Tuesday, November 30, 2010

เหตุการณ์ "สองมาตรฐาน" ในสามก๊ก

-
-

วันนี้ขอเล่าถึงเหตุการณ์ "สองมาตรฐาน" ใน "วรรณกรรมสามก๊ก" กันบ้าง ว่ามีเรื่องราวใดที่น่าตั้งข้อสังเกต น่าเอามาพูดมาคุยกัน

หลายคนอาจเคยเป็นเหมือนผม บางครั้งเราอ่านๆ สามก๊กไป เจอบางคนโดนสั่งตัดหัว ก็รู้สึกว่าทำไมโทษหนัก บางคนทำผิดเหมือนกันกลับไม่ต้องรับโทษ หรือกระทำการอย่างเดียวกัน ทำไมบางคนต้องตาย บางคนกลับไม่โดนโทษอะไร

ต่างคนก็ต่างมุมมองกันไป แต่ในที่นี้ ผมขอยกมาเหตุการณ์หนึ่งที่ติดใจเป็นพิเศษนะครับ ......

ขณะที่ "ขงเบ้ง" นำทัพจ๊กบุกวุยครั้งแรกนั้น ทัพหลวงของจ๊กมีชัยชนะต่อเนื่อง จนแม้โจยอย ฮ่องเต้หนุ่มยังทรงหวาดหวั่นสั่นเทาไปทั้งพระวรกาย จึงต้องเรียก "สุมาอี้" กลับมารับศึกครั้งนี้

ทัพจ๊กบุกไปถึงปากทางเข้าเมืองฮันต๋ง เป็นกันชนระหว่างวุยกับจ๊ก ใครได้ไปจะมีอำนาจเหนือแผ่นดินจีนครึ่งค่อน

ตรงปากทางเข้าเมืองนั้นมี "เขาเกเต๋ง" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คนที่จะนำทัพไปยึดพื้นที่แห่งนี่ต้องเก่งจริงๆ พลาดไม่ได้ ถ้าพลาดกองทัพจะพ่ายทันที เป็นจุดที่เรียกว่า "ชี้เป็นชี้ตาย" จูกัดเหลียงจึงคิดหนัก จะส่งใครไป

พลันปรากฏกายของ "ม้าเจ๊ก" คนสนิทของขงเบ้ง ลุกขึ้นอาสานำทัพออกศึก ทั้งที่ไม่เคยทำการใหญ่มาก่อน หมอนี่ปัญญาเหนือคน วาจาเฉียบคม แต่ไม่เคยได้พิสูจน์ฝีมือ ทำงานด้วยปากมาตลอด คนเขายังไม่ไว้ใจ ขงเบ้งก็ลังเล ยังไม่เชื่อมือ

ทว่าเจ้าตัวยิ่งรบเร้า ร้อนวิชา อยากลองของ สุดท้าย "มังกรเร้นกาย" ทนคำเว้าวอนไม่ไหว ยอมส่งม้าเจ๊กออกไปรับศึก โดยก่อนไปต้องเขียนทัณฑ์บนไว้ หากแพ้กลับมาต้องโดนประหารทั้งครอบครัว


ม้าเจ๊กฉลาดแต่ในตำรา ดื้อรั้น ไม่ฟังคำสั่งกุนซือฮกหลง ทัพจ๊กจึงแตกพ่าย เสียทีให้แก่สุมาอี้ การใหญ่พังทั้งที่ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม แม้ขงเบ้งเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด ที่สุดขุนพลแซ่ม้าจึงต้องมัดตัวเองกลับมาสยบแทบเท้าขงเบ้ง

ม้าเจ๊กเอาหัวโขกพื้น ร้องไห้ขอชีวิต ขงเบ้งประกาศ เจ้าทำทัณฑ์บนไว้ จะเว้นโทษนั้นหาได้ไม่ "วินัยทัพต้องเข้มงวด ถ้ากองทัพไม่มีมาตรฐาน ต่อไปจักบริหารไม่ได้"

ที่สุดแล้ว จูกัดเหลียงจำสั่งประหารม้าเจ๊กทั้งน้ำตา แต่เว้นโทษตายให้ลูกเมีย นี่คือมาตรฐานอันเคร่งครัดของขงเบ้ง

ทว่าย้อนไปก่อนหน้านั้น ในศึกเซ็กเพ็ก หลังโจโฉแตกทัพเรือ ขงเบ้งไม่ยอมให้กวนอูไปดักจับโจโฉ เพราะรู้ดี สองคนนี้เคยมีบุญคุณกันมาก่อน แถมกวนอูรู้คุณคนยิ่งกว่าอื่นใด ขืนให้ไปมีหวังใจอ่อนปล่อยโจโฉแน่นอน

กวนอูหงุดหงิด ทำไมกุนซือไม่ยอมให้ไป แต่พอได้ฟังเหตุผลก็หัวเราะลั่น บอกท่านขงเบ้ง ข้าเป็นมืออาชีพ บุญคุณทดแทนกันไปหมดแล้ว ไม่มีวันปล่อยโจรโจโฉไปแน่ ขงเบ้งจึงให้ทำทัณฑ์บนไว้ แล้วยอมให้ไป

