Tuesday, August 31, 2010

ภาพวาดพระพิฆเนศวร์ ฝีมือคุณจอม



เอาภาพวาดสีน้ำจากไดอารี่คุณจอม ปัทมคันธิน แฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย มาฝากกันครับ ชื่นชมในฝีมือแกมากๆ ใครบอกว่าเรื่องของ "พรสวรรค์" ไม่มีจริง ผมไม่เชื่อหรอก

ลองอ่านตัวหนังสือรอบๆ องค์พระดูนะครับ ใครจับความได้บ้าง?

ปล. ยังไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวเลย แต่แกคงไม่ฟ้องผมมั้ง 555+

Monday, August 30, 2010

สงคราม "โค้ก vs เป๊ปซี่": อย่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร (จบ)


คราวที่แล้วได้กล่าวไว้ ถึงตอนที่ โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า CEO ในตำนานของ โคคา-โคล่า ตัดสินใจปรับสูตรของน้ำดำชื่อก้องโลกชนิดนี้เสียใหม่ และนำออกขายต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ในนามของ "New Coke" หรือ "โค้กใหม่"

อันว่าโค้กใหม่นี้ ได้รับการปรับรสชาติให้ "หวาน" ขึ้น และลดความ "เข้มข้น" ลงอีกนิด เพื่อ "เอาอย่าง" เป๊ปซี่ ที่พิสูจน์แล้วจาก Sip Test ว่าผู้บริโภคชอบมากกว่า

หลังปรับรสชาติจนเข้าที่ บ.โคคา-โคล่า ได้ทำ Sip Test อีกครั้ง และผลที่ได้ทำให้ได้เฮกันลั่นทั้งบริษัท เมื่อพบว่า ผู้บริโภค 6-8% ชอบ "New Coke" มากกว่า "เป๊ปซี่" เสียอีก

นั่นเท่ากับว่า การปรับรสชาติครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น น่าจะสร้างความฮือฮาให้กับตลาด และคงจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ทว่า สุดท้ายแล้ว ผลจากการ "เปลี่ยนตัวเอง" ครั้งนี้ ลงเอยอย่างไรนะหรือ?

"เละ" ครับ!!

หลังจาก "โค้กใหม่" ถูก introduced สู่ตลาด สิ่งที่ได้รับหาใช่ "คำชม" ไม่ มันคือ "คำด่า" ล้วนๆ!!

ภายในไม่กี่วันหลังออกสู่ตลาด "New Coke" ถูกผู้บริโภคโทรมาด่าสายแทบไหม้ และเกิดการประท้วงขึ้นในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ บริษัท โคคาโคล่า ต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤตทันที!!

ถามว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่จาก Sip Test ก็เห็นๆ อยู่ ว่าคนส่วนใหญ่ชอบรสชาติหวานของเป๊ปซี่มากกว่า โค้กก็อุตส่าห์ปรับน้ำตัวเองให้หวานขึ้นแล้ว กลับผิดพลาดอีกได้อย่างไร ?!!


เหตุผลคืออย่างนี้ครับ ...

คำว่า Sip Test นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นการ "ชิม" ("Sip" แปลว่า "ชิม") เวลาให้กลุ่มตัวอย่างลอง เขาก็ได้แค่ "ชิม" ได้แค่ "จิบ" คนละนิดหน่อย ซึ่งด้วยธรรมชาติของลิ้นคนเรา มักจะถูกดึงดูดได้ง่ายกว่า ด้วยรส "หวาน"

ด้วยเหตุนี้ คนที่ได้ลอง จึงบอกว่าชอบถ้วยที่เป็น "เป๊ปซี่" ไม่ใช่ "โค้ก" ทั้งที่จริงๆ แล้ว หากให้ดื่มจนหมดกระป๋องหรือหมดขวด สิ่งที่ผู้คนจะชื่นชอบ หาใช่รสชาติหวานของเป๊ปซี่ไม่ ...

มันคือรสหนักแน่นๆ ซ่าส์สะใจ ของ "โค้กเดิม" นั่นแหล่ะ ที่เขาจะเลือกกินเสมอ!!

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม แท้จริงแล้วเขาชอบ "โค้ก" มากกว่าเยอะ เป็นเพราะรสชาติที่ "ซ่าส์" ไม่หวานเกิน กินแล้วไม่ "เอียน" ง่าย และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยอดขายของโค้ก "เหนือ" เป๊ปซี่มาตลอด

แต่อยู่มาวันหนึ่ง เพียงเพราะโฆษณาจี้เส้น "โค้ก" ถึงกับลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ทิ้ง "จุดแข็ง" ทีตัวเองมี เพื่อหวังจะให้ผู้บริโภคชอบ หมายมั่นจะเอาชนะ "เป๊ปซี่" ให้ได้

ผลลัพธ์ที่ได้ จึงกลายเป็นความ "ล้มเหลว" ไม่เป็นท่า!!

หลังจากรู้ว่าฟีดแบ็คย่ำแย่ โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า CEO ที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอด CEO คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกัน จึงยกเลิก "New Coke" ทั้งหมด และเข็นเอา "โค้กเก่า" กลับสู่ตลาด

เป็น "โค้กเดิม" ที่คนเขาเคยคุ้นเคย แต่เพราะกลัวคนไม่เชื่อ จึงต้องพ่วงคำต่อท้ายแบรนด์ไปว่า นี่คือ "โค้ก คลาสสิค" (Coke Classic) มันคือ "โค้กรสเก่า" ที่คุณๆ ไว้ใจนั่นเอง

อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรครับ?


