Wednesday, October 27, 2010

"หมอประเวศ" กับปฐมเหตุ "สามก๊ก"


จากที่ได้เกริ่นไปในคราวที่แล้ว ว่าจะขอเขียนถึงเหตุที่มาของการแตกแผ่นดินออกเป็นสาม กลายเป็นยุค "สามก๊ก" อันลือลั่น ในประวัติศาสตร์ชาติจีน

เรื่องของเรื่องก็สืบเนื่องมาจากที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งท่านเป็นตัวหลักในคณะกรรมการปฏิรูปฯ ตามที่ได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี

ผมจำไม่ได้แล้วว่ากรรมการชุดของท่านมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าอะไร ยุคนี้สมัยนี้คณะกรรมการมีเยอะเหลือเกิน แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็น เอาเป็นว่า จะเล่าเรื่องสืบเนื่องจากคำพูดของคุณหมอก็แล้วกัน

ก่อนอื่นขอยกที่ท่านพูดมาไว้ตรงนี้อีกสักครั้ง ข้อความตอนนี้มาจากเว็บเมเนเจอร์ วันที่ 1 ต.ค. หมอประเวศท่านว่า ..

“เรื่องการแบ่งสี แบ่งข้างจนกลายเป็นความรุนแรง มาจากนักการเมืองทั้งสิ้น ประชาชนกันเองไม่เกี่ยว เขาอยู่ในชุมชนเดียวกัน ถ้าทะเลาะกันแตกหักเขาจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร แต่ความคิดของนักการเมืองที่ขัดแย้งกันแล้วลากพาประชาชนเข้าสู่สงคราม ยกตัวอย่างสามก๊ก โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน พาประชาชนไปตายกันเป็นแสนๆ คน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันเองเลย แต่นักการเมืองแย่งเมืองกัน จึงมีคนล้มตาย ถ้าคนในชุมชนได้ร่วมกันทำงานมีอำนาจมากขึ้นไม่อยู่ใต้อำนาจนักการเมือง สังคมก็จะไม่มีการแบ่งสี หรือแตกแยกกัน เพราะประชาชนเข้มแข็งขึ้นไม่ต้องกลัวนักการเมือง ประชาชนจะต้อนนักการเมืองให้ทำนโยบายตามความต้องการของประชาชน” นพ.ประเวศ กล่าว

ย้ำอีกครั้ง ..."ยกตัวอย่างสามก๊ก โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน พาประชาชนไปตายกันเป็นแสนๆ คน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันเองเลย แต่นักการเมืองแย่งเมืองกัน จึงมีคนล้มตาย"

ประโยคนี้แหล่ะครับ ทำให้ผมสะดุ้งตั้งแต่ครั้งแรกทีได้ยิน

แนวคิดเช่นนี้ เหมือนจะบอกว่า ชาวบ้านในสมัยโน้นเขาอยู่กันปรกติสุขดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว รักกันปานจะกลืนกิน แต่อยู่ๆ ก็โดนโจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน บังคับ หรือไม่ก็ปลุกระดม หรือไม่ก็โน้มน้าวด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก่อสงครามชิงบ้านชิงเมืองกัน จนคนตายมากมาย

แค่นี้ก็ผิดแล้วครับ แม้แต่น้องๆ ที่เคยอ่านสามก๊กหลายคนก็รู้ว่า กว่าแผ่นดินจีนยุคปลายราชวงศ์ฮั่นจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วค่อยๆ ควบรวมกลายเป็นสามนั้น มันมีที่มาที่ไปยาวนาน ดำเนินมาหลายสิบปี


ต้องไม่ลืมว่ายุคราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย ผู้ปกครองบริหารประเทศแบบเหลวแหลกฟอนเฟะ ฮ่องเต้โฉดเขลา ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง ข้าราชการกินสินบาทคาดสินบนตั้งแต่ระดับสูงสุดลงมา ข้อความตอนนี้พูดซ้ำกันเป็นพันๆ ครั้ง ใครพูดถึงสามก๊กก็ต้องเริ่มจากตรงนี้ ให้เห็นว่าแผ่นดินนี้มันลุกเป็นไฟแล้ว นั่นคือ "ปฐมเหตุ"