แท้จริงแล้ว เป็นเจตนาของขงเบ้ง เขาอ่านใจออก รู้ดีว่าอย่างไรเสียกวนอูต้องปล่อยโจโฉแน่นอน จึง "ลงทุนด้วยราคาแสนแพง" ด้วยการให้ขุนพลหน้าแดง "เขียนทัณฑ์บน" ไว้ ถ้าเอาหัวของโจโฉมาไม่ได้ ต้องเอาหัวตัวเองมาแลก

พอไปถึงที่ โจโฉซมซานมาตามเส้นทางฮัวหยง เจอกวนอูดักอยู่ เห็นหมดทางสู้จึงร้องขอชีวิต กวนอูเห็นดังนั้นหัวใจอันแข็งแกร่งก็พังทลายลง ยอมปล่อยโจโฉไป ก่อนจะคอตกกลับมารับโทษตามวินัยทัพ

ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็แสร้งทำโกรธ สั่งประหารกวนอูทันที ไม่ทันสิ้นเสียง เตียวหุย จูล่ง ทรุดตัวลง ร้องขอชีวิต ขงเบ้งยังยืนยัน "กวนอูทำทัณฑ์บนไว้ วินัยทัพต้องมี ฝ่าฝืนต้องฆ่า"

สุดท้าย เล่าปี่จำยอม คุกเข่าลงขอขงเบ้งด้วยตัวเอง บอก "เรา เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย สาบานจะเป็นจะตายพร้อมกัน วันนี้น้องรองพลาดไปแล้ว ขอให้งดเว้นโทษด้วยเถิด"

ขงเบ้งได้ยินก็ดังนั้นจึงแสร้งจำใจ ยกเว้นโทษให้กวนอู พร้อมกำชับ ทีหลังอย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาอยู่เหนือเรื่องงาน สุดท้ายกวนอูไม่โดนแม้โทษโบยสักครั้ง พ้นผิดไปโดยปริยาย


จริงอยู่ ในหน้าศึกสงคราม ไม่มีการเอากฏบัตรกฏหมายในภาวะปกติมาบังคับใช้ แต่วินัยทัพในมือของคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดอย่างขงเบ้งนั้น กลับถูกเอามาบังคับใช้แบบ "สองมาตรฐาน"

เป็นขุนนางธรรมดาทำทัณฑ์บนไว้ เมื่อพลาดก็ต้องตาย นั่นไม่แปลก แต่พอเป็นน้องของนายใหญ่ กลับไม่ต้องรับโทษอะไรแม้แต่น้อย ทั้งที่มี "โทษตาย" เป็นเดิมพันเหมือนกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ อาจมีส่วนเพิ่มความกังขาขึ้นในใจนายทหารอื่นๆ หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นคือ "เล่าฮอง" ลูกบุญธรรมของเล่าปี่ ที่ก็ตั้งใจทำศึกอย่างเต็มที่

ต่อมา เพราะความหมั่นไส้กวนอู เล่าฮองจึงได้ปฏิเสธที่จะยกทหารไปช่วยกู้ชีวิตนายพลหนวดยาว เมื่อถึงคราวที่กวนอูโดนทัพง่อก๊กล้อมจับไว้ได้ ทั้งที่เขารักษาเมืองอยู่ใกล้ๆ นั้น

สุดท้าย กวนอูจึงโดนมาตรฐานของ "ซุนกวน" ถูกกุดหัวพร้อม "กวนเป๋ง" ลูกชาย ต้องกลายเป็นเปรตไปร้องขอหัวคืนอย่างน่าเวทนา

การได้รับ "มาตรฐานพิเศษ" จากขงเบ้ง ส่งผลเสียต่อกวนอูในระยะยาวอย่างคาดไม่ถึง ที่สุดแม้ไม่ต้องเสียหัวให้เพชฌฆาตฝ่ายตัว ก็ต้องสิ้นชีพด้วยคมดาบของฝ่ายศัตรู แม้พวกเดียวกัน รู้ทั้งรู้เขาก็ไม่ช่วย เขาหมั่นไส้ เพราะไอ้นี่มัน "อภิสิทธิ์" เยอะ

กรณี ขงเบ้งเข้มงวดกับม้าเจ๊ก แต่ผ่อนปรนให้กวนอูนี้ ผมยกมาเล่าให้ฟัง เพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้ "สองมาตรฐาน" นั้น ที่สุดแล้ว นอกจากจะส่งผลเสียไปทั้งระบบ คนที่จะได้รับผลเสียที่สุดก็คือผู้ได้รับสิทธิพิเศษนั้นเอง

ดังกวนอูที่ได้ศัตรูมาอีกเป็นพะเรอเกวียนจากปาหี่ของขงเบ้งในครั้งนั้น หลายปีต่อมา เขาจึงต้องปิดตำนาน "ยอดคนผู้สัตย์ซื่อ" แบบอนาถา น่าเสียดาย
-
-

Monday, November 29, 2010

"............................"



