Monday, September 27, 2010

เรื่องเงินๆ ทองๆ และการเสียภาษีของราชวงศ์อังกฤษ


จากที่ได้เคยเกริ่นมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวอังกฤษมาอีกครั้ง จริงๆ จะไปดูฟุตบอลเป็นหลักครับ แต่ไปทั้งที จะไปดูแค่บอลก็กระไรอยู่ เลยต้องเที่ยวให้ทั่ว ไปทั้งลอนดอน และแวะไปเตร็ดเตร่ที่เมืองอื่นๆ มาด้วย

ครั้งล่าสุดที่ผมไปอังกฤษคือเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว มาคราวนี้ หลายๆ อย่างยังคงเหมือนเดิม แต่หลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไป มีทั้งที่ดีขึ้นและแย่ลง ที่เข้มข้นขึ้นมากคือเรื่องความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมในลอนดอนเมื่อปี 2005 ซึ่งทำให้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย

(สาเหตุก็ไม่ใช่อะไร เพราะไอ้นายกเวร โทนี่ แบลร์ ไปร่วมมือกับ จอร์จ บุช ทำสงครามอิรักนั่นแหล่ะ)

ไปครั้งนี้ ผมได้ไปเที่ยวหลายสถานที่ และหนึ่งในที่ๆ ผมไปก็คือ ไปดู "ทหารเปลี่ยนการ์ด" ที่ "พระราชวังบัคกิ้งแฮม" เป็นประเพณีอมตะที่ใครไปลอนดอนก็ไม่ควรพลาดชม จริงๆ ผมเคยไปเกาะรั้วดูมาแล้วเมื่อครั้งก่อน แต่ไหนๆ มาอีกรอบ ก็ต้องไปดูอีกรอบ ไม่ให้เสียดายทีหลัง

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเที่ยวต่างเมืองโดยซื้อ Local Tour ไป ได้ยินจากไกด์คนอังกฤษเล่าว่า ในช่วงต้นปี สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธและพระบรมวงศานุวงศ์จะประทับอยู่ที่สก็อตแลนด์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่พระราชินีจะเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ ใจกลางกรุงลอนดอนที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมแห่งนี้ในช่วงปลายปี ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

สำหรับพระราชวังบัคกิ้งแฮม ควีนเอลิซาเบธทรงเรียกว่าเป็น "My Office" หรือที่ทรงงาน โดยจะประทับที่วังแห่งนี้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ก่อนจะเสด็จไปประทับที่ "พระราชวังวินด์เซอร์" (Windsor Castle หรืออาจเรียกว่า "ปราสาทวินด์เซอร์") ซึ่งตั้งอยู่แถบชานเมืองในวันเสาร์และอาทิตย์

หลังจากประทับพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว ก็จะเสด็จออกจากวังวินด์เซอร์ในเวลาประมาณบ่ายโมงของวันอาทิตย์ และกลับมาที่บัคกิ้งแฮม 5 วัน ก่อนจะกลับไปวินด์เซอร์อีกครั้งในสุดสัปดาห์หน้า เป็นวัฏฏะเช่นนี้

(ผมได้ไปเที่ยวที่วินด์เซอร์เช่นเดียวกัน ใครจะไปต้องนั่งรถไฟหรือซื้อทัวร์ไปนะครับ เพราะวินด์เซอร์อยู่นอกเมืองไปทางตะวันตก ถ้านั่งรถโค้ชไปใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ถ้านั่งรถไฟก็เร็วกว่านั้นมาก)

ไกด์หนุ่มพูดติดตลกว่า รู้ไหมว่าที่วินด์เซอร์นี้ ไม่ได้มี "ควีน" เพียงแค่พระองค์เดียว แต่ยังมีอีกหนึ่ง "ควีน" นั่นก็คือคุณป้า "เอลตัน จอห์น" ผู้เป็น Royal Guest ตลอดกาลที่อาศัยอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน


กลับมาที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม เล่าต่ออีกนิดว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม รวมเวลาประมาณ 2 เดือน ทางสำนักพระราชวังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในตัวพระราชวังเป็นครั้งแรก

เหตุที่ต้องเปิดก็เพราะก่อนหน้านี้ ทางราชวงศ์ได้ร้องขอเงินจำนวน 4 ล้านปอนด์จากรัฐบาล เพื่อเอามาซ่อมแซมพระราชวังวินด์เซอร์ที่เสียหายจากเหตุไฟไหม้ใหญ่ในปี 1992 (อันที่จริงก็ซ่อมแซมกันมาตลอด แต่ยังไม่สมบูรณ์)

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2009 หรือปีที่แล้วนี้เอง รัฐสภาอังกฤษจึงมีมติให้ทางสำนักพระราชวัง "ต้องเปิด" พระราชวังบัคกิ้งแฮมให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมอย่างน้อยปีละ 2 เดือน เพื่อเอารายได้มาชดเชย จากการที่รัฐบาลยอมเจียดภาษีของประชาชนไปใช้ซ่อมวังวินเซอร์