หลายครั้งหลายหน คนเราถูกกระแสในสังคมพัดพา จน "ลืม" ว่าตัวเรามีดีอะไร

"กระแสสังคม" นี่น่ากลัว บางครั้งมันพัดแรงยิ่งกว่าลมพายุ ธรรมชาติของลมพายุนั้น พัดมารุนแรงแค่ไหน ไม่นานมันก็ยังหยุด แต่ "กระแสสังคม" รอบตัวเรานี้ บางช่วงเวลา มันพัดพุ่งใส่เราทุกวัน ยังไงก็ไม่ยอมหยุด

ใครไม่แกร่งพอ โดนกดดันมากๆ เข้า ก็ยอมลอยไปตามลม กลัวคนเขาไม่รัก หรือไม่ก็เพราะอยากได้เงิน ถ้าไม่ทำยังงี้ ไม่พูดยังงั้น กลัวคนเขาจะไม่นิยม กลัวงานจะไม่เข้า

ก่อนที่ท่านจะ "เปลี่ยนตัวเอง" เพื่อใคร ขอให้หยุดสักนิด แล้วถามเข้าไปในใจเราว่า อะไรทำให้เรามายืนตรงที่เรายืนอยู่ทุกวันนี้? สิ่งใดทำให้ตัวเรามีค่า มีความหมายที่จะเป็นตัวเอง?

และมัน "คุ้มกันหรือไม่" ที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้น เพียงเพื่อจะเป็นใครสักคนที่คนอื่นชอบ หรือเพื่อเงินทองที่เราจะหาอีกเท่าไรก็ได้ในชีวิต?!!


ไม่ได้บอกว่าคนเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ครับ อะไรไม่ดี เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี? ดูอย่างโค้กสิครับ มั่นใจว่าดีแล้ว ทดสอบก็แล้ว ยังพลาดได้ ถามว่าทำไมพลาด ก็เพราะวัดกัน "แป๊บเดียว" ไม่ได้วัดกัน "ยาวๆ"

ดังนั้น ถ้าท่านตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใคร ขอให้มั่นใจเสียก่อนว่า ท่านไม่ได้กำลังทำผิดแบบที่ "โค้ก" เคยผิดมาแล้ว ไม่ได้กำลังจะทิ้ง "เอกลักษณ์" หรือ "จุดแข็ง" ที่มี เพียงเพื่อเป็น "คนดี" ของใคร

คนบางคนที่ผมรู้จัก พูดจาเข้าที หน้าตาดี ลองได้ฟังเขาพูดไม่นานก็เคลิ้ม เป็นอ้อยตาลที่หวานลิ้น แต่กินไม่นานก็สิ้นซาก เอาเข้าจริงทำอะไรไม่เป็นเลย มารู้ทีหลังว่ามันดีแต่พูด

ถ้าเป็นตัวผม ให้เลือกได้ ผมขอเลือกเป็นคนแบบ "โค้ก" ดีกว่า สัมผัสเพียงแว้บแรกอาจจะงั้นๆ ไม่เนี้ยบ ไม่เลิศหรู ไม่ติดใจ แต่กินได้นานๆ ไม่เบื่อ หรือถ้าจะเลือกผู้หญิงสักคน สู้เลือกคนที่หน้าตาดีระดับโอเค ไม่ต้องเด่นเลิศเลอขนาดอั้มหรือนุ่น แต่ดูแลเราได้ ทำกับข้าวเป็น คบแล้วสบายใจกว่าเป็นไหนๆ

อย่าลืมนะครับ อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้คนอื่นชอบ หรือถ้าจะทำก็ขอให้คิดให้ดี บางอย่างมันมาแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไป คนเราถ้าเราดีจริง ต้องยืนหยัดพิสูจน์ด้วยการเวลาครับ!!

-
-
-
ข้อมูลจากหนังสือ "Blink" ของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์ สนใจไปหาอ่านกันได้ครับ

Wednesday, August 25, 2010

พร้อมแล้วสำหรับคืนนี้


เขียนบทความเรื่อง "สงครามโค้ก vs เป๊ปซี่ ฯ" ค้างไว้ แต่ขอคั่นด้วยความชอบส่วนตัวนิดหนึ่งครับ

ผมเชียร์ทีมฟุตบอล "ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์" ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ มา 16 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมรักได้ไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ถ้วยใหญ่สุดของยุโรป

คืนนี้ สเปอร์ส จะเปิดบ้านเล่นในรอบเพลย์ออฟ เลกที่ 2 กับทีมชั้นดีจากสวิตเซอร์แลนด์ "ยัง บอยส์ เบิร์น" หลังจากที่นัดแรก "ไก่เดิอยทอง" บุกไปพ่ายมา 3-2

นัดนี้ต้องการชนะแบบสกอร์ต่ำกว่า 3-2 ก็จะได้เข้า "รอบแบ่งกลุ่ม" ทันที ชนะ 1-0 ก็ได้ 2-1 ก็พอไหว แต่เอาให้ชัวร์ๆ ชนะแบบไม่เสียประตูนี่ฉลุยแน่นอน

ถึงท่านจะไม่ดูฟุตบอลก็ช่วยผมลุ้นหน่อยนะครับ อยากเห็นสเปอร์สไปเตะกับ รีล มาดริด, บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ ฯลฯ

ไม่งั้นเดี๋ยวจาไม่มีแรงอัพบล็อกอีกหลายวัน อูยยย เครียด -_-''

ปล. ช่อง 7 สีถ่ายทอดสด 2.00 ใครนอนไม่หลับเพราะหลังคารั่ว ฝนสาด เชิญดูเป็นเพื่อนกัน

Sunday, August 22, 2010

สงครามโค้ก vs เป๊ปซี่ : อย่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร


เมื่อเดือนก่อน ผมเพิ่งอ่านหนังสือชื่อ "Blink" หรือแปลเป็นไทยประมาณว่า "ชั่วพริบตา" อีกหนึ่งผลงานของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์ นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน The Tipping Point จบไปครับ

อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี แม้ว่าเมื่อเทียบกับผลงานชิ้นอื่นๆ ของมัลคอล์มแล้ว ความสนุกของหนังสือเล่มนี้น่าจะอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น

มีอยู่เรื่องราวหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ ที่ผมติดใจเป็นพิเศษ จนอดไม่ได้ที่จะนำมาแบ่งปันกัน คือ สงครามระหว่าง "โค้ก" กับ "เป๊ปซี่" คู่กัดหมายเลขหนึ่งตลอดกาลในโลกทุนนิยมก็ว่าได้

ใครๆ ก็ทราบใช่ไหมครับ ว่า "โค้ก" คือเจ้าโลก (อุ๊บบส์ ภาษาส่อมาก) มาแต่ไหนแต่ไร เป็นตำนานความภาคภูมิใจของคนอเมริกันโดยแท้

ในอดีต โค้กมียอดขายที่เหนือกว่าเป๊ปซี่ค่อนข้างมาก เมื่อปี 1972 คอน้ำอัดลมชาวอเมริกันที่เป็น "แฟนพันธุ์แท้โค้ก" มีอยู่ถึง "18%" ขณะที่คนที่ชอบดื่ม "เป๊ปซี่" โดยเฉพาะ มีแค่ "4%" เท่านั้น (ส่วนที่เหลือคือพวกยังไงก็ได้ ไม่ได้ชอบน้ำอัดลมยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ)

จะเห็นได้ว่าในเวลานั้น โค้กทิ้งห่างเป๊ปซี่ชนิดไม่เห็นฝุ่น!!


อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นทศวรรษ 80 เป๊ปซี่กลับไล่จี้โค้กมาติดๆ ชนิดหายใจรถต้นคอ โดยโค้กมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ "12%" ขณะที่ส่วนแบ่งของเป๊ปซี่เพิ่มเป็น "11%" ตามอยู่แค่เปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้น

ที่ว่าตามติดกัน 1% นี้ ต้องไม่ลืมนะครับว่า เกิดขึ้นในสภาพที่โค้กมีระบบจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง วางขายกระจายอยู่ทั่วถึงทั้งประเทศ เหนือกว่าเป๊ปซี่เยอะ และยังใช้งบโฆษณาสูงกว่าเป๊ปซี่ถึงปีละราว 100 ล้านเหรียญ

แต่กลับกลายเป็นว่า "แบรนด์สีแดง" มีส่วนแบ่งตลาดเหนือกว่า "แบรนด์สีน้ำเงิน" แค่นิดเดียว จนมีคนพูดขนาดว่า ถ้าเป๊ปซี่มีระบบจัดจำหน่ายแบบเดียวกับโค้ก ตำแหน่งเจ้าตลาดคงเปลี่ยนไปแล้ว ตรงกันข้าม โค้กอาจจะถูกเป๊ปซี่ทุบเละเทะด้วยซ้ำ

ในช่วงนั้น เป๊ปซี่ทำโฆษณาออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งจี้ใจดำผู้บริหารโค้กเข้าอย่างจัง คือทำ "Sip Test" ออกทีวี กล่าวคือ ให้คนเดินถนนลองชิมน้ำ "เป๊ปซี่" กับ "โค้ก" ในถ้วย โดยไม่บอกว่าน้ำในถ้วยไหนเป็นยี่ห้ออะไร

ผลปรากฏว่า คน "53%" บอกว่าแก้วที่มีน้ำเป๊ปซี่อยู่รสชาติดีกว่า ขณะที่อีก "47%" บอกว่าแก้วที่มีน้ำโค้กอร่อยกว่า (โดยไม่บอกคนชิมว่าแก้วไหนคือเป๊ปซี่แก้วไหนคือโค้ก)

ดูเหมือนไม่ต่างกันมากใช่ไหมครับ "53" กับ "47" ก็แค่ "6%" เท่านั้น ทว่า ในอุตสาหกรรมมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญ ความชื่นชอบที่ต่างกันในระดับนี้ ถือว่าสูงอย่างยิ่ง แม้จะไม่ใช่ Market Share ที่แท้จริง แต่ก็อาจส่งผลต่อยอดขายในอนาคตได้

ดังนั้น ผู้บริหารของโค้กจึงแทบอดรนทนไม่ไหว ก็จะทนได้ไงล่ะครับ ตัวเป็นเจ้าตลาดอยู่แท้ๆ กลับพ่ายแพ้ใน "สงครามรสชาติ" มันน่าแค้นใจ

ครั้นสืบเสาะค้นลึกลงไปจึงพบว่า ที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป๊ปซี่นั้นอร่อยกว่าก็เพราะ "หวานกว่า" ไม่เหมือนกับโค้ก ซึ่งจะ "ซ่าส์" กว่าเป๊ปซี่

(ตรงนี้ผมว่าหลายท่านที่ดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ คงรู้สึกได้ว่าเป๊ปซี่หวาน ส่วนโค้กซ่าส์กว่าจริงๆ)

เมื่อทราบความดังนี้แล้ว บริษัท โคคา-โคล่า จึงหลบเร้นกายไปซุ่มอยู่พักใหญ่ ก่อนจะออกโรงอีกครั้ง พร้อมกับสร้างความฮือฮาให้กับคนอเมริกันทั้งประเทศ ...

ด้วยการนำเสนอ "New Coke" หรือ "โค้กใหม่" ออกสู่ตลาด พร้อมกับยกเลิกโค้กรสดั้งเดิมไปเลย

ถามว่า "โค้กใหม่" เป็นอย่างไร? !!