วันนี้ 29 พ.ย. มีข่าวสารมากมายผ่านเข้ามาสู่ประสาทสัมผัส ผมบังเอิญไปเจอภาพนี้ในเว็บเมเนเจอร์ ชอบมาก เลยเอามาฝากกันครับ :)
-
-
-

Wednesday, November 24, 2010

"สามก๊กทีวี" มาแล้วครับ

-
-
ตอนนี้ผมกำลังพยายามทำ "สามก๊กทีวี" เล่าเรื่องสามก๊กแบบง่ายๆ เห็นหน้าค่าตา ได้ยินเสียงกันชัดเจน สำหรับคนขี้เกียจอ่าน

ในตอนแรกนี้ เราจะคุยกันเรื่อง "อ่านสามก๊กเล่มไหนดี" ดูกันเพลินๆ ทุกท่านลองเข้าไปชมกันหน่อยนะครับ :)



-
-

Saturday, November 20, 2010

ต้องเชื่อว่าเป็นไปได้

-
-

ผมทราบว่าไม่ควรเขียนอะไรที่หลุด theme ของบล็อก แต่อดไม่ไหวจริงๆ กับชัยชนะในคืนนี้ครับ "ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์" ทีมรักของผม บุกไปชนะ "อาร์เซนอล" คู่แค้นตลอดกาลถึงถิ่น 2-3 ทั้งที่ครึ่งแรกตามอยู่ถึง 2-0 ชนิดรูปเกมสู้ไม่ได้

นี่เป็นบทเรียนว่า "อย่าหมดหวัง อย่าท้อแท้ ทำให้ดีที่สุด อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น"

สู้ต่อไป ไก่เดือยทอง!!!

นอนหลับฝันดีทุกท่านครับ (โดยเฉพาะผม 55555555+)
-
-

กลยุทธ์ "สลับม้า" ของซุนปิน

-
-

ในสมัยจ้านกว๋อ "ซุนปิน" ยอดนักการทหารผู้สืบเชื้อสายมาจากซุนวู หนีจากแคว้นเว่ยมาอยู่กับแคว้นฉี

เหตุที่ต้องหนีก็เพราะเจอเคราะห์กรรม กล่าวคือ ซุนปินเคยเป็นข้าฯ ผู้ภักดีของแคว้นเว่ยมาก่อน แต่ถูก "พังจวน" เพื่อนสมัยเรียนที่รับราชการด้วยกันใส่ร้ายว่า "ขายชาติ" จนถูกอ๋องแคว้นเว่ยสั่งจองจำในคุกอยู่หลายปี

นอกจากนั้น พังจวน เพื่อนทรยศ ยังทรมานเขาอย่างแสนสาหัส สั่งให้ทหารตัดลูกสะบ้าที่หัวเข่าสองข้างจนกลายเป็นคนขาเป๋ ทั้งยังโดนสักหน้า เขียนคำว่า "คบคิดกับอริราชศัตรู" ทั้งที่เขาไม่เคยคิดชั่วช้าเช่นนั้นเลย

หลังจากซุนปินหลบหนีออกมาจากแคว้นเว่ยได้ก็กลับมาอยู่กับแคว้นฉี ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ซุนปินสนิทสนมกับ "เถียนจี้" แม่ทัพแคว้นฉีมาก

เถียนจี้มีงานอดิเรกเช่นเดียวกับนายทหารระดับสูงทั่วไปก็คือ เลี้ยงม้าไว้แข่ง โดยเขามักเอาม้าในคอกของตัวเองไปแข่งกับม้าของพวกลูกท่านหลานเธออยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากม้าของพวกลูกหลานอำมาตย์เป็นม้าชั้นดีกว่า เถียนจี้จึงแพ้พนันอยู่เป็นนิจ

มีอยู่วันหนึ่ง ซุนปินไปดูการแข่งม้าด้วย เขาใช้สายตาอันแหลมคมและมันสมองอันปราดเปรื่อง มองอยู่ไม่นานก็รู้ทันทีว่าม้าของแต่ละฝ่ายต่างมีอยู่ 3 ระดับ คือ ม้าชั้นดี (เกรดเอ) ม้าชั้นกลาง (เกรดบี) และม้าชั้นเลว (เกรดซี) ซึ่งโดยปกติ ทั้งสองฝ่ายก็จะเข็นม้าระดับเดียวกันมาวัดฝีเท้ากัน

ซุนปินเห็นดังนั้นก็บอกเถียนจี้ว่า "ท่านจงไปพนันไว้ให้มากกว่าเดิม คราวนี้รับรองว่าชนะแน่ๆ" เถียนจี้ก็ทำตาม

จากนั้น ซุนปินบอกให้เถียนจี้เอาม้าชั้นเลวไปแข่งกับม้าชั้นดีของฝ่ายอำมาตย์ แล้วเอาม้าชั้นดีไปแข่งกับม้าชั้นกลาง และสุดท้าย ค่อยเอาม้าชั้นกลางไปแข่งกับม้าชั้นเลวของฝ่ายโน้น


