Thursday, December 30, 2010

"น้องแพรขอปรองดอง"

-
-











พี่พี่ขา ขอแพรว่า หน่อยได้ไหม

หนูคนไทย เหมือนพวกพี่ นี่แหล่ะหนา

อย่าเหยียบย่ำ ประนามหนู ดูมายา

หยุดดราม่า พร่ำเพรื่อ น่าเบื่อจัง

พี่น้องจ๋า ขอแพรว่า สักหน่อยเถิด

เราล้วนเกิด เป็นคนไทย ใช่ไหมพี่

ทำคนตาย หนูเสียใจ ใช่ยินดี

ใครจะบ้า กดบีบี แฮปปี้ใจ

ที่หนูซิ่ง เพราะต้องดิ่ง ไปตามนัด

เดี๋ยวรถติด อึดอัด เลยจัดให้

พระท่านว่า ชักช้า เสียเวลาไป

บาปบรรลัย ฆ่าเวลา เหมือนฆ่าคน

มีที่ไหน สกุลใหญ่ ได้อภิสิทธิ์

อย่าดัดจริต กู่ก้อง สองมาตรฐาน

เราคนไทย เท่าเทียมกัน มาช้านาน

เรื่องชนชั้น เหลวไหล ไม่มีเลย

จะโทษหนู ฝ่ายเดียว ไม่ได้หรอก

รถตู้หอก มันขับดี เสียที่ไหน

ไม่อยู่บ้าน ก้มหน้า ทำนาไป

พวกนี้ไง คนริยำ ทำวุ่นวาย

พี่ มธ. นึกสนุก จะปลุกม็อบ

คิดล้อมกรอบ กดดันท่าน เจ้าหน้าที่

บ้านเมืองเรา วุ่นวาย มาหลายที

อย่าซ้ำเติม เพิ่มเลยพี่ เราคนไทย

พวกเฟซบุ๊ค มาตั้งเพจ เปรตแท้แท้

คิดรังแก หญิงตัวเล็ก เด็กแบเบาะ

ชอบปลุกปั่น หยาบคาย ไม่ไพเราะ

มาด่าทอ ต่อว่า ไม่สามัคคี

ปรองดองด้วย ช่วยช่วยหนู กูขอเถิด

อย่าให้เกิด ขุ่นเคือง เรื่องขี้หมา

เราคนไทย อยู่ร่วมกัน นมนานมา

ใยเดือดร้อน นักหนา แค่ฆ่าคน

พี่พี่จ๋า เราเจ็บช้ำ มามากแล้ว

อย่าแตกแถว ขุนเคืองไป ใช้เหตุผล

เทพหัดเดินดิน สิ้นชนชั้น สามัญชน

เกิดเป็นคน ควรหมั่น ขยัน "ดี"


-
-

ปล. บทกวีที่ยกมานี้ คนรู้จักของผมคนหนึ่งเขียนเอาไว้ ผมบังเอิญได้อ่านเป็นคนแรก ยอมรับเลยว่า ฝีไม้ลายมือในเชิงกลอนของไอ้หมอนี่ร้ายกาจไม่ใช่น้อยเลย ผมขออนุญาตเอามาลงในบล็อก เขาก็ไม่ว่ากระไร แต่ฝากบอกมาว่า ที่แต่งกลอนไว้นี่ ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมบนโทลล์เวย์แต่อย่างใดครับ

Monday, December 27, 2010

Samkok TV: "กันดั้มสามก๊ก 2"

-
-


พบกับ "สามก๊กทีวี" อีกครั้ง ชี้ชัด "ขงเบ้ง vs สุมาอี้" ใครเก่งกว่ากัน ลองชมกันนะครับ ;)
-
-

Thursday, December 23, 2010

Samkok TV: "กันดั้มสามก๊ก"

-
-


สามก๊กทีวี มาคราวนี้มีแขกรับเชิญพิเศษ "แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม" พีรพงษ์ ธนกิจ มาแนะนำ "กันดั้มสามก๊ก" โมเดลสุดฮิต และถกปัญหาคาใจ "ขงเบ้ง-สุมาอี้" ใครเก่งกว่ากัน อย่าพลาดชม
-
-

