Wednesday, December 28, 2011

28 ธ.ค. คืนความเป็นธรรมให้เจ้าตาก



"กูวิตกแต่ศัตรูมาแต่ประเทศแดนไกล แต่เดี๋ยวนี้ไซร้ลูกหลานของกูเอง ว่ากูคิดผิดเป็นบ้าเป็นบอแล้วดังนี้ จะให้พ่อบวชก็ดี ฤาจะใส่ตรวนพ่อก็ดี พ่อจะยอมรับ ทำตามใจลูกบังคับทั้งสิ้น"


- พระราชดำรัสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากพงศาวดารกัมพูชา

28 ธันวาคม คือ "วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"

หลายคนเข้าใจว่า วันนี้คงเป็น "วันเสด็จพระราชสมภพ" หรือ "วันสิ้นพระชนม์" ของเจ้าตาก ดังวันสำคัญเพื่อระลึกถึงมหาราชสยามอีกหลายพระองค์

แต่แท้จริงแล้ว มันคือวันที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์

สำหรับการสิ้นพระชนม์ขององค์เจ้าตากนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวข้อถกเถียงยอดนิยมของคนไทยตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา

วันก่อน ผมอ่านนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ "ปริศนาโบราณคดี" เจอข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้าตากสิน น่าสนใจมากๆ เลยขอสรุปความบางส่วนมาถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ และชวนคุยไปพร้อมๆ กันด้วย

พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ชี้ชัดว่าเจ้าตากถูกประหารด้วยการให้เพชฌฆาต "ลากตัวไปตัดศีรษะ" ในวันที่ 6 เมษายน

โปรดสังเกตนะครับว่า ไม่มี "ท่อนจันท์" ไม่มี "ผ้าแดง" อย่างที่หนังสือเรียนสมัยนี้ว่าไว้

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของวันสิ้นพระชนม์ที่แน่ชัด มีหลายแหล่งข้อมูลที่ระบุไว้ขัดแย้งกัน เช่น จดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศส ระบุว่าเจ้าตากถูกประหารวันที่ "7 เมษายน" จดหมายเหตุโหรในประชุมพงศาวดารภาค 8 ระบุว่าพระองค์ถูกประหารวันที่ "10 เมษายน"

ข้อมูลจาก เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ ผู้เขียนคอลัมน์ดังกล่าว กล่าวว่า "6 เม.ย. ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดีของราชวงศ์ใหม่ อาจเป็นไปได้ว่าวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าตากอาจถูกกำหนดให้เลื่อนถอยออกมาหลังจากนั้นเล็กน้อย"

ถ้าเป็นดั่งข้อมูลนี้ ก็สรุปได้ว่า..เจ้าตากอาจถูกสังหารวันที่ 6 เม.ย. แต่รัฐจำต้องระบุให้เป็นวันอื่น เพื่อไม่ให้ตรงหรือคาบเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองวันสำคัญ

ทั้งนี้ วันเสด็จพระราชสมภพของพระเจ้าตาก บ้างก็ว่าเป็นวันที่ 17 เม.ย. บ้างก็ว่า 22-23 มี.ค. แต่ที่ระบุไว้ค่อนข้างตรงกันคือ พระองค์มีพระชนมายุรวม หรือพูดง่ายๆ คือ มีอายุขัย "48 ปี 15 วัน"

ประเด็นนี้ ท่านว่าตลกไหมครับ รู้ว่ามีชีวิตอยู่กี่วัน แต่วันเกิดวันตายกลับไม่แน่ชัด นั่นก็เพราะเหตุผลทางการเมือง ที่มาทำให้เรื่องง่ายๆ ต้องบิดเบี้ยวไปหมด

นี่คือกระบวนการ "จัดสรรความจริง" ที่แม้แต่เรื่องน้อยๆ อย่างวันประสูติ วันสวรรคตของพระองค์ ก็ยังต้องมีการ "จัดการ" กัน

ทีนี้ มาว่ากันที่ประเด็นหลัก ว่าด้วยเรื่องการ "สร้างความเท็จ" เพื่อ "ล้างบาป" กรณีสังหารเจ้าตาก ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจในหลายยุคหลายสมัยนิยมทำกัน กระบวนการทั้งหลายทั้งปวง ผมจัดหมวดหมู่ได้เป็นสามประการ ดังนี้ ..

1.บอกว่า "เจ้าตากบ้า" จึงต้องประหาร และสร้างเรื่องว่าได้มีการถวายพระเกียรติแล้ว เช่น "ทุบด้วยท่อนจันท์" "คลุมด้วยผ้าแดง"

2.สร้างนิยายขึ้นมาใหม่เพื่อลดแรงแค้น บอกว่าเจ้าตากไม่ได้ถูกประหาร แต่มีการสับเปลี่ยนตัว โดยองค์จริงหนีไปเมืองนครและตายที่นั่น

3.ที่อีเดียตที่สุด คือ Conspiracy Theory บ้าๆ บอกว่าพระองค์วางแผนแกล้งตาย จะได้สละบัลลังก์ แล้วให้สยาม "ชักดาบ" ไม่ใช้หนี้ต่างชาติ


ที่จริงแล้ว ยังมีทฤษฏีสมคบคิดอีกมากมาย ที่พยายามปั้นแต่งกันขึ้นมา เพื่อสร้างความชอบธรรมหรือลบล้างข้อมูลเก่าเสียดื้อๆ แต่นั่นกลับกลายเป็นการ "เพิ่มมลทิน" ให้องค์เจ้าตาก ซึ่งล้วนขัดแย้งกับหลักฐานประวัติศาสตร์ดั้งเดิมในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนถูกชำระใหม่ทั้งสิ้น

ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และนักวิชาการท่านอื่นๆ เช่น ปรามินทร์ เครือทอง เคยเขียนไว้ในหนังสือหลายเล่ม โดยอ้างพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาและอื่นๆ มีเนื้อความอันสรุปได้ว่า เจ้าตากไม่ได้สละราชบัลลังก์ พระองค์ถูกยึดอำนาจ และถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ

จะเห็นได้ว่า มหาราชองค์นี้ ทรงกู้เอกราช ฟื้นฟูชาติ แต่ต้องตายอย่างน่าอนาถ

ที่จริงแล้ว ถ้าว่ากันตรงๆ การ "รัฐประหาร" ยึดอำนาจในยุคนั้นสมัยนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยแม้แต่น้อย (ในเมืองจีนเองก็เพิ่งเปลี่ยนจากราชวงศ์หมิงเป็นราชวงศ์ชิงได้ไม่นาน)

แต่ที่น่าแปลกคือ การทำให้ "ข้อเท็จจริง" กลายเป็น "เรื่องต้องห้าม" แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วหลายร้อยปี ซ้ำร้าย ยังเอาเรื่องแปลกๆ ที่ปั้นแต่งขึ้นเหล่านั้น ยัดลงไปในหนังสือเรียนเด็กเสียอีก

เจ้าตากเสียชีวิตไปแล้วร่วม 230 ปี (๒๓๒๕ - ๒๕๕๕) ผมว่าควรถึงเวลาแล้ว ที่เราจะนำเสนอข้อเท็จจริงกันอย่างตรงไปตรงมา ใครมีข้อมูลอะไรจะแย้งก็เอามาแย้ง เห็นต่างกันได้ ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่มีใครผิดทั้งนั้น แต่ต้องทำให้ความรู้ที่ถูกต้องนั้นเกิดขึ้น

สุดท้าย ขอฝากร้อยกรอง ที่ว่ากันว่าพระเจ้าตากสินทรงแต่งขึ้นเองไว้ดังนี้

"อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา

ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา แด่พระศาสดาศาสนะพระพุทธโคดม

ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี สมณะเณรชีปฏิบัติให้พอสม

เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม ถวายบังคมรอยบาทพระศาสดา ...

คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา

พระพุทธศาสนาอยู่ยงคู่องค์กษัตรา พระศาสดาฝากไว้ให้คู่กัน"


"Taksin Never Dies."

Sunday, December 25, 2011

ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อน แก้ ม.๑๑๒ กับ "นิติราษฏร์"



คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ขอเรียนเชิญประชาชน สื่อมวลชน ร่วมกิจกรรมทางวิชาการและรณรงค์ ดังต่อไปนี้

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕

การรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

• เปิดตัว คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม. ๑๑๒ (ครก. ๑๑๒) เพื่อรวบรวมรายชื่อบุคคล เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์

• กิจกรรมทางวิชาการ และกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ

ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป

ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๕

เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี คณะ ร.ศ. ๑๓๐ และโอกาสเข้าสู่ปีที่ ๘๐ ของการอภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” คณะนิติราษฎร์ จัดเสวนาทางวิชาการขับเคลื่อนข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

• อภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง”

• แนวคำถาม-คำตอบ เรื่อง “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙”

• “โต้” ปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และเผยแพร่คู่มือลบล้างผลพวงรัฐประหาร

• ข้อเสนอวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป

ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร (LT 1) และ ห้องปรีดี เกษมทรัพย์ (LT 2) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

Tuesday, December 20, 2011

ศรัทธาในมนุษย์


ผมเพิ่งกลับจากภูเก็ตครับ ไปร่วมงานมงคลสมรสของ "คุณจอม ปัทมคันธิน" แฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย พี่ชายและเพื่อนสนิทของผม คนดังแห่งหาดราไวย์

ที่จริงถ้านับตั้งแต่เด็กจนโต ผมไปภูเก็ตมาแล้วก็น่าจะเกือบๆ สิบครั้งอยู่เหมือนกัน เอาเฉพาะในช่วงสิบปีหลังนี่ก็ราวๆ 4-5 ครั้งเห็นจะได้

อย่างที่ผมเคยเล่าในบล็อกนี้ไปบ้างแล้วว่า "พี่จอม" เจ้าบ่าวในคราวนี้ เป็นเพื่อนสนิทที่ "ใจใหญ่" ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมเคยรู้จักมา

มีอย่างที่ไหน ตัวเองจะแต่งงานอยู่วันนี้พรุ่งนี้ ยังมีเวลามาพาเพื่อนฝูงที่เดินทางมาจากกรุงเทพเที่ยวจนทั่วเกาะ จองห้องพักให้อยู่กันฟรี ชนิดที่ว่าแขกที่มาแทบไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท

ผลของความดี ทำให้พี่จอมมีแต่คนรักทั่วไปหมด แต่คนเรานี่มันก็ร้อยพ่อกันแม่ครับ คนดีๆ ก็ย่อมเห็นความดีของเขา เขาดีกับเรา ให้เรา เราก็เกรงใจ

