Wednesday, August 4, 2010

พื้นที่แห่งความเกรงใจ


เวลาเล่นกีฬาเทนนิสประเภทคู่กับเพื่อนฝูง สถานการณ์หนึ่งที่ผมเจอบ่อยมากก็คือ ฝ่ายหนึ่งสามารถทำแต้มได้จากการตีลูกไปตกลงบนพื้นที่ตรงกลางระหว่างจุดที่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม 2 คนยืนอยู่ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดอาการ "เกี่ยงกัน" ไม่มีใครกล้าตี เพราะนึกว่าอีกคนจะตี

ผมเองก็เป็นเช่นนี้บ่อยครับ เพื่อนอีกฝั่งตีลูกมาลงตรงกลางพอดีเป๊ะ จะเข้าก็ไม่กล้าเข้า เพื่อนที่เล่นฝั่งเดียวกันก็นึกว่าผมจะตี ยักแย่ยักยันกันทั้งคู่ ที่สุดแล้วจึงเสียแต้มไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ช็อตนั้นอาจไม่ได้ยากเกินกว่าที่เราจะตีสวนข้ามเน็ตกลับไปเลย

"จุดตรงกลาง" ระหว่างผู้เล่นทั้ง 2 คนนี้เอง มักเรียกกันว่าเป็น "จุดเกรงใจ" ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไม่ได้เกรงใจอะไรกันหรอกครับ น่าจะเรียกว่า "จุดเกี่ยงกัน" เสียมากกว่า

หรือถ้าจะมองให้เป็นการเกรงใจก็น่าจะมองได้ในทำนองว่า ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าตีเพราะ "เกรงใจ" คิดว่าอีกฝ่ายต้องการจะตี จึงตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นเพื่อเปิดทางให้

ผมนึกไปถึงคำว่า "Grey Area" ซึ่งแท้จริงแล้วมีหลายความหมาย บางครั้งหมายความถึงพื้นที่ที่เป็นกันชนระหว่างประเทศสองประเทศ ซึ่งรัฐทั้งสองจักต้องปล่อยว่างไว้ ไม่เข้ามายุ่มย่าม เพราะไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นเขตแดนของใคร

แต่ "Grey Area" ในกรณีที่ผมจะพูดถึงนี้ หมายถึง "กับดักแห่งความไม่แน่นอน" เป็นจุดที่ชี้ชัดไม่ได้ว่า จะไปซ้ายหรือไปขวา จะออกหัวหรือออกก้อย ใครจะชนะใคร อะไรผิดหรืออะไรถูก

อีกกรณีหนึ่ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในพื้นที่เขต 6 กทม. ผลปรากฏว่าผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ คุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยมีคะแนนเหนือ คุณก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 2 ประมาณ 14,704 คะแนน (คุณพนิชได้ 96,480 คะแนน คุณก่อแก้วได้ 81,776 คะแนน)

ใครติดตามการเมืองคงจำได้นะครับว่า ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างมองว่า คุณพนิช ในนามของตัวแทน ปชป.เป็นต่ออยู่หลายขุม และน่าจะชนะได้ไม่ยาก เรียกว่าถ้าเป็นฟุตบอล ถือได้ว่าต่อไม่ต่ำกว่าหนึ่งลูกเลยทีเดียว

ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกประตู หากคะแนนออกมาไม่ห่างกันมาก ฝ่ายพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงย่อมคุยได้ว่า "แพ้ก็เหมือนชนะ" แต่หากคะแนนทิ้งห่างกันมาก ฝ่าย ปชป.ย่อมอ้างได้เหมือนกันว่า "คนกรุงเทพฯรัก ปชป.ไม่เอาเสื้อแดง"

บางคนอาจนึกว่าวันนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่องการเมือง แต่ไม่ใช่ครับ ผมแค่จะยกมาเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า คะแนนที่ออกมาต่างกัน 14,704 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 191,598 คน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 386,660 คน นั้น เป็นคะแนนที่อยู่ใน "Grey Area" หรือขอเรียกเป็นไทยว่า "จุดเกรงใจ" ระหว่างทั้งสองฝ่าย

คะแนน 14,704 คิดเป็น 3.62% ของผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด จะว่าเยอะก็ไม่เยอะ แต่จะว่าน้อยก็ไม่ใช่ จึงมิใช่คะแนนที่ฝ่ายใดจะกล่าวอ้างได้ (อย่างเต็มปาก) เลย ว่า "ข้าแน่" ตรงกันข้าม นี่คือคะแนน "ก้ำกึ่ง" มากๆ ในทางการแข่งขัน (หลังจากนับรวมแต้มต่อแล้ว)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมรอแล้วรอเล่าว่าจะมีใครออกมาคุยโม้ว่าอย่างไรบ้าง แต่ก็ปรากฏว่ามีค่อนข้างน้อยกว่าที่คาด ไม่มีใครอ้างอะไรมากนัก คงเป็นด้วยเหตุผลดังว่า คือจะโม้ก็กระดากปาก ไม่ว่าฝ่ายไหน (เอ..นักการเมืองเขามีความกระดากกันหรือเปล่านะ?)

