Monday, September 27, 2010

เรื่องเงินๆ ทองๆ และการเสียภาษีของราชวงศ์อังกฤษ


จากที่ได้เคยเกริ่นมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวอังกฤษมาอีกครั้ง จริงๆ จะไปดูฟุตบอลเป็นหลักครับ แต่ไปทั้งที จะไปดูแค่บอลก็กระไรอยู่ เลยต้องเที่ยวให้ทั่ว ไปทั้งลอนดอน และแวะไปเตร็ดเตร่ที่เมืองอื่นๆ มาด้วย

ครั้งล่าสุดที่ผมไปอังกฤษคือเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว มาคราวนี้ หลายๆ อย่างยังคงเหมือนเดิม แต่หลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไป มีทั้งที่ดีขึ้นและแย่ลง ที่เข้มข้นขึ้นมากคือเรื่องความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมในลอนดอนเมื่อปี 2005 ซึ่งทำให้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย

(สาเหตุก็ไม่ใช่อะไร เพราะไอ้นายกเวร โทนี่ แบลร์ ไปร่วมมือกับ จอร์จ บุช ทำสงครามอิรักนั่นแหล่ะ)

ไปครั้งนี้ ผมได้ไปเที่ยวหลายสถานที่ และหนึ่งในที่ๆ ผมไปก็คือ ไปดู "ทหารเปลี่ยนการ์ด" ที่ "พระราชวังบัคกิ้งแฮม" เป็นประเพณีอมตะที่ใครไปลอนดอนก็ไม่ควรพลาดชม จริงๆ ผมเคยไปเกาะรั้วดูมาแล้วเมื่อครั้งก่อน แต่ไหนๆ มาอีกรอบ ก็ต้องไปดูอีกรอบ ไม่ให้เสียดายทีหลัง

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเที่ยวต่างเมืองโดยซื้อ Local Tour ไป ได้ยินจากไกด์คนอังกฤษเล่าว่า ในช่วงต้นปี สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธและพระบรมวงศานุวงศ์จะประทับอยู่ที่สก็อตแลนด์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่พระราชินีจะเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ ใจกลางกรุงลอนดอนที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมแห่งนี้ในช่วงปลายปี ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

สำหรับพระราชวังบัคกิ้งแฮม ควีนเอลิซาเบธทรงเรียกว่าเป็น "My Office" หรือที่ทรงงาน โดยจะประทับที่วังแห่งนี้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ก่อนจะเสด็จไปประทับที่ "พระราชวังวินด์เซอร์" (Windsor Castle หรืออาจเรียกว่า "ปราสาทวินด์เซอร์") ซึ่งตั้งอยู่แถบชานเมืองในวันเสาร์และอาทิตย์

หลังจากประทับพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว ก็จะเสด็จออกจากวังวินด์เซอร์ในเวลาประมาณบ่ายโมงของวันอาทิตย์ และกลับมาที่บัคกิ้งแฮม 5 วัน ก่อนจะกลับไปวินด์เซอร์อีกครั้งในสุดสัปดาห์หน้า เป็นวัฏฏะเช่นนี้

(ผมได้ไปเที่ยวที่วินด์เซอร์เช่นเดียวกัน ใครจะไปต้องนั่งรถไฟหรือซื้อทัวร์ไปนะครับ เพราะวินด์เซอร์อยู่นอกเมืองไปทางตะวันตก ถ้านั่งรถโค้ชไปใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ถ้านั่งรถไฟก็เร็วกว่านั้นมาก)

ไกด์หนุ่มพูดติดตลกว่า รู้ไหมว่าที่วินด์เซอร์นี้ ไม่ได้มี "ควีน" เพียงแค่พระองค์เดียว แต่ยังมีอีกหนึ่ง "ควีน" นั่นก็คือคุณป้า "เอลตัน จอห์น" ผู้เป็น Royal Guest ตลอดกาลที่อาศัยอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน


กลับมาที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม เล่าต่ออีกนิดว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม รวมเวลาประมาณ 2 เดือน ทางสำนักพระราชวังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในตัวพระราชวังเป็นครั้งแรก

เหตุที่ต้องเปิดก็เพราะก่อนหน้านี้ ทางราชวงศ์ได้ร้องขอเงินจำนวน 4 ล้านปอนด์จากรัฐบาล เพื่อเอามาซ่อมแซมพระราชวังวินด์เซอร์ที่เสียหายจากเหตุไฟไหม้ใหญ่ในปี 1992 (อันที่จริงก็ซ่อมแซมกันมาตลอด แต่ยังไม่สมบูรณ์)

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2009 หรือปีที่แล้วนี้เอง รัฐสภาอังกฤษจึงมีมติให้ทางสำนักพระราชวัง "ต้องเปิด" พระราชวังบัคกิ้งแฮมให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมอย่างน้อยปีละ 2 เดือน เพื่อเอารายได้มาชดเชย จากการที่รัฐบาลยอมเจียดภาษีของประชาชนไปใช้ซ่อมวังวินเซอร์

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ใช่จะมาขอเงินกันได้ง่ายๆ ได้เงินจากประชาชนไปซ่อมบ้าน ก็ต้องเปิดบ้านหาเงินมาคืนประชาชนเช่นเดียวกัน


นี่เป็นโอกาสดีสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ นะครับ ใครที่ได้ไปเที่ยวลอนดอนในช่วงดังกล่าว อย่าลืมแวะเข้าไปชมกัน ราคาค่าเข้าชมคนละ 17 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ ตก 800-900 บาทไทย

ไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรล่วงหน้า ไปซื้อเอาหน้าวังได้เลย ใครไปดูช่วงนี้ ท่านจะได้มีเรื่องไปโม้กับเพื่อนฝูง เพราะนี่เพิ่งเป็นปีแรกๆ ที่เขาเปิดให้เข้าชม ก่อนหน้านี้ไม่มีใครได้ชมหรอกครับ เขตพระราชฐาน ใครจะให้ชมกันง่ายๆ

เสียดายที่ผมจัดโปรแกรมเที่ยวแน่นเอี๊ยด จึงไม่ได้เข้าไป ได้แต่ดูทหารเปลี่ยนการ์ดอยู่หน้าวังเท่านั้น

การเปลี่ยนการ์ดทหารนี่ เขาเริ่มประมาณ 11.30 ครับ ใช้เวลาครึ่ง ชม. ไปเสร็จเอาประมาณเที่ยงตรง แต่นักท่องเที่ยวมากมายจะมารอกันหน้าวังตั้งแต่ 10 โมงกว่าๆ ใครอยากได้มุมดีๆ ต้องไปเร็วหน่อย

แต่จากประสบการณ์ผมซึ่งไปเกาะรั้วดูมาแล้ว 2 ครั้ง แนะนำว่าไม่ต้องไปเร็วมากก็ได้ แต่ต้อง "หน้าด้าน" หน่อย ประมาณว่าค่อยๆแซะ ค่อยๆ แทรกฝูงชนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะได้มุมเจ๋งๆ เอง (ลองดูภาพที่ผมถ่ายมาประกอบนะครับ)

Changing of the Guard นี้ เป็นสิ่งที่เขาทำกันมายาวนานจนเป็นประเพณี และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั่วโลก ที่สำคัญ ดูฟรี ไม่มีชาร์จ ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนจะเปลี่ยนการ์ดกันแทบทุกวัน แต่ถ้าเป็นฤดูอื่นๆ ก็วันเว้นวัน อย่าลืมเช็คเวลาก่อนจัดโปรแกรมด้วย จะได้ไม่เสียเที่ยว

ว่ากันเรื่องเงินๆ ทองๆ กับราชวงศ์อังกฤษนี้ ไกด์คนเดิมเล่าว่า คนอังกฤษต้องเสียภาษีสนับสนุนราชวงศ์ คิดแล้วเป็นเงิน 62 เพนซ์ ต่อคน หรือประมาณ 30 บาทไทย (100 เพนซ์ = 1 ปอนด์, 1 ปอนด์ = ประมาณ 48บ. ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ ก.ย.2553)