ทว่าเพื่อนฝูงหลายคนก็อดเป็นห่วงกันไม่ได้ กลัวว่าพวกชอบเอาเปรียบ พอเห็นพี่เขาใจดีก็อาจคิดจะมาตักตวงความสุขกันแบบไม่ยั้ง พลอยให้แอบหวั่นใจไปด้วย

พิธีแต่งแบบไทย-จีน มีขึ้นในเช้าวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม ส่วนงานเลี้ยง จัดขึ้นในคืนวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม ซึ่งนั่นหมายความว่าผมจะได้อยู่ภูเก็ตเป็นเวลาหลายต่อหลายคืน และได้เที่ยวได้ลุยร่วมกับเพื่อนๆ แฟนพันธุ์แท้อีกหลายคน

ไม่ว่าจะเป็น "ป๊อก กันดั้ม" "เฮียธน แมนยู" "พี่มด กล้องถ่ายรูป" "พี่นัน การ์ตูนญี่ปุ่น" "ป๊อป ปฎิภาค โลกศิลปะ" "เจนวิทย์ แสตมป์ไทย" และ "น้องเอ๋ย" ทีมงานของเวิร์คพอยท์


นอกจากนี้ ผมยังได้เจอกับเพื่อนรักอีกคน นั่นคือ "แมน" เมธา ทรรศนากรกุล สัตวแพทย์หนุ่ม ที่เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด และเพิ่งหนีน้ำจากบ้านย่านดอนเมืองกลับมายังถิ่นเก่า ก็เลยได้มาร่วมแจมกันด้วยในทริปนี้

กลับมาว่ากันที่เรื่องของงานแต่ง งานของพี่จอมน่ารักมากครับ หลังจากพิธีรีตองเสร็จสิ้นไปด้วยความเรียบร้อยในช่วงเช้าวันที่ 9 พอถึงวันที่ 12 งานเลี้ยงฉลองก็มาถึง จัดขึ้น ณ โรงแรม รอยัล ภูเก็ต ซิตี้ ใจกลางเมืองภูเก็ต

อ้อ .. ลืมบอกไป เจ้าสาวคือ "คุณเพิร์ล" เพิร์ลชนก แสนทรัพย์ทวี ช่างลงตัวเสียนี่กระไร คิดดูแล้วกันครับ "เปลือกหอย" มาบรรจบกับ "ไข่มุก" (เพิร์ล) นี่ถ้าไม่เรียก "พรหมลิขิต" ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ที่ประทับใจผมที่สุด คือคำกล่าวของศิลปินระดับปรมาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาไกลจากจังหวัดสุโขทัย และได้รับเชิญจากเจ้าบ่าวขึ้นไปพูดบนเวที

ท่านบอกว่า "ไข่มุก" เป็นอัญมณีเลอค่าชนิดเดียว ที่ไม่ต้องเจียระไน และเมื่อได้มาอยู่ภายใต้การโอบอุ้มป้องกันของ "เปลือกหอย" อย่างพี่จอม ก็ถือได้ว่าเป็น "คู่แท้" ที่เหมาะสมกันที่สุด

และนั่นคือ "สุนทรพจน์" บนงานแต่ง ... ที่ "งดงาม" ที่สุด เท่าที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมา ฟังแล้ว "ซึ้ง" ครับ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว


ที่จริงแล้ว หลังจากเพิ่งเสียคุณแม่ผู้เป็นที่รักไปตั้งแต่เมื่อต้นปี ชีวิตของผมก็เรียกได้ว่า "ไม่เหมือนเดิม" อีกเลย ที่รู้สึกได้อย่างหนึ่งคือ ผมเริ่มเป็นคน "เฉยๆ" กับชีวิต เริ่มรู้สึกยินดียินร้ายกับอะไรน้อยลง แม้จะไม่ถึงขนาด "ปลง" แต่ก็พาลให้รู้สึก "งั้นๆ" ไปหมด

จะได้อะไรมา ก็ดีใจไม่มาก จะเสียอะไรไป ก็ไม่ค่อยทุกข์ เหมือนชีวิตเราผ่านความทุกข์ที่สุดมาแล้ว อะไรที่อยู่ข้างหน้านั้น จะมีหน้าตาเป็นยังไง ผมก็ไม่ค่อยกังวลเท่าไรนัก

พอมาได้ฟังเรื่องราวของ "ความรักอันบริสุทธิ์" ก็พลอยทำให้หัวใจของผมที่ด้านชา พลอยจะกระชุ่มกระชวย รู้สึกละเอียดอ่อนกับชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

มีหลายครั้งหลายหน ที่ผมไม่ค่อย "ศรัทธา" ใน "มนุษย์" เท่าไรนัก แต่หลังจากได้รู้จักพี่จอมมาสี่ปีเต็ม มุมมองของผมต่อผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป "ศรัทธา" ที่หายสาบสูญ ก็เริ่มจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

คนเราเกิดมาไม่นานก็ตาย อย่าคิดอะไรให้มันมากนัก มอบความรักให้กับผู้อื่นบ้างเถิด ให้แล้วให้เลย อย่าคิดอะไรมาก ถ้าได้คืนมาบ้างก็ดี แม้นไม่ได้คืนก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร คุณค่าในตัวของเราเกิดขึ้นจากการให้ ไม่ใช่สิ่งที่เรามีอยู่ ..

นี่คือบทเรียนชีวิตที่ผมได้จากการไปภูเก็ตครั้งนี้ ครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้...

"ขอบคุณนะครับพี่จอม"

Monday, December 5, 2011

วันชาติไทย



"พ่อสร้างชาติ ด้วยสมอง และสองแขน

พ่อสร้างแคว้น ธรรมศาสตร์ ประกาศศรี

พ่อของข้า นามระบือ ชื่อปรีดี

แต่คนดี เมืองไทย ไม่ต้องการ"


เดิมวันชาติไทย คือวันที่ 24 มิถุนายน ทั้งนี้จากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เรื่อง วันชาติ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2481 ความว่า

"ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา และลงมติว่า วันที่ 24 มิถุนายน ย่อมถือว่าเป็นวันชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยเหตุที่ว่า การปฏิวัติสยาม จากระบอบราชาธิปไตย (สมบูรณาญาสิทธิราชย์) มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ) เกิดขึ้นโดยคณะราษฎร ในวันและเดือนดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ. 2475 คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดไว้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น"

ต่อมา ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เปลี่ยนแปลงให้ถือวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ในขณะนั้น เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย

Monday, November 28, 2011

ย้อนไปดูที่ต้นน้ำ


เมื่อราว 15 ปีก่อน ผมคุยกับน้องชายลูกของคุณอาวัยประมาณ 6-7 ขวบ ที่มาเล่นที่บ้าน ตอนนี้เป็น นศ.แพทย์อยู่ศิริราชแล้ว

ผมบอกน้องว่า "นมจืดมีสีขาว มาจากวัวสีขาว นมช็อคโกแล็ตสีน้ำตาล มาจากวัวสีน้ำตาล" แล้วถามต่อว่า "ถ้างั้น นมสตรอเบอร์รี่สีชมพู มาจากวัวสีอะไร?"

น้องผมก็ตอบว่า "ก็มาจากวัวสีชมพูสิ" ทำให้ผมหัวเราะใหญ่ สะใจที่หลอกเด็กได้ ช่างเป็นพี่ที่แย่จริงๆ ถึงวันนี้ น้องของผมคนนั้นโตเป็นหนุ่มแล้ว กำลังจะเป็นหมอ เก่งกว่าผมเยอะ

ที่ยกเรื่องนี้มาเล่า เพราะผมต้องการชี้ให้เห็นถึง "ตรรกะที่ผิดพลาด" ทำไมน้องผมถึงตอบว่า "นมสตรอเบอร์รี่สีชมพูมาจากวัวสีชมพู" ก็เพราะผมสอนตรรกะผิดๆ ให้กับเขา ว่า "นมสีอะไร ย่อมมาจากวัวสีนั้น" ทั้งที่มันไม่เกี่ยวกัน ทำให้น้องชายซึ่งเชื่อตรรกะของผม "สรุปผิด" ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของผมเอง

นี่คือปัญหาที่เราเจอกันบ่อยในทุกวันนี้ครับ คนบางคนพูดเก่ง พูดอะไรฟังดูดีไปหมด คนฟังแล้วก็เชื่อ แต่ถ้าเราทำใจนิ่งๆ แล้วคิดให้ดีๆ จะเห็นว่า ข้อสรุปของเขานั้นแม้จะฟังดูดี สมเหตุสมผล แต่มันไม่จริง เพราะ "ตรรกะ" มันผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว

ทีนี้ ถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้โดน "คนพูดเก่ง" หลอก วิธีก็คือ เราต้องเอาตรรกะของเขามาพิจารณาว่ามันจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง ถ้าตรรกะนั้นผิด ก็ต้องอย่าไปเชื่อบทสรุปของเขา เพราะมันย่อมผิดแน่นอน

น้ำที่สกปรกมาตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่มีทางที่จะไปสะอาดที่ปลายน้ำได้ หรือมันอาจสะอาดสำหรับคนอื่น แต่เรากินแล้วตาย เช่นนี้ก็ต้องระวัง

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้ง "ขงเบ้ง" อัครมหาเสนาบดีแห่งจ๊กก๊ก ไปบุกเหนือครั้งที่หนึ่ง และได้โต้คารมกับ "อองลอง" เสนาบดีอาวุโสแห่งวุยก๊ก จนอองลองแค้นใจ ตกจากหลังม้าถึงแก่ความตาย

การเถียงกันครั้งนั้น อองลองบอกว่า

1.อันประเพณีการแผ่นดิน จะยึดถือเป็นเที่ยงนั้นไม่ได้ ผู้ใดมีบุญวาสนาได้สมบัติ ก็ให้นับถือเป็นกษัตริย์
2.แผ่นดินเลนเต้ เหี้ยนเต้ เกิดขบถโพกผ้าเหลือง ราษฏรได้รับความเดือดร้อนมาตลอด
3.จากนั้น ลิฉุย กุยกี ก็เข้ามาทำหยาบช้า พวกขุนศึกก็แก่งแย่งแผ่นดินกันวุ่นวาย
4.วุยอ๋องโจโฉเข้ามาอารักขา พระเจ้าเหี้ยนเต้ซึ่งเหมือน "ไข่บนศิลา" จึงนอนหลับได้เต็มตา แผ่นดินก็สงบ อาณาประชาราษฎร์ก็ลืมตาอ้าปากได้
5.เกิดเป็นคน ต้องรู้จักเข้ากับผู้มีบุญ จึงจะมีความสุข
6.ดังนั้น ขงเบ้งซึ่งจะฟื้นฟูวงศ์ฮั่น จึงเท่ากับเป็นการฝืนชะตาฟ้า ต้องล้มเหลวแน่นอน

ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า

1.แผ่นดินเลนเต้ วุ่นวายเพราะ "ขันที" ทำให้เกิดขบถโพกผ้าเหลือง
2.ตั๋งโต๊ะ ลิฉุย กุยกี ทำให้เหี้ยนเต้เดือดร้อน
3.เหี้ยนเต้เองก็ผิด ที่ไปตั้งขุนนางไม่ดี (หนึ่งในนั้นก็คือโจโฉ)
4.อองลอง เคยเป็นข้าฯวงศ์ฮั่น แทนที่จะปกปักรักษาเหี้ยนเต้ กลับไปเข้ากับ "โจร" (หมายถึงโจโฉ ซึ่งทำหยาบช้า ไม่ภักดีต่อเหี้ยนเต้)
5.เกิดเป็นคน ควรจะภักดีต่อนาย เมื่อนายถูกข่มเหง ก็ต้องสู้เพื่อนาย
6.ดังนั้น ตัวอองลองจึงถือเป็นคนทรยศคิดคดต่อแผ่นดิน ราษฎรแค้นใจอยากฆ่าให้ตาย

จะเห็นได้ว่า แม้จะเถียงกันยืดยาว (หาคำพูดเต็มๆ ได้ในสามก๊ก ฉบับพระยาพระคลัง) ทว่าเหตุผลของทั้งสองคน ขัดแย้งกันเพียง "สามประการ" ดังนี้

1. อองลองโทษ "เลนเต้" และ "เหี้ยนเต้" ที่บ้านเมืองวุ่นวาย เกิดขบถโพกผ้าเหลือง ส่วนขงเบ้งโทษ "ขันที"
2. อองลองบอกว่า "โจโฉทำให้เหี้ยนเต้สงบสุข" ขงเบ้งบอกว่า "โจโฉข่มเหงเหี้ยนเต้"
3. อองลองบอกว่า "คนเราควรเลือกนายที่มีบุญ" ขงเบ้งบอกว่า "คนเราควรภักดีต่อนายจนกว่าชีวิตจะหาไม่"


ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นได้ว่า ตรรกะของทั้งสองคน ล้วนมีส่วนถูกและผิด ไม่มีใครถูกไปทั้งหมด สิ่งที่ต่างกันคือข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องของ "ความเชื่อ" มากกว่า

ความผิดพลาดประการเดียวของอองลองในวรรณกรรม (ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง) คือ "ข่มใจไม่อยู่" แทนที่จะชี้แจงกลับด้วยเหตุผล กลับแค้นใจตายเสียก่อน ทั้งที่จริงแล้ว ด้วยเหตุผลและตรรกะของอองลอง ถือได้ว่าไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าขงเบ้งเลย

ดังนั้น เวลาจะเถียงกับใคร ต้องใช้เหตุใช้ผลครับ คุมสติให้ดี อย่าปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำ ต้องเอาตรรกะของเรามาหักล้างของเขา จึงจะชนะได้ แต่ทางที่ดี ถ้าตรรกะเป็นคนละชุด ยากที่จะเห็นพ้องต้องกันได้ เอาเป็นว่าไม่จำเป็นต้องเถียงก็อย่าไปเถียงจะดีกว่า เสียเวลาเสียอารมณ์เปล่าๆ

อ้อ ... เรื่องขงเบ้งกับอองลองนี่ ผมยกมาเพราะต้องการอธิบายถึงการใช้เหตุผลถกเถียงกันเท่านั้น กรุณาอย่าโยงกับเรื่องราวในเมืองไทยเป็นอันขาดนะครับ

หมายเหตุ - ภาพประกอบจากซีรีส์สามก๊กของ CCTV เอามาจาก http://board.palungjit.com/album.php?albumid=1343&pictureid=24686

Wednesday, November 16, 2011

กำลังจะกลับมาครับ


ช่วงนี้หนีน้ำอยู่ครับ กำลังจะได้กลับบ้าน ยังไงจะรีบกลับมาอัพเดตบล็อกเร็วๆ นี้ รอหน่อยนะครับ

Tuesday, November 1, 2011

จืดๆ รับ 50,000 คลิ๊ก


ช่วงนี้หนีน้ำอยู่ครับ พอเข้ามาดูอีกที อ๊ะะะ ชี้ชัดด็อทคอม ครบ 50,000 คลิีกแล้ว เลยขอเปลี่ยนลุคสักหน่อยนะ ^^

Sunday, October 23, 2011

น้ำหลากที่อ้วนเซีย : กวนอูกับความโหดร้ายที่ไม่จริง


คราวที่แล้ว เล่าถึงวีรกรรมของสุมาอี้ที่ยกทัพเดินทางไกลไปปราบขบถกองซุนเอี๋ยน ในตอน "น้ำท่วมใหญ่สมัยสามก๊ก" วันนี้ขอว่ากันต่อถึงเรื่องของอุทกภัยกับการศึกสงคราม ให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง ณ ตอนนี้

ครานั้น กวนอูอายุได้ 58 ปี เขาได้รับคำสั่งจากขงเบ้ง ให้ทิ้งเกงจิ๋ว บุกขึ้นเหนือมาตีเมืองอ้วนเซียของฝ่ายวุย ทั้งนี้เพื่อตรึงไม่ให้ฝ่ายโจโฉ ยกทัพใหญ่มาตีเสฉวนได้ตามแผนการณ์ที่วางเอาไว้

เพลานั้นเป็นฤดูฝน ฝนตกหนัก น้ำมาก ทัพของกวนอูรุดมาถึงเมืองอ้วนเซีย ฝ่ายโจโฉทราบข่าว จึงส่ง อิกิ๋ม ทหารเอก กรีฑาทัพออกมาช่วย โจหยิน เจ้าเมืองอ้วนเซีย รับศึก

ฝ่าย บังเต๊ก ยอดทหารขอไปด้วย แต่มหาอุปราชแห่งฮูโต๋โดนขุนนางยุจนชักลังเล หมอนี่มันลูกน้องเก่าไอ้ม้าเฉียว เด็กไอ้เล่าปี่ ส่งมันไป เดี๋ยวพลาดพลั้งแพ้ศึกจะพาลพาไพร่พลไปเข้าฝั่งโน้น กลายเป็นหอกกลับมาแทงทิ่มเราเสียอีก

บังเต๊กเห็นนายไม่ไว้ใจก็เอาหัวโขกพื้น ข้าภักดีสุดใจ อดีตคืออดีต ปัจจุบันเป็นข้านายมิใช่ข้าม้าเฉียว ไม่คิดไปอยู่กับเล่าปี่ โจโฉเห็นดังนั้นก็วางใจ ยอมให้ไปรับศึก บังเต๊กจึงสั่งเสียลูกเมีย แล้วออกเดินทัพ เท่านั้นไม่พอ แบกเอาโลงศพติดไปด้วย บอกจะเอานายพลหนวดยาวใส่โลงนี้กลับมาฮูโต๋ ถ้าทำไม่สำเร็จ ตัวกูจะลงไปนอนในนั้นเอง

เมื่อบังเต๊กประจันหน้ากับกวนอู ทั้งคู่เข้าโรมรันพันตู 100 เพลงเต็ม แต่กินกันไม่ลง จนต้องล่าถอยกันไป (จุดนี้ โปรดสังเกต มีใครจะรบกับกวนอูได้ถึง 100 เพลงบ้าง แปลว่าฝีมือบังเต๊กคงไม่เบาเลยชิมิ?)

วันต่อมา บังเต๊กออกมาท้ารบแล้วชักม้าหนี กวนอูหลงกลไล่ตามไป จึงถูกส่องด้วยเกาทัณฑ์อาบพิษที่แขนซ้าย เสียดายที่อิกิ๋มกลัวทหารรุ่นน้องได้หน้า จึงตีระฆังให้ถอยทัพ ทำให้พลาดโอกาสจับเป็นน้องรองแห่งสวนท้อ บังเต๊กคนกล้าโกรธจัด แต่ก็มิรู้จะทำเช่นไร ด้วยมิกล้าขัดอาญาทัพ

ครั้นแล้ว อิกิ๋มผู้ไม่อยากรุกรบเร็วจึงสั่งให้ไพร่พลตั้งทัพรวมทั้งหมด 7 ทัพ ในหุบเขา ในพื้นที่โล่งชื่อว่า "ทุ่งจันเค้า" เพื่อเตรียมรบกับกวนอู กวนเป๋งเห็นดังนั้น จึงรีบนำความไปบอกบิดา กวนอูจึงชวนไพร่พลลาดตระเวณขึ้นไปในที่สูง เห็นอิกิ๋มตั้งทัพในยุทธภูมิแห่งความตายในฤดูน้ำหลากเช่นนั้น ก็หัวเราะร่า ศึกครั้งนี้กูมีชัยแน่แล้ว

แล้วกวนอูจึงสั่งให้ทหาร ทำ "ทำนบกันน้ำ" ขนาดใหญ่ กั้นทางน้ำของแม่น้ำหันซุยที่อยู่บนที่สูง มิให้ไหลผ่านไป!!

