Tuesday, August 10, 2010

เรื่องของ "ลิงผู้โชคดี"


มีใครเคยเจอแบบนี้ไหมครับ เวลาท่านทำอะไรสักอย่างจนสำเร็จ ประสบผลงดงาม แล้วมีคนมาบอกว่า ที่ท่านทำได้นั้น เป็นเพราะ "โชคดี"

ใครเจอแบบนี้ย่อมต้อง "เคือง" แน่นอน ไม่เคืองได้ไงครับ อุตส่าห์ทำแทบตาย มานะบากบั่นกว่าจะสำเร็จ ดันมาเหมาว่าโชคดีซะยังงั้น พูดเหมือนกับเราไม่มีสติปัญญาอะไรเลย

อย่าว่าแต่คนเดินดินอย่างเราๆท่านๆเลยครับ ต่อให้คนเก่งระดับโลกก็เจอแบบนี้เหมือนกัน ผมมีตัวอย่างเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นมาเล่าให้ฟัง

อันว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น เอาเฉพาะในสหรัฐฯ มีนักลงทุนระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จมากมาย ที่อยู่ในลำดับต้นๆของหอเกียรติยศก็อย่างเช่น เบน เกรแฮม, วอร์เรน บัฟเฟตต์, ชาร์ลี มังเจอร์ , จอห์น เมย์นาร์ด เคย์นส์ ฯลฯ

ถ้าท่านไม่คุ้นหูหรือไม่รู้จักก็อย่าแปลกใจนะครับ คนทั่วโลกส่วนใหญ่จะรู้จักก็แต่เฉพาะคุณปู่ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เท่านั้น เพราะแกเป็นคนรวยอันดับสามของโลกในยุคปัจจุบัน

บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยได้ผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนเกือบ 30% ต่อปี จนทำให้ตัวแก "รวยมหารวย"

ทว่า..แม้คนทั่วโลกจะนับถือในความสามารถของบัฟเฟตต์ กลับมีทฤษฎีในตำราการลงทุนอันหนึ่งชี้ว่า ที่บัฟเฟตต์และสุดยอดนักลงทุนอีกหลายๆ คนประสบความสำเร็จได้ เป็นเพราะพวกเขา "โชคดี"

หนึ่งในคนที่คิดเช่นนี้ คือ เบอร์ตัน มัลคีล อาจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน เขาอธิบายไว้ในหนังสือของตัวเอง ชื่อ "A Random Walk on Wall Street" โดยเปรียบเทียบความสำเร็จของสุดยอดนักลงทุนเหล่านั้นกับ "การแข่งขันโยนเหรียญ" ดังนี้ ..

สมมุติเราเอาคน 1,000 คนมาโยนเหรียญแข่งกัน ใครโยนออกหัวถือว่าเป็นผู้ชนะและได้เข้ารอบต่อไป ส่วนคนที่โยนออกก้อยถือว่าตกรอบ

ด้วยหลักสถิติ โอกาสที่จะออกหัว-ก้อยนั้น อยู่ที่ 50-50 ดังนั้น ใน 1,000 คนที่โยนเหรียญ 500 คนจะโยนได้หัว อีก 500 คนจะโยนได้ก้อย

ในรอบแรก 500 คนที่โยนได้หัวจึงเป็นผู้ชนะ และผ่านเข้าไปสู่รอบที่ 2 ซึ่งด้วยกฏแห่งความน่าจะเป็น คนครึ่งหนึ่งก็จะโยนได้หัว และอีกครึ่งหนึ่งจะโยนได้ก้อย จึงได้ผู้โชคดีอีก 250 คน เพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

จาก 250 จึงเหลือแค่ 125 คน ในรอบที่ 3, เหลือ 63 คนในรอบที่ 4, เหลือ 31 คนในรอบที่ 5, เหลือ 16 คนในรอบที่ 6 และในรอบสุดท้าย จะเหลือแค่ "8 คน" ที่จะเป็นผู้ชนะ (หรือจะโยนต่อให้เหลือคนเดียวก็ยังได้)

ในที่สุด คนทั้ง 8 คนนั้นจึงกลายเป็น "ผู้เชี่ยวชาญในการโยนเหรียญ" ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้ใช้ความ "เชี่ยวชาญ" อะไรเลย เป็นเพียงเพราะ "โชคช่วย" ล้วนๆ

สิ่งที่ทฤษฎีนี้พยายามบอกก็คือ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นเป็นเวลาหลายสิบปีติดต่อกัน อันที่จริงแล้วก็เป็นเพราะ "โชคดี" หาใช่ความสามารถอะไรไม่ หากแต่เป็นการโชคดีซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนผู้ชนะในเกมโยนเหรียญนั่นแล!!

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เชื่อในทฤษฎีนี้ โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่า การอ้างว่าความสำเร็จของยอดนักลงทุนทั้งหลายเป็นเพราะ "โชค" ก็เหมือนกับบอกว่า ถ้าเราเอาผ้าผูกตาลิงสักตัว แล้วให้ลิงตัวนั้นใช้นิ้วจิ้มลงบน keyboard ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ลิงตัวนั้นอาจจะ "บังเอิญ" พิมพ์วรรณกรรม "Hamlet" ออกมาได้ (Hamlet เป็นวรรณกรรมระดับตำนานจากปลายปากกาของ วิลเลียม เชคสเปียร์)

ท่านว่าน่าเชื่อไหมล่ะครับ?

