Friday, July 16, 2010

"คนมีดี" ที่มิใช่ "เทวดา"


ทุกคนรู้จัก "เหมาเจ๋อตง" หรือ "ประธานเหมา" ใช่ไหมครับ?

เขาคือวีรบุรุษในดวงใจของผมคนหนึ่ง เขาคือนักปฏิวัติ เป็นผู้นำคนสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติจีน เป็นหนึ่งในนักต่อสู้ทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่

ประธานเหมาเป็นอดีตหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นผู้นำกองทัพแดง ผู้ปลุกกรรมกรชาวรากหญ้า จับจอบจับเสียม ลุกฮือขึ้นมาทั่วประเทศ เดินทัพหมื่นลี้ ต่อสู้ฝ่าฟัน พิชิตรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง ล้มระบอบสาธารณรัฐ และสร้างชาติจีนใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ ในปี 1949 ในนามของ "สาธารณรัฐประชาชนจีน"

ในอดีต เหมาเจ๋อตง เปรียบเสมือน "เทพเจ้า" ของจีน แม้ "คอมมิวนิซึ่ม" คือระบบที่ยึด "ความเท่าเทียมกัน" ของคนในสังคม แต่ตัวเหมาเอง กลับกลายเป็น "สัญลักษณ์" อันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต่างจากฮ่องเต้สมัยก่อนเลย

ในปี 1966 เกิดการ "ปฏิวัติวัฒนธรรม" ขึ้นในประเทศจีน ภาษาอังกฤษเรียกว่า "The Cultural Revolution" เป้าประสงค์คือการขุดรากถอนโคน ทำลายความคิดเก่า ระบบเก่า ที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศ

ชาวจีนรับรู้กันว่า ผู้สั่งการปฏิวัติครั้งนี้ คือ "แกงค์สี่คน" หรือ "แกงค์ออฟโฟร์" ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "เจียงชิง" ภรรยาคนสุดท้ายของเหมา ที่ได้ใช้มาตรการทุกวิถีทาง ทั้งการปลุกระดมล้างสมองเด็กรุ่นใหม่ๆ ให้ก้าวขึ้นมาเป็น "เรดการ์ด" คอยสอดส่องดูแล ตรวจจับทำลาย อะไรก็ตามที่เป็น "ของเก่า" ให้หมดสิ้นไป

ตลอดกระบวนการปลุกระดม พวกแกงค์ออฟโฟร์ได้ยก "ประธานเหมา" เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติวัฒนธรรม เด็กๆหน้าละอ่อนที่ถูกปั้นขึ้นมาเป็นนักรบถูกสั่งสอนว่า เราจักปฏิวัติเพื่อ "ประธานเหมา" ของพวกเรา นี่คืออุดมการณ์ที่สูงส่ง เป็นความดีที่ประเสริฐยิ่ง


ในยุคนั้นสมัยนั้น ใครบังอาจ "คิดต่าง" ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ ละเมิดกฏของลัทธิคอมมิวนิสต์ จะถูกพวกเรดการ์ดจับมาประจาน ทำลายล้างให้สิ้นซาก วิธีนั้นก็แสนร้ายกาจ เขาใช้จารชน ส่งเยาวชนที่ถูกล้างสมองแล้วเป็นสายให้รัฐ บางครอบครัว ลูกเป็นเรดการ์ด เห็นพ่ออยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล ก็แอบไปฟ้องทางการว่าพ่อตัวเองต่อต้านคอมมิวนิสต์

ผลก็คือ ผู้เป็นพ่อต้องถูกมัดมือไพล่หลัง จับไปประจานต่อหน้าสาธารณชน แล้วให้ลูกในไส้เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ประนามพ่อตัวเองว่าเป็นคน "ทรยศชาติ" เป็นภาพที่หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้ ครอบครัวไหนมีข่าวว่าเป็นพวก "คิดเก่า" ก็จะถูกเรดการ์ดเข้าไปทุบทำลายบ้านเรือนเสียสิ้น

ในเวลานั้น คนในครอบครัว เครือญาติมิตรสหาย ต่างไม่ไว้ใจกันไปหมด จะคุยกันต้องถามก่อนว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ ใครเลี่ยงได้ก็พยายามหลีกเลี่ยง ไม่พูดคุยเรื่องการเมือง กลัวคนใกล้ชิดจะเป็น spy เอาไปฟ้องทางการ เกิดบรรยากาศแห่งความไม่ไว้ใจกันขึ้นทั่วทุกอณูในสังคม

การปฏิวัติวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลเสียต่อประเทศจีนอย่างประเมินค่ามิได้ สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์มากมาย วัดวาอารามต่างๆ ศิลปกรรมวัฒนธรรมล้ำค่า ถูกทำลายเสียหายไปมาก คนที่ถูกไล่ล่าทำลายล้างนั้นมีมากมาย ตั้งแต่ระดับรากหญ้า จนถึงบรรดานักการเมือง หรือแม้แต่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันเองที่ไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจในขณะนั้น

ใครบังอาจคิดต่าง ต้องถูกทำลายให้สิ้นซาก!!