Wednesday, December 22, 2010

10 เรื่องของ "มาร์ค" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

-
-

หลังจากผมเล่าเรื่องของ "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ผู้ก่อตั้ง Facebook ไปในคราวที่แล้ว แม้จะเป็นเรื่องราวในทางลบมากกว่าบวก แต่จริงๆ แล้ว เขาผู้นี้ยังมีด้านที่น่าสนใจที่หลายๆ คนอาจไม่เคยรู้ ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จ สร้างสุดยอดเครือข่ายสังคมเชื่อมคนทั่วโลกขึ้นมาได้

ข้อมูลนี้ มาจากนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด ซึ่งได้ยกให้ ซัคเคอร์เบิร์ก เป็น "Person of the Year" ประจำปี 2010 ไปเรียบร้อยแล้ว ผมคัดมา 10 อย่างที่คิดว่าน่าสนใจให้ได้ทราบกันครับ (แปลไม่ไหว ยาวเกิน)

เรื่องของ "มาร์ค" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

1. พ่อของมาร์คเป็นหมอฟัน มีฉายาว่า "Painless Dr.Z" หรือ "หมอซีไม่เจ็บ" ซึ่งหมายถึงเป็นหมอฟันที่ทำฟันโดยคนไข้ไม่เจ็บปวด สโลแกนของพ่อมาร์คคือ "We cater the cowards." หรือแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า "ถ้ากลัวเจ็บ เราจัดให้"

2. พ่อของมาร์คบอกว่า มาร์คเป็นคนที่ "มุ่งมั่นและเข้มงวดกับตัวเอง" ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เขามีวันนี้

3. มาร์คเป็นคนตัวไม่ใหญ่ สูงประมาณ 173 ซม.เท่านั้น

4. ตอนอายุ 12 มาร์คเริ่มฉายแววด้วยการสร้างเว็บไซต์เครือข่ายสำหรับใช้กันในครอบครัว ตั้งชื่อว่า "Zucknet"

5. สมัยเรียนมัธยม มาร์คมีความสนใจพิเศษอยู่ 2 อย่าง คือ เรียนภาษาโบราณ และฟันดาบ

6. มาร์คเป็นคนเขียนโปรแกรม Synapse เป็นโปรแกรมแนะนำเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จึงมีทั้ง AOL และ Microsoft แย่งกันขอซื้อ โดยให้ราคาถึง 1 ล้านเหรียญ

ในวันนั้นเขายังเป็นแค่เด็กมัธยมคนหนึ่ง ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ซึ่งถ้าขาย Synapse เขาจะรวยทันที แต่จะต้องดร็อปเรียนมาเพื่อทำงานนี้เต็มเวลา เขาจึงปฏิเสธ เพราะต้องการเข้าเรียนที่ "ฮาร์วาร์ด" มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา

7. มาร์คมีแฟนเป็นสาวจีน และกำลังเรียนภาษาจีนอยู่

8. ชุดประจำของมาร์คคือ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และใส่เสื้อคลุมที่มีฮู้ด

9. มาร์คเป็นคนมีบุคลิกแปลกๆ คนเข้าถึงได้ยาก แต่เขาไม่ใช่คนเย็นชา เวลาคุยกับใครเขาจะจ้องตาคนๆ นั้นอยู่ตลอดเวลา และพูดเร็วมาก เหมือนข้อมูลที่พรั่งพรูออกมาจากคอมพิวเตอร์

ถ้าคุยกับใครถึงจุดหนึ่งแล้วไม่มีเรื่องที่เป็นประโยชน์กับเขาอีกต่อไป เขาก็จะหยุดคุย บางทีก็หันหลังเดินจากไปทันที ไม่มีการรักษามารยาทใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เขาไม่ได้มีเจตนาจะหยาบคาย เป็นเพียงเพราะเครื่องจักรในหัวสมองเขากำลังบอกว่า "การคุยกับคุณไม่ใช่ประโยชน์สูงสุดของผม ณ เวลานี้" เท่านั้น (พวกมนุษย์คอมนี่เนิร์ดเหมือนกันทุกคน เหอๆ)