ทีนี้ พวก "ขบถโพกผ้าเหลือง" มันมาจากไหนเล่าครับ? มันก็ไอ้ชาวบ้านธรรมดานั่นแหล่ะ ชาวบ้านที่ทนไม่ไหวต่อการถูกกดขี่บีฑา ทำนาบนหลังคน จนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้

พอขบวนการปฏิวัติประชาชนโพกผ้าเหลืองยึดตีเมือง ครองพื้นที่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เกือบค่อนประเทศ รัฐบาลราชวงศ์ฮั่นจึงต้องออกประกาศให้ขุนศึกหัวเมืองต่างๆ ร่วมด้วยช่วยกันปราบ "ขบถ" (รัฐเขาใช้คำว่าปราบ "โจร")

เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เข้าสู่ยุทธจักรก็ตอนนี้แหล่ะครับ

สงครามที่ปะทุไปทั่วประเทศ จบลงด้วยการที่ฝ่ายรัฐมีชัยต่อฝ่ายขบถ ขบวนการปฏิวัติประชาชน "ถูกฆ่าตายไปนับแสนคน"

เห็นหรือยังครับว่าเหตุใดผมฟังหมอประเวศแล้วจึงขัดหู ก็เพราะก่อนหน้าที่ชื่อของ โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน จะดังกระฉ่อนไปทั่วแผ่นดินนั้น ได้เกิดการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายประชาชนผู้ต่อต้านรัฐขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งจบลงด้วยการที่คนจีนต้องสูญหายล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

ณ เวลานั้น ไอ้สามคนนั่นยังไม่มีใครรู้จักเลยนะครับ มันก็ตายเป็นเบือกันมาแล้ว!!

ที่คนตายเป็นเบือก็เพราะมันสู้กัน ประชาชนจับจอบจับเสียมขึ้นมาสู้ก็เพราะไม่มีจะกิน ถูกกดขี่ ไม่สู้ก็อดตาย ลุกขึ้นมาสู้เสียดีกว่ายังมีโอกาสจะรอด

ถ้านอนอยู่บ้านดีๆ อิ่มหนำสำราญ ใครมันจะอยากออกไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันเล่าครับ?

ผู้นำม็อบนั่นก็ไม่ใช่นักการเมืองระดับชาติที่ไหนหรอกครับ จางเจี่ยว จางเป่า จางเหลียง ก็ชาวบ้านเหมือนคุณเหมือนผมนี่แหล่ะ แต่เป็นนักบุญ ช่วยเหลือคนจนคนยาก ช่วยรักษาโรค เงินทองก็ไม่คิด เป็นพ่อพระของผู้ยากไร้ จะจริงใจแค่ไหนไม่รู้ แต่ว่าคนเขาก็ศรัทธา จะว่าสามพี่น้อง "ปลุกระดม" ก็ไม่ผิด แต่อยู่ๆ ไม่เคยทำความดีอะไรมาจะปลุกใครขึ้นได้อย่างไร?

เห็นไหมครับว่า หลายครั้งหลายหนนั้น ไม่ต้องมี "นักการเมือง" เป็นตัวช่วยเลย บรรดาชาวบ้านด้วยกันเอง ถ้ามันเดือดร้อนได้ที่ ขอเพียงมีแกนนำที่เข้มแข็ง จอบ เสียม ตะหลิว อยู่ใกล้ๆ มือ มันพร้อมจะสู้ทั้งนั้น

(แต่ถ้าบอกว่า สามพี่น้องแซ่จางเป็น "นักการเมือง" ผมว่าเราทุกคนก็เป็นนักการเมืองในระดับหนึ่งนะครับ)


ทีนี้ ถามว่าจะโทษเล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน ได้ไหม ต้องมองภาพให้ออกนะครับว่า บ้านเมืองในยุคหลังจากสงครามฝ่ายรัฐและฝ่ายขบถสิ้นสุดลง ตอนนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้ขึ้นครองราชย์แทนเลนเต้ แต่มันไม่ใช่บ้านเมืองที่ปรกติสุขเหมือนเดิม พูดง่ายๆ ก็คือ มันแตกออกไปเรียบร้อยแล้ว