ยกแรก ม้าชั้นเลวของเถียนจี้ แพ้ม้าชั้นดีของฝ่ายอำมาตย์แบบไม่เห็นฝุ่น พวกลูกหลานอำมาตย์ดีใจกันใหญ่ คิดว่าเคี้ยวหมูอีกแน่ๆ แต่พอยกที่สอง ม้าชั้นดีของเถียนจี้ชนะม้าชั้นกลางของฝ่ายอำมาตย์ไปได้ พวกอำมาตย์ชักเครียด

พอยกสุดท้าย เถียนจี้ปล่อยม้าชั้นกลางออกมา ฝ่ายอำมาตย์ก็เหลือเฉพาะม้าชั้นเลว ม้าของเถียนจี้จึง "กินนิ่ม" ชนะไปอย่างไม่ยากเย็น รวมคะแนนแล้ว ม้าของค่ายเถียนจี้ชนะไป 2 ต่อ 1 ได้เงินเดิมพันทั้งหมดไปครอง

กิตติศัพท์จากการ "เลือกม้า" ของซุนปินในครั้งนี้ ลือลั่นไปเข้าหูอ๋องแคว้นฉี เขาจึงได้เข้ารับราชการอีกครั้ง ซุนปินใช้สติปัญญาทุ่มเทเพื่อแคว้นฉีอย่างสุดความสามารถ

ในที่สุดก็สามารถนำแคว้นฉีรบชนะแคว้นเว่ย นายเก่าของตัวเองถึง 2 หน ก่อนจะปลิดชีพ "พังจวน" คู่แค้นตลอดกาลได้สำเร็จ โดยพังจวนเพื่อนทรยศต้องเอาดาบแทงตัวตายกลางสนามรบอย่างน่าอนาจ

การ "สลับม้า" ของซุนปิน กลายเป็นกลยุทธ์ที่คนสมัยต่อๆ มาใช้กันอย่างแพร่หลาย


ตัวอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีคนเคยคิดทำ เช่น ในการแข่งขันเทนนิส "เดวิสคัพ" ซึ่งเปรียบเสมือน "ฟุตบอลโลก" ของเทนนิส ปกติจะมีการแข่งขันเดี่ยวมือ 1 เดี่ยวมือ 2 และประเภทคู่ แต่ชาติที่เป็นรอง อาจส่งนักเทนนิสมือ 2 ลงมาเล่นแทนมือ 1 โดยยอมแพ้ก่อนในแมทช์แรก เพื่อที่จะให้มือ 1 ของฝ่ายตัวเองชนะมือ 2 ของฝ่ายตรงข้ามในแมทช์ที่ 2

สุดท้ายแล้ว ผลในประเภทเดี่ยวจะเสมอกัน 1-1 เพื่อที่จะไปวัดดวงกันในประเภทชายคู่ ซึ่งไม่แน่ไม่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ เช่นนี้ทีมรองก็มีลุ้นชนะ (การแข่งขันเทนนิสประเภททีมในระดับโลก ส่วนใหญ่มักมีแค่มือ 1-2 ไม่มีมือ 3 เหมือนกับการแข่งม้าของซุนปิน ฝ่ายที่ใช้กลยุทธ์นี้จึงลุ้นได้อย่างมากแค่ผลเสมอ ก่อนจะไปตัดสินกันในประเภทคู่)

แต่วิธีนี้ ผมเข้าใจว่าไม่น่าจะทำได้แล้ว เพราะนักเทนนิสแต่ละคนมี "อันดับโลก" อยู่ จึงน่าจะผิดกติกาหากจะใช้กลยุทธ์ "สลับม้า" ของซุนปิน

จากประสบการณ์ของผม ผมเคยเห็นการใช้กลยุทธ์นี้มาแล้วจริงๆ ในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย โดยทีมเทนนิสชายของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่งนักเทนนิสมือ 2 ไปชนกับมือ 1 ของมหาวิทยาลัยคู่แข่ง ก่อนจะแพ้ไป จากนั้นก็ส่งมือ 1 ของฝ่ายตัวเองไปกดฝ่ายเขาบ้าง ที่สุดจึงไปตัดสินกันในประเภทคู่ น่าเสียดายที่ทีมที่ใช้กลยุทธ์นี้แพ้ไปอย่างฉิวเฉียด แต่อย่างน้อยก็มีลุ้นเฮือกใหญ่ๆ

นี่คือการรู้จักใช้กลยุทธ์อย่างชาญฉลาด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน ขอเพียงมีสติปัญญา และรู้จักศึกษาประวัติศาสตร์การสงคราม

"ซุนปิน" ถือเป็นยอดนักการทหารระดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์จีน คนทั่วโลกที่พอรู้ประวัติศาสตร์จีนอยู่บ้าง มักรู้จักแค่ "ขงเบ้ง" แห่งยุคสามก๊ก แต่แท้จริงแล้ว ขงเบ้งเองก็เอากลยุทธ์ของซุนปินหลายๆ อย่างไปประยุกต์ใช้ (ทว่าโดยความเห็นส่วนตัวของผม ยังไงเขาก็ทำได้ไม่ดีเท่าซุนปิน)