10. มาร์คได้รับปากกับ "บิลล์ เกตส์" และ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" สองมหาเศรษฐีอันดับ 1-2 ของโลกเรียบร้อยแล้ว ว่าเขาจะบริจาคทรัพย์สินที่มีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก่อนตายให้กับการกุศล

สุดท้าย ผมขอฝากคำพูดของ ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ชี้ชัดถึงปัจจัยทีทำให้เขาประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่หนัง The Social Network ได้พลาดที่จะนำเสนอไป น่าสนใจมากๆ ดังนี้ครับ...

เมื่อหนัง The Social Network เข้าฉาย มาร์คปิดโรงหนังเพื่อพาพนักงานทั้งบริษัทไปดู มาร์คบอกว่า "ผมขำมากที่หนังพยายามเน้นสุดๆ ให้รายละเอียดมากมายตรงกับความเป็นจริง" (แม้ว่าจะมีสิ่งปลีกย่อยที่พลาดไปก็ตาม)

มาร์คยกตัวอย่างว่า เสื้อยืดที่ตัวละครที่เล่นเป็นตัวเขาใส่ในหนังนั้น เป็นเสื้อยืดที่เขาใส่จริงแทบทุกตัว แต่เครื่องดื่มที่มาร์คในหนังดื่มนั้น เขาไม่เคยดื่มเลย

สิ่งสำคัญที่สุดที่มาร์คบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้พลาดไปก็คือ หนังไม่ได้พูดเลยว่า การจะประสบความสำเร็จอย่างตัวเขาได้นั้น "คุณต้องอยากที่จะทำอะไรสักอย่าง เช่น ออกเดตกับใครสักคน หรือเป็นส่วนหนึ่งของ Final Club (สโมสร Exclusive ของเด็กฮาร์วาร์ด) เพื่อที่จะมีแรงผลักดันให้ทำของแบบนี้ (หมายถึง Facebook) ออกมาได้"

โดยสรุปแล้ว มาร์คกำลังบอกว่า การที่เขาสรรค์สร้าง Facebook ขึ้นมาได้จนประสบความสำเร็จอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะเขามี "แรงผลักดัน" (Motivation) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและน่าจะเป็นประโยชน์มากถ้าหนังได้ถ่ายทอดบทเรียนตรงนี้ไปสู่ผู้ชม

จะ "รักมาร์ค" หรือ "เกลียดมาร์ค" ก็ดูมาร์คเป็นตัวอย่างได้ครับ
-
-

Friday, December 17, 2010

Samkok TV : รู้จัก "วุยก๊ก"

-
-


พบกับ "สามก๊กทีวี" อีกครั้ง มาคราวนี้ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ชัชวนันท์ สันธิเดช จะเล่าเรื่องที่มาที่ไปของยุค "สามก๊ก" พร้อมประวัติ "วุยก๊ก" ก๊กที่เข้มแข็งที่สุดในแผ่นดินสมัยสามอาณาจักร
-
-

Thursday, December 16, 2010

"มาร์ค" ไม่ "เหี้ย"

-
-

ใครไปดู "The Social Network" มาแล้วบ้างครับ

หนังเรื่องนี้ผมชอบมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องราวที่มาที่ไปของสุดยอดเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook แล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการก่อร่างสร้างธุรกิจ รวมทั้งมิตรภาพและความขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วน ซึ่งน่าสนใจและเอาไปใช้เป็นบทเรียนได้ดีทีเดียว

ผมจำแนก "ด้านมืด" ของซัคเคอร์เบิร์กออกมาได้เป็นสองข้อหลัก หนึ่งคือความ "ปลิ้นปล้อน" ของเขา อีกประการคือ การ "ไม่สำนึกบุญคุณคน" ถึงขั้นยอม "หักหลังเพื่อน" เลยก็ว่าได้

