Wednesday, October 13, 2010

"สัญญาเปลี่ยนโลก"


เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข่าวคราวที่สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลกข่าวหนึ่งก็คือ การที่ "บิลล์ เกตส์" และ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" สองมหาเศรษฐีอันดับ 1 และ 2 ของโลก ได้ออกเดินสายรณรงค์ให้มหาเศรษฐีอเมริกัน บริจาคทรัพย์สินของตัวเองอย่างน้อย 50% ให้กับการกุศล

ล่าสุด ทั้ง บิลล์ และ วอร์เรน ได้ขยายพื้นที่รณรงค์ไปถึงเมืองจีนเรียบร้อยแล้ว ได้ยินว่า "เศรษฐีขี้งก" หลายคนหลบกันพรึ่บพรั่บเลยทีเดียว ประมาณว่าไม่อยากเสียทรัพย์ บ้างก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองรวยขนาดไหน แต่ก็มีหลายคนที่ตกลงปลงใจร่วมด้วยช่วยกัน น่าชื่นชมครับ

รายละเอียดของข่าวนี้มีอยู่พอสมควร วันหลังจะมาชวนคุยเพิ่มเติม แต่วันนี้ ผมขอหยิบเอาแถลงการณ์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เขียนถึงสาธารณชน เกี่ยวกับภารกิจ "เปลี่ยนโลก" ของเขาครั้งนี้มาให้ได้อ่านกัน

แถลงการณ์ของบัฟเฟตต์ฉบับนี้ มีชื่อว่า "My Philanthropic Pledge" แปลตรงตัวว่า "คำมั่นสัญญาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมวลมนุษยชาติ" แต่ผมเรียกสั้นๆ ว่า "สัญญาเปลี่ยนโลก" ยกเอามาจากนิตยสาร Fortune วันที่ 5 กรกฎาคม 2010 อ่านแล้วขนลุก น้ำตาซึม เลยอยากเอามาแปลไว้ให้ได้อ่านกัน

อ่านแล้ว ใครเคยบอกว่า "ความรวย" คือ "ความเลว" คุณอาจจะต้องคิดใหม่...

ใครไม่รู้ว่า "คนยิ่งใหญ่" ที่แท้จริงเป็นอย่างไร คุณจะได้รู้เมื่ออ่านแถลงการณ์ฉบับนี้จบลง!!

ขอเชิญครับ

-
-
-

"สัญญาเปลี่ยนโลก" โดย วอร์เรน บัฟเฟตต์

ในปี 2006 ผมได้ตกลงใจที่จะผ่องถ่ายหุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศลหลายแห่ง เพื่อช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติ ผมมีความสุขที่สุดแล้วกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

ตอนนี้ บิลล์และเมลินดา เกตส์ กับตัวผม กำลังขอให้มหาเศรษฐีอเมริกันนับร้อยคน ร่วมบริจาคอย่างน้อย 50% ของทรัพย์สินที่พวกเขามีให้กับการกุศล ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการดี หากจะขยายความให้ทุกคนเข้าใจถึงเจตนา และอธิบายว่าแท้จริงแล้วผมมีความคิดอย่างไรจึงได้ออกมาเสนอแนวคิดเช่นนี้

อันดับแรก คำมั่นสัญญาของผมคือ มากกว่า 99% ของสินทรัพย์ของผมจะถูกผ่องถ่ายให้กับการกุศล ตั้งแต่ตอนนี้ที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ต่อเนื่องไปจนเมื่อผมเสียชีวิตแล้ว เมื่อวัดเป็นตัวเงินแล้ว คำมั่นสัญญาครั้งนี้ถือว่ามากมายมหาศาล แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีผู้คนอีกมาก ที่ "ให้" ผู้อื่นมากกว่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีคนอีกเป็นล้านๆ คน ที่บริจาคเงินให้โบสถ์ โรงเรียน และองค์กรอื่นๆ แทนที่จะเอาเงินนั้นไปใช้ในครอบครัวของพวกเขา เงินเหล่านี้ พวกเขาสามารถเอาไปดูหนัง กินข้าว หรือใช้เพื่อความสุขสบายส่วนตัวอีกเท่าไรก็ได้ ตรงกันข้าม ครอบครัวของผมไม่ได้มีอะไรขาดหายไปเลย แม้จะหยิบยื่นทรัพย์สินถึง 99% ให้กับสาธารณะ