เราต้องไม่ลืมว่า การเลือกหุ้นของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาศึกษาข้อมูลมากมาย อ่าน annual report นับพันๆเล่ม คุยกับผู้บริหารหลายร้อยคน กว่าจะลงทุนในบริษัทสักบริษัท

บัฟเฟตต์ค้นคว้าตลอดชีวิต กลั่นออกมาเป็นสูตรสำเร็จในการลงทุนของตัวเอง ซึ่งเป็นคนละเรื่องเลยกับการ "แข่งโยนเหรียญ" ที่ไม่ได้ใช้ฝีมือใดๆทั้งสิ้น

เวลาเราทำอะไรสำเร็จอย่างต่อเนื่อง บรรดาคนขี้เกียจมากมายที่ใจไม่กว้าง มักเกิดอาการ "อิจฉาริษยา" หาว่าเราทำได้เพราะ "โชคช่วย" บ้างก็ว่า "ก็เอ็งมันโชคดีนี่หว่า"

ใครเจอเช่นนี้จงอย่าไปสนใจ ตัวเราเองย่อมรู้ดีว่ากว่าจะได้อะไรมามันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน ไม่เหมือนคนที่ไม่ทำอะไร เอาแต่นั่งเฉยๆแล้วว่าคนอื่น คนเช่นนี้ คงได้แต่นั่งรอคอย เพราะไม่เคยไขว่คว้าอะไร เห็นใครทำอะไรได้ก็อิจฉาไปวันๆ

หากว่าความสำเร็จที่เราได้รับ มาจาก "โชค" อย่างที่เขาว่า "โชค" ที่ว่านั้นย่อมไม่ตกไปถึงพวกชอบนินทา แต่มันย่อมจะมุ่งหน้ามาหาคนที่มีความวิริยะอุตสาหะ

เขาอาจคิดว่าเราเป็นแค่ "ลิง" แต่ถ้าเราเป็น "ของจริง" ก็ไม่ต้องกลัวอะไรครับ

อ้อ..ก่อนจบ บอกนิดหนึ่งว่า เรื่องราวที่ยกมาเล่านี่ ผมเอามาจากหนังสือ "How to Think like Benjamin Graham and Invest like Warren Buffett" เป็นคัมภีร์การลงทุนที่ "เจ๋ง" และ "แน่น" มากๆ

ตอนนี้ ตำราเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว โดยตัวผมเอง ชัชวนันท์ "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" แปลคู่กับคุณโอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ "แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย" คาดว่าจะวางขายเร็วๆ นี้ ใครสนใจซื้อได้ที่ซีเอ็ดทุกสาขา รับรองว่าอ่านแล้วเก่งขึ้นอีกเย๊อะ!!! :)

9 comments:

  1. ฝากสวัสดีพี่บ๊อบด้วยค่ะ ขอให้ขายดีๆ นะคะ ^_^

    ReplyDelete
  2. อ้าว คุณ aiko รู้จักพี่บ๊อบด้วยหรอครับ :)

    ReplyDelete
  3. แนวคิดเรื่องบัฟเฟตโชคดีนี่มันมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ พอเรารู้แล้วว่า นายคนนี้ได้ผลตอบแทนสูงผิดปกติแล้ว ปีต่อๆ มา นายคนนี้ก็ยังได้ผลตอบแทนสูงผิดปกติต่อไปอีก ถ้าหากเกิดจากโชคจริงๆ มันควรจะเปลี่ยนคนไปแล้ว

    เล่มนี้ดีครับ มีฉบับภาษาอังกฤษแล้ว

    ReplyDelete
  4. สำหรับผมแล้ว โชคแค่๑๐% นอกนั้นดิ้นรนด้วยตนเองทั้งสิ้น อิอิ

    ReplyDelete
  5. @Dekisugi เห็นด้วยกับเสี่ยโจ๊กครับ ไม่มีใครโชคดีตลอดไปหรอก ใครเคยเห็นคนถูกหวยรางวัลที่ 1 มากกว่า 1 ครั้งบ้าง?

    ReplyDelete
  6. ไว้จะไปอุดหนุนนะ เตรียมปากกาไว้เซ็นด้วยล่ะ

    ReplyDelete
  7. @AntoniO : ขอบคุณครับ จะว่าอุดหนุนผมก็ไม่เชิงเพราะเล่มนี้แปลให้ซีเอ็ดเค้า ไม่ได้ทำเอง ยังไงเด๋วแถมให้อีกเล่มเลย 555+

    ReplyDelete
  8. รู้จักจากโต๊ะสินธรสมัยหัดเล่นหุ้นใหม่ๆ หลายปีก่อนค่ะ เจอกันสองสามหน พี่แกคงจะลืมเราไปแล้วมั้ง 555

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