Saturday, November 13, 2010

"ชิมิ" กับการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่

-
-

ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ได้ยินข่าวที่ทำให้ใครหลายคนบ่นออกมาด้วยความเซ็ง ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอกครับ แต่เป็นเรื่องเก่าๆ น่าเบื่อหน่าย

ขอเอาข่าวจากเว็บ sanook.com มาแปะให้รู้เรื่องสักย่อหน้าหนึ่งก่อน เนื้อความมีว่า

"ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดีทัศน์แห่งชาติ 9/2553 โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม"

ผลสรุปของการประชุม มีรายละเอียดอะไรบ้างผมไม่รู้ แต่ที่ทำให้คนเขาโห่ใส่กันทั้งเมืองก็อยู่ตรงถ้อยคำสัมภาษณ์ของ "น้าสามสี" ที่ว่า ...

"ผมได้สอบถาม ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช ราชบัณฑิต ว่า รู้จักคำว่า ชิมิ หรือไม่ ท่านตอบว่า ไม่รู้จัก ผมเลยบอกไปว่าคำนี้เป็นคำที่ทันสมัยที่วัยรุ่นใช้กัน แปลว่า ใช่ไหม เกรงว่าต่อไปภาษาไทยจะเสื่อมและวิบัติ หากไม่มีการช่วยกันรักษา ดังนั้น อยากให้บอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติ ช่วยกันดูแลภาษาในละคร ภาพยนตร์ที่ปรากฎต่อสายตาประชาชน ไม่ให้ภาษาเสื่อมและต้องรู้ว่าอะไรควรใช้หรือไม่ควรใช้"

พออ่านข่าวนี้จบ ผมอุทานในใจทันที "มันมาอีกแล้วครับท่าน" ไอ้พวกแบบนี้

จริงๆ ผมไม่อยากบ่น เพราะใครๆ เขาแย่งด่าไปหมดแล้ว แค่เบื่อที่คนเก่าแก่จำนวนมากในบ้านเมืองนี้ ชอบที่จะ "ตีกรอบ" ออกมา แล้วสั่งให้คนไทยทุกคนเข้าไปอยู่ในกรอบนั้น

ใครบังอาจไปอยู่ "นอกกรอบ" เอ็งคือคนชั่วร้ายเลวทราม จะสร้างความวิบัติให้กับประเทศชาติของเรา

ไอ้ "ชิมิ" นี่ก็เป็นตัวอย่างของการ "นอกกรอบ" อย่างหนึ่งครับ แต่ผมมองว่ามันไม่ใช่การนอกกรอบแบบจงใจ (อย่างน้อยก็ตอนเริ่มต้น) มันเป็นการใช้ภาษาไปตามความสะดวก บวกกับเรื่องของแฟชั่น มันมาแล้วเดี๋ยวมันก็ไป

ยกตัวอย่างนะครับ จาก "เด็ดดวง" "แจ่มแจ๋ว" "เจ๋งเป้ง" "สะแด่วแห้ว" "จ๊าบ" "แจ่ม " และล่าสุด "แหล่ม" ผมมานึกๆ ดู นี่มันความหมายเดียวกันหมดเลยนี่หว่า มันแค่เปลี่ยนคำไปตามความนิยมเท่านั้นเอง

แล้วทำไมภาษาไทยมันไม่ฉิบหายไปแล้วล่ะครับ?

ที่มาของไอ้ "ชิมิ" นี่ มันเกิดจากภาษาเขียน เวลาพิมพ์คุยกัน พิมพ์คำว่า "ใช่ไหม" มันยาว เลยกลายเป็น "ชิมิ" มันง่ายกว่า เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คำก็มีการ "ตัดตอน" ในลักษณะนี้

เรื่องของภาษามันมักจะมี "ลูกเล่น" เพื่อความสะดวกและสนุกใช้ไปตามเรื่องตามราว เป็นธรรมดาโลก

ที่ผมว่างี่เง่าอีกคำหนึ่งก็คือ "มหาวิทยาลัย" พอคน พูด หรือ เขียน เป็น "มหาลัย" พวกลุงๆ ป้าๆ จะเต้นผาง ด่ากันน้ำหมากกระจาย ทำยังกับภาษามันจะวิบัติในวันในพรุ่งก็ไม่ปาน

คำมันยาว มันไม่สะดวก คนมันมีสติปัญญา มันก็คิดแก้หาคำใหม่ขึ้นมาเองน่ะครับ อย่าไปว่ามันเลย!!

ถามหน่อยเถิด ฝรั่งมันพูด "because" เป็น "cuz" "until" เป็น "til" ท่านว่าภาษาอังกฤษมันใกล้ถึงกาลอวสานหรือยัง? ถ้าใกล้แล้วผมจะได้ไปเรียนภาษาเยอรมันเผื่อไว้

คณะกรรมการที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเรา โดยเฉพาะพวกหนังพวกละครนี่ ชอบทำตัวเป็น regulator คอยออกกฏ ทำตัวเหมือนครูฝ่ายปกครอง ถือไม้เรียวไล่ฟาดก้นชาวบ้านเขา ไม่ได้ดูเลยว่าโลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว

ไม่ได้ใช้ "ความเข้าใจ" เป็นตัวนำ แต่เอา "ตัวเอง" เป็นที่ตั้ง

ที่น่าเสียดายมากกว่าคือ "กระทรวงวัฒนธรรม" ที่น่าจะทำงานแบบ "เชิงรุก" (proactive) คือต้องสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ใช่เอาแต่ทำตัวเป็น "ผู้คุมกฏ" (enforcer) คอยสั่งโน่น ออกกฏนี่ บังคับให้คนทั้งประเทศเขามาคิดเหมือนตัวเอง

ยกตัวอย่างการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ที่ผมว่า วธ.น่าจะทำได้ ..