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยคำมั่นสัญญานี้ ผมยังไม่ได้บริจาคสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม นั่นก็คือ "เวลา" คนจำนวนมาก รวมทั้งที่ผมภูมิใจอย่างมากที่จะบอกก็คือ ลูกทั้งสามคนของผม ได้ใช้ทั้งเวลาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ของขวัญในลักษณะนี้มีค่ายิ่งกว่าเงินมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น เด็กด้อยโอกาสสักคนหนึ่ง ได้รับกำลังใจและการดูแลที่ดีจากพี่เลี้ยงที่เป็นห่วงเป็นใย ถือว่าเด็กคนนั้นได้รับของขวัญที่ล้ำค่ามากกว่าตัวเลขที่เขียนอยู่บนเช็คสักใบเสียอีก น้องสาวของผม ดอริส ก็ได้ช่วยเหลือผู้คนแบบเข้าถึงตัวแทบทุกวัน ที่ผมทำนี้จึงถือว่าเล็กน้อยเหลือเกิน

สิ่งที่ผมทำได้ คือเอาส่วนหนึ่งของใบหุ้นเบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็นเงิน และแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่านี้ได้ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ที่โชคไม่ดีพอที่จะได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต

จนถึงวันนี้ หุ้นของผม 20% ได้รับการแจกจ่ายออกไปเรียบร้อยแล้ว (รวมถึงหุ้นในส่วนของอดีตภรรยาผู้ล่วงลับของผม ซูซี่ บัฟเฟตต์ ด้วย) และทุกๆ ปี ผมจะยังคงบริจาคหุ้นของผมประมาณ 4% ไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว หุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ทั้งหมดของผมที่จำหน่ายจ่ายแจกออกไป จะต้องไม่คงค้างเป็นเงินกองทุนอยู่ แต่ผมต้องการให้มันถูกใช้จ่ายออกไปจริงๆ เพื่อช่วยเหลือคนที่มีความจำเป็น

คำมั่นสัญญาอันนี้ จะไม่ทำให้ชีวิตประจำวันของผมหรือของลูกผมต้องได้รับผลกระทบ พวกเขาได้รับเงินจำนวนมากพอที่จะใช้ส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะยังคงได้รับมากขึ้นอีกในอนาคต พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายและมีคุณค่า และผมจะยังคงใช้ชีวิตในวิถีทางที่ทำให้ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ในชีวิตนี้ต่อไป

วัตถุและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ชีวิตของผมสะดวกสบาย แต่วัตถุบางอย่างไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น ผมชอบที่จะมีเครื่องบินส่วนตัวราคาแพงๆ แต่การมีบ้านสัก 5-6 หลักนั้นกลับเป็นภาระ โดยมากแล้ว การครอบครองวัตถุมากๆ ผู้ครอบครองมักจะกลายเป็นผู้ถูกครอบครองเสียเอง

ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผม นอกจากสุขภาพแล้ว จึงเป็นเพื่อนที่คบหากันมานานๆ ต่างหาก

ความมั่งคั่งของผมมาจากเหตุผลหลายประการ ประการสำคัญคือการได้เกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมถือว่าเป็น "ยีนส์ที่โชคดี" และเป็นผลประโยชน์อยู่ในตัวของมันเอง ผมถือว่าทั้งผมและลูกๆ ของผม ล้วนแล้วแต่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