เกร็ดที่น่าสนใจคือกวนอูรำพึงว่า เมื่อ "ปลา" (ชื่อของ "อิกิ๋ม" จีนกลางคือ "หยีว์จิน" "หยีว์" แปลว่า "ปลา" กวนอูจึงบอกว่าอิกิ๋มคือปลา) มาอยู่ที่ "ปากยอ" ("จัน" แปลว่า "ยอ" สำหรับจับปลา "เค้า" แปลว่า "ปาก" จันเค้า จึงแปลว่าปากยอ) แล้ว จะหลุดไปไหนเสีย

และแล้ว การณ์ก็เป็นไปดังที่กวนอูคาด ฝนเทลงมาอย่างหนักสามวันติด ทหารในทัพอิกิ๋มได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว จะกินก็ไม่ได้ นอนก็ไม่ได้ จัดทัพเตรียมการใดๆ อะไรล้วนเสียกระบวนไปหมด

เสงโห นายทหารคนหนึ่งในทัพจึงรีบไปเตือนอิกิ๋มว่า ฤดูนี้ฤดูฝน ท่านให้มาตั้งค่ายในแอ่งเขาดังนี้ เกลือกน้ำจากเขาหลากลงมาแล้วข้าศึกรุดลงมาตามตี เราจะมิเสียทีวอดวายกันหมดหรือ สู้ถอนค่ายไปตั้งในที่อื่นจะดีกว่าไหม ทว่าอิกิ๋มไม่ฟัง ตวาดเสงโหจนต้องเงียบไป

คืนนั้น ฝนตกหนักมาก น้ำท่วมเข้าในที่ตั้งทัพวุยจนทหารทั้งปวงล้วนได้รับความลำบาก เสงโหจึงนำความมาฟ้องบังเต๊ก บังเต๊กได้ฟังก็เห็นด้วย กะว่าจะไปเตือนอิกิ๋มบ้าง แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

กวนอูเห็นสถานการณ์สุกงอม จึงสั่ง "พังทำนบกั้นน้ำ" จนน้ำที่ถูกกักเก็บอยู่หลายวันแต่ไม่มีทางไป หลากไหลลงมาจากภูเขาชนิดสุดแรงเกิด เมื่อบวกกับฝนที่เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ไพร่พลนับหมื่นของอิกิ๋มจมน้ำตายเหมือน "มด" ในชามข้าว


ตัวอิกิ๋มเองหมดทางไป จำต้องยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อกวนอู ฝ่ายบังเต๊กไม่ยอมก้มหัว สุดท้ายจึงโดนจิวฉอง ลูกน้องของกวนอูจับตัวได้ แล้วกวนอูก็ประหารชีวิตบังเต๊กเสีย เป็นอันว่าทหารกล้าแซ่บังได้ลงไปนอนในโลงที่ตัวเองจัดมาสมใจ

กวนอูผู้อ่านคัมภีร์ชุนชิวหลายจบ รู้จักใช้ธรรมชาติเป็นมิตร ดังซุนวูว่าไว้ในพิชัยสงคราม บทที่ 9 : การเดินทัพ "อันการตั้งทัพ พึงชอบที่สูง ชังที่ต่ำ รักที่แจ้ง เกลียดที่ทึบ" เอาชนะศึกได้อย่างงดงามเกินบรรยาย สร้างทำนบทดน้ำท่วมเจ็ดทัพของอิกิ๋มจนแหลกลาญ

เรื่องตอนถูกดัดแปลงจากจดหมายเหตุสามก๊กพอสมควร เพราะในจดหมายเหตุบอกเอาไว้แต่เพียงว่า "น้ำจากหันซุยเอ่อท่วม 7 ทัพที่อิกิ๋มบัญชาการ ทหารจมน้ำตายเป็นอันมาก อิกิ๋มยอมแพ้ต่อกวนอู บังเต๊กถูกกวนอูฆ่าตาย" มิใช่การทดน้ำท่วมทัพของกวนอูแต่อย่างใด

แม้กวนอูอาจไม่ได้เก่งเหมือนประวัติศาสตร์จริง แต่หลายคนชี้ชัด เรื่องนี้ดีแล้วที่ไม่จริง ถ้ากวนอูทำจริง แปลว่าจิตใจโหดร้ายมาก น้ำนั้นท่วมทำลายทัพอิกิ๋มได้ แล้วชาวบ้านที่อยู่ในแอ่งเขาจะเป็นอย่างไร มีหวังวอดวายเป็นแน่แท้


"น้ำหลากที่อ้วนเซีย" คือเรื่องราวของการใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ ดึงเอา "น้ำ" มาเป็นเครื่องมือของเรา แม้จะเป็น "ความโหดร้ายที่ไม่จริง" ของกวนอู แต่ก็น่าจะให้ข้อคิดกับเราได้ไม่มากก็น้อย

Friday, October 14, 2011

100 ปี ปฏิวัติซินไฮ่


ผ่านมาแล้ว "100 ปีเต็ม" นะครับ สำหรับการ "ปฏิวัติซินไฮ่" ที่ ดร.ซุนยัดเซ็น นำขบวนการปฏิวัติ ล้มล้างระบอบกษัตริย์ออกไปจากแผ่นดินจีนได้ในที่สุด หลังจากต่อสู้มายาวนาน หลั่งเลือดเสียเนื้อไปมากมาย

เมื่อ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้จัดพิธีรำลึกถึงความสำเร็จแห่งการเปลี่ยนผ่านแผ่นดินสู่ความเป็นอารยะ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1911 หรือ 1 ศตวรรษก่อน

ผมได้เล่าเรื่องราวของ ดร.ซุน ซึ่งเป็นวีรบุรุษในใจของผม (ควบคู่กับ อ.ปรีดี พนมยงค์)ไว้ในบล็อกนี้หลายครั้งหลายคราว วันนี้ขอยกเอาถ้อยคำในจดหมายของท่าน ที่เขียนถึงมวลสหายผู้ร่วมปฏิวัติมาลงไว้ในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง ดังนี้ครับ

จดหมายจาก ดร.ซุนยัดเซ็น ถึงมวลสหายผู้ร่วมปฏิวัติ

ข้าพเจ้าสละอาชีพแพทย์ เพื่อร่วมล้มล้างจักรวรรดิ์ชิง และปลดปล่อยพี่น้องร่วมชาติให้พ้นทุกข์เข็ญ

ตอนข้าพเจ้าออกจากฮ่องกง ต้องทนลำบากยิ่งยวดในการเดินทาง แม่ข้าพเจ้าวิตกมาก ท่านพูดว่า การปฏิวัตินั้นช่วยชีวิตคนได้ก็จริง แต่การแพทย์ก็ช่วยได้เช่นกัน แล้วทำไมต้องเลือกหนทางที่ยากกว่าเล่า?

ข้าพเจ้าตอบว่า "มีอีกมากที่แม่ไม่เข้าใจ การแพทย์ช่วยชีวิตคนได้แค่หยิบมือ แต่การปฏิวัติจะช่วยชีวิตคนได้นับล้านๆ ชีวิตแน่นอน"

หลัง 260 ปีใต้อำนาจชนต่างชาติ กับ 2,000 ปี ใต้อำนาจประมุขเผด็จการ ชาติจีนเราตกต่ำลง รัฐบาลแมนจูโกงกินเกินกว่าประชาชนธรรมดาจะรับได้ นับวันมีแต่จะทำให้เกิดทุกข์เข็ญขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

คลื่นปฏิวัติกำลังเอ่อล้น ความต้องการของประชาชนจะกำชัยชนะ เราต้องรวบรวมความกล้าเพื่อโค่นราชวงศ์ชิง และก่อตั้งชาติที่เป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง

เส้นทางปฏิวัติย่อมนองด้วยเลือด ชีวิตข้าพเจ้าถูกลิขิตให้ตายเมื่อถึงฆาต ทว่าสาธารณรัฐเราจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง เราต้องดิ้นรนที่จะเอาชนะอุปสรรคต่อไป เพื่อความยุติความทุกข์ยากของผู้คนนับล้านๆ และอีกหลายล้านคนที่ถูกเนรเทศ กลับสู่มาตุภูมิ

เมื่อ 10 ปีก่อน ผมเคยบอกว่า เราจะปฏิวัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของคน 400 ล้านคน เพื่อที่จะไม่ต้องอดอยากขาดแคลน แต่วันนี้ ความหมายของคำว่าปฏิวัติสำหรับผมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าถามผมว่าการปฏิวัติคืออะไร ผมจะตอบว่า..

ชาติจะก้าวหน้าไม่ได้ หากเราไม่เสียสละ เส้นทางสู่อารยะฉาบไว้ด้วยเลือด และเลือดนั้นเอง ที่เราเรียกว่า ..."การปฏิวัติ"

-- เขียนขึ้นใน ค.ศ.1908 สามปีก่อนอวสานราชวงศ์ชิง (คัดจากบทพากย์ภาษาไทย ภาพยนตร์เรื่อง "5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น")--

น้ำท่วมใหญ่สมัยสามก๊ก


สมัยสามก๊กมีเรื่องราวของน้ำท่วมใหญ่ท่ามกลางการศึกสงครามหลายสิบครั้ง ขอยกครั้งสำคัญครั้งหนึ่งมาเล่าไว้ ณ ที่นี้

เมื่อครั้งกองซุนเอี๋ยน เจ้าเมืองเลียวตั๋ง ริคิดการใหญ่ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ ประกาศปลดแอกตัวเองจากราชวงศ์วุย พระเจ้าโจยอยได้ส่ง "สุมาอี้" เดินทางไกลไปปราบพยศ

สุมาอี้ใช้เวลาสามเดือน ยกทัพมาถึงอำเภอเลียวซุน ปากทางเข้าเมืองเซียงเป๋ง เมืองหลวงของเลียวตั๋ง "เอี้ยนอ๋อง" กองซุนเอี๋ยนได้ส่ง ปีเอี๋ยน กับ เอียวจอ สองแม่ทัพเอกมาตั้งค่ายสกัดขัดตาทัพไว้ โดยสั่งให้ตั้งรับหนักแน่น ห้ามยกทัพออกไปต่อกรกับยอดแม่ทัพฝ่ายวุยเป็นอันขาด

ฝ่ายสุมาอี้รู้ทัน จึงยกทัพอ้อมค่ายของฝ่ายเลียวตั๋งทำทีจะไปตีเมืองเซียงเป๋ง ทัพเลียวตั๋งตกใจ ถอนค่ายหมายจะกลับไปช่วย จึงโดนลอบโจมตีพ่ายยับเยิน ต้องหนีกลับเข้าเมืองแบบทุลักทุเลแทบเอาตัวไม่รอด

เจ้ากำมะลอกองซุนเอี๋ยนเห็นคนของตนเสียทีดังนั้น จึงดึงเอาธรรมชาติเป็นพวก สั่งปิดตายประตูเมือง ตั้งรับอย่างเดียว เล่นเกมยืดเยื้อ ด้วยรู้ว่าจะเข้าฤดูน้ำหลาก ไม่ช้าไม่นานทัพจากลกเอี๋ยงต้องหายไปกับสายน้ำ

และแล้วก็เป็นดังคาด พอถึงหน้าน้ำ ฝนเทลงมาไม่มีหยุด ทั้งวันทั้งคืน วันชนวัน สัปดาห์ชนสัปดาห์ ตกต่อเนื่องกันเป็นเวลาเดือนกว่าๆ ไม่มีว่างเว้น น้ำนั้นไหลแรงและเร็วลงมาจากเขา ท่วมถึงบั้นเอวทหารเข้าไปแล้ว ทัพสุมาอี้จะหุงหาอาหารก็ไม่ได้ จะนอนก็ไม่สะดวก กินอยู่ลำบากยิ่งนัก