โดยส่วนตัวของพี่ไกด์คนนี้ แกรู้สึกว่าเป็นเงินเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่ราชวงศ์อังกฤษสร้างให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ตลอดจนสถานที่สำคัญต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นมาโดยอดีตบูรพกษัตริย์ ซึ่งทุกวันนี้ทำรายได้ให้ประเทศเป็นเงินจำนวนมหาศาล

แต่ยังมีคนกลุ่มใหญ่ รู้สึกว่าพระราชีนีเองกลับเสียภาษีน้อยเกินไป โดยทุกวันนี้ พระองค์เสียภาษีประมาณ 10 ล้านปอนด์ต่อปี (ประมาณเกือบๆ 500 ล้านบาทไทย) โดยอัตรานี้ไม่เคยปรับขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้พระราชินีเสียภาษีให้มากขึ้น ให้เข้ากับยุคสมัย


นั่นเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซึ่งไม่ค่อยเข้าใครออกใคร ส่วนเรื่องความนิยมที่คนอังกฤษมีต่อราชวงศ์นี้ เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังว่า เคยมีการทำโพลเกี่ยวกับความนิยมของประชาชนอังกฤษต่อสถาบันกษัตริย์ จำได้ว่าฝ่ายที่อยากให้คงสถาบันไว้ มีมากกว่าฝ่ายที่อยากให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐหรือระบอบอื่นๆ ที่ไม่มีสถาบัน

แต่ที่น่าสนใจก็คือ คนอังกฤษ ไม่ว่าจะนิยมเจ้าหรือไม่ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรกติสุข ผมเคยคุยกับเพื่อนคนอังกฤษผู้หนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่า การจะนิยมหรือไม่นิยมเจ้า ไม่ต่างจากการชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองใด คือไม่ได้มีความผิดถ้าคุณไม่ชอบ และไม่ได้รู้สึกว่าคุณเป็นคนดีกว่าคนอื่นถ้าคุณเทิดทูนเจ้ามากกว่า

ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้โดยไม่ต้องโกรธไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน

ก็เป็นเรื่องที่เก็บมาฝากกันครับ ข้อมูลที่ผมเล่านี้ บางส่วนเป็นความรู้เดิมของผม บางส่วนเอามาจากไกด์คนอังกฤษ ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทุติยภูมิ คือ "ฟังเขาเล่า" มาอีกที จึงไม่อาจรับรองความถูกต้อง 100% ไม่แนะนำให้เอาไปอ้างอิง หรือถ้าจะเอาไปเล่า อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องก่อนนะครับ นี่คุยให้ฟังสบายๆ เท่านั้น ไม่ซีเรียส

ขอให้มีความสุขกันทุกท่านครับ :)

* ภาพประกอบ: จากข้างบน ภาพ 1-2 การเปลี่ยนการ์ดหน้าพระราชวังบัคกิ้งแฮม, ภาพ 3 ผมแทรกตัวอยู่ในฝูงชน, ภาพ 4 พระราชวังวินด์เซอร์

Saturday, September 25, 2010

ขอสนับสนุนกลุ่มนิติราษฎร์ครับ

-
-

[ภาพจาก www.poliicalbase.in.th]

ในโอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหารหลงยุค เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 กลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เปิดตัวกลุ่ม "นิติราษฎร์" โดยประกาศขอเป็นฟันเฟืองในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย การเมืองนิติรัฐ และประชาธิปไตย

ผมในฐานะของอาจารย์รุ่นน้องตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขอสนับสนุนความเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างสุดตัว เพราะเห็นพ้องต้องกันกับเจตนารมณ์ของพวกเขา ที่ต้องการให้มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ไม่มีไพร่ ไม่มีศักดินา ... ดั่งคำสอนของ "อาจารย์ปรีดี พนมยงค์" และอุดมการณ์คณะราษฎร ที่ผมยึดถือไว้ในใจเสมอ

เพราะผมเชื่อว่า...