คำตอบก็คือ เป็นน้ำดำที่มีรสชาติ "หวาน" กว่าเก่า ซึ่งไม่ต้องบอกใครๆ ก็พอจะเดาได้ว่า นี่คือการ "เปลี่ยนตัวเอง" ของโค้ก เพื่อปรับรสชาติให้ "หวาน" เหมือนกับน้ำดำของเป๊ปซี่ที่กำลังมาแรง

เชื่อไหมครับ แม้แต่ "โรเบอร์โต้ กอยซูเอต้า" สุดยอด CEO ในตำนานของโคคาโคล่า ยังออกมาบอกว่า นี่คือ "ย่างก้าวที่แน่นอนที่สุดที่โค้กเคยก้าวเดิน" เลยทีเดียว!!

ผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร เอาเป็นว่าขออุบไว้ก่อน ..เดี๋ยวคราวหน้าจะมาเล่าต่อนะครับ :)

-
-

Monday, August 16, 2010

หยุด!! ตอดเล็กตอดน้อย


เมื่อเช้าวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผมไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับใครเขา ตื่นเช้ามาก็รับประทานแฮม ไส้กรอก ไข่ดาว ที่หม่าม๊าเตรียมไว้ให้ เปิดซอสมะเขือเทศขวดใหม่ เทยังไงก็ไม่ออก ต้องคว่ำขวดแล้วเขย่า พวกเลยไหลพรวดออกมาทีเดียวเยอะแยะ

พาลให้หงุดหงิด เพราะซอสไหลออกมาเยอะกว่าที่ต้องการ อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมหนอ บริษัทผลิตซอสถึงชอบ "ตอดเล็กตอดน้อย" แกล้งออกแบบขวดมาให้ปากขวดมันกว้างๆ ซอสจะได้ไหลออกมาทีละเยอะๆ จะได้หมดขวดเร็วๆ ซื้อใหม่เร็วขึ้น เป็นการใช้เทคนิคในการเพิ่มปริมาณการบริโภคจากฐานลูกค้าที่มีอยู่เดิม

เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปเองนะครับ เคยอ่านจากหนังสือ เขาบอกไว้เลยว่า เหตุที่ฝาขวดซอสมะเขือเทศมันต้องกว้าง เพราะบริษัทที่ผลิตเขามีเจตนาเช่นนั้นจริงๆ แต่รับรอง ถ้าโทรศัพท์ไปถาม เขาไม่มีทางยอมรับหรอก เขาก็ต้องอ้างเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่จริงๆ จะออกแบบปากขวดให้เล็กหน่อย หรือเป็นจุกให้บีบออกมาได้ทีละน้อยก็ไม่จะยากเลย

ดูที่ภาพข้างบนสุดนะครับ นั่นคือปากขวดของซอสมะเขือเทศที่ผมบริโภคเมื่อวันก่อน ความกว้างของเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 2 ซม. เทพรวดเดียวไหลออกมาเยอะแยะ เซ็งเป็ดจริงๆ ซอสแดงเยิ้มไปหมด

ภาพต่อมา ข้างล่างโน่นเลย เห็นไหมครับ นี่คือขวดของ "มัสตาร์ด" เครื่องปรุงรสฉุนๆ ขึ้นจมูก อันนี้เป็นยี่ห้อของฝรั่งเขา จะเห็นได้ว่าเขาทำขวดเป็นหัวจุก ค่อยๆ บีบออกมาได้ ไม่ไหลเลอะเทอะให้น่ารำคาญใจ ไม่เสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ดังนั้น บริษัทที่ผลิต Ketchup กรุณาอย่าอ้างว่าคุณทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็ทำไมจะไม่ได้ล่ะ (วะ!!)

ถ้าจะทำเป็นขวดแก้วจริง คุณก็สามารถลดขนาดของปากขวดให้เล็กลงได้ พูดก็พูดเถอะ สมัยเด็กๆ ผมกินซอสมะเขือเทศ ปากขวดมันไม่เห็นใหญ่มหึมาขนาดนี้ มันก็ขนาดเท่ากับปากขวดน้ำธรรมดา จะไหลแรงหน่อยก็ยังไม่สิ้นเปลืองเหลือทิ้งมาก

คุณที่อ่านอาจจะรู้สึกว่าผมมาบ่นอะไรจุกจิก แต่ขอหน่อยเถอะครับ เขียนเรื่องใหญ่ๆ มาเยอะแล้ว วันนี้ขอบ่นเรื่องใกล้ตัวบ้าง เพราะผมไม่ชอบการเอาเปรียบผู้บริโภคในลักษณะของการ "ตอดเล็กตอดน้อย"

การทำฝาขวดใหญ่ๆ เพื่อให้คนเขาเทออกมาเยอะๆ แม้จะได้ผล ในแง่ที่ทำให้ซอสหมดเร็วขึ้น แต่มันทำให้ผู้บริโภคที่มีความภักดีต่อสินค้าของคุณ ต้อง "Feel Bad" ต้องรู้สึกว่า "I have made a mistake" ฉันได้ทำผิดพลาดไป ซึ่งเป็นความรู้สึกที่น่าหงุดหงิดมากๆ


คุณขึ้นราคาของ 3%-5% คนเขายังซื้อได้ มาตอดเล็กตอดน้อยแบบนี้ มันน่ารำคาญครับ ที่พูดนี่ไม่ได้ว่าบริษัทไหนโดยเฉพาะ เพราะมันเป็นอย่างนี้แทบทุกยี่ห้อ ทุกบริษัท