ทีนี้ ดังประโยคแรกในสามก๊กว่าไว้ "อาณาจักรเป็นหนึ่งแล้วก็แตก แตกแล้วก็รวมเป็นหนึ่ง" ณ เวลานั้น แผ่นดินจีนกำลังอยู่ในกระบวนการของการ "รวมกลับเป็นหนึ่ง" ซึ่งก็แน่นอน ตัวละครหลักๆ ก็ต้องเป็นพวกขุนศึกทั้งหลาย

ใครอ่อนแอก็ล้มตาย หมดอำนาจไป กลายเป็นลูกไล่ ยอมสวามิภักดิ์ มีใครบ้างล่ะครับ ชื่อก็คุ้นๆ กันทั้งนั้น อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว เตียวสิ้ว เตียวฬ่อ เล่าเปียว เล่าเจี้ยง กองซุนจ้าน ม้าเท้ง ฯลฯ เป็นสิบๆ คน นับไปเถอะ

กลืนกันไป กลืนกันมา ใช้เวลาหลายสิบปี จำนวนคนตายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายผู้ยิ่งใหญ่ก็เหลือแค่สาม โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปครับ เมื่อแตกออกมันก็ต้องมีกระบวนการ ต้องใช้ระยะเวลาในการกลับรวมเข้า ไม่ใช่บ้านเมืองปกติสุขอยู่ดีๆ แล้ว เล่าปี่ โจโฉ ขึ้นเวทีปลุกระดม คนมันเลยออกมาฆ่ากันเสียเมื่อไร

บ้านเมืองมาถึงจุดที่ฆ่ากันได้ มันต้องมีเหตุมีผล อย่างยุคสามก๊กนี่มันฟอนเฟะมานานแล้ว พอหมักบ่มถึงจุดหนึ่งจึงปะทุขึ้น พอไปสรุปว่า "ประชาชนเขาไม่ได้ทะเลาะกัน" ผมจึงไม่เห็นด้วยเต็มๆ

เขาทะเลาะกันมานานแล้วครับ ทะเลาะกันเพราะไม่มีอะไรจะกิน คนที่เห็นด้วยกับขบถผ้าเหลืองก็มี ที่ไม่เห็นด้วยก็มี

ที่สำคัญ "ความบรรลัย" นั้น เกิดขึ้นก่อนที่จะมีเล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน เสียด้วยซ้ำ

ในความคิดของผม แม้ว่าทั้ง เล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน แต่ทั้งสามมีความเป็น "ผลพวง" ของความฟอนเฟะในประเทศ มากกว่าที่จะเป็น "สาเหตุ" เสียอีก!!

โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน และขุนศึกคนอื่นๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งใน "กระบวนการ" ทางการเมือง จะไปโทษทั้งสามเสียทุกอย่างนั้น ไม่ใช่แน่ๆ


โดยสรุป ถ้าอ่านจากคำพูด หมอประเวศแกยังมีความเชื่อในทำนองเดียวกับความเชื่อมหานิยมที่ว่า "นักการเมือง" เป็นต้นเหตุแห่งความฉิบหายทุกอย่างในบ้านเมืองนี้ ซึ่งผมคนหนึ่งล่ะที่ขออนุญาตไม่เห็นด้วย

"นักการเมือง" นั้น ส่วนใหญ่ก็ชั่วจริง คงไม่มีใครเถียง แต่ถ้าดูจากยุคสามก๊ก พวก "ผู้ปกครอง" ที่อยู่เหนือนักการเมืองนี่แหล่ะ ตัวแสบสุด พวกขันที ทหาร ขุนน้ำขุนนาง อำมาตย์ ศาล พวกนี้แหล่ะที่แย่งผลประโยชน์กันจนเละเทะ

นักการเมืองขุนศึกอย่าง โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน ได้ออกมามีบทบาทในแผ่นดินก็เพราะความเลวของคนกลุ่มพวกนี้มิใช่หรือครับ?