"อำนาจสูงสุดของประเทศ ต้องเป็นของราษฏรทั้งหลาย" ..เท่านั้น

อะไรผิดไปจากนี้ คือ "ของปลอม" ครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มนิติราษฎร์ และบทความต่างๆ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.enlightened-jurists.com/

ก่อนจบ ขอฝากเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ขับร้องโดยอาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ไว้ให้ได้ฟังกัน ลีลาไม่แพ้นักร้องอาชีพเลย แค่เห็นก็รู้ได้ว่าขับร้องมาจากหัวใจจริงๆ ครับ

ไปเชียร์ทีมรักมาครับ







เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ผมไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมาครับ ที่สนามไวท์ฮาร์ทเลน เชียร์ทีมรัก "สเปอร์ส" เตะกับ "วูล์ฟแฮมป์ตัน" พอฝรั่งแฟนๆ ไก่เดือยทองเห็นเราเป็นคนเอเชียอุตส่าห์ถ่อไปเชียร์ก็ต้อนรับทักทายดีมากๆ ตั้งแต่ยามหน้าสนาม คนขายของ จนถึงแฟนบอลด้วยกัน ประทับใจ เลยเอารูปมาฝากกันครับ

อ้อ..สเปอร์สเชือดนิ่ม 3-1 เก็บอีก 3 แต้ม ไม่เสียแรงที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปดูจริงๆ อิอิอิ
-
-
-
-
-
-
-

Friday, September 24, 2010

บทสัมภาษณ์ผมครับ


วันก่อน สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์มาสัมภาษณ์ผมเรื่องสามก๊ก เลยเอามาฝากให้อ่านกันครับ ที่มาจาก www.satapornbooks.com นะครับ

Sunday, September 19, 2010

Dear Followers

Dear Followers,

I am now in London krub. Just back from my football experience at White Hart Lane, the home of my 16 years beloved team "Tottenham Hotspur". We beat Wolveshampton 3-1. The local fans greeted me pretty well. I have a lot to write about when I go back.

I'll be back in Thailand in a few days, Stay tuned krub! ;)

Sunday, September 12, 2010

ครั้งหนึ่งที่ผมโดนดูถูก


บ่ายวันนี้ ขณะที่ผมกำลัง Search หาข้อมูลเพื่อเตรียมการไปเที่ยวในเว็บไซต์พันทิปอยู่นั้น พลันเหลือบไปเห็นกระทู้แนะนำของเขาอันหนึ่ง ขึ้นหัวข้อว่า

"พนักงานขายที่บู๊ธท่องเที่ยวไทยของโรงแรมแห่งหนึ่ง (ระบุชื่อไว้ชัดเจน) มารยาทแย่มาก"


พอเห็นดังนี้ ผมเกิดระลึกชาติขึ้นมาทันที จึงรีบคลิ๊กเข้าไปดูเนื้อหาในกระทู้ พอได้อ่านแล้วตะลึงมากครับ

เพราะสิ่งที่คนนับร้อยๆ คนในกระทู้นั้นเจอ ..ชั่งเหมือนกับที่ผมเคยเจอมาเมื่อปีที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน

เล่าย้อนไปนิดนึงครับ เมื่อปีที่แล้ว ผมไปเดินที่งานไทยเที่ยวไทยที่เมืองทองธานี ซึ่งปกติผมไม่ค่อยได้ไปเท่าไรนัก จำไม่ได้ว่านึกยังไงถึงแวะไป

โดยหลังจากเดินแวะตามบู๊ธต่างๆ ผมก็ได้เดินเข้าไปถามข้อมูลที่บู๊ธของโรงแรมที่ว่านี้ แต่สิ่งที่เจอนั้น ทำให้ผมถึงกับอึ้ง!!

เรื่องก็มีอยู่ว่า ผมเดินเข้าไปในบู๊ธ ถามคำถามกับพนักงานขายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ หน้าตาจิ้มลิ้ม ท่าทางเป็นหัวหน้าหน่อย แล้วเป็นไงทราบไหมครับ...