ข่าวไปถึงหูพระเจ้าโจยอย ณ ลกเอี๋ยง ขุนนางต่างแนะนำให้เรียกตัวสุมาอี้กลับมาก่อน ไว้สบโอกาสค่อยยกทัพกลับไปเลียวตั๋งใหม่ แต่พระองค์รู้จักสุมาอี้ดี คนๆ นี้รู้ทางหนีทีไล่ สติปัญญาเหนือคน ไม่ช้าต้อง "เอาชนะน้ำ" ยึดเมืองได้แน่

ครั้นอุทกภัยถาโถม ปวยเกง แม่ทัพขวา ไปบอกสุมาอี้ ขอให้ย้ายค่ายจากประตูเมืองไปตั้งบนเขา ทว่าสุมาอี้โกรธ บอกว่าตีเมืองขบถจะแตกอยู่ในวันในพรุ่ง ขืนยกหนีน้ำไปจะมิเสียการใหญ่หรือ ว่าแล้วก็คาดโทษไว้ ใครมาพูดเรื่องย้ายค่ายหนีน้ำจักโดนตัดหัวทุกคน

วันรุ่งขึ้น ซือเหลียน แม่ทัพซ้ายยังไม่เข็ด นำความไปปรึกษาสุมาอี้เหมือนที่ปวยเกงเพิ่งพูดไปเมื่อวาน คราวนี้แม่ทัพจอมอึดโกรธจัด สั่งตัดหัวซือเหลียนเสียบประจานไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โทษฐานทำลายขวัญทหาร ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องกลัวน้ำ ห้ามย้ายค่ายไม่ได้ยินหรือ

จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องย้ายค่ายหนีน้ำท่วมอีก


ครั้นแล้ว สุมาอี้สั่งถอนทัพทางประตูเมืองฝั่งทิศใต้ของเมืองเซียงเป๋ง เพื่อล่อให้ทัพเลียวตั๋งหนีออกไป ตามกลศึก "ล้อมพึงเปิดช่อง" หนึ่งใน "36 ยอดกลยุทธ์จีน"

ถอนทัพได้ไม่นาน พอถึงเพ-ลา ฝนก็หยุดตก แม่ทัพแห่งวุยยินดียิ่ง ฟ้าเป็นใจ ทุกอย่างเข้าทางตามแผนเรา

สุมาอี้จึงสั่งทหารบุกข้ามกำแพง เข้าตีเมืองเซียงเป๋งทุกด้านพร้อมกัน ทหารในเมืองระดมกำลังกันต้านเต็มที่ ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง แม้จะยังทะลวงเข้าเมืองไปไม่ได้ทันที แต่ก็ทำให้ไพร่พลเลียวตั๋งไม่มีแก่ใจจะสู้รบอีกต่อไปแล้ว

กองซุนเอี๋ยนเห็นหมดทางสู้ อยู่ต่อก็ตายแน่ จึงส่งคนออกไปขอสวามิภักดิ์กับสุมาอี้ โดยขอส่งลูกชายมาเป็นตัวประกันไว้ก่อน ทว่ายอดคนแซ่สุมาหายอมไม่ ด้วยรู้ทันว่ามิได้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงไล่ตะเพิดคนนำสารของเอี้ยนอ๋องเจ้ากำมะลอกลับไป

กองซุนเอี๋ยน และ กองซุนสิว สองพ่อลูก เห็นหมดทางไป จึงรอจนตกดึก แล้วให้กองทหารม้าเร็วนำทาง รุดออกจากเมืองไปทางประตูฝั่งทิศใต้ที่สุมาอี้จงใจเปิดช่อง ครั้นออกมาเห็นทางโล่ง ปลอดทหาร ก็ยิ่งดีใจ สั่งเร่งฝีเท้าสุดชีวิต หนีเอาตัวรอดให้ได้

ที่แท้สุมาอี้ขุดบ่อล่อไว้ ขืนไปดักตั้งแต่หน้าประตูเมืองมีหวังขบถหนีกลับเข้าเมืองแน่นอน จึงให้ เตียวฮอง กับ งักหลิม สองทหารเอก ซุ่มกำลังไว้กลางทางห่างออกมาหลายเส้น สุดท้ายฝ่ายวุยจึงจับตัวสองพ่อลูกแซ่กองซุนไว้ได้โดยละม่อม

สุมาอี้ประกาศ ยอมอะไรก็ยอมได้ แต่ยอมให้พวกกบฏ ยอมไม่ได้เป็นอันขาด จึงสั่งลงดาบ ตัดหัวกองซุนเอี๋ยนพร้อมลูกชาย โทษฐานคิดคดทรยศ ไม่เลี้ยงไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป แล้วเอาหัวกลับไปถวายพระเจ้าโจยอย ณ เมืองลกเอี๋ยง

น้ำท่วมน้ำหลาก มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่ท่วมหนักอย่างไร สักวันก็ต้องหยุด คนจะทำศึกสงครามหรือทำการใดๆ พึงรู้จักน้ำ ต้องรู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร จะหยุดเมื่อไร รู้จักดึงธรรมชาติมาเป็นพวกตน จึงมีชัยชนะทุกแห่งหน

Sunday, October 9, 2011

ลายมือ สุจิตต์ วงศ์เทศ



ผมเป็นแฟนหนังสือของอาจารย์สุจิตต์ วงศ์เทศ ครับ อันนี้เอามาจาก fb ของท่าน ลายมืออาร์ตมาก ชอบจัง :)

Friday, October 7, 2011

ไปออกรายการช่องแมงโก้ทีวีมาครับ

วันก่อนไปออกรายการ คนไทยมีไอเดีย ช่อง แมงโก้ทีวี มาครับ สัมภาษณ์เรื่องตัวผมและสามก๊ก หนึ่งชั่วโมงเต็ม ลองดูนะครับ

คนไทยมีไอเดีย : แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก (๑)



คนไทยมีไอเดีย : แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก (๒)

Wednesday, September 28, 2011

บทกลอนชุด ตัวละครสามก๊ก : ซุนกวน















ประพันธ์โดย น้องพลอย สุภจรรยา สิริพูน ดัชชี่เกิร์ลปี 2007

ง่อก๊ก ปฐมกษัตริย์ คือซุนกวน อยู่ในส่วนบูรพามาทักษิณ
แยงซีเกียงเขตแดนแบ่งแผ่นดิน อยู่ในถิ่นนานกิงใกล้ทะเล
ซุนกวนเกิดในตระกูลใหญ่ พ่อท่านไซร้ซุนเกี๋ยนเกิดหันเห
ซุนเซ็กพี่มาตายถูกถ่ายเท ไม่เกเรรักธรรมนำปัญญา

มีความรู้กว้างขวางทางปกครอง ไม่เป็นสองการทหารหลายสาขา
ง่อฮูหยินปิ่นศรีเป็นมารดา มีปัญญาให้เกียรติแก่ผู้คน
ซุนกวนใช้ผูกมิตรกับเล่าปี่ เข้าต่อตีโจโฉจนสับสน
ที่ผาแดงเผาทหารเกือบล้านคน วีรชนจิวยี่เพื่อนพี่ตัว

การดำเนินชีวิตข้างราบเรียบ หากไปเปรียบโจโฉต้องปวดหัว
งานสำเร็จทีมงานท่านไม่กลัว รักษาตัวประยูรญาติอาจมั่นคง
แต่สุดท้ายศึกใหญ่กับเล่าปี่ สิ้นจิวยี่อาวุโสไม่ประสงค์
มีลกซุนก้าวขึ้นโดยอาจอง บ้านเมืองคงทัพเล่าปี่พินาศไป

ครองราชนานยี่สิบสี่ปี กว่าเล่าปี่และโจโฉเขาขานไข
อายุเจ็ดสิบเอ็ดนับปีปลาย จึงมลายจากถิ่นสิ้นพระชนม์
สืบทอดอำนาจจากพ่อพี่ มีไมตรีผู้น้อยในทุกหน
มีความอ่อนน้อมและถ่อมตน เมื่อใช้คนมั่นใจไม่ระแวง

บทกลอนชุด ตัวละครสามก๊ก : โจโฉ














ประพันธ์โดย น้องพลอย สุภจรรยา สิริพูน ดัชชี่เกิร์ลปี 2007

กวีมีชื่อที่ลือเลื่อง ได้ประเทืองวรรณกรรมนำเสนอ
มีโจโฉยิ่งใหญ่ได้พบเจอ การยุทธ์เธอวงวรรณขั้นเกรียงไกร
ได้ชื่อว่านายกตลอดกาล มีสันดานเหี้ยมโหดโฉดไฉน
ทั้งร้อยเล่ห์แสนกลระคนไป รู้จักใช้บุคคลปนกับกาล

แซ่แฮหัวชื่อรองว่าเม่งเต๋อ พ่อของเธอโจโก๋จิตเหี้ยมหาญ
เป็นลูกเลี้ยงโจเท้งมาก่อนกาล เปลี่ยนแซ่นั้นตามผู้เป็นบิดา
มีคิ้วเล็กหนวดยาวไหวพริบดี ชอบสุรานารีแสวงหา
ชำนาญการเชี่ยวชาญยุทธนา รู้ภาษาอักษรแต่งกลอนเป็น

ราชการเริ่มงานชั้นผู้น้อย แล้วจึงค่อยเติบใหญ่คนได้เห็น
รวมพลังสู้ตั๋งโต๊ะแม้ลำเค็ญ ทำให้เด่นเลื่องชื่อระบือนาม
หมอดูเคยทำนายได้ทายทัก สามารถจักครองแผ่นดินน่าเกรงขาม
แต่เดือดร้อนไปทั่วชั่วลุกลาม เหตุเพราะความสามารถอาจของโจ

แรกเริ่มมีกำลังห้ากองพัน เป็นญาติกันทั้งนั้นพลันสุโข
แฮหัวตุ้น เอี้ยน หยิน ฮองแซ่โจ กองทัพโตปราบผ้าเหลืองกระเดื่องนาม
กุมอำนาจการเมืองการทหาร ควบคุมกิจการหนึ่งในสาม
สุมาอี้มีชัยในสงคราม โจ ทรุดทรามถูกสุมาคร่าแผ่นดิน

บทกลอนชุด ตัวละครสามก๊ก : เล่าปี่

















ประพันธ์โดย น้องพลอย สุภจรรยา สิริพูน ดัชชี่เกิร์ล ปี 2007

อันคนเราเกิดมาไม่เท่ากัน มีบางท่านร่ำรวยมหาศาล
พ่อบุญหนักศักดิ์ใหญ่สูงตระการ สกุลท่านหมื่นล้านเข้าขั้นรวย
พรั่งพร้อมอำนาจวาสนา ทั้งรูปร่างหน้าตาก็สะสวย
เป็นเพราะผลบุญเก่าเข้าอำนวย เข้าหนุนช่วยอุปถัมภ์เพราะกรรมดี