การจะปฏิรูปบ้านเมืองได้นั้น ต้องมองที่มาของปัญหาให้ถึงแก่น หากมองตื้นเขินเพียงแต่ว่า "คนไม่กี่คน" ลุกขึ้นมาพาไปไปล้มตาย เช่นนี้ผมว่าปฏิรูปไม่สำเร็จแน่ๆ

จะให้แก้แต่นักการเมือง ไอ้พวกที่เหลือนี่มันประเสริฐทุกอย่าง คิดแบบนี้ก็ฝันไปเถิดครับว่าจะปฏิรูปอะไรสำเร็จ

หมอประเวศท่านเป็นปูชนียบุคคลของสังคมไทยอย่างแท้จริง ที่สำคัญ ท่านมีเมตตากรุณาต่อผู้ยากไร้มาโดยตลอด ดีกว่าผู้ดีตีนแดงจำนวนมากที่เห็นคนจนเป็นเศษขยะ หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ราษฎรอาวุโสผู้นี้ได้พิสูจน์แล้วว่า "อริยบุคคล" นั้น เขาเป็นกันอย่างไร

แต่การจะทำงานที่ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาอย่างการปฏิรูป ต้องมองปัญหาให้ถ่องแท้ และที่สำคัญ ต้องมองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่มองแบบอุดมคติ

คนแบบหมอประเวศท่านอยู่ในที่สูง ถ้าเราไปลากท่านลงมาจากหิ้ง เราก็ต้องวิจารณ์ท่านได้ มิใช่ไม่เคารพ แต่ต้องพูดได้

บังเอิญท่านพาดพิงมาถึงสามก๊ก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมพอรู้ ด้วยปัญญาอันน้อยนิดที่ผมมี จึงขออนุญาตชี้แจงบ้าง ก็เท่านั้นเองครับ

Saturday, October 23, 2010

เมื่อ "หมอประเวศ" พาดพิงถึง "สามก๊ก"

-
-

ผมยกย่อหน้านี้มาจากเว็บเมเนเจอร์ วันที่ 1 ต.ค. 2553 หลังจากมีลูกศิษย์บอกใน Twitter ว่าท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี กล่าววิพากษ์ความขัดแย้งในเมืองไทย โดยพาดพิงไปถึงเรื่อง "สามก๊ก" ด้วย

ท่านว่าอย่างนี้ครับ...

“ เรื่องการแบ่งสี แบ่งข้างจนกลายเป็นความรุนแรง มาจากนักการเมืองทั้งสิ้น ประชาชนกันเองไม่เกี่ยว เขาอยู่ในชุมชนเดียวกัน ถ้าทะเลาะกันแตกหักเขาจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร แต่ความคิดของนักการเมืองที่ขัดแย้งกันแล้วลากพาประชาชนเข้าสู่สงคราม ยกตัวอย่างสามก๊ก โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน พาประชาชนไปตายกันเป็นแสนๆคนทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันเองเลย แต่นักการเมืองแย่งเมืองกันจึงมีคนล้มตาย ถ้าคนในชุมชนได้ร่วมกันทำงานมีอำนาจมากขึ้นไม่อยู่ใต้อำนาจนักการเมือง สังคมก็จะไม่มีการแบ่งสี หรือแตกแยกกัน เพราะประชาชนเข้มแข็งขึ้นไม่ต้องกลัวนักการเมือง ประชาชนจะต้อนนักการเมืองให้ทำนโยบายตามความต้องการของประชาชน” นพ.ประเวศ กล่าว


ผมยังไม่ขอบอกว่าคิดอย่างไรต่อทรรศนะตรงนี้ของหมอประเวศ แต่พอดีมีน้องๆ บอกมาว่าอยากให้ผมเขียนเรื่องสามก๊กให้มากขึ้น เพราะน้องๆ บางคนไม่ได้จัดเจนสนใจในเรื่องธุรกิจ อยากให้ผมเขียนเรื่องจีนๆ เหมือนที่เคยบ้าง

เลยคิดว่าดีเหมือนกัน ไหนๆ ก็ไม่ได้เขียนเรื่องสามก๊กนานแล้ว เดี๋ยว 1-2 วันนี้ จะมาชวนคุยเรื่องอะไรเป็นเหตุแท้จริงให้เกิดยุคสามก๊กในจีน ยุคที่บ้านเมืองแตกออกเป็นสาม ประชาชนแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย แผ่นดินลุกเป็นไฟ

