคัญมากครับ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ "เงินลงทุน" ทันที สัดส่วนของหุ้นจะขึ้นอยู่กับ "เงินลงทุน" เป็นสำคัญ เช่น ใครอยากหุ้นใหญ่ ก็ต้องเอาเงินมาลงทุนมากหน่อย ตามสัดส่วนของความเป็นเจ้าของที่ต้องการ

เช่น เพื่อน 5 คนเปิดร้านอาหารร่วมกัน ใช้เงินลงทุน 1 ล้านบาท นาย ก. อยากได้หุ้นใหญ่เพื่อจะได้มีอำนาจควบคุมในบริษัท นาย ก. ก็ต้องเอาเงินมาลงทุนมากกว่า 5 แสนบาท เพื่อที่จะได้หุ้นมากกว่า 50% เช่น นาย ก. อาจขอเพื่อนๆเพื่อเอาเงินตัวมาลง 6 แสนบาท แล้วได้หุ้นไป 60% เป็นต้น

เช่นนี้ ถ้าหุ้นส่วนคนอื่นเห็นชอบด้วยก็เป็นอันตกลง แต่บางคนอาจไม่อยากให้ นาย ก.มีอำนาจมากเกิน เนื่องจาก นาย ก.เป็นคนมุทะลุ บ้าดีเดือด อาจทำให้ธุรกิจเจ๊งเอาง่ายๆ จึงเห็นว่า นาย ก.ควรได้หุ้นไปไม่เกิน 30% ที่เหลือควรแบ่งให้เพื่อนคนอื่นๆร่วมกันลงทุน เป็นต้น

ยังมีหุ้นส่วนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ลงเงิน แต่ลงแรง ที่เรียกกันว่า "หุ้นลม" หุ้นลมคืออะไร ไว้มาเล่าต่อคราวหน้านะครับ ตอนนี้ขอสรุปไว้ก่อนว่า ...

ทำมากต้องได้มาก ทำน้อยต้องได้น้อย คุยกันให้รู้เรื่อง จะได้ไม่เคืองทีหลัง และอย่าแจกหุ้นมั่วซั่วโดยไม่จำเป็นครับ


v
v
v
v
v
v
v

Saturday, July 24, 2010

SMEs ชี้ชัด (1): ความผิดพลาดเกี่ยวกับ "หุ้นส่วน"


เมื่อวันก่อนอ่านหนังสือ "เริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว" ของคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ นักเขียนคนโปรดจบไป สนุกดีครับ ใครสนใจหาซื้อได้ที่ B2S ทุกสาขา ของเค้าดีจริงๆ

พออ่านจบ ผมจึงนึกได้ว่า ที่จริงแล้ว ผมเองก็มีความฝันอย่างหนึ่งคือ อยากเขียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เพราะอยากแชร์ประสบการณ์ที่ได้เห็นครอบครัว ตลอดจนญาติพี่น้องก่อร่างสร้างธุรกิจจนเติบโต เห็นญาติๆ เพื่อนสนิทมิตรสหายทำผิดพลาดมาก็เยอะ

อีกทั้งด้วยความที่อ่านหนังสือมาค่อนข้างมาก องค์ความรู้หลายอย่าง ผมได้อ่านของฝรั่งมา แล้วคิดว่าน่าจะประยุกต์ใช้ได้ดีในเมืองไทย (ในขณะที่หลักการบางอันก็ใช้ในบ้านเราไม่ได้เลย) จึงอยากเอามาแบ่งปัน เผื่อจะเป็นประโยชน์ แทนที่จะสอนให้เด็กใน class ฟังแล้วก็ผ่านไป

คนอื่นเขาเล่าเรื่องความสำเร็จมาเยอะแล้ว แต่ผมขอ focus ไปที่ "ความผิดพลาด" จะดีกว่า เหตุผลก็คือ คุณได้เงินเพราะ "ทำถูก" ก็จริง แต่ถ้าคุณ "ทำไม่ผิด" ยังไงก็ไม่เจ๊ง

สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นธุรกิจ ความผิดพลาดใหญ่หลวงอย่างหนึ่งที่เห็นบ่อยมากๆ ก็คือ ความผิดพลาดในการ "หาคนมาเป็นหุ้นส่วน" และความผิดพลาดในการ "จัดสรรหุ้น" ให้กับผู้ที่เป็นหุ้นกัน

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจ มักอยากเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น 100% แต่บางที ชีวิตก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

เป็นต้นว่า คุณอาจไม่มี "เงินทุน" เพียงพอ และไม่อยากหยิบยืมจากพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง ครั้นจะกู้แบงค์ก็คงไม่ได้รับอนุมัติง่ายๆ จึงต้องหาคนมาหุ้นด้วย เพื่อ "ร่วมลงทุน" นี่ถือเป็นเหตุผลที่พบบ่อยที่สุด ในบรรดาคนที่หุ้นกันทำธุรกิจ

วิธีนี้ แม้จะทำกันเยอะ แต่ก็ต้องระวังครับ พึงระลึกไว้เสมอว่า การหาหุ้นมาทำธุรกิจร่วมกันก็เหมือนกับการแต่งงาน คุณต้องอยู่กับหุ้นส่วนของคุณไปตลอด ร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการ ร่วมเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ไม่ว่ากิจการจะกำไรหรือขาดทุน

สมมุติ คุณกับเพื่อนของคุณหุ้นกันทำธุรกิจ โดยลงทุนคนละ 50% แต่เพื่อนคุณไม่ได้ช่วยทำงานเลย ไม่ได้มีตำแหน่งบริหารใดๆ หากกิจการได้กำไรขึ้นมา เพื่อนของคุณก็ย่อมเป็นเจ้าของผลตอบแทนเท่าๆกันกับคุณ หากจะปันผลออกมาใช้ส่วนตัว คุณก็ต้องแบ่งให้เขาเท่าเทียมกัน

(ส่วนตัวคุณจะได้เงินเดือนในฐานะคนทำงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เพื่อนของคุณไม่มีสิทธิ์ได้ แต่ต้องตกลงกันก่อนนะครับ)

บางคน ตอนแรกหาคนมาหุ้นด้วย ไม่อยากรับความเสี่ยงคนเดียว พอถึงเวลากิจการเกิดไปได้ดี จะเอาเงินต้นไปคืนหุ้นส่วน อยากได้กำไรคนเดียว เอ็งหมดประโยชน์แล้ว อย่างนี้ไม่ได้นะครับ เห็นมาเยอะมาก

ถ้าไม่อยากแบ่งประโยชน์กับใคร ก็ต้องรับความเสี่ยงไปคนเดียวแต่แรก ไม่ใช่ตอนแรกไปชวนเขามาหุ้น กลัวเจ๊ง แต่พอได้เงินกลับจะเอามันทั้งหมด ห้ามเด็ดขาด!!

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายๆเหตุผลในการหาคนมาเป็นหุ้นส่วน เช่น คุณขาดทักษะบางอย่างในการประกอบธุรกิจนั้นๆ เป็นต้นว่า คุณอยากเปิด "โรงเรียนสอนภาษาเกาหลี" เพราะเทรนด์ K-POP กำลังมาแรง (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่แนะนำเลย) แต่คุณไม่มีความรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเกาหลีเลย นอกจาก "ซองเฮเคียว" และ "แดจังกึม"

ดังนั้น คุณจึงไปหาคนเกาหลีที่พอมีทักษะทางภาษามาเป็นหุ้นส่วนด้วย เพื่อให้ช่วยดูแลหลักสูตรให้ นี่ถือเป็นการหาหุ้นส่วนเพื่อช่วยกัน "เติมเต็มทักษะความรู้ที่จำเป็น" (To fulfill the required skills or knowledge) ในการประกอบธุรกิจนั้น