ทุกท่านรู้จักคุณ "ตัน ภาสกรนที" ใช่ไหมครับ ถามว่าเขาดังเพราะอะไร นอกจากความสู้ไม่ถอย ความสร้างสรรค์ไม่แพ้ใครแล้ว ที่เหนือกว่าคนอื่นคือคุณตัน "ใจถึง-กล้าให้"

นโยบายของคุณตันในการทำร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิคือ อย่า "เขียม" กับผู้บริโภค การกินบุฟเฟต์ที่โออิชิ แพงกว่าร้านอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ อย่างฟูจิ เซน ฯลฯ แน่นอน แต่คุณจ่ายแพงแล้วคุณได้กินของดีจริงๆ ไม่มีกั๊ก คนจึงไปต่อคิวกันยาวเหยียดตั้งแต่เปิดใหม่ๆ ทั้งที่มื้อนึงอย่างต่ำๆ ก็ต้องควัก 500 บาท

หรือรางวัล "ไปแต่ตัว ทัวร์ยกแก๊ง" นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเลย คุณตันเข้าใจความรู้สึกของผู้บริโภคว่า แต่ไหนแต่ไรมา พวกแจ็คพ็อตเที่ยวฟรีต่างๆ มักจะฟรีแต่ชื่อ ฟรีแค่ตั๋วเครื่องบิน แต่ต้องจ่ายค่าอื่นๆ อีกเพียบ ภาษีสนามบินบ้าง ค่าวีซ่าบ้าง

บางคนได้รางวัล "เที่ยวฟรี" แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าขึ้นเครื่องบินก็ต้องเสียเงินเป็นหมื่นๆ จึงมีคนที่ถึงกับสละสิทธิ์ไม่ไปก็มี เพราะเขาอาจจะไม่ได้อยากไปที่ๆ เป็นรางวัลให้ ต้องมาเสียเงินเป็นหมื่นๆ เพื่ออะไร?

ดังนั้น รางวัล "ไปแต่ตัว ทัวร์ยกแก๊ง" จึง "จ่ายให้หมด" ทุกอย่าง แถมให้พาแก๊งค์ไปได้อีก ก็เพราะคุณตันเข้าใจผู้บริโภคอีกว่า ใครมันจะอยากไปเที่ยวคนเดียว เขาย่อมต้องอยากให้เพื่อนฝูง ให้แฟน ให้ครอบครัวไปด้วย จึงจ่ายให้ทั้งแก๊งไปเลย

"โดน" ไหมครับ?



นี่ยังไม่พูดถึง "30 ฝา 30 ล้าน" ที่ใครเปิดเจอก็ได้ตังค์ไปเลยล้านนึง ไม่ต้องเขียนฉลากส่งชิงโชคให้เวิ่นเว้อ วุ่นวาย เพราะคุณตันรู้ใจคนไทยว่าใจร้อน ขี้เกียจรอ ซื้อแล้วได้ลุ้นทันทีดีกว่า มันได้ใจ

นี่แหล่ะครับ คือตัวอย่างของนักธุรกิจที่ออกแคมเปญจน์แต่ละอันได้ราวกับ "เข้าไปใจนั่งในใจของผู้บริโภค" ยังไงยังงั้น คิดอะไรโดนใจคนไปหมด และมันก็คือเหตุที่ทำให้เราทุกคนรู้จักคุณตันในวันนี้

เราคงเห็นพวกธุรกิจที่ "ใจไม่ถึง" จนชิน พวกโลว์คอสต์แอร์ไลน์นี่เห็นชัดๆ ออกโปรโมชั่นแต่ละตัวมา ฟังทีก็หูผึ่ง บอกค่าโดยสายลดแหลก 10 บาท บ้าง 100 บาท บ้าง แต่รวมค่าโน่นค่านี่แล้ว เกือบ 2,000 แล้วมันจะโฆษณาหาอะไรไม่ทราบ เอาแต่ฮือฮาอย่างเดียว เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ต่างอะไรกันนัก พวกนี้ควรดูคุณตันเป็นตัวอย่าง (เดี๋ยวนี้โดนด่ามากๆ เห็นว่าดีขึ้นแล้ว)

ผมว่าถ้าคุณตันไปบริหารสายการบิน รับรองมีอะไรมันส์กว่าที่พวกโลว์คอสต์เมืองไทยทำกันอยู่แน่นอน ไม่มีโปรโมชั่น "ใจป๊อด" ให้น่าหงุดหงิดด้วย

บ่นมาเสียยาว ขอสรุปเลยว่า ทำธุรกิจต้องใจถึง จึงจะยิ่งใหญ่ อย่า "ตอดเล็ก-ตอดน้อย" หาเศษหาเลยกับผู้บริโภค ได้นิดๆ หน่อยๆ ก็เอา ไม่คุ้มกันหรอก ของคุณดียังไงคนเขาก็ซื้อ ไปทำคนเขาเสียท่า เสียรู้ เขาก็เกลียดคุณ หลักง่ายๆ แค่นี้เองครับ!!
v
v
v
v
v
v

Thursday, August 12, 2010

โลโก้งามๆ


ผมชอบทุกครั้งเวลาเห็นโลโก้เก๋ๆ ของไทยบนหน้า google คราวนี้เป็นรูปเรือทรงเครื่อง เห็นว่าชนะประกวดมา เลยเอามาแปะให้ดูเผื่อใครยังไม่เห็นครับ

Tuesday, August 10, 2010

เรื่องของ "ลิงผู้โชคดี"


มีใครเคยเจอแบบนี้ไหมครับ เวลาท่านทำอะไรสักอย่างจนสำเร็จ ประสบผลงดงาม แล้วมีคนมาบอกว่า ที่ท่านทำได้นั้น เป็นเพราะ "โชคดี"