จะเป็นอย่างที่หมอประเวศว่าไว้หรือไม่ คราวหน้ามาคุยกันประสาคอสามก๊กนะครับ หรือไม่ใช่แฟนสามก๊กก็อ่านได้คร้าบบบ :)

หมายเหตุ -- ภาพประกอบจาก Prawase.com
-
-

Tuesday, October 19, 2010

SMEs ชี้ชัด (3): "จูงใจให้ได้ วัดผลให้ดี"


เมื่อไม่นานมานี้ ผมคุยกับเพื่อนที่เป็นพนักงานแบงค์คนหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่าธนาคารที่เขาทำงานได้ออกนโยบายให้พนักงานช่วยกันระดมเงินฝากจากบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ญาติมิตร โดยจำนวนเงินฝากที่หามาได้ จะมีผลต่อการพิจารณาความดีความชอบตอนปลายปีด้วย

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวใช้บังคับกับพนักงานทุกฝ่าย แม้ว่าโดยตำแหน่งหน้าที่จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับลูกค้าเลยแม้แต่น้อย เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่าย IT ฯลฯ

ผมได้ยินเช่นนี้แล้วก็รู้สึกแปลกๆ คิดอยู่เหมือนกันว่าหากเราเป็นลูกจ้างแบงค์ที่ว่าคงอึดอัดน่าดู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากหน้าที่ของเราไม่ได้เกี่ยวกับการขาย แต่กลับต้องมาถูกบังคับให้ขาย และถ้าขายไม่ได้ยังอาจโดนแป้กขั้นอีกต่างหาก (สำหรับธนาคาร การระดมเงินฝากก็คือการขายอย่างหนึ่ง)

อย่างไรก็ตาม คุยไปคุยมา เพื่อนผมคนที่ว่าเขาก็คิดวิธีหลบเลี่ยงไว้แล้วแบบไม่ยุ่งยากมากนัก คืออาจจะให้ญาติสักคนไปเปิดบัญชีโดยเอาเงินเข้ามาไว้ในแบงค์ตามจำนวนที่ธนาคารกำหนด พร้อมระบุชื่อผู้แนะนำให้เปิดบัญชีเป็นชื่อของเขา เสร็จแล้วก็ให้ญาติโอนเงินออกจากบัญชีทันที หรือจะโอนออกเมื่อไรก็แล้วแต่จะซิกแซกเอา

แม้ว่าธนาคารจะมีระเบียบกฏเกณฑ์บางอย่างในการตรวจสอบแต่ก็ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะเจ้าบัญชีย่อมมีอิสระที่จะโยกย้ายเงินเข้าหรือออกอย่างไรก็ได้ ยากที่ธนาคารจะไปตรวจเช็คว่าลูกค้าของพนักงานคนไหนมาเปิดบัญชีแล้วโอนเงินออกทันที เช็คอย่างไรก็เช็คไม่ไหว

กฏระเบียบบางอย่าง เกิดขึ้นมาโดยไม่รู้จักยืดหยุ่น และแทนที่จะใส่แรงจูงใจเข้าไปเพื่อให้คนเขาทำตาม ผู้ออกกฏกลับใช้วิธีบังคับขืนใจให้ทำ ไม่ดีหรอกครับ ทำแบบนี้ นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว เผลอๆ พนักงานดีๆ อาจจะลาออกด้วยความอึดอัดก็ได้

อย่างกรณีธนาคารที่ผมยกมา แม้จะได้เงินฝากเพิ่มขึ้นบ้าง ตัวเลขที่ได้มาก็เป็นตัวเลขหลอกๆ แต่พนักงานจะเสียขวัญและกำลังใจ วิธีเช่นนี้ SMEs ที่ไหนอย่าไปทำตามนะครับ เพราะพนักงานของท่านอยู่ได้ไม่นานก็จะพากันหนี รับคนเข้ามาได้ไม่นานเดี๋ยวก็ลาออกกันหมด