การหาหุ้นส่วนด้วยจุดประสงค์เพื่อเติมเต็มความถนัดที่คุณไม่มี ถือเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นเหตุผลที่เข้าท่ากว่าเหตุผลอื่นๆ แต่คุณต้องเลือกให้ดีๆ ไว้โอกาสหน้าจะมาชวนคุยต่อว่าควรเลือกอย่างไรครับ

อีกเหตุผลหนึ่งที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะในบรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรง ก็คือ "ความสัมพันธ์ส่วนตัว" (Personal Relationship) โดยอาจจะเป็นเพื่อนสนิทคบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียน ต่างคนต่างอยากเจอหน้ากันบ่อยๆ จึงตกลงใจทำธุรกิจร่วมกัน

การชวนใครมาเป็นหุ้นส่วนเพียงเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว ถือเป็นเหตุผลที่แย่ที่สุดเหตุผลหนึ่งเลยก็ว่าได้ หากคุณมีเพื่อนสมัยเรียน ที่เป็นเพื่อนกันมานมนาน กินเหล้าด้วยกันบ่อยๆ กลัวจะรักกันไม่พอ จึงมาหุ้นกันทำธุรกิจ

แต่พอทำไปๆ เริ่มเกิด "ความขัดแย้งในการทำงาน" หรือบางทีอาจทำงานเข้าขากันได้ แต่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ เกิดขาดทุนขึ้นมา จึงเริ่มโทษกันไปโทษกันมาว่าใครเป็นต้นเหตุ

ที่สุดแล้ว ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงนำไปสู่การ "เสียเพื่อน" เลิกคบกันถาวร มองหน้ากันไม่ติดอีกต่อไป เสียทั้งทรัพย์ เสียทั้งมิตร เสียเวลา บางคนที่เคยเจอบทเรียนนี้ถึงกับยอมรับว่า "รู้งี้กินเหล้าด้วยกันอย่างเดิมก็ดีแล้ว ไม่น่ามาทำธุรกิจด้วยกันเลย เสียทั้งเงิน เสียทั้งเพื่อน"

หรืออีกกรณี บางคนเป็นแฟนกันไม่นานก็ชวนกันทำธุรกิจ เปิดร้านอาหารด้วยกันบ้าง อะไรบ้าง ทีนี้ พอทะเลาะกันในเรื่องส่วนตัว ต้องเลิกรากันไป แต่ดันไปทำธุรกิจด้วยกันไว้ จึงเจ๊ง 2 เด้ง รักก็ล่ม ร้านก็ต้องเลิก โดยเฉพาะพวกดารา นิยมทำแบบนี้มาก อย่าไปทำตามเชียวนะครับ

ในมุมกลับ บางคู่ คบเป็นแฟนก็รักกันดีอยู่ แต่พอมาทำธุรกิจร่วมกันจึงเริ่มขัดแย้ง มีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวพังไปด้วย มีตัวอย่างให้เห็นกันเยอะแยะ

ในความเห็นผม ถ้ารักกันแล้วอยากทำธุรกิจ อดใจไว้หน่อย เอาไว้แต่งงานแต่งการเมื่อไร เป็นหม้อข้าวเดียวกันแล้วค่อยมาร่วมหัวจมท้ายกันดีกว่า

นี่เป็นเพียงความผิดพลาดบางประการ ของคนที่ตกลงใจที่จะ "หุ้นกัน" ทำธุรกิจ ไว้คราวหน้า ผมจะมาเล่าต่อถึงความผิดพลาดในการ "แบ่งหุ้น" จะเกิดอะไรขึ่น หากคุณแบ่งหุ้นให้เพื่อนมากไป-น้อยไป ไว้เล่าต่อคราวหน้าครับ


v
v
v

Friday, July 16, 2010

"คนมีดี" ที่มิใช่ "เทวดา"


ทุกคนรู้จัก "เหมาเจ๋อตง" หรือ "ประธานเหมา" ใช่ไหมครับ?