ผู้หญิงคนนั้นนั่งไขว่ห้าง กอดอก มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูไม่เป็นมิตรแม้แต่น้อย จนผมต้องถามคำถามซ้ำอีกครั้ง เธอก็บอกว่าเธอตอบคำถามของผมไม่ได้ แถมแสยะยิ้มใส่ จากนั้น พนักงานอีกคนที่ท่าทางจะเป็น senior ระดับเดียวกันก็หันไปคุยกับพนักงานคนที่ว่า แล้วแสดงกิริยาคล้ายหัวเราะเยาะผม

ปกติผมเป็นคนที่มีสถานะทางสังคมถือว่าสูงในระดับหนึ่ง นานๆ จะเจอแบบนี้ที จึงอึ้งไปเลย นึกๆ ดูว่า เอ..เราแต่งตัวแย่มากหรือ ก็ไม่น่าใช่ พอมาเจอกิริยาดูถูกเหยียบย่ำกันเยี่ยงนี้ จึง "งง" และ "โกรธ"

ว่าที่จริง ผมลืมเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่หนึ่งปีผ่านมา ผมกลับไปเจอกระทู้นี้ในพันทิป..

และเชื่อไหมครับ คนที่มาโพสต์ เจอในสิ่งเดียวกับที่ผมเจอแทบจะเดี๊ยะๆ ทีเดียว ประสบการณ์ที่ผมได้เจอมา ถูกถ่ายทอดซ้ำโดยคนนับร้อยที่ผมไม่รู้จักเลย!!

ผมเพิ่งทราบว่า พนักงานขายที่บู๊ธของโรงแรมแห่งนี้ ทำกิริยาเช่นนี้กับคน "แทบจะทุกคน" ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเป็นนโยบายหรืออย่างไร? และปล่อยให้ทำอย่างนี้มาตลอดได้อย่างไร?

ก่อนหน้านั้น ผมเคยไปพักที่โรงแรมเครือของคนไทยแห่งนี้ (เป็นโรงแรมที่เป็นหุ้นยอดนิยมของพวก VI) หลายครั้ง และไม่ได้รู้สึกอะไรกับบริการที่โรงแรมนัก ไม่ได้ประทับใจ แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเสียหาย

ตรงข้ามกับสิ่งที่เจอที่บู๊ธท่องเที่ยว มันกลับกลายเป็นประสบการณ์แห่งความเจ็บปวด ประสบการณ์ที่ต้องโดนดูถูก ชนิดที่ผมจะไม่ลืมไปอีกนาน และคงไม่กลับไปพักที่นี่อีก

คิดในแง่บวก ดีเหมือนกันนะ เจอเรื่องแปลกๆ แบบนี้เสียบ้าง จะได้รู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน วันหลังจะได้ไม่เผลอไปดูถูกใคร (ปกติก็ไม่เคยทำอยู่แล้ว หุหุ)

เนื่องจากผมเป็นคนรู้จักให้อภัย จึงไม่ขอระบุชื่อโรงแรมแห่งนี้ไว้ในบล็อกของผม แต่ถ้าใครอยากทราบว่าเป็นบู๊ธของโรงแรมอะไร จะตามลิงค์ไปก็เชิญครับ :)

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9661636/E9661636.html#138

Tuesday, September 7, 2010

มองซื่อๆ ธรรมศาสตร์-จุฬา ที่ไหนดีกว่ากัน?