(ในปี 1930 ที่ผมเกิด โอกาสที่ประชากรโลกสักคนจะเกิดมาเป็นคนอเมริกันมีแค่ 1 ใน 30 เท่านั้น นอกจากนี้ การที่ผมเกิดเป็นผู้ชายและเป็นคนผิวขาว ยังทำให้ผมไม่ต้องเจอกับอุปสรรคที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ในเวลานั้นต้องเผชิญอีกด้วย)

ความโชคดีของผมอีกขั้นหนึ่ง คือการได้อยู่ในระบบตลาดที่บางครั้งทำให้เกิดความบิดเบือน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็เป็นคุณต่อประเทศชาติ

ผมทำงานในระบบเศรษฐกิจที่ให้รางวัลกับคนที่ออกไปสู้รบในสงครามด้วย "เหรียญเกียรติยศ" ให้รางวัลกับครูด้วย "โน้ตขอบคุณ" จากผู้ปกครอง แต่ให้รางวัลกับคนที่เจอหลักทรัพย์ที่ถูกประเมินมูลค่าแบบผิดๆ ด้วยการทำให้เขาคนนั้นกลายเป็น "มหาเศรษฐี"

มุมมองของครอบครัวของผมและตัวผมเองก็คือ ความโชคดีแบบสุดพิเศษอันนี้ ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นความน่าภาคภูมิใจ แม้ว่าเราสามารถใช้เงินมากกว่า 1% ของที่เรามีไปเพื่อตัวเอง ความสุขหรือความสมบูรณ์พูนผลก็คงไม่อาจเพิ่มมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

ตรงกันข้าม สิ่งที่เหลืออยู่ 99% สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลกับสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่น ความเป็นจริงดังกล่าวส่งผลให้ผมทำในสิ่งนี้ นั่นก็คือ เก็บทรัพย์สินเอาไว้เพื่อใช้ในทุกสิ่งที่เราต้องการ และแจกจ่ายส่วนที่เหลือให้กับสังคม

คำมั่นสัญญาของผมจึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้

-- วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ --
-
-
-

5 comments:

  1. พี่คิดว่าเค้าหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีเสียอีก เพราะหากเค้าเก็บเงินไว้แล้วต้องให้ภาษ๊มรดก ก็จะตกประมาณ 70เปอร์เซนต์ของเงินที่มีรายได้ของเค้า เค้าก็เลยเอาเงินมาบริจาคดีกว่าจ่ายภาษี ภาพลักษณ์ก็ดูดี แล้วก็ได้ทำบุญด้วย ไม่งั้นก็จ่ายแค่ภาษี รัฐบาลได้ไปอย่างเดียว จริงเท็จแค่ไหนไขข้อเท็จจริงได้น่ะค่ะ

    ReplyDelete
  2. แมนจริงๆ ถ้าคนรวยในเมืองไทยรู้จัก "ให้อย่างมีความรับผิดชอบ" ไม่ใช่สักแต่ว่าบริจาคเพื่อออกทีวีหรือเพื่อให้สังคมยอมรับ ประเทศเราจะดีขึ้นอีกมาก

    สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องคือบัฟเฟตต์ไม่ได้รวยเฉยๆ แต่รวยแล้วสั่งสอนลูกด้วย ผมคิดว่าน่าประทับใจมาก ขอบคุณที่เอาเรื่องดีๆ มาแบ่งปันกันนะครับ

    ReplyDelete
  3. Dr.Tiwa

    ผมมั่นใจว่าไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ด้วยเหตุผลดังนี้

    1. ผมไม่ได้มีความรู้เรื่อง กม.ภาษีมรดกของอเมริกา แต่ตัวเลข 70% นี่ ผมคิดว่าไม่น่าเป็นเช่นนั้น โดยใช้ commonsense มิเช่นนั้นเศรษฐีอเมริกันคงย้ายนิวาสถานไปอยู่ในประเทศที่ tax free กันหมด เพราะมันไม่คุ้มที่จะทำมาหากินทั้งชีวิตเพื่อยก 70% ให้รัฐ เท่ากับว่าอเมริกาจะเป็นประเทศที่เป็นกึ่งสังคมนิยม เพราะไม่สามารถสืบทอดความมั่งคั่งให้ลูกหลานได้เลย