เรื่องน่าตลกนิดหนึ่งคือ หลายคนเห็นภาพวาดของ ซุนปิน แล้วมักเข้าใจว่าเป็น ขงเบ้ง เพราะทั้งสองคนนิยม "นั่งเสลี่ยง" อยู่เสมอในการออกบัญชาการรบ แต่เป็นการนั่งด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

เหตุที่ซุนปินต้องนั่งเสลี่ยงก็เพราะขาทั้งสองข้างของเขาใช้การไม่ได้ ต่างจากขงเบ้ง ที่นั่งด้วยความถนัดส่วนตัว อาจเป็นเพราะเขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่ชอบขี่ม้า หรืออาจได้รับอิทธิพลของซุนปินจึงอยากนั่งบ้างอันนี้ก็ไม่มีใครทราบได้

ที่จริงแล้ว ซุนปิน ยังมีสุดยอดกลยุทธ์อีกมากมายที่น่าเรียนรู้ แต่วันนี้ขอยกมาเล่าแค่นี้ก่อนพอให้หายอยาก ประวัติศาสตร์การศึกสงครามจีนยังมีอะไรอีกมากมาย ว่างๆ จะมาเล่าให้ฟังใหม่ครับ
-
-
-

Saturday, November 13, 2010

"ชิมิ" กับการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่

-
-

ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ได้ยินข่าวที่ทำให้ใครหลายคนบ่นออกมาด้วยความเซ็ง ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอกครับ แต่เป็นเรื่องเก่าๆ น่าเบื่อหน่าย

ขอเอาข่าวจากเว็บ sanook.com มาแปะให้รู้เรื่องสักย่อหน้าหนึ่งก่อน เนื้อความมีว่า

"ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดีทัศน์แห่งชาติ 9/2553 โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม"

ผลสรุปของการประชุม มีรายละเอียดอะไรบ้างผมไม่รู้ แต่ที่ทำให้คนเขาโห่ใส่กันทั้งเมืองก็อยู่ตรงถ้อยคำสัมภาษณ์ของ "น้าสามสี" ที่ว่า ...

"ผมได้สอบถาม ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช ราชบัณฑิต ว่า รู้จักคำว่า ชิมิ หรือไม่ ท่านตอบว่า ไม่รู้จัก ผมเลยบอกไปว่าคำนี้เป็นคำที่ทันสมัยที่วัยรุ่นใช้กัน แปลว่า ใช่ไหม เกรงว่าต่อไปภาษาไทยจะเสื่อมและวิบัติ หากไม่มีการช่วยกันรักษา ดังนั้น อยากให้บอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติ ช่วยกันดูแลภาษาในละคร ภาพยนตร์ที่ปรากฎต่อสายตาประชาชน ไม่ให้ภาษาเสื่อมและต้องรู้ว่าอะไรควรใช้หรือไม่ควรใช้"

พออ่านข่าวนี้จบ ผมอุทานในใจทันที "มันมาอีกแล้วครับท่าน" ไอ้พวกแบบนี้

จริงๆ ผมไม่อยากบ่น เพราะใครๆ เขาแย่งด่าไปหมดแล้ว แค่เบื่อที่คนเก่าแก่จำนวนมากในบ้านเมืองนี้ ชอบที่จะ "ตีกรอบ" ออกมา แล้วสั่งให้คนไทยทุกคนเข้าไปอยู่ในกรอบนั้น

ใครบังอาจไปอยู่ "นอกกรอบ" เอ็งคือคนชั่วร้ายเลวทราม จะสร้างความวิบัติให้กับประเทศชาติของเรา

ไอ้ "ชิมิ" นี่ก็เป็นตัวอย่างของการ "นอกกรอบ" อย่างหนึ่งครับ แต่ผมมองว่ามันไม่ใช่การนอกกรอบแบบจงใจ (อย่างน้อยก็ตอนเริ่มต้น) มันเป็นการใช้ภาษาไปตามความสะดวก บวกกับเรื่องของแฟชั่น มันมาแล้วเดี๋ยวมันก็ไป

ยกตัวอย่างนะครับ จาก "เด็ดดวง" "แจ่มแจ๋ว" "เจ๋งเป้ง" "สะแด่วแห้ว" "จ๊าบ" "แจ่ม " และล่าสุด "แหล่ม" ผมมานึกๆ ดู นี่มันความหมายเดียวกันหมดเลยนี่หว่า มันแค่เปลี่ยนคำไปตามความนิยมเท่านั้นเอง

แล้วทำไมภาษาไทยมันไม่ฉิบหายไปแล้วล่ะครับ?