ถ้าเราอยากให้พนักงานสร้างยอดขายหรือปั๊มผลงานอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งอยู่นอกเหนือหน้าที่ของเขา หรือแม้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของเขาก็ตาม ไม่มีอะไรดีกว่าการเสริม "แรงจูงใจ" เข้าไปด้วยวิธีต่างๆ

ที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือให้ค่าคอมมิชชั่นเป็นตัวเงิน หรืออาจจะให้อะไรอื่นๆ ร่วมด้วยก็ได้ ใครทำก็ได้ค่าตอบแทนพิเศษ ใครไม่ทำก็ไม่เป็นไร เช่นนี้ถือว่าแฟร์

หากจะเอาทฤษฎีจิตวิทยามาว่ากัน คงต้องไปยกเอาพีรามิดของ Maslow ซึ่งผมคงไม่อยากลงลึกขนาดนั้น แต่เอาเป็นว่า ถ้าเราอยากได้อะไรจากคนของเรา จงพยายามหลีกเลี่ยง "การบังคับ" และใช้ "แรงจูงใจ" จะได้ผลมากกว่า

ที่สำคัญ "การวัดผล" นั้น ต้องวัดได้จริงๆ ไม่ใช่วัดแบบทื่อๆ อย่างตัวอย่างที่ผมยกมานั้น หากวัดเงินที่เข้ามา แต่ไม่ดูเงินที่ออกไป สิ่งที่แบงค์จะได้รับก็คือเงินที่ไหลเข้ามาแล้วก็ไหลออกไปทันที เหมือนเติมน้ำใส่ในเหยือกที่มีรูรั่ว เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม วนเวียนอยู่อย่างนี้ หาได้เกิดประโยชน์แท้จริงไม่

อย่าลืมนะครับ อยากได้ผลเลิศ ต้อง "ใช้แรงจูงใจ" อย่าบังคับใจกัน ที่สำคัญ "การวัดผล" ต้องวัดได้จริง ถ้าเกณฑ์การวัดไม่เที่ยงตรงหรือมีช่องโหว่ เดี๋ยวจะเสียค่าโง่ฟรีๆ ครับ
-
-
-
-

Wednesday, October 13, 2010

"สัญญาเปลี่ยนโลก"


เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข่าวคราวที่สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลกข่าวหนึ่งก็คือ การที่ "บิลล์ เกตส์" และ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" สองมหาเศรษฐีอันดับ 1 และ 2 ของโลก ได้ออกเดินสายรณรงค์ให้มหาเศรษฐีอเมริกัน บริจาคทรัพย์สินของตัวเองอย่างน้อย 50% ให้กับการกุศล

ล่าสุด ทั้ง บิลล์ และ วอร์เรน ได้ขยายพื้นที่รณรงค์ไปถึงเมืองจีนเรียบร้อยแล้ว ได้ยินว่า "เศรษฐีขี้งก" หลายคนหลบกันพรึ่บพรั่บเลยทีเดียว ประมาณว่าไม่อยากเสียทรัพย์ บ้างก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองรวยขนาดไหน แต่ก็มีหลายคนที่ตกลงปลงใจร่วมด้วยช่วยกัน น่าชื่นชมครับ

รายละเอียดของข่าวนี้มีอยู่พอสมควร วันหลังจะมาชวนคุยเพิ่มเติม แต่วันนี้ ผมขอหยิบเอาแถลงการณ์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เขียนถึงสาธารณชน เกี่ยวกับภารกิจ "เปลี่ยนโลก" ของเขาครั้งนี้มาให้ได้อ่านกัน

แถลงการณ์ของบัฟเฟตต์ฉบับนี้ มีชื่อว่า "My Philanthropic Pledge" แปลตรงตัวว่า "คำมั่นสัญญาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมวลมนุษยชาติ" แต่ผมเรียกสั้นๆ ว่า "สัญญาเปลี่ยนโลก" ยกเอามาจากนิตยสาร Fortune วันที่ 5 กรกฎาคม 2010 อ่านแล้วขนลุก น้ำตาซึม เลยอยากเอามาแปลไว้ให้ได้อ่านกัน

อ่านแล้ว ใครเคยบอกว่า "ความรวย" คือ "ความเลว" คุณอาจจะต้องคิดใหม่...

