Saturday, July 31, 2010

SMEs ชี้ชัด (2): ความผิดพลาดเกี่ยวกับ "หุ้นส่วน"


คราวที่แล้วพูดไปถึงความผิดพลาดเกี่ยวกับการมี "หุ้นส่วนธุรกิจ" วันนี้ขอว่าต่อเลยนะครับ

นอกจากความผิดพลาดในการ "หาคนมาหุ้นด้วย" ที่ได้เล่าไปแล้ว ยังมีความผิดพลาดอีกประเภทหนึ่งที่พบบ่อยมาก คือการ "จัดสรรหุ้น" กันแบบผิดๆ ทำให้ต้องพบปัญหาในภายหลัง

จำไว้อย่างนะครับว่า ปัญหาที่ดูเหมือน "ไม่มีอะไร" (Not a Big Deal) ในวันนี้ อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตได้ในวันหน้า ถ้าเราไม่จัดการแก้ไขหรือป้องกันมันเสียแต่เนิ่นๆ

ที่ผมเจออยู่ประจำก็คือ "การจัดสรรหุ้น" แบบไม่เหมาะสม คือ ให้ "มากไป" หรือ "น้อยไป" จนเกิดขุ่นเคืองกัน หรือไม่ได้เคือง แต่เกิดอาการ "หมดไฟ" เสียง่ายๆ ไม่อยากทำต่อ

เคยคุยกับพี่ที่นับถือท่านหนึ่ง ปรึกษากันเรื่องธุรกิจ เขาเล่าให้ผมฟังว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนๆที่รู้จักกันพอสมควร นัดพบกันบ่อยๆ จึงเกิดไอเดียบรรเจิด จะลงขันกันทำธุรกิจอย่างหนึ่งขึ้นมา

ในบรรดาเพื่อนที่ตกลงจะทำธุรกิจด้วยกันนั้น มี 12 คน (ผมจำจำนวนที่ถูกต้องไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าประมาณนี้แล้วกัน) ในบรรดา 12 คนนั้น มีคนที่ "ลงแรง" กล่าวคือทุ่มเทเวลากับธุรกิจที่ก่อตั้งใหม่นี้จริงๆแค่ 2 คน อีก 10 คนล้วนแต่มีงานประจำ มีธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงเพื่อนร่วมอุดมการณ์เท่านั้น

ที่สุดจึงตกลงกันว่า จะแบ่งหุ้น 50% ให้กับเพื่อน 2 คนที่ทำงานหนัก คนละเท่าๆกัน ทั้ง 2 คนจึงได้หุ้นไปคนละ 25% ในขณะที่อีก 10 คน ได้หุ้นกันไปคน 5% รวมทั้งหมดก็ 100% พอดี

ฟังดูเหมือนเป็น Perfect Allocation เลยใช่มั้ยครับ จัดสรรกันได้อย่างเหมาะสม ทำงานหนักเอาหุ้นไปเยอะหน่อย ไม่ได้ทำงานก็เอาหุ้นไปน้อยๆ จะได้ถือว่ามีส่วนร่วมกันทุกคน (บังเอิญธุรกิจนี้แทบไม่ต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นเลย จึงไม่มีเรื่องเงินทุนมาเป็นประเด็น)

ไปๆมาๆมันไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ คน 2 คนที่ทำงานมากกว่าคนอื่น เริ่มรู้สึกเหนื่อย เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมตัวเองถึงต้องทำงานหนัก โดยได้ส่วนแบ่งแค่คนละ 25% แทนที่จะได้มากกว่านี้ ในขณะที่คนอื่นๆไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับมีหุ้นอยู่รวมกันถึงครึ่งหนึ่งของบริษัท

ในที่สุด ทั้ง 2 คนที่ทำงานหนักกว่าใครจึงเลิกทำ เพราะรู้สึก "ไม่คุ้ม" ที่จะทำ ครั้นจะไปขอให้เพื่อนๆที่เหลือถอนหุ้นออกทีหลังก็ไม่ได้ ก็คุยกันแล้ว จะมาเปลี่ยนแปลงทีหลังก็น่าเกลียด

ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ จึงต้องยุติลงในเวลาไม่นาน อันเนื่องมาจากการจัดสรรหุ้นแบบ "ให้ทุกคนมีส่วนร่วม" นี้เอง

จากประสบการณ์ผม คนที่ลงแรงมาก จำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่ไว้เสมอครับ เพราะคุณทำงานหนักกว่าใคร หรือถ้ามีหุ้นไม่มาก อย่างน้อยก็ต้องได้ค่าจ้าง หรือเงินเดือนในการทำงานเป็นค่าตอบแทน

แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่า การที่ยอมได้หุ้นน้อย ทำให้สัดส่วนของ "ความเป็นเจ้าของ" ถูกลดความสำคัญลงทันที ดีไม่ดีแทนที่จะได้มีกิจการเป็นของตัวเอง คุณอาจกลายเป็น "ลูกจ้างของเพื่อนๆ" ไปแทน ได้แต่เงินเดือน กำไรไม่ค่อยได้ ดูไม่จืดเลยใช่ไหมครับ

ดังนั้น จงบอกตัวเองไว้เสมอเวลาจะแบ่งหุ้นให้กับคนที่ไม่ได้ทำงาน ว่าเราต้องการเป็น "เจ้าของ" เราจะเป็นคนทำงาน เราจึงต้องถือหุ้นใหญ่ไว้ เพื่อจะเป็นตัวผลักดันให้ตัวเองทำงานเต็มที่

อย่าแจกหุ้นไปทั่วโดยไม่จำเป็น เพียงเพราะอยากให้ใครๆมามีส่วนร่วม แต่จงแจกหุ้นให้กับคนที่เราต้องการใช้ความรู้ความสามารถของเขาจริงๆเท่านั้น!!