ที่มาของไอ้ "ชิมิ" นี่ มันเกิดจากภาษาเขียน เวลาพิมพ์คุยกัน พิมพ์คำว่า "ใช่ไหม" มันยาว เลยกลายเป็น "ชิมิ" มันง่ายกว่า เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คำก็มีการ "ตัดตอน" ในลักษณะนี้

เรื่องของภาษามันมักจะมี "ลูกเล่น" เพื่อความสะดวกและสนุกใช้ไปตามเรื่องตามราว เป็นธรรมดาโลก

ที่ผมว่างี่เง่าอีกคำหนึ่งก็คือ "มหาวิทยาลัย" พอคน พูด หรือ เขียน เป็น "มหาลัย" พวกลุงๆ ป้าๆ จะเต้นผาง ด่ากันน้ำหมากกระจาย ทำยังกับภาษามันจะวิบัติในวันในพรุ่งก็ไม่ปาน

คำมันยาว มันไม่สะดวก คนมันมีสติปัญญา มันก็คิดแก้หาคำใหม่ขึ้นมาเองน่ะครับ อย่าไปว่ามันเลย!!

ถามหน่อยเถิด ฝรั่งมันพูด "because" เป็น "cuz" "until" เป็น "til" ท่านว่าภาษาอังกฤษมันใกล้ถึงกาลอวสานหรือยัง? ถ้าใกล้แล้วผมจะได้ไปเรียนภาษาเยอรมันเผื่อไว้

คณะกรรมการที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเรา โดยเฉพาะพวกหนังพวกละครนี่ ชอบทำตัวเป็น regulator คอยออกกฏ ทำตัวเหมือนครูฝ่ายปกครอง ถือไม้เรียวไล่ฟาดก้นชาวบ้านเขา ไม่ได้ดูเลยว่าโลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว

ไม่ได้ใช้ "ความเข้าใจ" เป็นตัวนำ แต่เอา "ตัวเอง" เป็นที่ตั้ง

ที่น่าเสียดายมากกว่าคือ "กระทรวงวัฒนธรรม" ที่น่าจะทำงานแบบ "เชิงรุก" (proactive) คือต้องสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ใช่เอาแต่ทำตัวเป็น "ผู้คุมกฏ" (enforcer) คอยสั่งโน่น ออกกฏนี่ บังคับให้คนทั้งประเทศเขามาคิดเหมือนตัวเอง

ยกตัวอย่างการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ที่ผมว่า วธ.น่าจะทำได้ ..

ท่านเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนไทยชอบยืนออกันเต็มบันไดเลื่อน ทำไมไม่ทำเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว ที่เขายืนกันฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ใครรีบจะได้เดินแซงไปได้??

อย่างที่อังกฤษนี่เขายืนกันฝั่งขวา ใครรีบก็เดินแซงไปทางซ้าย ผมเคยถามเพื่อนผมที่เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ ว่าในเมื่อที่อังกฤษ "ขับรถชิดซ้าย" เหมือนบ้านเรา ทำไมเวลาขึ้นบันไดเลื่อนถึง "ยืนชิดขวา" เพื่อนผมบอกว่าเพราะคนส่วนใหญ่ "ถนัดขวา" เขาเลยให้ยืนชิดขวาบนบันไดเลื่อน เพื่อจะได้จับราวบันไดถนัด

นี่แหล่ะครับ การสร้างวัฒนธรรมใหม่ มันต้องรู้จัก "คิด" ต้อง "ตั้งคำถาม" ต้องคิดไปข้างหน้า แล้วสร้างสิ่งที่ดีกว่าขึ้นมา

จริงๆ มีวัฒนธรรมใหม่หลายอย่างที่คนไทยเราพัฒนาขึ้นมาได้ อย่างเรื่องการเข้าคิว เมื่อก่อนนี่แย่มาก แต่ทุกวันนี้คนไทยเข้าคิวกันได้ไม่ขัดเขิน แบบนี้สิ เรื่องที่ควรทำ ไม่ใช่มัวแต่ไปเสียเวลาจับผิดชาวบ้าน

เด็กรุ่นใหม่มันจะ "ชิมิ" บ้างอะไรบ้าง อย่าเป็นเดือดเป็นร้อนกันมากนักเลย เดี๋ยวใครอยากช่วยกันอนุรักษ์คำไทย เอา เหี้ย ห่า ระยำ มาตั้งเป็นชื่อหนัง ราชบัณฑิตมีหวังวิ่งกันขี้เยี่ยวเล็ดเลยนะครับ

-
-

Wednesday, November 10, 2010

"เบน เกรแฮม สอนกลเม็ด วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนลงทุน"

-
-

หนังสือแปลของผมวางขายแล้วนะครับ "เบน เกรแฮม สอนกลเม็ด วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนลงทุน" ชื่อภาษาอังกฤษคือ "How to Think like Benjamin Graham and Invest like Warren Buffett"

เป็นคัมภีร์การลงทุนที่จะช่วยให้คุณมุ่งมั่นตามล่าหาเงินทองในตลาดหุ้นด้วยความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง โดยผม ชัชวนันท์ สันธิเดช "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" แปลร่วมกับ พี่บ๊อบ โอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ "แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย" หาซื้อได้ที่ซีเอ็ดทุกสาขาและร้านหนังสือทั่วไป

ใครสนใจเรื่องการลงทุนน่าซื้อไว้ประดับตู้หนังสือนะครับ

แปลตั้งนานแน่ะ -_-''
-
-
-

Friday, November 5, 2010

ความคงกระพันของ "ธุรกิจหลังม่าน"