อย่าไปคิดริษยาต่อว่าเขา เสมือนเพลิงผลาญเผาเศร้าเสียศรี
จิตเศร้าหมองแตะต้องพวกราคี ดูเล่าปี่เป็นครูรู้วิชา
ท่านได้เกิดในตระกูลผู้ดีเก่า ไม่โศกเศร้าได้ยากเป็นหนักหนา
ทอเสื่อทำรองเท้าเลี้ยงอัตตา ภรรยาของตนแต่ล้นธรรม

ไม่คดโกงซื่อสัตย์คบบัณฑิต เลือกคบมิตรจิตตรงอุปถัมภ์
เมื่อเข้าสู่การเมืองต้องระกำ สุดชอกช้ำพึ่งศัตรูรู้กันมา
เช่นครั้งหนึ่งเตียวหุยน้องก่อภัย ซึ่งทำให้ลิโป้โกรธหนักหนา
ต้องหลบลี้มีโจโฉให้พึ่งพา ทั้งที่ชังน้ำหน้ามาเนิ่นนาน

อยากเป็นใหญ่ไม่หักต้องยอมงอ ควรต้องรอปรับตัวเมื่อคับขัน
ไม่ควรแข็งขืนไปอาจหักผลัน มังกรนั้นยิ่งใหญ่กายมิตรง
ควรจำเป็นตัวอย่างข้างเล่าปี่ สะสมบารมีตามประสงค์
เมื่อเป็นใหญ่ได้ผงาดอาจอง ก็ยังคงอ่อนน้อมมีถ่อมตน

Tuesday, September 20, 2011

ลาพักร้อน


ขออนุญาตไปพักร้อนนะครับ เร็วๆ นี้จะกลับมา ดูแลสุขภาพทุกคนครับ ^^

Sunday, September 18, 2011

แพนเค้กเจ้าเล่ห์


ดูตาหนูแพนเข้าสิ เจ้าเล่ห์นัก เดี๋ยวตีเลย อิอิอิ (ภาพจากมติชนออนไลน์ครับ)

Friday, September 16, 2011

อี้จงเทียนพิเคราะห์สามก๊ก Sub Thai



วันก่อนมีคนเอาคลิปรายการ Lecture Room ของ "อี้จงเทียน" ปรมาจารย์ระดับเซเลบ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จีน ที่ออกอากาศทาง CCTV มาลงในแฟนเพจของผม

รายการนี้ผมเปิดดูอยู่บ่อยๆ ครับ แต่เนื่องจากภาษาจีนอันอ่อนแอ ทำให้ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง ทว่าคราวนี้ พอเปิดคลิปดู ปรากฏว่ามีสุภาพบุรุษใจดี มาทำ subtitle ภาษาไทยไว้ให้ได้อ่านกัน

ดูจนจบ ถึงได้ทราบว่าคนแปลคือ "อ๋อง" เพื่อนของผม รู้จักกันตั้งแต่เมื่อแข่งแฟนพันธุ์แท้หัวข้อแผ่นดินมังกร อ๋องเป็นสถาปนิกหนุ่มมากความสามารถ นิสัยดีมากๆ เขาไปเรียนต่อที่ปักกิ่งเมื่อหลายปีก่อน และเท่าที่ได้อ่านในบล็อกของเขา เข้าใจว่าปัจจุบันก็ยังอยู่ที่นั่น

ต้องขอบคุณความทุ่มเทของอ๋องจริงๆ ครับ ที่ทำให้ผมและน้องๆ แฟนสามก๊กได้ความรู้ในเชิงวิเคราะห์จากปากของผู้รู้จริง เรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อนดูแล้วสนุก ไม่เบื่อเลย

ลีลาการเล่าเรื่องสามก๊กของศาสตราจารย์อี้จงเทียนนั้น ยอดเยี่ยมมาก มีมุขแพรวพราว ลูกล่อลูกชน คนจีนติดกันเยอะแยะ แนะนำแรงๆ ให้คลิ๊กเข้าไปดูกันครับ

เอาตัวอย่างมาลงไว้ที่นี่ 1 คลิป ใครสนใจ คลิ๊กต่อเข้าไปดูต่อใน youtube ได้เลย

หน้า Youtube ของคุณอ๋อง http://www.youtube.com/user/ongchina
บล็อกคุณอ๋อง http://OngChina.wordpress.com

Saturday, September 10, 2011

คนดี - คนไม่ดี


เป็นเวลาหลายปีทีเดียว ทีผมเปิดหนังเรื่อง "ราโชมอน" ของตำนานผู้กำกับญี่ปุ่น "อากิระ คุโรซาว่า" ให้เด็กๆ ในชั้นเรียนที่เอแบคได้ชมกัน

ทุกครั้งที่ให้เด็กดู ปฏิกริยาเป็นไปในทางเดียวกัน บ้างก็ "หลับ" บ้างก็ "คุย" บ้างก็ลุกไปเข้าห้องน้ำด้วยความ "เบื่อ" ผมจึงได้บทเรียนว่า เรื่องนี้อาจจะ "หนัก" เกินไป สำหรับเด็กในวัยสิบปลายๆ ถึงยี่สิบต้นๆ

ผมได้ชมภาพยนตร์ ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1950 เรื่องนี้ครั้งแรก สมัยเรียนปริญญาโทที่ นิเทศ จุฬาฯ อาจารย์ศิริชัย ให้ดูในวันแรกของการเรียน ดูจบแล้ว "ขนลุก" ครับ ห้าสิบกว่าปีก่อน ทำไมคนๆ หนึ่งถึงทำหนังได้ขนาดนี้

อาจารย์บอกว่า ที่ต้องให้ดูตั้งแต่ class แรก เพราะหนังเรื่องนี้เป็นเสมือน "บทเรียนที่หนึ่ง" ที่จะปรับมุมมอง ของนิสิตที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ

บางคนเรียนวิทยาศาสตร์มา บางคนเรียนวิศวะมา ทุกอย่างมีคำตอบที่ถูกต้องของมัน แต่พอมาเรียนนิเทศศาสตร์ ต้องเข้าใจก่อนว่า ในโลกนี้ "ความจริง" ไม่ได้มีอยู่ด้านเดียว

ในโลกที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ "ไฮโดรเจน" บวก "ออกซิเจน" แล้วจะกลายเป็น "น้ำบริสุทธิ์" เสมอไป ในโลกที่เป็นไป "หนึ่ง" บวก "หนึ่ง" อาจจะกลายเป็น "สอง" อาจจะกลายเป็น "สิบ" หรืออาจ "ติดลบ" ก็ได้

ห้าปีที่ผ่านมา บ้านเรามีแฟชั่น "คนดี - คนไม่ดี" ต้องกำจัดคนไม่ดี เอาคนดีมาบริหารบ้านเมือง แล้วบ้านเมืองมันจึงจะดี ผมดูแล้วก็หวนนึกถึง "ราโชมอน" ขึ้นมาทุกที


มนุษย์เรามีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐานทั้งนั้น "ความจริง" ไม่ได้มีอยู่ด้านเดียว เหมือนหนังเรื่องนี้ "โจร" ก็มีความดี "พระเอก" ก็มีความชั่ว "นางเอก" ก็มีความแพศยา "ผีห่าซาตาน" ก็ยังรู้จักหลอกลวง

ดังนั้น อย่าตัดสินใครว่าเป็น "คนดี" หรือ "คนเลว" เพียงเพราะ "ความจริง" ในมุมของเราอีกเลย

ช่วงนี้ หนังไทยเรื่อง "อุโมงค์ผาเมือง" เพิ่งเข้า หนังเรื่องนี้สร้างมาจากหนังเรื่อง "ราโชมอน" ของ "อากิระ คุโรซาว่า" ซึ่งหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ได้เอามาเขียนเป็นบทละครเวที ผมก็เลยอยากจะไปดู ไม่ได้มีเอี่ยวอะไรกับเขาหรอกครับ ยังไม่ได้ไปดูเสียด้วยซ้ำ แต่คิดว่าน่าสนใจ

เมืองไทยเรานี้ แสนดีนักหนา คนดีเต็มพสุธา ทำไมหนา คนไม่ดีได้ครองเมือง เขาว่ามาแบบนี้ บัณฑิตโง่งมอย่างผม มันไล่ตาม "คนดี" ไม่ค่อยจะทัน ขออยู่พิจารณา "ความชั่ว" ของตัวเองเงียบๆ ที่บ้านจะดีกว่านะ

Saturday, September 3, 2011

The Kingdom of Shu: Post-Kongming Era


ขงเบ้งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของจ๊กก๊ก

ก่อนขงเบ้งจะตาย เขาได้สั่งเสียกลางทุ่งอู่จ้าง ให้ "เจียวอ้วน" และ "บิฮุย" รับตำแหน่ง "เฉิงเสี้ยง" หรือ "อัครมหาเสนาบดีแห่งจ๊กก๊ก" ต่อจากตนเอง

ครั้นกุนซือมังกรหลับสิ้นลมแล้ว เหล่าทหารหาญได้นำศพเขากลับเซงโต๋อย่างทุลักทุเล ท่ามกลางความขัดแย้งของนายทหารและขุนน้ำขุนนางแห่งรัฐสู่หลายต่อหลายคน ก่อนที่ "เจียวอ้วน" จะก้าวขึ้นทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารอย่างเป็นทางการ ตามประสงค์ของข่งหมิง

เจียวอ้วนเกิดที่อำเภอเซียงเซียง เมืองเลงเหลง ปัจจุบันอยู่ในมณฑลหูหนาน ฉลาดเฉลียว สติปัญญาเหนือคน เข้ามารับราชการกับเล่าปี่ ในช่วงที่เล่าปี่กำลังบุกตีเสฉวน

เมื่อเล่าปี่ตายแล้ว “เล่าเสี้ยน” ได้ขึ้นเสวยราชย์ต่อ ขงเบ้งได้ตั้งเจียวอ้วนเป็นผู้ช่วย เทียบกับสมัยปัจจุบันก็คือ "รองนายกรัฐมนตรี" ทั่วทั้งแผ่นดินสู่ฮั่นต่างรับรู้กันว่า เขาคือ "มือขวา" ของกุนซือมังกรหลับแห่งโงลังกั๋ง และความสามารถของเขาก็ทำให้ขงเบ้งนิยมชมชอบเป็นอย่างมาก