ท่านเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนไทยชอบยืนออกันเต็มบันไดเลื่อน ทำไมไม่ทำเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว ที่เขายืนกันฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ใครรีบจะได้เดินแซงไปได้??

อย่างที่อังกฤษนี่เขายืนกันฝั่งขวา ใครรีบก็เดินแซงไปทางซ้าย ผมเคยถามเพื่อนผมที่เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ ว่าในเมื่อที่อังกฤษ "ขับรถชิดซ้าย" เหมือนบ้านเรา ทำไมเวลาขึ้นบันไดเลื่อนถึง "ยืนชิดขวา" เพื่อนผมบอกว่าเพราะคนส่วนใหญ่ "ถนัดขวา" เขาเลยให้ยืนชิดขวาบนบันไดเลื่อน เพื่อจะได้จับราวบันไดถนัด

นี่แหล่ะครับ การสร้างวัฒนธรรมใหม่ มันต้องรู้จัก "คิด" ต้อง "ตั้งคำถาม" ต้องคิดไปข้างหน้า แล้วสร้างสิ่งที่ดีกว่าขึ้นมา

จริงๆ มีวัฒนธรรมใหม่หลายอย่างที่คนไทยเราพัฒนาขึ้นมาได้ อย่างเรื่องการเข้าคิว เมื่อก่อนนี่แย่มาก แต่ทุกวันนี้คนไทยเข้าคิวกันได้ไม่ขัดเขิน แบบนี้สิ เรื่องที่ควรทำ ไม่ใช่มัวแต่ไปเสียเวลาจับผิดชาวบ้าน

เด็กรุ่นใหม่มันจะ "ชิมิ" บ้างอะไรบ้าง อย่าเป็นเดือดเป็นร้อนกันมากนักเลย เดี๋ยวใครอยากช่วยกันอนุรักษ์คำไทย เอา เหี้ย ห่า ระยำ มาตั้งเป็นชื่อหนัง ราชบัณฑิตมีหวังวิ่งกันขี้เยี่ยวเล็ดเลยนะครับ

-
-

3 comments:

  1. จริงๆนะครับ
    ถึงคนจะใช้"ชิมิ" แต่ก็ไม่ได้ลืมรากศัพท์ว่ามันคือคำว่า"ใช่ไหม"
    แล้วก็ไม่ได้ไปสอนเด็กอนุบาลให้สะกดว่า ชิ-มิ และใช้แทน
    การพัฒนา การกร่อนคำ การใช้คำตามยุคสมัย
    มันไม่ทำให้ภาษาวิบัติ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าภาษามันยังมีคนใช้
    ไม่ใช่ภาษาตายเหมือนบางภาษาที่แทบจะหาย หรือหายไปจากโลกแล้ว

    ผมว่าการที่คำมันถูกปรับแต่งถูกย่อมันไม่ได้ทำให้ภาษาและประเทศไทยเราวอดวายหรอกครับตราบเท่าที่เรามีการสอนให้หัดเขียนอ่าน ก-ฮ. และการสะกดคำให้กับเด็กเล็กๆ

    แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้ประเทศเจริญและมีประสิิทธิภาพมากขึ้นก็คือ การสูญพันธุ์ของมนุษย์สมองไดโนเสาร์ที่ปรับตัวไม่ทันโลกนี่แหละครับ

    ReplyDelete
  2. เป็นความคิดเห็นที่ดีมากๆๆๆๆ เลย เอิร์ธ ศิษย์รัก

    ชอบที่เอิร์ธบอกว่า "การพัฒนา การกร่อนคำ การใช้คำตามยุคสมัย
    มันไม่ทำให้ภาษาวิบัติ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าภาษามันยังมีคนใช้"

    และชอบมากกว่า ที่บอกว่า "สิ่งที่ผมคิดว่ามันจะทำให้ประเทศเจริญและมีประสิิทธิภาพมากขึ้นก็คือ การสูญพันธุ์ของมนุษย์สมองไดโนเสาร์ที่ปรับตัวไม่ทันโลกนี่แหละครับ "

    ตบมือให้ดังๆ แปะๆๆๆ

    ReplyDelete
  3. คือตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันภาษาไทยเราก็มีการพัฒนามาตลอดนะครับ

    อ้างอิงจากวิชาภาษาไทยตามตำราเลยก็ได้

    หมากม่วง - มะม่วง

    เม็ดดุม - เม็ดกระดุม

    เป็นต้น

    อันนี้ไปอ่านเจอมาใน wiki นะครับ

    "ภาษาต่าง ๆ มีการดำรงชีวิต เดินทางจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงไปกับเวลา และตายไป ภาษาใด ๆ ที่หยุดการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงจะถูกจัดให้เป็นภาษาตาย ส่วนภาษาที่ยังคงมีสภาวะไม่หยุดนิ่งหรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องก็จัดเป็นภาษาที่ยังมีชีวิต"

    ถ้าสิ่งใหม่มันดีกว่ามันก็ต้องมาแทนสิ่งเก่าๆครับ ถ้ามันไม่ดี หรือแย่เดี๋ยวมันก็หายไปเอง ไม่เห็นจะต้องเอามาเป็นประเด็นให้มันหนักสมองเลยนะครับ

    ปล.หรือเพราะไม่มีอะไรจะคิดจะทำกันแล้วหว่า

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