-
-

ในโลกนี้มีธุรกิจหลายอย่างที่หลายคนมองในทางลบ คนจำนวนมากไม่ยอมรับ แต่เชื่อไหมครับว่า บางธุรกิจกลับเป็นโอกาสที่น่าสนใจทีเดียว

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านผมนัก มี "โรงแรมม่านรูด" อยู่แห่งหนึ่งครับ อยู่มานานนมแล้ว ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ยังไม่ประสีประสา จนโตขึ้นถึงวัยหนึ่งจึงพอเข้าใจได้ว่ามันมีไว้ทำอะไร

โรงแรมม่านรูดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว เพราะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ถึง 100 เมตร และไม่ใช่สถานี MRT เล็กๆ ด้วยนะครับ แต่เป็นสถานีใหญ่ที่มี Traffic หนาแน่นตลอดแทบจะทั้งวัน

จุดสังเกตหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าทำเลบริเวณนั้นยอดเยี่ยมก็คือ ที่ดินรอบๆ ล้วนถูกบริษัทอสังหาใหญ่ๆ มากว้านซื้อไปทำคอนโดมิเนียมเรียบวุธแล้ว แต่โรงแรมจิ้งหรีดแห่งนี้ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม โดยไม่มีทีท่าว่าจะย้ายไปไหน

ผมแอบนึกในใจว่า การที่ธุรกิจหนึ่งๆ ยังคงดำเนินได้ต่อไป ทั้งที่มีผลประโยชน์เย้ายวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าที่ดินที่สูงลิบลิ่ว หรือโอกาสในการเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น แปลว่ากิจการนั้นต้อง "มีดี" อะไรบางอย่างที่เราอาจไม่ทราบ

ลองนึกย้อนๆ กลับไป จริงๆ แล้วเรื่องของ "โรงแรมม่านรูด" นี้ มีอะไรน่าสนใจไม่ใช่น้อย

สมัยเรียนปริญญาตรี เพื่อนผมคนหนึ่ง บ้านเป็นร้านอะไหล่ยนต์อยู่แถวสะพานควาย บ้านของเขาอยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง เวลากลุ่มเพื่อนผมไปเล่นวีดีโอเกมส์ที่บ้านเขา ลองเปิดม่านหน้าต่างดู มองลงมาจากชั้นบนก็จะเห็นโรงแรมแห่งนี้ เนื้อที่กว้างขวางเกือบ 1 ไร่ ทั้งที่อยู่ในย่านชุมชนหลักของกรุงเทพฯ อีกทั้งยังห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ไม่ถึง 100 เมตร ทำเลดีกว่าโรงแรมแห่งแรกที่ผมบอกเสียอีก

ตอนนั้นผมก็สงสัยเช่นกัน ว่า "ธุรกิจหลังม่าน" ที่ดูออกจะลึกลับ กลับมาตั้งอยู่บนทำเลแพงระยับโดยมีเนื้อที่เป็นไร่ๆ ได้อย่างไร?

ยังไม่หมดครับ ลองนึกต่อไปก็นึกขึ้นมาได้อีก สมัยผมทำงานอยู่ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง เคยแวะเวียนไปที่คอนโดมิเนียมหรูของบริษัทย่านซอยอารีย์ และก็เป็นเช่นเคย คอนโดแห่งนั้นอยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดขนาดใหญ่ เนื้อที่กว้างมากๆ ชนิดที่เอามาทำคอนโด 10 กว่าชั้นได้เลยทีเดียว ทั้งที่เป็นย่านธุรกิจสำคัญ มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มากมายชุกชุม ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้คนนับหมื่นทำงานในละแวกนั้น

เจ้าหน้าที่คอนโดเล่าให้ผมฟังว่า โรงแรมจิ้งหรีดข้างๆ มีลูกค้าเข้าออกแทบจะทั้งวัน แถมยังเล่าเรื่องตลกอีกว่า ลูกค้าที่เข้าโรงแรมม่านรูดมักจะมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง คือ เวลารถเข้าหรือออกจากโรงแรม ฝ่ายผู้หญิงซึ่งนั่งมาข้างคนขับ จะทำ "ของตก" เสมอ

ผมได้ฟังดังนั้นจึงถึงบางอ้อ เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงที่เข้าม่านรูดไปนั่งคุยธุระกับผู้ชายคงไม่อยากให้ใครเห็นหน้า จึงต้องแกล้งทำเหมือน "ของตก" เพื่อที่จะได้ "ก้ม" หลบหน้าค่าตา ไม่ให้ใครที่ผ่านไปผ่านมาเห็นเข้า

หุหุ นอกเรื่องไปนิด กลับมาที่เรื่องธุรกิจนะครับ

ผมกำลังจะบอกท่านว่า ธุรกิจโรงแรมม่านรูดนี้ น่าจะมี "ทีเด็ด" ไม่น้อยเลยทีเดียว...ทำไมน่ะหรือครับ?!!