ในความเห็นของผม ที่ขงเบ้งชอบเจียวอ้วนมากอาจเป็นเพราะเจียวอ้วนมาใน "สายวิชาการ" เช่นเดียวกับตัวเขา คือสร้างตัวขึ้นมาด้วยตำรับตำรา มิใช่ขุนพลกรำศึก สร้างตัวขึ้นมาจากซากศพและกองกระดูกเหมือน "กวนอู"

เมื่อจูกัดเหลียงนำทัพบุกเหนือ เจียวอ้วนได้รับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทน ซึ่งเขาก็รับภาระได้เป็นอย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่อง ทำให้ขงเบ้งขึ้นเหนือแบบไม่ต้อง "พะวงหลัง" หากจะมีห่วงก็มาจากความงี่เง่าของเล่าเสี้ยนเท่านั้น

ครั้นขงเบ้งตายแล้ว เจียวอ้วนจึงได้ก้าวขึ้นเป็น “ประมุขฝ่ายบริหาร” ของจ๊กก๊กในที่สุด

ตรงนี้อย่ามองข้ามเป็นอันขาดนะครับ การ "ก้าวขึ้นมาแทนขงเบ้ง" เป็นเรื่องยากสุดๆ เพราะขงเบ้งคือ "ทุกสิ่งทุกอย่าง" ของจ๊กก๊ก เมื่อไม่มีเขาแล้ว คนที่จะก้าวขึ้นมาแทนย่อมถูกจับตามอง ความกดดันย่อมมหาศาลเลยทีเดียว

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ลองนึกดูสิว่า คนที่มารับไม้คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูซั่น จะโดนแรงบีบขนาดไหน เจียวอ้วนก็ต้องเจอเหมือนกัน

ปรากฏว่า เขาก็ทำหน้าที่ได้ดีในระดับหนึ่ง โดยทำให้บ้านเมืองเป็นปรกติสุข ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปตามธรรมเนียม


คุณสมบัติที่โดดเด่นของเจียวอ้วน นอกจากสติปัญญาและความสามารถในการบริหารแล้ว เขายังเป็นคนนอบน้อมถ่อมตนและมีความอดทนสูงยิ่ง แม้จะโดนขุนนางบางคน โดยเฉพาะเจียวจิ๋วและขุนนางขั้วอำนาจเก่าสมัยเล่าเจี้ยง ค่อนขอดว่าตัวเขาไม่ดีพอที่จะมาแทนขงเบ้งได้ เจียวอ้วนก็มิได้ว่ากระไร กลับยอมรับเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของเขาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักก็คือ การเน้นแต่การบริหารกิจการภายในประเทศ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ทางการทหารเท่าที่ควร ทำให้จ๊กก๊กไม่เป็นที่เกรงขามของก๊กอื่นๆ เหมือนในยุคที่ขงเบ้งยังมีชีวิต

เรื่องราวที่น่าสนใจกว่านั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน

จดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า เจียวอ้วนเข้ารับราชการกับจ๊กก๊กสมัยที่เล่าปี่เพิ่งยึดเสฉวนได้ โดยเขาได้รับคำสั่งให้ไปเป็นนายอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง เล่าปี่มาตรวจราชการ เจอเจียวอ้วนกำลังเมาหัวราน้ำ ไม่ทำการทำงาน

เล่าปี่โกรธมากจะประหารเสีย แต่ขงเบ้งทราบเรื่องจึงรีบห้ามไว้ โดยชี้แจงว่าเจียวอ้วนเป็นคนเก่งมาก เหตุที่เมาคงเป็นเพราะได้มอบหมายงานให้ลูกน้องหมดแล้ว ด้วยความที่เล่าปี่นับถือขงเบ้งจึงไม่ลงโทษเจียวอ้วน เพียงแต่ถอดออกจากตำแหน่ง

เรื่องราวของเจียวอ้วนตอนนี้คล้ายๆ กับกรณี “บังทอง” ที่แสดงอิทธิฤทธิ์กับเล่าปี่ เมื่อครั้งที่เขาถูกเล่าปี่ส่งไปเป็นนายอำเภอเล็กๆ ในแคว้นเกงจิ๋ว

เป็นไปได้ว่าผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊กอาจหยิบเรื่องของเจียวอ้วนไปดัดแปลงเป็นกรณีของบังทองแทน เพราะตามจดหมายเหตุสามก๊ก ไม่ปรากฏว่าบังทองเคยเมาเหล้าเพื่อลองดีกับนายใหญ่แซ่เล่าแต่อย่างใด

แม้จะเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี แต่สาเหตุที่คนอย่าง เจียวอ้วน และ บิฮุย ไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับคนอย่าง "เกียงอุย" นั้น เป็นเพราะในยุคสามก๊ก เป็นยุคที่ "การทหารนำการเมือง"

ผู้นำในสมัยก่อน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งขนาดไหน หากในทางปฏิบัติแล้ว ตำแหน่งของเขาไม่ครอบคลุม "อำนาจทางการทหาร" ก็ย่อมเป็นที่จดจำไม่มากนัก เหมือนที่หลายคนไม่รู้จัก "โกะหยง" นายกรัฐมนตรีแห่งง่อก๊ก แต่พอโกะหยงตาย ส่งไม้ต่อให้ "ลกซุน" อันนี้ทุกคนร้องอ๋อทันที เพราะเคยเป็นแม่ทัพใหญ่มาก่อน


นี่คือเกร็ดชีวิตอันน่าสนใจของ "บุคคลหลังม่าน" แห่งวรรณกรรมสามก๊ก ยังมีเรื่องราวของคนแบบเจียวอ้วนอีกมากมาย รับรองว่าน่าสนใจมากๆ ติดตามได้จากหนังสือเล่มใหม่ของผม วางแผงไม่เกินปลายปีนี้ครับ

Saturday, August 27, 2011

แจ้งเรื่องแจกหนังสือฟรี

เรียน ทุกท่านที่แจ้งขอหนังสือ "บอกรักอย่างกล้าหาญ"

ขณะนี้หนังสือหมดไปนานแล้ว และยังไม่ได้พิมพ์เพิ่มเลยครับ ดังนั้น ท่านที่ขอเข้ามา ช่วยรอก่อนนะครับ ผมเก็บชื่อที่อยู่ของทุกท่านไว้แล้ว ถ้ามีโอกาสได้พิมพ์ใหม่ จะจัดส่งไปให้ครับ

ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ ทุกท่านครับ

ชัชวนันท์

Friday, August 19, 2011

ว่าด้วยเรื่อง "สามก๊ก 2010"


เล็งมานานว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้ เล็งจนเมื่อยเลยครับ เพราะ "สามก๊ก 2010" ออกเผยแพร่เป็นปีๆ แล้ว ตั้งแต่ปีไหนเอ่ยยยยย? เอ๊า...ถามแปลกๆ ก็ปี "2010" สิ (ฮา)

เรื่องของเรื่องก็คือ จากที่สำรวจมานะครับ ผมเชื่อแฟนสามก๊กชาวไทยมีไม่น้อยกว่าชาติไหนในโลก (เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนประชากร ..ยกเว้นชาติจีน) ดังนั้น พวกเราจึง รอ ร๊อ รอ ว่าเมื่อไหร่จะมีบริษัทใหญ่ใจดี ซื้อลิขสิทธิ์มาฉายทางทีวีให้พวกเราได้รับชมกัน

นี่ก็แว่วๆ ว่ามีสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ได้ลิขสิทธิ์มาแล้ว แต่ยังไม่เอาลงจอแก้ว ทำเอาพวกน้องๆ คอสามก๊กบ่นกันแหลก แต่ไม่เป็นไรครับ ยุคนีั้สมัยนี้ ดูใน Youtube ได้ ง่ายนิดเดียว ถ้าไม่มีซับไทย ก็งมๆ เอาแล้วกันนะ 555+

หลายคนถามผมว่า มอง "สามก๊ก 2010" ยังไง เมื่อเทียบกับซีรีส์ในเวอร์ชั่นที่แล้ว ของ CCTV? ก็ต้องบอกว่าแตกต่างกันลิบลิ่วเลยครับ

จริงๆ ถ้าจะเทียบความแตกต่างให้ครบทุกประเด็นนี่ คงจะเขียนกันไม่ไหว แต่ผมขอสรุปแบบกระชับ เอาประเด็นหลักๆ แล้วกันนะครับ

1. มีการปรับบทให้เป็น "หนัง" มากขึ้น

กล่าวคือ สำหรับซีรีส์สามก๊กชุดที่แล้ว เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เอาวรรณกรรมสามก๊กมาทำเป็นละครชุดตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวหนังจึงเน้นการ "บรรยายภาพ" ใน "วรรณกรรม" ให้มาโลดแล่นอยู่บนจอโทรทัศน์เป็นหลัก

บทภาพยนตร์ในซีรีส์สามก๊กชุดเก่านั้น แทบไม่มีอะไรใหม่เลยครับ บทพูดในวรรณกรรมเป็นอย่างไร ตัวละครในหนังก็พูดออกมาอย่างนั้น

ต่างจาก สามก๊ก 2010 ที่มีการแต่งเติมสีสัน หยิบเอาเรื่องราวบางจุดที่น่าสนใจมาขับเน้น ทั้งยังอธิบายขยายความต่อ ให้เห็นถึงเหตุผลความเป็นมาเป็นไปของตัวละครแต่ละตัว

ดังนั้น การดู "สามก๊ก 2010" จึงไม่ใช่แค่ดูว่า เขาจะทำวรรณกรรมออกมาเป็นภาพอย่างไร แต่เหมือนได้ดู "หนังอีกเรื่อง" ที่มี "ความเป็นตัวของตัวเอง" อยู่ในที


เช่น ตอนที่ "โจโฉ" หนีหมายจับของ "ตั๋งโต๊ะ" มาเจอ "ตันก๋ง" และทั้งสองพากันร่วมหัวจมท้าย ทิ้งตำแหน่งหน้าที่ไปก่อร่างสร้างการใหญ่ด้วยกัน ทว่าไม่ทันไร โจโฉดันไปทำบาปมหันต์ ฆ่า "ลิแปะเฉีย" เพื่อนพ่อของตัวเองด้วยความเข้าใจผิด

ฉากนี้ตอนนี้ ใน สามก๊ก 2010 เล่นกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ โดยระหว่างที่เดินทางมาพร้อมกับตันก๋งนั้น โจโฉได้พูดอะไรหลายๆ อย่าง ประกอบวิสัยทัศน์ ซึ่งแสดงให้เห็นปณิธานอันมุ่งมั่นยิ่งใหญ่ของเขา สิ่งเหล่านี้แหล่ะ เหมือนกับการที่ตัวหนังได้ "แนะนำตัว" โจโฉอย่างเป็นทางการ

นี่คือ "สีสัน" ในรูปแบบของ "ภาพยนตร์" ที่ "สามก๊ก 2010" มอบให้ !!