ใครเจอแบบนี้ย่อมต้อง "เคือง" แน่นอน ไม่เคืองได้ไงครับ อุตส่าห์ทำแทบตาย มานะบากบั่นกว่าจะสำเร็จ ดันมาเหมาว่าโชคดีซะยังงั้น พูดเหมือนกับเราไม่มีสติปัญญาอะไรเลย

อย่าว่าแต่คนเดินดินอย่างเราๆท่านๆเลยครับ ต่อให้คนเก่งระดับโลกก็เจอแบบนี้เหมือนกัน ผมมีตัวอย่างเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นมาเล่าให้ฟัง

อันว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น เอาเฉพาะในสหรัฐฯ มีนักลงทุนระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จมากมาย ที่อยู่ในลำดับต้นๆของหอเกียรติยศก็อย่างเช่น เบน เกรแฮม, วอร์เรน บัฟเฟตต์, ชาร์ลี มังเจอร์ , จอห์น เมย์นาร์ด เคย์นส์ ฯลฯ

ถ้าท่านไม่คุ้นหูหรือไม่รู้จักก็อย่าแปลกใจนะครับ คนทั่วโลกส่วนใหญ่จะรู้จักก็แต่เฉพาะคุณปู่ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เท่านั้น เพราะแกเป็นคนรวยอันดับสามของโลกในยุคปัจจุบัน

บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยได้ผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนเกือบ 30% ต่อปี จนทำให้ตัวแก "รวยมหารวย"

ทว่า..แม้คนทั่วโลกจะนับถือในความสามารถของบัฟเฟตต์ กลับมีทฤษฎีในตำราการลงทุนอันหนึ่งชี้ว่า ที่บัฟเฟตต์และสุดยอดนักลงทุนอีกหลายๆ คนประสบความสำเร็จได้ เป็นเพราะพวกเขา "โชคดี"

หนึ่งในคนที่คิดเช่นนี้ คือ เบอร์ตัน มัลคีล อาจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน เขาอธิบายไว้ในหนังสือของตัวเอง ชื่อ "A Random Walk on Wall Street" โดยเปรียบเทียบความสำเร็จของสุดยอดนักลงทุนเหล่านั้นกับ "การแข่งขันโยนเหรียญ" ดังนี้ ..

สมมุติเราเอาคน 1,000 คนมาโยนเหรียญแข่งกัน ใครโยนออกหัวถือว่าเป็นผู้ชนะและได้เข้ารอบต่อไป ส่วนคนที่โยนออกก้อยถือว่าตกรอบ

ด้วยหลักสถิติ โอกาสที่จะออกหัว-ก้อยนั้น อยู่ที่ 50-50 ดังนั้น ใน 1,000 คนที่โยนเหรียญ 500 คนจะโยนได้หัว อีก 500 คนจะโยนได้ก้อย

ในรอบแรก 500 คนที่โยนได้หัวจึงเป็นผู้ชนะ และผ่านเข้าไปสู่รอบที่ 2 ซึ่งด้วยกฏแห่งความน่าจะเป็น คนครึ่งหนึ่งก็จะโยนได้หัว และอีกครึ่งหนึ่งจะโยนได้ก้อย จึงได้ผู้โชคดีอีก 250 คน เพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

จาก 250 จึงเหลือแค่ 125 คน ในรอบที่ 3, เหลือ 63 คนในรอบที่ 4, เหลือ 31 คนในรอบที่ 5, เหลือ 16 คนในรอบที่ 6 และในรอบสุดท้าย จะเหลือแค่ "8 คน" ที่จะเป็นผู้ชนะ (หรือจะโยนต่อให้เหลือคนเดียวก็ยังได้)

ในที่สุด คนทั้ง 8 คนนั้นจึงกลายเป็น "ผู้เชี่ยวชาญในการโยนเหรียญ" ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้ใช้ความ "เชี่ยวชาญ" อะไรเลย เป็นเพียงเพราะ "โชคช่วย" ล้วนๆ

สิ่งที่ทฤษฎีนี้พยายามบอกก็คือ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นเป็นเวลาหลายสิบปีติดต่อกัน อันที่จริงแล้วก็เป็นเพราะ "โชคดี" หาใช่ความสามารถอะไรไม่ หากแต่เป็นการโชคดีซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนผู้ชนะในเกมโยนเหรียญนั่นแล!!

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เชื่อในทฤษฎีนี้ โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่า การอ้างว่าความสำเร็จของยอดนักลงทุนทั้งหลายเป็นเพราะ "โชค" ก็เหมือนกับบอกว่า ถ้าเราเอาผ้าผูกตาลิงสักตัว แล้วให้ลิงตัวนั้นใช้นิ้วจิ้มลงบน keyboard ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ลิงตัวนั้นอาจจะ "บังเอิญ" พิมพ์วรรณกรรม "Hamlet" ออกมาได้ (Hamlet เป็นวรรณกรรมระดับตำนานจากปลายปากกาของ วิลเลียม เชคสเปียร์)

ท่านว่าน่าเชื่อไหมล่ะครับ?