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ใช่จะมาขอเงินกันได้ง่ายๆ ได้เงินจากประชาชนไปซ่อมบ้าน ก็ต้องเปิดบ้านหาเงินมาคืนประชาชนเช่นเดียวกัน


นี่เป็นโอกาสดีสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ นะครับ ใครที่ได้ไปเที่ยวลอนดอนในช่วงดังกล่าว อย่าลืมแวะเข้าไปชมกัน ราคาค่าเข้าชมคนละ 17 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ ตก 800-900 บาทไทย

ไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรล่วงหน้า ไปซื้อเอาหน้าวังได้เลย ใครไปดูช่วงนี้ ท่านจะได้มีเรื่องไปโม้กับเพื่อนฝูง เพราะนี่เพิ่งเป็นปีแรกๆ ที่เขาเปิดให้เข้าชม ก่อนหน้านี้ไม่มีใครได้ชมหรอกครับ เขตพระราชฐาน ใครจะให้ชมกันง่ายๆ

เสียดายที่ผมจัดโปรแกรมเที่ยวแน่นเอี๊ยด จึงไม่ได้เข้าไป ได้แต่ดูทหารเปลี่ยนการ์ดอยู่หน้าวังเท่านั้น

การเปลี่ยนการ์ดทหารนี่ เขาเริ่มประมาณ 11.30 ครับ ใช้เวลาครึ่ง ชม. ไปเสร็จเอาประมาณเที่ยงตรง แต่นักท่องเที่ยวมากมายจะมารอกันหน้าวังตั้งแต่ 10 โมงกว่าๆ ใครอยากได้มุมดีๆ ต้องไปเร็วหน่อย

แต่จากประสบการณ์ผมซึ่งไปเกาะรั้วดูมาแล้ว 2 ครั้ง แนะนำว่าไม่ต้องไปเร็วมากก็ได้ แต่ต้อง "หน้าด้าน" หน่อย ประมาณว่าค่อยๆแซะ ค่อยๆ แทรกฝูงชนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะได้มุมเจ๋งๆ เอง (ลองดูภาพที่ผมถ่ายมาประกอบนะครับ)

Changing of the Guard นี้ เป็นสิ่งที่เขาทำกันมายาวนานจนเป็นประเพณี และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั่วโลก ที่สำคัญ ดูฟรี ไม่มีชาร์จ ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนจะเปลี่ยนการ์ดกันแทบทุกวัน แต่ถ้าเป็นฤดูอื่นๆ ก็วันเว้นวัน อย่าลืมเช็คเวลาก่อนจัดโปรแกรมด้วย จะได้ไม่เสียเที่ยว

ว่ากันเรื่องเงินๆ ทองๆ กับราชวงศ์อังกฤษนี้ ไกด์คนเดิมเล่าว่า คนอังกฤษต้องเสียภาษีสนับสนุนราชวงศ์ คิดแล้วเป็นเงิน 62 เพนซ์ ต่อคน หรือประมาณ 30 บาทไทย (100 เพนซ์ = 1 ปอนด์, 1 ปอนด์ = ประมาณ 48บ. ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ ก.ย.2553)

โดยส่วนตัวของพี่ไกด์คนนี้ แกรู้สึกว่าเป็นเงินเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่ราชวงศ์อังกฤษสร้างให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ตลอดจนสถานที่สำคัญต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นมาโดยอดีตบูรพกษัตริย์ ซึ่งทุกวันนี้ทำรายได้ให้ประเทศเป็นเงินจำนวนมหาศาล

แต่ยังมีคนกลุ่มใหญ่ รู้สึกว่าพระราชีนีเองกลับเสียภาษีน้อยเกินไป โดยทุกวันนี้ พระองค์เสียภาษีประมาณ 10 ล้านปอนด์ต่อปี (ประมาณเกือบๆ 500 ล้านบาทไทย) โดยอัตรานี้ไม่เคยปรับขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้พระราชินีเสียภาษีให้มากขึ้น ให้เข้ากับยุคสมัย


นั่นเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซึ่งไม่ค่อยเข้าใครออกใคร ส่วนเรื่องความนิยมที่คนอังกฤษมีต่อราชวงศ์นี้ เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังว่า เคยมีการทำโพลเกี่ยวกับความนิยมของประชาชนอังกฤษต่อสถาบันกษัตริย์ จำได้ว่าฝ่ายที่อยากให้คงสถาบันไว้ มีมากกว่าฝ่ายที่อยากให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐหรือระบอบอื่นๆ ที่ไม่มีสถาบัน

