Friday, November 5, 2010

ความคงกระพันของ "ธุรกิจหลังม่าน"

-
-

ในโลกนี้มีธุรกิจหลายอย่างที่หลายคนมองในทางลบ คนจำนวนมากไม่ยอมรับ แต่เชื่อไหมครับว่า บางธุรกิจกลับเป็นโอกาสที่น่าสนใจทีเดียว

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านผมนัก มี "โรงแรมม่านรูด" อยู่แห่งหนึ่งครับ อยู่มานานนมแล้ว ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ยังไม่ประสีประสา จนโตขึ้นถึงวัยหนึ่งจึงพอเข้าใจได้ว่ามันมีไว้ทำอะไร

โรงแรมม่านรูดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว เพราะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ถึง 100 เมตร และไม่ใช่สถานี MRT เล็กๆ ด้วยนะครับ แต่เป็นสถานีใหญ่ที่มี Traffic หนาแน่นตลอดแทบจะทั้งวัน

จุดสังเกตหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าทำเลบริเวณนั้นยอดเยี่ยมก็คือ ที่ดินรอบๆ ล้วนถูกบริษัทอสังหาใหญ่ๆ มากว้านซื้อไปทำคอนโดมิเนียมเรียบวุธแล้ว แต่โรงแรมจิ้งหรีดแห่งนี้ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม โดยไม่มีทีท่าว่าจะย้ายไปไหน

ผมแอบนึกในใจว่า การที่ธุรกิจหนึ่งๆ ยังคงดำเนินได้ต่อไป ทั้งที่มีผลประโยชน์เย้ายวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าที่ดินที่สูงลิบลิ่ว หรือโอกาสในการเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น แปลว่ากิจการนั้นต้อง "มีดี" อะไรบางอย่างที่เราอาจไม่ทราบ

ลองนึกย้อนๆ กลับไป จริงๆ แล้วเรื่องของ "โรงแรมม่านรูด" นี้ มีอะไรน่าสนใจไม่ใช่น้อย

สมัยเรียนปริญญาตรี เพื่อนผมคนหนึ่ง บ้านเป็นร้านอะไหล่ยนต์อยู่แถวสะพานควาย บ้านของเขาอยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง เวลากลุ่มเพื่อนผมไปเล่นวีดีโอเกมส์ที่บ้านเขา ลองเปิดม่านหน้าต่างดู มองลงมาจากชั้นบนก็จะเห็นโรงแรมแห่งนี้ เนื้อที่กว้างขวางเกือบ 1 ไร่ ทั้งที่อยู่ในย่านชุมชนหลักของกรุงเทพฯ อีกทั้งยังห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ไม่ถึง 100 เมตร ทำเลดีกว่าโรงแรมแห่งแรกที่ผมบอกเสียอีก

ตอนนั้นผมก็สงสัยเช่นกัน ว่า "ธุรกิจหลังม่าน" ที่ดูออกจะลึกลับ กลับมาตั้งอยู่บนทำเลแพงระยับโดยมีเนื้อที่เป็นไร่ๆ ได้อย่างไร?

ยังไม่หมดครับ ลองนึกต่อไปก็นึกขึ้นมาได้อีก สมัยผมทำงานอยู่ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง เคยแวะเวียนไปที่คอนโดมิเนียมหรูของบริษัทย่านซอยอารีย์ และก็เป็นเช่นเคย คอนโดแห่งนั้นอยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดขนาดใหญ่ เนื้อที่กว้างมากๆ ชนิดที่เอามาทำคอนโด 10 กว่าชั้นได้เลยทีเดียว ทั้งที่เป็นย่านธุรกิจสำคัญ มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มากมายชุกชุม ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้คนนับหมื่นทำงานในละแวกนั้น

เจ้าหน้าที่คอนโดเล่าให้ผมฟังว่า โรงแรมจิ้งหรีดข้างๆ มีลูกค้าเข้าออกแทบจะทั้งวัน แถมยังเล่าเรื่องตลกอีกว่า ลูกค้าที่เข้าโรงแรมม่านรูดมักจะมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง คือ เวลารถเข้าหรือออกจากโรงแรม ฝ่ายผู้หญิงซึ่งนั่งมาข้างคนขับ จะทำ "ของตก" เสมอ

ผมได้ฟังดังนั้นจึงถึงบางอ้อ เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงที่เข้าม่านรูดไปนั่งคุยธุระกับผู้ชายคงไม่อยากให้ใครเห็นหน้า จึงต้องแกล้งทำเหมือน "ของตก" เพื่อที่จะได้ "ก้ม" หลบหน้าค่าตา ไม่ให้ใครที่ผ่านไปผ่านมาเห็นเข้า

หุหุ นอกเรื่องไปนิด กลับมาที่เรื่องธุรกิจนะครับ

ผมกำลังจะบอกท่านว่า ธุรกิจโรงแรมม่านรูดนี้ น่าจะมี "ทีเด็ด" ไม่น้อยเลยทีเดียว...ทำไมน่ะหรือครับ?!!