เมื่อวานผมไปรับวีซ่าแถวสถานทูตอังกฤษ เห็นน้องคนหนึ่ง เข้าใจว่ามารับวีซ่าเหมือนกัน ใส่เสื้อสีดำ ข้างหลังมีข้อความเขียนว่า "คะแนนเข้าจุฬาได้ แต่เลือกธรรมศาสตร์" อะไรทำนองนี้

เข้าใจว่าเสื้อแบบนี้คงไม่ได้มีอยู่ตัวเดียวแน่นอน แต่น่าจะมีขายที่ธรรมศาสตร์ ไม่ทราบเหมือนกันว่าคณะไหนทำ หรือทำจากส่วนกลาง

ยังนึกเล่นๆ ว่า ประเดี๋ยวเด็กจุฬาเห็นเข้า จะได้ทำเสื้อออกมาอีก เขียนว่า "เข้าจุฬาได้ เพราะคะแนนสูงกว่าธรรมศาสตร์" พอเดินเจอกันเมื่อไรจะได้เขม่น หรือถ้ามากันหลายๆ คน มีลูกฮึดลูกบ้าหน่อย จะได้ต่อยกัน

ผมจบปริญญาโทที่จุฬาครับ แต่ไม่ใช่พวกคลั่งสถาบัน ตอนเรียนอยู่ก็เห็นน้องๆ ป.ตรี ทำเสื้อแบบนี้ออกมาบ้างเหมือนกัน เป็นเสื้อที่มีข้อความบลัฟฟ์อีกฝ่าย เห็นแล้วก็ไม่ชอบ เหมือนทำมาเพื่อสนองความคึกคะนองเท่านั้นเอง

ในสายตาผม ความแตกต่างที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ณ วันนี้ ระหว่างจุฬาฯ กับ มธ. ไม่ใช่เรื่องคุณภาพ หรือใครเก่งกว่าใครอะไรนั่นหรอก แต่คือที่ตั้งของทั้งสองมหาลัย ม.หนึ่งอยู่แถวสามย่าน อีก ม.อยู่ท่าพระจันทร์ และมีอีกแคมปัสที่รังสิต เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นเลย

(เวลาผมเขียนคำว่า "มหาลัย" กรุณาอย่าว่ากันเลย เพราะผมรู้สึกว่า คำว่า "มหาวิทยาลัย" มันยาว ไม่สะดวกใช้ ถ้าราชบัณฑิตคิดคำที่พูดได้สะดวกปาก เขียนได้สะดวกมือ แล้วไม่ผิดใจท่าน ผมก็พร้อมจะใช้ ...ดูฝรั่งมันเรียก "ยูนิเวอร์ซิตี้" สั้นๆ ว่า "ยู" ไม่เห็นมันด่ากันว่าภาษาวิบัติ ผมเรียก "มหาวิทยาลัย" ว่า "มหาลัย" คงไม่ถึงกับชั่วร้ายต้องฆ่าตัวตายมั้งนะ)

จะถามเรื่องอุดมกงอุดมการณ์อะไรนั่น มองแบบสายตาคนนอกนะ ..ไม่ใช่กูรูกูรู้ทีไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้แปลกแตกต่างอะไรกันนัก จะบอกว่าใครอนุรักษ์ใครเสรี ใครขวาใครซ้าย ใครสอนให้พิทักษ์ข้างบน ใครสอนให้ฉันรักประชาชนไว้ก่อน ถึงเวลานี้คงแยกน้ำแยกแห้งยากเต็มทน

ก็ที่เห็นมันก็เหมือนๆ กันนี่ครับ


ถามว่าถ้าสักวันผมมีลูก พอลูกเข้ามหาลัย อยากให้เรียนเข้าที่ไหน ก็แน่นอน ต้องเป็นหนึ่งในสองที่นี้ รักจะอยู่เมืองไทยนี่ครับ จะให้ไปเลือกที่ไหน แต่ถ้าถามว่าระหว่างจุฬากับธรรมศาสตร์ เอาอะไร? ผมตอบง่ายมากเลย

ถ้าถึงตอนนั้น ผมยังอยู่บ้านที่อยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องอยากให้ลูกเข้าจุฬา ไม่ใช่เพราะคิดว่าจุฬ่าดีกว่า หรือเพราะผมเคยเรียนที่นั่นนะครับ แต่เพราะบ้านผมเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงรถไฟใต้ดิน นั่งไปถึงสามย่านเลย สะดวกดี