แต่ที่น่าสนใจก็คือ คนอังกฤษ ไม่ว่าจะนิยมเจ้าหรือไม่ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรกติสุข ผมเคยคุยกับเพื่อนคนอังกฤษผู้หนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่า การจะนิยมหรือไม่นิยมเจ้า ไม่ต่างจากการชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองใด คือไม่ได้มีความผิดถ้าคุณไม่ชอบ และไม่ได้รู้สึกว่าคุณเป็นคนดีกว่าคนอื่นถ้าคุณเทิดทูนเจ้ามากกว่า

ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้โดยไม่ต้องโกรธไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน

ก็เป็นเรื่องที่เก็บมาฝากกันครับ ข้อมูลที่ผมเล่านี้ บางส่วนเป็นความรู้เดิมของผม บางส่วนเอามาจากไกด์คนอังกฤษ ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทุติยภูมิ คือ "ฟังเขาเล่า" มาอีกที จึงไม่อาจรับรองความถูกต้อง 100% ไม่แนะนำให้เอาไปอ้างอิง หรือถ้าจะเอาไปเล่า อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องก่อนนะครับ นี่คุยให้ฟังสบายๆ เท่านั้น ไม่ซีเรียส

ขอให้มีความสุขกันทุกท่านครับ :)

* ภาพประกอบ: จากข้างบน ภาพ 1-2 การเปลี่ยนการ์ดหน้าพระราชวังบัคกิ้งแฮม, ภาพ 3 ผมแทรกตัวอยู่ในฝูงชน, ภาพ 4 พระราชวังวินด์เซอร์

7 comments:

  1. ชอบ London ค่ะ แต่มันแพงงงงงงงงงงงงงงงงไปเสียทุกอย่าง ค่าวีซ่า ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าอะไรๆ ก็แพงไปหมด เป็นคนโสดนี่น่าอิจฉาจัง 555

    ReplyDelete
  2. จริงครับคุณแม่ไอโกะ เมื่อก่อนยิ่งแพงกว่านี้อีกเพราะบาทอ่อน ผมไปคราวแล้วปอนด์ละ 78 บาท คราวนี้เหลือปอนด์ละ 48 บาท ค่าใช้จ่ายลดลงเกือบครึ่ง

    เมื่อก่อน KFC มื้อนึง 4 ปอนด์ 300 กว่าบาท เดี๋ยวนี้ก็ยัง 4 ปอนด์ แต่คิดเป็นเงินไทยเหลือแค่ประมาณ 200 บาท แพงกว่าที่พารากอนหน่อยเดียวเอง

    ยังไงอังกฤษก็ยังแพงกว่าที่อื่น แต่ถ้าอยากไปจริงๆๆๆ ซักครั้ง ช่วงนี้เหมาะมากครับ

    ReplyDelete
  3. อึม ประหยัดไปเยอะในส่วนของ pocket money

    แล้วในส่วนของค่าตั๋วเครื่องบินและค่าห้องพักนี่ ลดลง่จากเมื่อก่อนด้วยรึเปล่าครับ อยากทราบว่าตะก่อนนี้สนนราคาประมาณเท่าไร

    ReplyDelete
  4. ค่าเครื่องบินแพงขึ้นเพราะน้ำมันแพงขึ้นครับ

    ส่วนค่าครองชีพอื่นๆ อย่างค่าที่พัก ค่าอาหาร ถ้าเอาหน่วยเป็นเงินปอนด์น่าจะแพงขึ้นทุกปี ปีละ 1-2% ผมไปมาเมื่อปี 46 (ปีที่ ศก.ไทยกำลังดีสุดๆ)พอไปคราวนี้ ก็แพงขึ้นจากตอนนั้นประมาณ 10% อย่างเป็ดโฟร์ซีซั่นส์ที่คนไทยชอบกิน จาก 10ปอนด์ ก็กลายเป็น 11ปอนด์กว่าๆ

    แต่ก็ยังถือว่าถูกกว่าเมื่อตอนที่ผมไปคราวแล้ว เพราะ คชจ.แพงขึ้น 10% แต่ค่าเงินแข็งขึ้นประมาณ 50% ครับ

    ReplyDelete
  5. อยากไปจริงๆ นะ ตอนที่ไปนั่นปอนด์นึง 38 บาท (คิดดูว่านานขนาดไหน :)

    นี่ก็ซื้อหุ้นตามสูตร 7thLTG ของคุณ dekisugi อยู่ ได้ปีนึงละ อีกสิบสี่ปีก็ว่าจะหนีลูกไปเที่ยวรอบโลกซะหน่อย 555

    ReplyDelete
  6. โอววว 38บ./ปอนด์ นานจริงๆ ครับ เหอๆๆ

    ว่าแต่พอร์ท 7LTG นี่ดังจริงๆ นะเนี่ย ผมก็เลือกมาบ้างบางตัวครับ :)

    ReplyDelete
  7. 38 baht a pound, the lowest record :-)

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