แม้ "เมีย" จะเป็นผู้ออกหน้า แต่น้อยคนจะเชื่อว่า "ประธานเหมา" ไม่รับรู้ในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความดีที่เหมาเคยทำมาในอดีต ทำให้ความเกลียดชังทั้งหลายทั้งปวง พุ่งเป้าไปที่ "เจียงชิง" และพรรคพวกเป็นหลัก

ภายหลังการเสียชีวิตของเหมา กระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมได้อ่อนแรงลงไป ที่สุดแล้ว เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศจีน ขั้วอำนาจจึงหลุดจากมือแกงค์สี่คน ตัวแสบทั้งสี่จึงกลายเป็นอาชญากร ถูกตั้งข้อหาและรับโทษไปตามๆกัน

หลังการรัฐประหาร ชาวบ้านร้านตลาด ชาวรากหญ้า ต่างออกมาฉลองกันทั่วบ้านทั่วเมือง เป็นจุดสิ้นสุดของการปฏิวัติวัฒนธรรมอันต่อเนื่องยาวนานหนึ่งทศวรรษเต็ม ตั้งแต่ปี 1966-76

ผมสอบถามจากญาติที่เรียนจบมาจากประเทศจีนคนหนึ่ง เขาเล่าว่า สมัยนี้เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากไม่เคารพประธานเหมากันแล้ว รูปภาพประธานเหมาในธนบัตรที่ใช้กันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการเป็นสัญลักษณ์ที่ฉาบอยู่บนเงินตราเท่านั้น

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นน่ะหรือ? เหตุผลก็คือ เมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลความจริงต่างๆ ถูกนำออกมาวิเคราะห์กันอย่างเปิดเผยและรอบด้าน ไม่มีอะไรเป็นความลับ ไม่มีอะไรเป็น "เรื่องต้องห้าม" อีกต่อไป นั่นเป็นที่มาของการเปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เหมาได้อย่างอิสระ

การ "วิจารณ์ได้" นี้เอง ทำให้เหมาเริ่มคลายสภาพความเป็น "เทวดา" สู่ความเป็น "สามัญชน" มากขึ้น และมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


อาจกล่าวได้ว่า ใน "ยุคข้อมูลข่าวสาร" ประธานเหมาเริ่มสูญเสีย "พลังเชิงสัญลักษณ์" ไปเรื่อยๆ แม้ความดีของเหมานั้นมิได้เลือนหายไป เพราะรัฐบาลจีนยังประโคม propaganda อยู่ตลอด 24 ชม. ทว่าข้อเสียของประธานเหมาก็ถูกนักวิชาการรุ่นใหม่ยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิง

"อำนาจที่มองไม่เห็น" ของประธานเหมา กำลังถูกลบเลือนอย่างช้าๆ ไปตามกาลเวลา ไม่มีใครปฏิเสธว่าประธานเหมาทำคุณูปการมากมายให้กับประเทศจีน หากไม่มีเหมา จีนอาจตกเป็นสมบัติของใครแล้วก็ไม่รู้ ทว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เรายกเว้น ไม่วิพากษ์ "ความผิดมหันต์" ในบั้นปลายของชีวิตเหมาแต่อย่างใด

ในประเทศจีนยุคปัจจุบัน ประธานเหมามิใช่ "เทพเจ้า" อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็น "มหาบุรุษ" ที่ฝากชื่อเสียงเกริกก้องเกรียงไกรไว้บนแผ่นดิน

แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าวีรกรรมทั้งหลายของเหมานั้น มิได้ถูกสร้างขึ้นบนสองขาที่เหยียบย่างอยู่บน "ก้อนเมฆ" แต่เป็นสองขาที่ก้าวเดินอยู่บน "ผืนแผ่นดิน" ไม่ต่างจากเราๆ ท่านๆ ที่ยังมีลมหายใจทุกคน

6 comments:

  1. ขอบคุณสำหรับประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่เสี่ยอาทนำมาให้พวกเราได้ขบคิดกันครับ

    ถ้ายังมีอำนาจอยู่ในมือ ยังไงก็เทวดา ยิ่งอ่านประวัติศาสตร์มากเท่าไร ก็ยิ่งพบว่า คือสัจธรรมครับ

    ReplyDelete
  2. มีเนื้อหามิใช่น้อยนะเนี่ย

    ตัวอย่างของคนดีที่ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน แตกใบอ่อนไปเป็นอื่น มีมาทุกยุคทุกสมัย ในทุกสังคม คงมีเพียงคนที่ดีเนื้อแท้ที่จะแสดงความเก่งและรักษาคุณความดีเอาไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

    ReplyDelete
  3. อ่านแล้วก็รู้สึกว่าประเทศไทยมันก็ไม่ได้แย่กว่าประเทศอื่น ขึ้นชื่อว่าคนมันก็คงเหมือนๆ กันมั้ง มีดีมีเลวปนๆ กันไป

    ReplyDelete
  4. @ Dekisugi: ใช่เลยครับ มันคือสัจธรรม

    @ Antonio: ;)

    @ mama aiko: จริงๆเรื่องที่เกิดในบ้านเรานี่ ..เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นมาแล้วทั้งนั้น ต่างกันตรงที่ของเมืองไทย "หลงยุค" ไปหน่อย

    นี่คือศตวรรษที่ 21 แต่คนบางกลุ่มเขายังคิดว่าใช้วิธีเดิมๆแล้วทุกอย่างจะจบ โดยไม่ได้ดูเลยว่าโลกรอบข้างเปลี่ยนขนาดไหนแล้ว เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหล่ะครับ

    ReplyDelete
  5. ความลับไม่มีในโลกครับ

    นึกถึง คนในธนาคาร

    เวลาของใครที่คุณก็รู้ว่าคือ มีวันหมดอายู

    หุ้ย แรงส์ อะ

    ReplyDelete
  6. พี่ YA อารมณ์ไม่ดีหรือเปล่าครับ (ฮา)

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