    2. ด้วยความเชื่อพื้นฐานจากข้อ 1 ถ้าบัฟเฟตต์ไม่บริจาคหุ้นให้การกุศล เมื่อเขาเสียชีวิต หุ้นของเขาก็จะกลายเป็นมรดกของลูก แม้ต้องจ่ายภาษีมรดกบ้าง (มากน้อยเท่าไรไม่ทราบ แต่ไม่น่าถึง 70%) หุ้นมูลค่าหลายแสนล้านบาทเหล่านั้นก็ยังเป็นของลูกเขา

    ดังนั้น ถ้าเขาไม่ได้ใจบุญจริง ยังไงสู้ยอมจ่ายภาษีย่อมดีกว่ายกหุ้นให้คนอื่นทั้งหมด

    3. ถ้าบัฟเฟตต์มีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและสร้างภาพจริง ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมาก เช่น เขาสามารถตั้งมูลนิธิของตัวเอง (ซึ่งเขาไม่ได้ตั้ง แต่บริจาคให้มูลนิธิของบิลล์ เกตส์ และมูลนิธิอื่นๆ) แล้วโอนหุ้นของตัวเองมาเป็นของมูลนิธิ ก็น่าจะทำให้ลดภาระเรื่องภาษีต่างๆ (อาจจะรวมทั้งภาษีมรดก) และสร้างภาพได้ด้วย โดยไม่ต้องบริจาคหุ้นออกไปให้คนอื่นๆ

    4. ผมศึกษาประวัติของบัฟเฟตต์มาพอสมควร แม้สิ่งที่เขาทำจะดูยิ่งใหญ่จนเหลือเชื่อ แต่ใครได้อ่านประวัติเขาจะรู้สึกเหมือนผมว่า อันที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไรนักสำหรับคนที่มีทัศนคติต่อ "เงิน" แบบเดียวกับบัฟเฟตต์น่ะครับ

    :)

    ReplyDelete
  4. @ Antonio

    ยินดีครับ เรื่องราวของคนยิ่งใหญ่แบบนี้ ต้องให้คนไทยได้รู้กันเยอะๆ ผมว่าคนไทยที่รู้จักบัฟเฟตต์ส่วนใหญ่จะรู้แค่ผิวเผิน โดยมากจะรู้แค่ว่าเขาเป็นคนรวยอันดับ 2 ของโลก แต่ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าจะเป็นประโยชน์ ยังไงผมเจออะไรมาจะเอามาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ครับ

    ReplyDelete
  5. มโนกรรม(คิด) วจีกรรม(พูด) กายกรรม(ลงมือ) สามอย่างตรงกัน คนๆนี้ พูดจริง ทำจริง

    คนคดในข้องอในกระดูก เวลาจะพิสูจน์ตัวมันเอง ปัญญาบริสุทธิ์ คนๆนั้นจะสัมผัสกันได้ มนุษย์ส่วนใหญ่ เป็นดังสุภาษิตคนภาคเหนือที่ว่า กว่าจะคว้าผ้าห่มได้ก็ใกล้รุ่งสางแล้ว และจะกราบใหว้เคารพคนที่ควรเคารพก็ต่อเมื่อเขาได้จากเราไป นี้เป็น สันดานของมนุษย์ส่วนใหญ่ ดังนั้น อ่านให้ขาด

    มนุษย์ดิ้นรน ให้ตัวเองอ่านสังคม โลก โดยปราศจาก มายาอคติ แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ก็เสียเวลากับอคติ และ ปัญญาอวิชา มานับหลายภพหลายชาติ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