เราต้องไม่ลืมว่า การเลือกหุ้นของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาศึกษาข้อมูลมากมาย อ่าน annual report นับพันๆเล่ม คุยกับผู้บริหารหลายร้อยคน กว่าจะลงทุนในบริษัทสักบริษัท

บัฟเฟตต์ค้นคว้าตลอดชีวิต กลั่นออกมาเป็นสูตรสำเร็จในการลงทุนของตัวเอง ซึ่งเป็นคนละเรื่องเลยกับการ "แข่งโยนเหรียญ" ที่ไม่ได้ใช้ฝีมือใดๆทั้งสิ้น

เวลาเราทำอะไรสำเร็จอย่างต่อเนื่อง บรรดาคนขี้เกียจมากมายที่ใจไม่กว้าง มักเกิดอาการ "อิจฉาริษยา" หาว่าเราทำได้เพราะ "โชคช่วย" บ้างก็ว่า "ก็เอ็งมันโชคดีนี่หว่า"

ใครเจอเช่นนี้จงอย่าไปสนใจ ตัวเราเองย่อมรู้ดีว่ากว่าจะได้อะไรมามันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน ไม่เหมือนคนที่ไม่ทำอะไร เอาแต่นั่งเฉยๆแล้วว่าคนอื่น คนเช่นนี้ คงได้แต่นั่งรอคอย เพราะไม่เคยไขว่คว้าอะไร เห็นใครทำอะไรได้ก็อิจฉาไปวันๆ

หากว่าความสำเร็จที่เราได้รับ มาจาก "โชค" อย่างที่เขาว่า "โชค" ที่ว่านั้นย่อมไม่ตกไปถึงพวกชอบนินทา แต่มันย่อมจะมุ่งหน้ามาหาคนที่มีความวิริยะอุตสาหะ

เขาอาจคิดว่าเราเป็นแค่ "ลิง" แต่ถ้าเราเป็น "ของจริง" ก็ไม่ต้องกลัวอะไรครับ

อ้อ..ก่อนจบ บอกนิดหนึ่งว่า เรื่องราวที่ยกมาเล่านี่ ผมเอามาจากหนังสือ "How to Think like Benjamin Graham and Invest like Warren Buffett" เป็นคัมภีร์การลงทุนที่ "เจ๋ง" และ "แน่น" มากๆ

ตอนนี้ ตำราเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว โดยตัวผมเอง ชัชวนันท์ "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" แปลคู่กับคุณโอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ "แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย" คาดว่าจะวางขายเร็วๆ นี้ ใครสนใจซื้อได้ที่ซีเอ็ดทุกสาขา รับรองว่าอ่านแล้วเก่งขึ้นอีกเย๊อะ!!! :)

Wednesday, August 4, 2010

พื้นที่แห่งความเกรงใจ


เวลาเล่นกีฬาเทนนิสประเภทคู่กับเพื่อนฝูง สถานการณ์หนึ่งที่ผมเจอบ่อยมากก็คือ ฝ่ายหนึ่งสามารถทำแต้มได้จากการตีลูกไปตกลงบนพื้นที่ตรงกลางระหว่างจุดที่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม 2 คนยืนอยู่ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดอาการ "เกี่ยงกัน" ไม่มีใครกล้าตี เพราะนึกว่าอีกคนจะตี

ผมเองก็เป็นเช่นนี้บ่อยครับ เพื่อนอีกฝั่งตีลูกมาลงตรงกลางพอดีเป๊ะ จะเข้าก็ไม่กล้าเข้า เพื่อนที่เล่นฝั่งเดียวกันก็นึกว่าผมจะตี ยักแย่ยักยันกันทั้งคู่ ที่สุดแล้วจึงเสียแต้มไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ช็อตนั้นอาจไม่ได้ยากเกินกว่าที่เราจะตีสวนข้ามเน็ตกลับไปเลย

"จุดตรงกลาง" ระหว่างผู้เล่นทั้ง 2 คนนี้เอง มักเรียกกันว่าเป็น "จุดเกรงใจ" ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไม่ได้เกรงใจอะไรกันหรอกครับ น่าจะเรียกว่า "จุดเกี่ยงกัน" เสียมากกว่า

หรือถ้าจะมองให้เป็นการเกรงใจก็น่าจะมองได้ในทำนองว่า ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าตีเพราะ "เกรงใจ" คิดว่าอีกฝ่ายต้องการจะตี จึงตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นเพื่อเปิดทางให้

ผมนึกไปถึงคำว่า "Grey Area" ซึ่งแท้จริงแล้วมีหลายความหมาย บางครั้งหมายความถึงพื้นที่ที่เป็นกันชนระหว่างประเทศสองประเทศ ซึ่งรัฐทั้งสองจักต้องปล่อยว่างไว้ ไม่เข้ามายุ่มย่าม เพราะไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นเขตแดนของใคร

แต่ "Grey Area" ในกรณีที่ผมจะพูดถึงนี้ หมายถึง "กับดักแห่งความไม่แน่นอน" เป็นจุดที่ชี้ชัดไม่ได้ว่า จะไปซ้ายหรือไปขวา จะออกหัวหรือออกก้อย ใครจะชนะใคร อะไรผิดหรืออะไรถูก

อีกกรณีหนึ่ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในพื้นที่เขต 6 กทม. ผลปรากฏว่าผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ คุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยมีคะแนนเหนือ คุณก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 2 ประมาณ 14,704 คะแนน (คุณพนิชได้ 96,480 คะแนน คุณก่อแก้วได้ 81,776 คะแนน)

ใครติดตามการเมืองคงจำได้นะครับว่า ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างมองว่า คุณพนิช ในนามของตัวแทน ปชป.เป็นต่ออยู่หลายขุม และน่าจะชนะได้ไม่ยาก เรียกว่าถ้าเป็นฟุตบอล ถือได้ว่าต่อไม่ต่ำกว่าหนึ่งลูกเลยทีเดียว

ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกประตู หากคะแนนออกมาไม่ห่างกันมาก ฝ่ายพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงย่อมคุยได้ว่า "แพ้ก็เหมือนชนะ" แต่หากคะแนนทิ้งห่างกันมาก ฝ่าย ปชป.ย่อมอ้างได้เหมือนกันว่า "คนกรุงเทพฯรัก ปชป.ไม่เอาเสื้อแดง"