แต่ถ้าสักวันเกิดเปลี่ยนใจไปซื้อคอนโดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แน่นอนต้องอยากให้เรียนธรรมศาสตร์ เพราะนั่งเรือไปได้ง่ายๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนกว่านั้นจริงๆ ครับ (นี่สมมุติว่าลูกเรียนเก่งนะ แต่ถ้าไม่เก่งก็อีกเรื่อง ต้องหาทางอื่น)

จริงๆ เรื่องทำนอง "เสือกะสิงห์" นี่ ที่ไหนก็มีครับ "เยล" กับ "ฮาร์วาร์ด" ที่อเมริกา "เป่ยต้า" กับ "ชิงหัว" ที่ปักกิ่ง คิดในแง่บวกมันก็ "คลาสสิค" ดีนะ มีตำนาน แต่ถ้าลองคิดให้ลึกลง คุณว่ามันจะต่างยังไงกับช่างกลแถวบางกะปิที่ไล่ยิงกันจนเด็ก 9 ขวบตาย?

อาจจะไม่ต่างกันมากก็ได้นะครับ มันก็ไอ้รากคิดแบบ "ข้าดีกว่า" "ข้าแน่กว่า" เหมือนๆ กัน อย่างในกระทรวงมหาดไทย สิงห์ดำ-สิงห์แดง มันก็คิดกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ?

ต่างกันที่พวกนักเรียนอาชีวะมันไม่กลัวตาย และมันกล้าใช้ปืนผาหน้าไม้ล่อกันน่ะครับ ลองให้ สิงห์ดำ-สิงห์แดง ลดละความกลัวตายลงได้บ้าง เผลอๆ ก็จะยิงกันแบบนี้แหล่ะ

ผมพูดนี่เหมือนไร้สาระ แต่จะชี้ให้เห็นว่า ที่ทะเลาะกันอยู่นี่ มัน "เรื่องเดียวกัน" ครับ น้องธรรมศาสตร์และจุฬาที่ใส่เสื้อมีข้อความบลัฟฟ์กัน ถ้าดูให้ลึก คงไม่ได้ต่างจากพวกเด็กช่างที่ไล่ยิงกันแถวบางกะปิ

ต่างกันตรงที่น้องพวกนี้รับรู้ได้ว่าพวกเขา "มีอะไรจะเสีย" ค่อนข้างมาก พ่อแม่ประคบประหงมมาเป็นอย่างดี จนได้มาเรียนอวดภูมิรู้กันนี่ จึงไม่กล้าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนเด็กช่างพวกนั้น

ไม่แปลกหรอกครับที่ท่านด่าเด็กอาชีวะที่ไล่ยิงกันจนทำเด็ก นร.ตาย ถ้าไม่ด่าสิแปลก ผมเองก็ด่า แต่ด่าแล้วอย่าลืมมองให้รอบด้วย ว่าตัวเราเคยทำแบบนั้นบ้างหรือเปล่า

เด็กตัวเล็กๆ ตาย พวกเราดูข่าวแล้วก็เจ็บ แต่ถ้าเห็นคนตายเป็นร้อยแล้วไม่เจ็บ จะจบจุฬาหรือธรรมศาสตร์ คงไม่ต่างกันมั้งครับ
-
-
-
-
-
-
-

Sunday, September 5, 2010

วาณิช พูดถึง แฟนพันธุ์แท้

"ถ้าจะดูคนที่มีใจรักจริงๆ ในการใดการหนึ่งนั้น ดูได้จากรายการแฟนพันธุ์แท้ของคุณปัญญา นิรันดร์กุล

เป็นเรื่องของคนใจรักจริงๆ ไม่มีประโยชน์เรื่องเงินทองที่จะเป็นรายได้มากำหนดนำ

อย่างคนที่ชนะเลิศแฟนพันธุ์แท้เรื่องรถมอเตอร์ไซค์ แค่ฟังเสียงก็แยกออกได้ว่ารถรุ่นไหนยี่ห้อไหน

จะรู้ไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะใจรัก"


วาณิช จรุงกิจอนันต์ จากหนังสือ "วาณิช 60" สำนักพิมพ์ OpenBooks