เขาคือวีรบุรุษในดวงใจของผมคนหนึ่ง เขาคือนักปฏิวัติ เป็นผู้นำคนสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติจีน เป็นหนึ่งในนักต่อสู้ทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่

ประธานเหมาเป็นอดีตหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นผู้นำกองทัพแดง ผู้ปลุกกรรมกรชาวรากหญ้า จับจอบจับเสียม ลุกฮือขึ้นมาทั่วประเทศ เดินทัพหมื่นลี้ ต่อสู้ฝ่าฟัน พิชิตรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง ล้มระบอบสาธารณรัฐ และสร้างชาติจีนใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ ในปี 1949 ในนามของ "สาธารณรัฐประชาชนจีน"

ในอดีต เหมาเจ๋อตง เปรียบเสมือน "เทพเจ้า" ของจีน แม้ "คอมมิวนิซึ่ม" คือระบบที่ยึด "ความเท่าเทียมกัน" ของคนในสังคม แต่ตัวเหมาเอง กลับกลายเป็น "สัญลักษณ์" อันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต่างจากฮ่องเต้สมัยก่อนเลย

ในปี 1966 เกิดการ "ปฏิวัติวัฒนธรรม" ขึ้นในประเทศจีน ภาษาอังกฤษเรียกว่า "The Cultural Revolution" เป้าประสงค์คือการขุดรากถอนโคน ทำลายความคิดเก่า ระบบเก่า ที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศ

ชาวจีนรับรู้กันว่า ผู้สั่งการปฏิวัติครั้งนี้ คือ "แกงค์สี่คน" หรือ "แกงค์ออฟโฟร์" ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "เจียงชิง" ภรรยาคนสุดท้ายของเหมา ที่ได้ใช้มาตรการทุกวิถีทาง ทั้งการปลุกระดมล้างสมองเด็กรุ่นใหม่ๆ ให้ก้าวขึ้นมาเป็น "เรดการ์ด" คอยสอดส่องดูแล ตรวจจับทำลาย อะไรก็ตามที่เป็น "ของเก่า" ให้หมดสิ้นไป

ตลอดกระบวนการปลุกระดม พวกแกงค์ออฟโฟร์ได้ยก "ประธานเหมา" เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติวัฒนธรรม เด็กๆหน้าละอ่อนที่ถูกปั้นขึ้นมาเป็นนักรบถูกสั่งสอนว่า เราจักปฏิวัติเพื่อ "ประธานเหมา" ของพวกเรา นี่คืออุดมการณ์ที่สูงส่ง เป็นความดีที่ประเสริฐยิ่ง


ในยุคนั้นสมัยนั้น ใครบังอาจ "คิดต่าง" ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ ละเมิดกฏของลัทธิคอมมิวนิสต์ จะถูกพวกเรดการ์ดจับมาประจาน ทำลายล้างให้สิ้นซาก วิธีนั้นก็แสนร้ายกาจ เขาใช้จารชน ส่งเยาวชนที่ถูกล้างสมองแล้วเป็นสายให้รัฐ บางครอบครัว ลูกเป็นเรดการ์ด เห็นพ่ออยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล ก็แอบไปฟ้องทางการว่าพ่อตัวเองต่อต้านคอมมิวนิสต์

ผลก็คือ ผู้เป็นพ่อต้องถูกมัดมือไพล่หลัง จับไปประจานต่อหน้าสาธารณชน แล้วให้ลูกในไส้เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ประนามพ่อตัวเองว่าเป็นคน "ทรยศชาติ" เป็นภาพที่หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้ ครอบครัวไหนมีข่าวว่าเป็นพวก "คิดเก่า" ก็จะถูกเรดการ์ดเข้าไปทุบทำลายบ้านเรือนเสียสิ้น

ในเวลานั้น คนในครอบครัว เครือญาติมิตรสหาย ต่างไม่ไว้ใจกันไปหมด จะคุยกันต้องถามก่อนว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ ใครเลี่ยงได้ก็พยายามหลีกเลี่ยง ไม่พูดคุยเรื่องการเมือง กลัวคนใกล้ชิดจะเป็น spy เอาไปฟ้องทางการ เกิดบรรยากาศแห่งความไม่ไว้ใจกันขึ้นทั่วทุกอณูในสังคม

การปฏิวัติวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลเสียต่อประเทศจีนอย่างประเมินค่ามิได้ สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์มากมาย วัดวาอารามต่างๆ ศิลปกรรมวัฒนธรรมล้ำค่า ถูกทำลายเสียหายไปมาก คนที่ถูกไล่ล่าทำลายล้างนั้นมีมากมาย ตั้งแต่ระดับรากหญ้า จนถึงบรรดานักการเมือง หรือแม้แต่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันเองที่ไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจในขณะนั้น

ใครบังอาจคิดต่าง ต้องถูกทำลายให้สิ้นซาก!!


แม้ "เมีย" จะเป็นผู้ออกหน้า แต่น้อยคนจะเชื่อว่า "ประธานเหมา" ไม่รับรู้ในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความดีที่เหมาเคยทำมาในอดีต ทำให้ความเกลียดชังทั้งหลายทั้งปวง พุ่งเป้าไปที่ "เจียงชิง" และพรรคพวกเป็นหลัก

ภายหลังการเสียชีวิตของเหมา กระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมได้อ่อนแรงลงไป ที่สุดแล้ว เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศจีน ขั้วอำนาจจึงหลุดจากมือแกงค์สี่คน ตัวแสบทั้งสี่จึงกลายเป็นอาชญากร ถูกตั้งข้อหาและรับโทษไปตามๆกัน

หลังการรัฐประหาร ชาวบ้านร้านตลาด ชาวรากหญ้า ต่างออกมาฉลองกันทั่วบ้านทั่วเมือง เป็นจุดสิ้นสุดของการปฏิวัติวัฒนธรรมอันต่อเนื่องยาวนานหนึ่งทศวรรษเต็ม ตั้งแต่ปี 1966-76

ผมสอบถามจากญาติที่เรียนจบมาจากประเทศจีนคนหนึ่ง เขาเล่าว่า สมัยนี้เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากไม่เคารพประธานเหมากันแล้ว รูปภาพประธานเหมาในธนบัตรที่ใช้กันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการเป็นสัญลักษณ์ที่ฉาบอยู่บนเงินตราเท่านั้น

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นน่ะหรือ? เหตุผลก็คือ เมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลความจริงต่างๆ ถูกนำออกมาวิเคราะห์กันอย่างเปิดเผยและรอบด้าน ไม่มีอะไรเป็นความลับ ไม่มีอะไรเป็น "เรื่องต้องห้าม" อีกต่อไป นั่นเป็นที่มาของการเปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เหมาได้อย่างอิสระ

การ "วิจารณ์ได้" นี้เอง ทำให้เหมาเริ่มคลายสภาพความเป็น "เทวดา" สู่ความเป็น "สามัญชน" มากขึ้น และมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


อาจกล่าวได้ว่า ใน "ยุคข้อมูลข่าวสาร" ประธานเหมาเริ่มสูญเสีย "พลังเชิงสัญลักษณ์" ไปเรื่อยๆ แม้ความดีของเหมานั้นมิได้เลือนหายไป เพราะรัฐบาลจีนยังประโคม propaganda อยู่ตลอด 24 ชม. ทว่าข้อเสียของประธานเหมาก็ถูกนักวิชาการรุ่นใหม่ยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิง

"อำนาจที่มองไม่เห็น" ของประธานเหมา กำลังถูกลบเลือนอย่างช้าๆ ไปตามกาลเวลา ไม่มีใครปฏิเสธว่าประธานเหมาทำคุณูปการมากมายให้กับประเทศจีน หากไม่มีเหมา จีนอาจตกเป็นสมบัติของใครแล้วก็ไม่รู้ ทว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เรายกเว้น ไม่วิพากษ์ "ความผิดมหันต์" ในบั้นปลายของชีวิตเหมาแต่อย่างใด