บางคนอาจนึกว่าวันนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่องการเมือง แต่ไม่ใช่ครับ ผมแค่จะยกมาเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า คะแนนที่ออกมาต่างกัน 14,704 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 191,598 คน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 386,660 คน นั้น เป็นคะแนนที่อยู่ใน "Grey Area" หรือขอเรียกเป็นไทยว่า "จุดเกรงใจ" ระหว่างทั้งสองฝ่าย

คะแนน 14,704 คิดเป็น 3.62% ของผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด จะว่าเยอะก็ไม่เยอะ แต่จะว่าน้อยก็ไม่ใช่ จึงมิใช่คะแนนที่ฝ่ายใดจะกล่าวอ้างได้ (อย่างเต็มปาก) เลย ว่า "ข้าแน่" ตรงกันข้าม นี่คือคะแนน "ก้ำกึ่ง" มากๆ ในทางการแข่งขัน (หลังจากนับรวมแต้มต่อแล้ว)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมรอแล้วรอเล่าว่าจะมีใครออกมาคุยโม้ว่าอย่างไรบ้าง แต่ก็ปรากฏว่ามีค่อนข้างน้อยกว่าที่คาด ไม่มีใครอ้างอะไรมากนัก คงเป็นด้วยเหตุผลดังว่า คือจะโม้ก็กระดากปาก ไม่ว่าฝ่ายไหน (เอ..นักการเมืองเขามีความกระดากกันหรือเปล่านะ?)

ผมเคยคิดเล่นๆว่า หากผู้สมัครจาก "พรรคการเมืองใหม่" ไม่ถอนตัวไป คุณพนิชจะชนะหรือไม่ เพราะอย่างที่รู้กันว่า กลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้สนับสนุนที่ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งถ้าวิเคราะห์ดูแบบมือสมัครเล่น (ผมไม่ใช่เซียนการเมือง และไม่เคยคิดอยากจะเป็น) คนที่สนับสนุนพันธมิตรในเขต 6 กทม. (ที่มีผู้มีสิทธิ์ถึงเกือบ 4 แสนคน) นั้น ก็น่าจะมีมากกว่า 14,000 คน และน่าจะมากกว่าเยอะด้วย

อะไรจะเกิดขึ้นหากคนกลุ่มนั้นไม่เลือก ปชป. แต่ "ย้ายคะแนน" ไปลงให้พรรคการเมืองใหม่แทน?

คำตอบก็คือ หากเป็นเช่นนั้น ย่อมมีโอกาสสูงทีเดียวที่คุณก่อแก้วจะกลายเป็นผู้ชนะไปแทน เนื่องจากคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย-เสื้อแดง ยังไงก็คงเลือกคุณก่อแก้ว คะแนนของเพื่อไทยจึงน่าจะคงที่ ไม่ว่าผู้สมัครจากการเมืองใหม่จะลงสมัครหรือไม่ ตรงข้ามกับ ปชป. ที่จะเสียคะแนนส่วนหนึ่งให้แฟนพันธุ์แท้พันธมิตร จึงน่าคิดทีเดียวว่า ปชป.จะชนะหรือไม่ ถ้าผู้สมัครพรรคการเมืองใหม่ไม่ถอนตัว?

ผลการเลือกตั้งที่ตกอยู่ใน "พื้นที่เกรงใจ" ของทั้งสองฝ่าย (ที่ไม่เคยเกรงใจกัน) นี้เอง จึงบ่งบอกอะไรไม่ได้เลย ฝ่ายชนะก็ไม่สบายใจ ฝ่ายแพ้ก็คุยไม่ได้ ถ้าเป็นการพนันบอล งานนี้เท่ากับ ปชป.ต่อหนึ่งลูก จบเกม ปชป.ชนะ 1-0 แต่ฝ่ายต่อไม่ได้เงิน แค่เสมอตัว

จริงๆแล้ว บทสรุปแห่งสงครามใดๆก็ตาม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสรรพกำลัง หรือมีคะแนน หรือได้รับการสนับสนุนท่วมท้นกว่าอีกฝ่ายอยู่มาก ความขัดแย้งมักจบลงได้ไม่ยากนัก เพราะเป็นมวยที่ห่างชั้นกัน นักกีฬาที่ฝีมือห่างกันเยอะ สู้กันแป๊บเดียวก็รู้ผล

ดังนั้น ความไม่สงบในเชิงสงครามจึงมักมาจาก "ความก้ำกึ่ง" หรือ "ความสูสีกัน" ต่างหาก

ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเราจะต่อสู้ แข่งขัน ทำธุรกิจ หากเราสู้ใครไม่ได้ จึงไม่ควรถอดใจ แต่ต้องเบียดเข้าไว้ พยายามให้ความได้เปรียบของฝ่ายตรงข้ามนั้นแคบลง จนไปตกอยู่ใน "จุดเกรงใจ" ให้ได้ นั่นจะทำให้มวยรองอย่างเรามีสิทธิ์สู้ได้อีกหลายๆยก

แม้แต่ "จีบผู้หญิง" ก็ไม่ต่างกันนะครับ หากเราไม่หล่อ ไม่รวย ขยันแย้บเข้าไว้ มีโอกาสก็ปล่อยหมัดฮุกใส่ฝ่ายตรงข้ามเสียบ้าง ถึงเขาจะชนะ เราก็ได้ลุ้นเฮือกใหญ่ เผลอๆน่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือปลอบใจไปบ้างแหล่ะน่า


เอ่อ...อันหลังนี่ล้อเล่นน่ะครับ อิอิอิ :P
v
v
v
v
v