ใครไม่รู้ว่า "คนยิ่งใหญ่" ที่แท้จริงเป็นอย่างไร คุณจะได้รู้เมื่ออ่านแถลงการณ์ฉบับนี้จบลง!!

ขอเชิญครับ

-
-
-

"สัญญาเปลี่ยนโลก" โดย วอร์เรน บัฟเฟตต์

ในปี 2006 ผมได้ตกลงใจที่จะผ่องถ่ายหุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศลหลายแห่ง เพื่อช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติ ผมมีความสุขที่สุดแล้วกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

ตอนนี้ บิลล์และเมลินดา เกตส์ กับตัวผม กำลังขอให้มหาเศรษฐีอเมริกันนับร้อยคน ร่วมบริจาคอย่างน้อย 50% ของทรัพย์สินที่พวกเขามีให้กับการกุศล ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการดี หากจะขยายความให้ทุกคนเข้าใจถึงเจตนา และอธิบายว่าแท้จริงแล้วผมมีความคิดอย่างไรจึงได้ออกมาเสนอแนวคิดเช่นนี้

อันดับแรก คำมั่นสัญญาของผมคือ มากกว่า 99% ของสินทรัพย์ของผมจะถูกผ่องถ่ายให้กับการกุศล ตั้งแต่ตอนนี้ที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ต่อเนื่องไปจนเมื่อผมเสียชีวิตแล้ว เมื่อวัดเป็นตัวเงินแล้ว คำมั่นสัญญาครั้งนี้ถือว่ามากมายมหาศาล แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีผู้คนอีกมาก ที่ "ให้" ผู้อื่นมากกว่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีคนอีกเป็นล้านๆ คน ที่บริจาคเงินให้โบสถ์ โรงเรียน และองค์กรอื่นๆ แทนที่จะเอาเงินนั้นไปใช้ในครอบครัวของพวกเขา เงินเหล่านี้ พวกเขาสามารถเอาไปดูหนัง กินข้าว หรือใช้เพื่อความสุขสบายส่วนตัวอีกเท่าไรก็ได้ ตรงกันข้าม ครอบครัวของผมไม่ได้มีอะไรขาดหายไปเลย แม้จะหยิบยื่นทรัพย์สินถึง 99% ให้กับสาธารณะ

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยคำมั่นสัญญานี้ ผมยังไม่ได้บริจาคสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม นั่นก็คือ "เวลา" คนจำนวนมาก รวมทั้งที่ผมภูมิใจอย่างมากที่จะบอกก็คือ ลูกทั้งสามคนของผม ได้ใช้ทั้งเวลาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ของขวัญในลักษณะนี้มีค่ายิ่งกว่าเงินมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น เด็กด้อยโอกาสสักคนหนึ่ง ได้รับกำลังใจและการดูแลที่ดีจากพี่เลี้ยงที่เป็นห่วงเป็นใย ถือว่าเด็กคนนั้นได้รับของขวัญที่ล้ำค่ามากกว่าตัวเลขที่เขียนอยู่บนเช็คสักใบเสียอีก น้องสาวของผม ดอริส ก็ได้ช่วยเหลือผู้คนแบบเข้าถึงตัวแทบทุกวัน ที่ผมทำนี้จึงถือว่าเล็กน้อยเหลือเกิน

สิ่งที่ผมทำได้ คือเอาส่วนหนึ่งของใบหุ้นเบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็นเงิน และแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่านี้ได้ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ที่โชคไม่ดีพอที่จะได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต

จนถึงวันนี้ หุ้นของผม 20% ได้รับการแจกจ่ายออกไปเรียบร้อยแล้ว (รวมถึงหุ้นในส่วนของอดีตภรรยาผู้ล่วงลับของผม ซูซี่ บัฟเฟตต์ ด้วย) และทุกๆ ปี ผมจะยังคงบริจาคหุ้นของผมประมาณ 4% ไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว หุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ทั้งหมดของผมที่จำหน่ายจ่ายแจกออกไป จะต้องไม่คงค้างเป็นเงินกองทุนอยู่ แต่ผมต้องการให้มันถูกใช้จ่ายออกไปจริงๆ เพื่อช่วยเหลือคนที่มีความจำเป็น