ในประเทศจีนยุคปัจจุบัน ประธานเหมามิใช่ "เทพเจ้า" อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็น "มหาบุรุษ" ที่ฝากชื่อเสียงเกริกก้องเกรียงไกรไว้บนแผ่นดิน

แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าวีรกรรมทั้งหลายของเหมานั้น มิได้ถูกสร้างขึ้นบนสองขาที่เหยียบย่างอยู่บน "ก้อนเมฆ" แต่เป็นสองขาที่ก้าวเดินอยู่บน "ผืนแผ่นดิน" ไม่ต่างจากเราๆ ท่านๆ ที่ยังมีลมหายใจทุกคน

Saturday, July 10, 2010

"ก้อนหิมะ" ไม่ไหลย้อน


ผมเพิ่งอ่านหนังสือชื่อ "THE SNOWBALL" จบครับ หลังจากถือมันติดตัวไปไหนมาไหนกว่า 5 เดือน จนใครๆแซวว่า "เมื่อไรจะจบเสียที"

หนังสือเล่มนี้ เป็นชีวประวัติที่อินไซด์สุดๆของ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" สุดยอดนักลงทุน ปัจจุบันเป็นคนรวยอันดับสามของโลก จากการจัดอันดับโดย ฟอร์บส์ แมกกาซีน ปี 2010

ที่ดีใจก็เพราะหนังสือเล่มนี้มีความหนาถึง "811 หน้า" แม้ว่าเนื้อหาจะสนุกมากๆ แต่ด้วยความหนาขนาดนี้ ย่อมต้องมีเรื่องราวปลีกย่อยค่อนข้างเยอะ จะให้ตื่นเต้นทุกหน้าคงเป็นไปไม่ได้ ทว่าผมก็อดทนอ่านจนจบ เพราะไม่อยากให้เรื่องราวดีๆหลุดรอดสายตาไป

แอบรู้สึกภูมิใจเล็กๆครับ ความรู้สึกคล้ายๆกับตอนอ่าน "สามก๊ก" จบรอบแรก สมัยเด็กๆ เมื่อครั้งอ่านสามก๊กจบ ผมดีใจมาก รีบเอาไปอวดแม่ เล่าให้ญาติๆฟังอยู่สามวันแปดวัน ตอนนั้นก็ภูมิใจไปตามประสาเด็ก ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่างที่เรามีในวันนี้

มองย้อนดูก็ได้ข้อคิดให้ตัวเองเหมือนกัน บางสิ่งบางอย่างที่เราทำนั้น ถ้าเรารักเราชอบก็จงทำไปเถิด วันนี้เราไม่รู้หรอกว่ามันจะส่งผลดีอย่างไร แต่สักวัน ดอกผลของมันอาจงดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่ากระนั้นเลย ขอยกเอา 2-3 หน้าสุดท้ายของหนังสือ THE SNOWBALL มาสรุปให้ฟังดีกว่า เขาว่าไว้น่าสนใจทีเดียว

ในปี 2008 ขณะที่วอร์เรนอายุเข้าใกล้เลข 8 (บัฟเฟตต์จะอายุครบ 80 ในปี 2010 นี้) เขาได้รับการจัดอันดับเป็นคนรวยหมายเลขหนึ่งของโลกเป็นครั้งแรก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ โดยแซง บิลล์ เกตส์ ขึ้นไปได้สำเร็จ

บัฟเฟตต์ได้ไปนั่งให้นักศึกษามหาวิทยาลัยถามคำถาม ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ เนื้อหาพอสรุปเป็นแนวคิดให้พวกเราทุกคนจำไปใช้ได้ ดังนี้:

เด็กถาม - วัตถุประสงค์ในชีวิตของคนเราควรจะเป็นอะไร?
บัฟเฟตต์ตอบ - วัตถุประสงค์ในการมีชีวิต คือการได้รับความรักจากคนที่คุณอยากให้เขารักคุณ เป็นจำนวนคนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เด็กถาม - จะเจอคู่แท้ได้อย่างไร?
บัฟเฟตต์ตอบ - ต้องแต่งงานเสียก่อนถึงจะรู้ [บัฟเฟตต์เคยบอกว่า การแต่งงานกับใครเพราะเขารวย เป็นการตัดสินใจที่แย่มาก]

เด็กถาม - จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด?
บัฟเฟตต์ตอบ - ทำตาม "ใบคะแนนในใจ" (Inner Scorecard) ของคุณ [หมายถึง ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง คิดเอง ให้คะแนนตัวเอง อย่าให้คนอื่นมาตัดสิน]

เด็กถาม - จะเลือกอาชีพอย่างไร?
บัฟเฟตต์ตอบ - ทำอะไรก็ได้ที่คุณปรารถนา และจงทำงานกับคนที่คุณชื่นชอบ ถ้าวันไหนคุณตื่นเช้าไปทำงานแล้วรู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วน แปลว่าคุณเลือกงานผิดแล้ว

สุดท้ายนะครับ ท่านว่าคนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะเคยคิดไหมว่าสักวันตัวเองจะรวยที่สุดในโลก?

คำตอบก็คือ คุณปู่มีความทะเยอะทะยานอยากจะรวยมานานแล้ว แต่ไม่เคยวางแผนถึงขั้นรวยเป็นที่หนึ่ง แต่ถ้ามีใครไปถามเขาสมัยยังหนุ่มๆว่า อยากจะเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกหรือไม่ แน่นอน เขาต้องตอบว่า "อยาก"

"ความอยากรวย" นี้เอง เป็นตัวขับเคลื่อนให้เขากระโดดเข้าสู่โลกของหุ้น ศึกษาหุ้นนับพันๆหมื่นๆตัว เลือกมันอย่างระมัดระวัง อ่าน วอลสตรีท เจอร์นัล อย่างละเอียดทุกๆเช้า ติด นสพ.เหมือนกับติดโค้ก

บัฟเฟตต์ศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน ขึ้นเหนือ ล่องใต้ สัมภาษณ์เจ้าของกิจการนับร้อยๆคน สร้างเครือข่ายของญาติมิตรที่พร้อมจะเอาเงินมาสมทบทุนเพื่อลงทุนในกิจการต่างๆ ฯลฯ

จากเล็กไปหาใหญ่ จากน้อยไปหามาก ความสำเร็จของบัฟเฟตต์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือการ "สร้างตัวเอง" เหมือนกับการก่อตัวของ "ก้อนหิมะ" จากก้อนเล็กๆ สะสมทีละนิดจนกลายเป็นก้อนมหึหา จากไอ้หนุ่มเนิร์ดๆ ไม่มีใครอยากคบ กลายเป็นบุรุษที่รวยที่สุดในโลก ที่แต่ละปี มีคนเรือนแสนเดินทางจากทั่วโลกมาฟังเขาพูด

บัฟเฟตต์บอกว่า การจะประสบความสำเร็จได้นั้น คุณต้องสร้างมัน ไม่ใช่รอให้มันเกิดขึ้น!!

"ก้อนหิมะจะเกิดขึ้นได้ หากคุณอยู่ในประเภทของหิมะที่ถูกต้อง เหมือนกับที่ผมเป็น ที่พูดนี่ไม่ได้หมายถึงการสะสมเงินแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต คุณต้องรู้จักเลือกสรรสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ต้องเป็นหิมะชนิดที่พร้อมจะดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาไว้ในตัว ที่สำคัญ จงเลือกทุกอย่างให้ดีๆ เพราะไม่มีทางที่ก้อนหิมะจะหมุนกลับขึ้นไปอยู่บนยอดเขาได้อีก และนั่นแหล่ะ คือกลไกของชีวิต"

อิ่มจริงๆ คุ้มมากๆ จบอย่างประทับใจครับ!!