ประการแรก โรงแรมม่านรูดไม่ต้องมีความหรูหราอะไร การตกแต่งก็ไม่จำเป็นต้องอลังการ จึงไม่น่าจะต้องลงทุนอะไรมาก ไม่ต้องสร้างตึกหลายสิบหลายร้อยล้าน แค่ทำห้องเป็นล็อคๆ ให้รถเข้าจอดได้

เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คงไม่ได้สนใจเรื่องการตกแต่งหรือความหรูหราอะไรมากนัก พวกเขาน่าจะสนใจในกันและกันมากกว่า

ประการที่สอง โรงแรมม่านรูดมีการ "ทำรอบ" หรือมีอัตราการสับเปลี่ยนหมุนเวียนแขกที่ไวมาก กล่าวคือ แขกส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการ มักจะเป็นแบบ "ชั่วคราว" อย่างมากไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง

ตัวอย่างเช่น ห้องพักห้องหนึ่งๆ อาจมีแขกแวะเวียนเข้ามาใช้ได้ถึง 3 รอบต่อวัน สมมุติคู่หนึ่งๆ จ่ายเงิน 400 บาท วันนั้นทั้งวันมีลูกค้ามาใช้บริการ 3 รอบ แปลว่าห้องพักห้องเดียวทำรายได้ได้ 1,200 บาทต่อวัน ไม่น้อยกว่าโรงแรม 3 ดาวใน กทม.เลยนะครับ ทั้งที่ต้นทุนการบริการต่ำกว่ามาก

ทีนี้ สมมุติต่อว่าโรงแรมนั้นมีห้องพัก 20 ห้อง แต่ละห้องรับลูกค้าได้วันละ 2 รอบ (กะเอานะครับ) วันหนึ่งๆ จะมีรายได้รวม 400 x 2 x 20 = 16,000 บาท เดือนหนึงๆ ก็จะมีรายได้ 16,000 x 30 = 480,000 บาท ไม่แย่เลย

(ตัวเลขอาจจะมากน้อยกว่านี้เท่าไร ผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยไปสัมภาษณ์คนที่ทำธุรกิจประเภทนี้ จึงกะประมาณเอาตามประสาคนนอก)

ประการที่สาม ธุรกิจโรงแรมม่านรูดน่าจะบริหารจัดการง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

อย่าลืมนะครับว่า โรงแรมจิ้งหรีดไม่ต้องมี Fitness ไม่ต้องมีสระว่ายน้ำ ซาวน่า ไม่ต้องมีบุฟเฟต์อาหารเช้า แขกเขามาพักแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไป ..
เรื่องของพนักงานที่จะคอยบริการก็ไม่ต้องมีหลายคน จ้างเด็กโบกรถสักคนหนึ่ง มีป้ามาคอยเก็บเงินอีกคน มีแม่บ้านสักคนคอยเปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อยๆ (อันนี้จำเป็นมาก)

นั่นจึงทำให้การบริหารจัดการน่าจะไม่ยุ่งยาก เจ้าของไม่ต้องลงมาวุ่นวายมากนัก ทำทิ้งไว้แล้วไปทำมาหากินอย่างอื่นก็ยังได้

เห็นหรือยังครับว่าธุรกิจที่ดูเหมือนไม่มีอะไร กลับทำรายได้ให้เจ้าของเก็บกินได้เรื่อยๆ แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ไม่วุ่นวาย คิดๆ ดูก็ไม่เลวนะครับ

อ้อ..กรุณาอย่าเข้าใจผิด ที่เล่ามานี่ ไม่ใช่เพราะมีวาระแอบแฝง หรือเพราะเคยไปเป็นลูกค้าม่านรูดที่ไหน ประเด็นก็คือจะชี้ให้เห็นว่าธุรกิจบางประเภทมีลักษณะที่เรียกได้ว่า "อยู่ยงคงกระพัน"

ลองคิดดูสิครับ ม่านรูดบางแห่งอยู่มา 30-40 ปี จนโรงแรมหรู 4-5 ดาวที่สร้างมายุคเดียวกันต่างก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว แต่ Motel เหล่านี้กลับอยู่ได้สบายๆ ตรงนี้แหล่ะที่สะกิดใจผมอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ต้องมาเล่าให้ฟังกัน

ผมไม่ได้สนับสนุนให้ใครทำโรงแรมม่านรูด เพราะต้องไม่ลืมว่ามันมีต้นทุนที่มองไม่เห็นอยู่ เช่น สมมุติลูกไปโรงเรียนแล้วเพื่อนลูกถามว่าที่บ้านทำงานอะไร ถ้าลูกต้องตอบว่าพ่อทำโรงแรมม่านรูด มีหวังโดนแซวจนร่ำลือกันไปทั้งโรงเรียนแน่ๆ เรื่องแบบนี้อย่ามองข้ามเป็นอันขาด

สรุปแล้ว อยากฝากไว้ว่า ถ้าจะทำธุรกิจ หากนึกอะไรไม่ออก ลองนึกถึงอะไรง่ายๆ แต่อยู่ได้นานๆ ไม่ผันแปรไปตามโลกทุกวันนี้ที่มันหมุนเร็วเหลือหลาย ก็จะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียวครับ
-
-
-