หากความเป็นเจ้าของของเราถูกลดทอนลง ไฟในตัวเราก็จะมอดดับลงได้ง่ายๆ เหมือนกับเวลาเป็นลูกจ้าง ที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยากทำงานเต็มที่ เพราะมันไม่ใช่บริษัทของเรานั่นเอง

นั่นคือความผิดพลาดจากการที่ตัวเองมีหุ้นอยู่น้อยเกินไป แต่ในทางตรงกันข้าม การให้หุ้นเพื่อนน้อยเกินไป ก็อาจทำให้เพื่อนฝูงที่อยากมีส่วนร่วม ตัดสินใจตีตัวออกห่าง เพราะรู้สึกว่าถูกเราเอาเปรียบได้เช่นกัน

เรื่องแบบนี้ละเอียดอ่อนมากครับ เช่น คุณกับเพื่อนอีกคนตั้งบริษัทด้วยกัน คุณคุยกับเพื่อน ขอหุ้น 60% ให้เพื่อนเป็นหุ้น 40% เพื่อนก็จะตั้งคำถามว่า เราเป็นเพื่อนกัน ทำไมเราถึงให้เขาน้อยกว่า คิดจะเป็นใหญ่กว่าเขาหรือ? จะเอาเปรียบเขาหรือ? เช่นนี้ทำให้ขุ่นเคืองใจกันได้ง่ายๆ

วิธีที่ผมแนะนำคือ ต้องคุยกันให้เคลียร์ครับ เปิดใจกันไปเลยตอนเริ่มต้น บอกกันตรงๆว่า "เราเห็นว่าเราควรได้เท่านี้ นายควรได้เท่านี้ นายเห็นด้วยหรือไม่ หากนายไม่เห็นด้วย ให้แย้งมาได้เลย เพื่อที่เราจะได้ปรึกษาหาทางออกร่วมกัน"

ต้องบอกกันตรงๆ แบบเปิดอกไปเลยครับ อย่า "เกรงใจ" เป็นอันขาด ถ้าเกรงใจวันนี้ เดี๋ยวทะเลาะกันวันหลังจะยิ่งแย่ ตอนเริ่มต้นนี่สำคัญมากครับ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ "เงินลงทุน" ทันที สัดส่วนของหุ้นจะขึ้นอยู่กับ "เงินลงทุน" เป็นสำคัญ เช่น ใครอยากหุ้นใหญ่ ก็ต้องเอาเงินมาลงทุนมากหน่อย ตามสัดส่วนของความเป็นเจ้าของที่ต้องการ

เช่น เพื่อน 5 คนเปิดร้านอาหารร่วมกัน ใช้เงินลงทุน 1 ล้านบาท นาย ก. อยากได้หุ้นใหญ่เพื่อจะได้มีอำนาจควบคุมในบริษัท นาย ก. ก็ต้องเอาเงินมาลงทุนมากกว่า 5 แสนบาท เพื่อที่จะได้หุ้นมากกว่า 50% เช่น นาย ก. อาจขอเพื่อนๆเพื่อเอาเงินตัวมาลง 6 แสนบาท แล้วได้หุ้นไป 60% เป็นต้น

เช่นนี้ ถ้าหุ้นส่วนคนอื่นเห็นชอบด้วยก็เป็นอันตกลง แต่บางคนอาจไม่อยากให้ นาย ก.มีอำนาจมากเกิน เนื่องจาก นาย ก.เป็นคนมุทะลุ บ้าดีเดือด อาจทำให้ธุรกิจเจ๊งเอาง่ายๆ จึงเห็นว่า นาย ก.ควรได้หุ้นไปไม่เกิน 30% ที่เหลือควรแบ่งให้เพื่อนคนอื่นๆร่วมกันลงทุน เป็นต้น

ยังมีหุ้นส่วนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ลงเงิน แต่ลงแรง ที่เรียกกันว่า "หุ้นลม" หุ้นลมคืออะไร ไว้มาเล่าต่อคราวหน้านะครับ ตอนนี้ขอสรุปไว้ก่อนว่า ...

ทำมากต้องได้มาก ทำน้อยต้องได้น้อย คุยกันให้รู้เรื่อง จะได้ไม่เคืองทีหลัง และอย่าแจกหุ้นมั่วซั่วโดยไม่จำเป็นครับ


v
v
v
v
v
v
v

5 comments:

  1. นิภาวรรณJuly 31, 2010 at 11:51 PM

    เขียนบ่อยๆน๊า
    อ่านมันส์ อ่านเพลิน อ่านลื่น อ่านได้ตลอดจิงๆ

    ReplyDelete
  2. ขอบคุณมากคร้าบ คุณนิภาวรรณ ;)

    ReplyDelete
  3. ดีๆ อาร์ท ฝนจะหุ้นกับเพื่อนเปิดคลินิกทำฟันอยู่พอดี ยังไม่รู้รูปแบบจะเป็นยังงัย ตอนนี้ดูทำเลอยู่ เอาไว้จะขอคำปรึกษานะจ๊ะ

    ReplyDelete
  4. ได้เลยจร้าฝน ^o^

    ReplyDelete
  5. บางคนบอกว่าควรมี exit strategy เอาไว้ด้วย เผื่อว่าถ้ามีใครจำเป็นหรืออยากถอนตัวออกจะได้ดำเนินการต่อได้ถูก

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