ในเรื่องของความปลิ้นปล้อนนั้น ต้องย้อนความนิดหนึ่งก่อนว่า มาร์ค ได้ไอเดียเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์จาก "ฝาแฝดวิงเคิลวอสส์" เพื่อนนักศึกษาฮาร์วาร์ดด้วยกัน ที่เห็นฝีมือขั้นเทพจากการ hack เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของมหาลัย จึงชวนให้เขามาร่วมสร้างสรรค์เว็บไซต์ Social Network สำหรับเด็กฮาร์วาร์ด ซึ่งมาร์คก็ตกปากรับคำทันที

แต่แล้ว หลังจากที่ได้ code และ password ไป แทนที่มาร์คจะเอางานไปสานต่อให้เสร็จ เขากลับขโมยไอเดียนี้ แล้วเอาไปพัฒนาเป็น Facebook ในที่สุด เมื่อถูกทวงถามก็ประวิงเวลา บอกว่าไม่ว่างบ้าง อะไรบ้าง นี่เป็นพฤติกรรม "ปลิ้นปล้อน" ของมาร์ค

เมื่อถูกต่อว่าจากเพื่อนว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น มาร์คสวนด้วยวรรคทองที่ติดหูมากๆ ว่า "คนที่ทำเก้าอี้ดีๆ ขึ้นมาสักตัว ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณคนที่คิดเก้าอี้ตัวแรกขึ้นมา" นี่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของเขาอย่างชัดเจนที่สุด

อีกหนึ่งตัวอย่างของพฤติกรรม "ไม่สำนึกบุญคุณคน" นั้น ขอเล่าย้อนอีกหน่อยว่า หลังจาก Facebook เกิดขึ้นและได้รับความนิยมแล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือเว็บไซต์ยังไม่สามารถทำรายได้ได้เลย เป็นเพียงแต่ของเล่นเจ๋งๆ ของทั้งคนทำและคนเล่นเท่านั้น

"เอดูอาร์โด้" รูมเมทและหุ้นส่วนของมาร์ค ที่เป็นคนให้เงินเช่าเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้เงินทุนส่วนตัวตั้งแต่ตอนที่มาร์คยังไม่มีเงิน พยายามจะเอา Facebook ไปขายโฆษณาให้กับบริษัทใหญ่ๆ เพื่อหารายได้เข้ามา

แต่มาร์คไม่เห็นด้วยกับเอดูอาร์โด้ เขาไม่สนใจเรื่องหารายได้ เพียงแค่อยากทำสิ่งที่ถนัดตามประสา Geek คนหนึ่ง คือพัฒนาเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ต่อไปให้ดังไปทั่วโลก

ที่สุดแล้ว มาร์ค ได้ไปรู้จักกับ "ฌอน พาร์คเกอร์" นักคอมสมองเพชร อดีตผู้ก่อตั้ง Napster และ พาร์คเกอร์ ผู้นี้เอง ได้ไปหานายทุนใหญ่เข้ามาถือหุ้นใน Facebook พร้อมกับเงินทุนก้อนมหึมา แล้วปรับโครงสร้างบริษัทเสียใหม่

หลังจากนั้นไม่นาน เอดูอาร์โด้ เพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมาร์คมาตลอดก็ถูกเขี่ยทิ้งในที่สุด

นี่เป็นพฤติกรรม "หักหลังเพื่อน" "ลืมบุญคุณคน" ของ "มาร์ค" พอได้ใหม่แล้วก็ลืมเก่า

สุดท้าย อภิมหา Geek ผู้นี้ จึงโดนเพื่อนๆ ที่เขาเคยหักหลังไว้รุมฟ้อง จนเขาต้องควักกระเป๋าจ่ายเป็นค่าเสียหาย คิดเป็นเงินหลายพันล้านบาทไทย ซึ่งแม้จะเป็นเงินเล็กน้อยสำหรับมาร์คในวันที่เขามีทุกอย่างแล้ว แต่ก็ถือว่าความยุติธรรมได้ทำหน้าที่ของมันในระดับหนึ่ง