ผมเคยคิดเล่นๆว่า หากผู้สมัครจาก "พรรคการเมืองใหม่" ไม่ถอนตัวไป คุณพนิชจะชนะหรือไม่ เพราะอย่างที่รู้กันว่า กลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้สนับสนุนที่ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งถ้าวิเคราะห์ดูแบบมือสมัครเล่น (ผมไม่ใช่เซียนการเมือง และไม่เคยคิดอยากจะเป็น) คนที่สนับสนุนพันธมิตรในเขต 6 กทม. (ที่มีผู้มีสิทธิ์ถึงเกือบ 4 แสนคน) นั้น ก็น่าจะมีมากกว่า 14,000 คน และน่าจะมากกว่าเยอะด้วย

อะไรจะเกิดขึ้นหากคนกลุ่มนั้นไม่เลือก ปชป. แต่ "ย้ายคะแนน" ไปลงให้พรรคการเมืองใหม่แทน?

คำตอบก็คือ หากเป็นเช่นนั้น ย่อมมีโอกาสสูงทีเดียวที่คุณก่อแก้วจะกลายเป็นผู้ชนะไปแทน เนื่องจากคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย-เสื้อแดง ยังไงก็คงเลือกคุณก่อแก้ว คะแนนของเพื่อไทยจึงน่าจะคงที่ ไม่ว่าผู้สมัครจากการเมืองใหม่จะลงสมัครหรือไม่ ตรงข้ามกับ ปชป. ที่จะเสียคะแนนส่วนหนึ่งให้แฟนพันธุ์แท้พันธมิตร จึงน่าคิดทีเดียวว่า ปชป.จะชนะหรือไม่ ถ้าผู้สมัครพรรคการเมืองใหม่ไม่ถอนตัว?

ผลการเลือกตั้งที่ตกอยู่ใน "พื้นที่เกรงใจ" ของทั้งสองฝ่าย (ที่ไม่เคยเกรงใจกัน) นี้เอง จึงบ่งบอกอะไรไม่ได้เลย ฝ่ายชนะก็ไม่สบายใจ ฝ่ายแพ้ก็คุยไม่ได้ ถ้าเป็นการพนันบอล งานนี้เท่ากับ ปชป.ต่อหนึ่งลูก จบเกม ปชป.ชนะ 1-0 แต่ฝ่ายต่อไม่ได้เงิน แค่เสมอตัว

จริงๆแล้ว บทสรุปแห่งสงครามใดๆก็ตาม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสรรพกำลัง หรือมีคะแนน หรือได้รับการสนับสนุนท่วมท้นกว่าอีกฝ่ายอยู่มาก ความขัดแย้งมักจบลงได้ไม่ยากนัก เพราะเป็นมวยที่ห่างชั้นกัน นักกีฬาที่ฝีมือห่างกันเยอะ สู้กันแป๊บเดียวก็รู้ผล

ดังนั้น ความไม่สงบในเชิงสงครามจึงมักมาจาก "ความก้ำกึ่ง" หรือ "ความสูสีกัน" ต่างหาก

ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเราจะต่อสู้ แข่งขัน ทำธุรกิจ หากเราสู้ใครไม่ได้ จึงไม่ควรถอดใจ แต่ต้องเบียดเข้าไว้ พยายามให้ความได้เปรียบของฝ่ายตรงข้ามนั้นแคบลง จนไปตกอยู่ใน "จุดเกรงใจ" ให้ได้ นั่นจะทำให้มวยรองอย่างเรามีสิทธิ์สู้ได้อีกหลายๆยก

แม้แต่ "จีบผู้หญิง" ก็ไม่ต่างกันนะครับ หากเราไม่หล่อ ไม่รวย ขยันแย้บเข้าไว้ มีโอกาสก็ปล่อยหมัดฮุกใส่ฝ่ายตรงข้ามเสียบ้าง ถึงเขาจะชนะ เราก็ได้ลุ้นเฮือกใหญ่ เผลอๆน่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือปลอบใจไปบ้างแหล่ะน่า


เอ่อ...อันหลังนี่ล้อเล่นน่ะครับ อิอิอิ :P
v
v
v
v
v

No comments:

Post a Comment

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