ประการแรก โรงแรมม่านรูดไม่ต้องมีความหรูหราอะไร การตกแต่งก็ไม่จำเป็นต้องอลังการ จึงไม่น่าจะต้องลงทุนอะไรมาก ไม่ต้องสร้างตึกหลายสิบหลายร้อยล้าน แค่ทำห้องเป็นล็อคๆ ให้รถเข้าจอดได้

เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คงไม่ได้สนใจเรื่องการตกแต่งหรือความหรูหราอะไรมากนัก พวกเขาน่าจะสนใจในกันและกันมากกว่า

ประการที่สอง โรงแรมม่านรูดมีการ "ทำรอบ" หรือมีอัตราการสับเปลี่ยนหมุนเวียนแขกที่ไวมาก กล่าวคือ แขกส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการ มักจะเป็นแบบ "ชั่วคราว" อย่างมากไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง

ตัวอย่างเช่น ห้องพักห้องหนึ่งๆ อาจมีแขกแวะเวียนเข้ามาใช้ได้ถึง 3 รอบต่อวัน สมมุติคู่หนึ่งๆ จ่ายเงิน 400 บาท วันนั้นทั้งวันมีลูกค้ามาใช้บริการ 3 รอบ แปลว่าห้องพักห้องเดียวทำรายได้ได้ 1,200 บาทต่อวัน ไม่น้อยกว่าโรงแรม 3 ดาวใน กทม.เลยนะครับ ทั้งที่ต้นทุนการบริการต่ำกว่ามาก

ทีนี้ สมมุติต่อว่าโรงแรมนั้นมีห้องพัก 20 ห้อง แต่ละห้องรับลูกค้าได้วันละ 2 รอบ (กะเอานะครับ) วันหนึ่งๆ จะมีรายได้รวม 400 x 2 x 20 = 16,000 บาท เดือนหนึงๆ ก็จะมีรายได้ 16,000 x 30 = 480,000 บาท ไม่แย่เลย

(ตัวเลขอาจจะมากน้อยกว่านี้เท่าไร ผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยไปสัมภาษณ์คนที่ทำธุรกิจประเภทนี้ จึงกะประมาณเอาตามประสาคนนอก)

ประการที่สาม ธุรกิจโรงแรมม่านรูดน่าจะบริหารจัดการง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

อย่าลืมนะครับว่า โรงแรมจิ้งหรีดไม่ต้องมี Fitness ไม่ต้องมีสระว่ายน้ำ ซาวน่า ไม่ต้องมีบุฟเฟต์อาหารเช้า แขกเขามาพักแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไป ..
เรื่องของพนักงานที่จะคอยบริการก็ไม่ต้องมีหลายคน จ้างเด็กโบกรถสักคนหนึ่ง มีป้ามาคอยเก็บเงินอีกคน มีแม่บ้านสักคนคอยเปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อยๆ (อันนี้จำเป็นมาก)

นั่นจึงทำให้การบริหารจัดการน่าจะไม่ยุ่งยาก เจ้าของไม่ต้องลงมาวุ่นวายมากนัก ทำทิ้งไว้แล้วไปทำมาหากินอย่างอื่นก็ยังได้

เห็นหรือยังครับว่าธุรกิจที่ดูเหมือนไม่มีอะไร กลับทำรายได้ให้เจ้าของเก็บกินได้เรื่อยๆ แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ไม่วุ่นวาย คิดๆ ดูก็ไม่เลวนะครับ

อ้อ..กรุณาอย่าเข้าใจผิด ที่เล่ามานี่ ไม่ใช่เพราะมีวาระแอบแฝง หรือเพราะเคยไปเป็นลูกค้าม่านรูดที่ไหน ประเด็นก็คือจะชี้ให้เห็นว่าธุรกิจบางประเภทมีลักษณะที่เรียกได้ว่า "อยู่ยงคงกระพัน"

ลองคิดดูสิครับ ม่านรูดบางแห่งอยู่มา 30-40 ปี จนโรงแรมหรู 4-5 ดาวที่สร้างมายุคเดียวกันต่างก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว แต่ Motel เหล่านี้กลับอยู่ได้สบายๆ ตรงนี้แหล่ะที่สะกิดใจผมอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ต้องมาเล่าให้ฟังกัน

ผมไม่ได้สนับสนุนให้ใครทำโรงแรมม่านรูด เพราะต้องไม่ลืมว่ามันมีต้นทุนที่มองไม่เห็นอยู่ เช่น สมมุติลูกไปโรงเรียนแล้วเพื่อนลูกถามว่าที่บ้านทำงานอะไร ถ้าลูกต้องตอบว่าพ่อทำโรงแรมม่านรูด มีหวังโดนแซวจนร่ำลือกันไปทั้งโรงเรียนแน่ๆ เรื่องแบบนี้อย่ามองข้ามเป็นอันขาด

สรุปแล้ว อยากฝากไว้ว่า ถ้าจะทำธุรกิจ หากนึกอะไรไม่ออก ลองนึกถึงอะไรง่ายๆ แต่อยู่ได้นานๆ ไม่ผันแปรไปตามโลกทุกวันนี้ที่มันหมุนเร็วเหลือหลาย ก็จะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียวครับ
-
-
-

5 comments:

  1. เพราะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการ กิน ถ่าย ก่าย นอน ซึ่งต้องอยู่คู่กับมนุษย์ตลอดไปกระมัง

    ReplyDelete
  2. สงสัยว่าประเทศอื่นๆ มีโรงแรมประเภทนี้หรือเปล่า หมายถึงเปิดตัวชัดเจนว่าเพื่อการนี้โดยเฉพาะเหมือนบ้านเราน่ะ

    ReplyDelete
  3. ที่มีชื่อเสียงแบบของเราก็น่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์

    ReplyDelete
  4. มาแบบล่อแหลมเชียว
    ผมเคยได้ยินว่าธุรกิจที่คนฟังแล้วยี้มักจะมีกำไรดีและอยู่ได้นาน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งนะครับ

    ReplyDelete
  5. @Dekisugi ขอบคุณเสี่ยโจ๊กที่มาช่วยตอบครับ เรื่องเนเธอแลนด์นี่ผมก็ไม่เคยรู้เหมือนกัน :)

    @Antonio สงสัยเพราะล่อแหลมนี่แหล่ะ ทำให้คนไม่กล้ามาทำธุรกิจนี้ คนที่ทำอยู่เลยทำได้เรื่อยๆ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