ที่พูดมานั้นเป็นด้านที่เลวร้ายของเขา แต่ด้านดีของ ซัคเคอร์เบิร์ก เราก็ควรเอาเป็นแบบอย่าง สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ คนจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้อง "รู้จริง" ในสิ่งที่ทำ ถ้าอยากยิ่งใหญ่ ต้อง"เป็นที่หนึ่ง" ในเรื่องนั้นๆ จึงสร้างธุรกิจอย่าง Facebook ขึ้นมาได้

ทุกวันนี้ ซัคเคอร์เบิร์ก พยายามสร้าง Legacy ให้กับตัวเอง ด้วยการบริจาคเงินมากมายเหมือนที่ บิลล์ เกตส์ ทำ แต่น่าเสียดายที่พฤติกรรมที่เป็นด้านมืดของเขา คงไม่อาจลบเลือนหายไป

มาร์คไม่เคยรำลึกบุญคุณของคนที่เคยยอมลำบาก ส่งเสริมให้เขาได้ดีจนถึงทุกวันนี้ ตรงกันข้าม กลับใช้คนเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ พอหมดค่าแล้วก็ถีบหัวส่งเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้นไป

ทุกคนคงเห็นแล้วว่า คนอย่างนี้ "คบยาก"

คนบางคน เกิดมาไม่ได้เป็นคนชั่ว แต่เงินทอง ลาภยศ มันเย้ายวน จนยอมกระทำการเลวร้ายเพื่อให้ตัวเองไปถึงฝั่งฝัน ชอบเอาเปรียบ ตีกินเพื่อนฟรีๆ สร้างภาพตัวเองดีอยู่คนเดียว!!

เราๆ ท่านๆ ต้องคอยเตือนตัวเองนะครับ หาทางสู่ความสำเร็จแม้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่อย่าปลิ้นปล้อน เอาเปรียบคนอื่น เดี๋ยวชื่อเสียงจะด่างพร้อย ลบยังไงก็ลบไม่ออก

ประโยคสุดท้ายในหนังที่น่าประทับใจมากๆ มาจากปากของพนักงานสาวในสำนักงานกฏหมาย เธอบอกกับ มาร์ค ว่า ...

"You are not an asshole, Mark. You are just trying to be."


แปลเป็นไทยในสำนวนของผม อาจจะหยาบสักนิด แต่ถ้าจะให้ได้อารมณ์ใกล้เคียงกัน คงต้องแปลประมาณว่า ...

"คุณไม่ได้เหี้ยหรอก มาร์ค คุณแค่พยายามเป็นตัวเหี้ยเท่านั้นเอง!!"
-
-

Saturday, December 4, 2010

ย้อนอดีต "ดวลจุดโทษ"

-
-






เวลาผ่านมาแล้ว 2 ปี ผมลองเอาคลิปเก่าๆ มาให้ได้ดูกัน นี่เป็นการแข่งขัน "แฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008" รอบชิงชนะเลิศ 2 คนสุดท้าย ระหว่างผม แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้พระเหรียญ โดยใช้กติกาพิเศษ สามวินาที แบบ "ดวลจุดโทษ" ใครแพ้จบทันที ชนะก็เฮได้เลย

ถ้าว่างลองคลิ๊กเข้าไปดูนะครับ :)

Thursday, December 2, 2010

Samkok TV: "หญิงงามในสามก๊ก"

-
-


"สามก๊กทีวี" ตอน 2 มาแล้วครับ คราวนี้จะชี้ชัดว่าสตรีนางใดแจ่มสุดๆ ในสามก๊ก และทำไม "ผู้หญิง" จึงควรอ่านสามก๊ก มีแขกรับเชิญชื่อดัง คือ "เจ้าพ่อไวท์บอร์ด" เจนวิทย์ แฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทยมาร่วมด้วย อย่าพลาดชมครับ