คำมั่นสัญญาอันนี้ จะไม่ทำให้ชีวิตประจำวันของผมหรือของลูกผมต้องได้รับผลกระทบ พวกเขาได้รับเงินจำนวนมากพอที่จะใช้ส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะยังคงได้รับมากขึ้นอีกในอนาคต พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายและมีคุณค่า และผมจะยังคงใช้ชีวิตในวิถีทางที่ทำให้ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ในชีวิตนี้ต่อไป

วัตถุและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ชีวิตของผมสะดวกสบาย แต่วัตถุบางอย่างไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น ผมชอบที่จะมีเครื่องบินส่วนตัวราคาแพงๆ แต่การมีบ้านสัก 5-6 หลักนั้นกลับเป็นภาระ โดยมากแล้ว การครอบครองวัตถุมากๆ ผู้ครอบครองมักจะกลายเป็นผู้ถูกครอบครองเสียเอง

ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผม นอกจากสุขภาพแล้ว จึงเป็นเพื่อนที่คบหากันมานานๆ ต่างหาก

ความมั่งคั่งของผมมาจากเหตุผลหลายประการ ประการสำคัญคือการได้เกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมถือว่าเป็น "ยีนส์ที่โชคดี" และเป็นผลประโยชน์อยู่ในตัวของมันเอง ผมถือว่าทั้งผมและลูกๆ ของผม ล้วนแล้วแต่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

(ในปี 1930 ที่ผมเกิด โอกาสที่ประชากรโลกสักคนจะเกิดมาเป็นคนอเมริกันมีแค่ 1 ใน 30 เท่านั้น นอกจากนี้ การที่ผมเกิดเป็นผู้ชายและเป็นคนผิวขาว ยังทำให้ผมไม่ต้องเจอกับอุปสรรคที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ในเวลานั้นต้องเผชิญอีกด้วย)

ความโชคดีของผมอีกขั้นหนึ่ง คือการได้อยู่ในระบบตลาดที่บางครั้งทำให้เกิดความบิดเบือน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็เป็นคุณต่อประเทศชาติ

ผมทำงานในระบบเศรษฐกิจที่ให้รางวัลกับคนที่ออกไปสู้รบในสงครามด้วย "เหรียญเกียรติยศ" ให้รางวัลกับครูด้วย "โน้ตขอบคุณ" จากผู้ปกครอง แต่ให้รางวัลกับคนที่เจอหลักทรัพย์ที่ถูกประเมินมูลค่าแบบผิดๆ ด้วยการทำให้เขาคนนั้นกลายเป็น "มหาเศรษฐี"

มุมมองของครอบครัวของผมและตัวผมเองก็คือ ความโชคดีแบบสุดพิเศษอันนี้ ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นความน่าภาคภูมิใจ แม้ว่าเราสามารถใช้เงินมากกว่า 1% ของที่เรามีไปเพื่อตัวเอง ความสุขหรือความสมบูรณ์พูนผลก็คงไม่อาจเพิ่มมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

ตรงกันข้าม สิ่งที่เหลืออยู่ 99% สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลกับสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่น ความเป็นจริงดังกล่าวส่งผลให้ผมทำในสิ่งนี้ นั่นก็คือ เก็บทรัพย์สินเอาไว้เพื่อใช้ในทุกสิ่งที่เราต้องการ และแจกจ่ายส่วนที่เหลือให้กับสังคม

คำมั่นสัญญาของผมจึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้

-- วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ --
-
-
-

Monday, October 11, 2010

อยากดูอินทรีแดง


เห็นเขาว่าหนังเรื่อง "อินทรีแดง" ทำได้ดีมากทีเดียว ดีกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่คนไทยเคยทำมาก่อนหน้านี้ เลยว่าจะหาโอกาสไปดูเหมือนกัน ใครไปดูมาแล้วชอบไม่ชอบบอกกันบ้างก็ดีนะครับ :)



-
-
-