2. แอ๊คชั่น มันส์กว่าเยอะ

แน่นอนครับ สิ่งที่มาพร้อมกับความเป็น "ภาพยนตร์" ก็คือ "แอ๊คชั่น" มันส์ๆ ซึ่งเรื่องแอ๊คชั่นนี้ แน่นอนว่าสามก๊กชุดเก่าสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าก็ต้องเข้าใจครับ เทคโนโลยีการถ่ายทำ ณ วันนี้กับเมื่อ 20 ปีก่อน จะเอามาเทียบกันก็ดูกระไรอยู่

เอาแค่ฉากที่เฮาโลก๋วน "สามพี่น้อง (รุม) รบลิโป้" นั่นก็ฟัดกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ ดูมัน ดูเพลิน แต่มีการ "บิด" เรื่องราวนิดๆ ทำให้ใครบางคนกลายเป็น "พระเอ๊ก พระเอก" ผมไม่บอกดีกว่า อยากรู้ลองไปหาดูใน Youtube นะครับ

3. ปรับคาแรกเตอร์ของตัวละครหลายตัว


ยกตัวอย่างที่ผมเห็นชัดเจนเลย คือ "เล่าปี่" จากในวรรณกรรม ที่ภาพออกมาเป็นผู้ทรงคุณธรรม แต่เป็นคุณธรรมที่เด่นขึ้นมาด้วยการ "สร้างสรรค์" หรือพูดตรงๆ คือ "สร้างภาพ" เยอะมาก

คนบ้าอะไร อยากร้องไห้ก็ร้องออกมาได้เฉยๆ อยากก้มกราบใครก็ทำได้ทันที นั่นคือเล่าปี่ในวรรณกรรม ซึ่งซีรีส์ชุดเก่าก็ถ่ายทอดออกมาตามนั้นไม่มีผิดเพี้ัยน

แต่ เล่าปี่ ใน "สามก๊ก 2010" นี่ "เท่" เลยนะครับ จากที่เคยกลัวโจโฉขาสั่น เขากลับ "Cool" คือ "เยือกเย็นสุขุม" ขึ้นเยอะ


ยกตัวอย่างเช่น "ตอนที่ 16" ของ "สามก๊ก 2010" หลังจาก "อ้วนสุด" ได้ตราหยกไปแล้ว เกิดกำเริบตั้งตัวเป็น "ฮ่องเต้" โจโฉจึงออกราชโองการให้ขุนศึกทั้งหลาย มาช่วยกันปราบ ซึ่งสามพี่น้องแห่งสวนท้อก็รีบมาโดยพลันไม่มีบิดพลิ้ว

หลังจากรบชนะอ้วนสุดแล้ว โจโฉจึงได้พูดคุยกับเล่าปี่ ที่ไม่ได้เจอกันมานาน ทั้งยังออกปากชักชวนเล่าปี่มาอยู่ด้วยกัน แท้จริงแล้วก็หมายกำจัดเสียในภายหลัง เมื่อไม่ให้เป็นการ "ปล่อยเสือเข้าป่า" ไป

ที่จริงแล้ว เล่าปี่ต้องเกรงใจโจโฉอยู่มาก ตามประสาผู้น้อยที่ยังตั้งตัวไม่ได้ แต่ปรากฏว่า "เล่าปี่ 2010" กลับแสดงออกถึงความเยือกเย็น นอกจากจะปฏิเสธโจโฉโดยไม่มีเยื่อใยแล้ว ยังบอกโจโฉทำนองว่า "ถ้าเอ็งมารังแกข้า เอ็งเจอข้าผนึกกำลังกับลิโป้แน่"

ผมจึงมองว่า สามก๊ก 2010 ปรับบุคลิกของเล่าปี่ ให้ "ไว้ตัว" มากขึ้น ไม่ใช่วีรบุรุษในแบบที่ยอม "พนมมือแก่คนชนทุกชั้น" เหมือนเล่าปี่เดิมๆ ที่เราคุ้นเคย

เท่ขึ้นเยอะเลยนะครับ "เล่าปี่ 2010" นี่

เขียนมายาวแล้ว ไว้คราวหน้าจะมาว่าต่อถึงแง่ของ "การเลือกตัวละคร" ซึ่งเป็นเรื่องหลักเลยที่คนส่วนใหญ่สนใจ "ลิโป้ 2010" หล่อขนาดไหน "ขงเบ้ง 2010" เป็นยังไงเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นก่อน "สุมาอี้ 2010" หน้าเหมือนที่คิดไว้หรือไม่ ขออุบไว้ก่อน คราวหน้ามาว่ากันต่อครับ :)

Thursday, August 18, 2011

หนังสือแปลเล่มใหม่ของผม


หนังสือแปลเล่มใหม่ของผม "บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ" เล่มนี้ได้ "แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย" มาเป็น บก. ได้ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย กรุณาเขียนคำนิยมให้ รับประกันสนุกมากๆๆ วางแผง ก.ย.นี้ ที่ซีเอ็ดทุกสาขาและร้านทั่วไปครับ :)

Wednesday, August 17, 2011

แนะนำบล็อกการลงทุน



สวัสดีครับ แฟนๆ "ชี้ชัดด็อทคอม" ทุกท่าน สืบเนื่องจากที่ผมเคยสำรวจไว้เล่นๆ พบว่าแฟนๆ ส่วนใหญ่ของบล็อกนี้เป็น "คอสามก๊ก" เสียราว 70% ช่วงหลังๆ บล็อกของผมจึงเน้นเขียนเกี่ยวกับสามก๊กค่อนข้างเยอะ สลับกับเรื่องทั่วๆ ไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผมแปลหนังสือด้าน "การลงทุน" เป็นอาชีพเสริมอีกอย่างหนึ่ง จึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่สถาบันการเงิน ทำอีกบล็อกขึ้นมา คือ http://ClubVI.wordpress.com เน้นด้าน "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" (Value Investment)โดยเฉพาะ ใครสนใจแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชมกันได้นะครับ

ส่วน "ชี้ชัดด็อทคอม" ของเรา อีกไม่กี่วัน ผมจะมาเขียนถึง "สามก๊ก 2010" ที่แฟนๆ ชาวไทยรอชมมาแสนนาน อย่าลืมติดตามครับ

Monday, August 15, 2011

หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที


หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที
สารจาก "วอร์เรน บัฟเฟตต์" วันที่ 14 สิงหาคม 2011

ผู้นำประเทศของเรา ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “เสียสละร่วมกัน” แต่ในคำขอนั้น พวกเขากลับยกเว้นตัวผมเอาไว้ ผมได้สอบถามไปยังเพื่อนมหาเศรษฐีหลายคนว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองจะต้องเสียอะไรบ้างจากคำขอดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครไปแตะต้องพวกเขาเช่นกัน

ในขณะที่คนจนและคนชั้นกลางออกไปสู้รบในอัฟกานิสถาน และคนอเมริกันส่วนใหญ่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มหาเศรษฐีอย่างพวกเรากลับได้รับยกเว้นภาษีเป็นกรณีพิเศษ

พวกเราบางคนเป็นผู้จัดการกองทุนซึ่งทำรายได้หลายพันล้านเหรียญจากหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานมากมาย แต่กลับได้รับอนุญาตให้จัดประเภทรายได้ของเราเป็น “รายได้ที่ได้รับการยกเว้น” ซึ่งช่วยให้ลดภาษีได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พวกเราหลายคนถือหุ้นไว้เพียง 10 นาที และทำกำไรได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยเสียภาษีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ราวกับเป็นนักลงทุนระยะยาว

สิ่งเหล่านี้คือพรที่เราได้รับ จากพวกที่ออกกฎหมายในวอชิงตัน ซึ่งรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเรา ราวกับพวกเราเป็นนกฮูกที่กำลังถูกไล่ล่าหรือสัตว์อะไรบางอย่างที่กำลังจะสูญพันธุ์

ปีที่แล้ว ใบเสร็จภาษีทั้งหมดของผม ประกอบด้วยภาษีเงินได้ และภาษีอื่นๆ ที่เสียในนามของผม รวมแล้วเป็นจำนวน 6,938,744 ดอลล่าร์ ฟังดูเหมือนเป็นเงินมากมาย แต่อัตราภาษีที่ผมจ่ายไปนั้นอยู่ในระดับ 17.4 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับลูกน้องอีก 20 คนที่นั่งอยู่ในสำนักงานของผม ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 33 ถึง 41 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยแล้ว 36 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ถ้าคุณใช้เงินทำเงิน แบบที่เพื่อนมหาเศรษฐีของผมทำ อัตราภาษีที่คุณต้องจ่ายจะยิ่งน้อยกว่านี้เสียอีก แต่ถ้าคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณกลับต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผม โดยมากแล้วจะสูงกว่ามากทีเดียว

การจะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ คุณต้องวิเคราะห์ที่มาของรายได้ของรัฐบาลเสียก่อน ในปีที่แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินประกันสังคม เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายภาษีแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด แต่แทบไม่ต้องจ่ายประกันสังคมเลย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคนชั้นกลาง ที่โดยส่วนใหญ่แล้ว อยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังต้องรับกรรมด้วยการเสียภาษี ประกันสังคมจำนวนมาก

ย้อนหลังกลับไปในทศวรรษที่ 1980 และ 1990 อัตราภาษีสำหรับคนรวยยังสูงกว่านี้มาก เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ผมต้องเสียถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับคนทั้งหมด บางทฤษฎีถึงกับบอกว่าผมควรเลิกลงทุน เพราะยิ่งลงทุนมากก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้นในอัตราก้าวหน้า ทั้งภาษีจากกำไรในการขายหุ้น และภาษีเงินปันผล

ผมอยู่ในแวดวงการลงทุนมามากกว่า 60 ปี ไม่ว่าตัวผมเองหรือใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเรายังไม่เคยเห็นใคร แม้แต่ในช่วงที่กำไรจากการขายหุ้นถูกหักภาษีถึง 39.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 1976-77 เลิกลงทุนเพียงเพราะต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่ทำได้ คนเราลงทุนเพื่อให้ได้เงิน และภาษีก็ไม่เคยทำให้พวกเขาถอยหนี พวกที่เถียงว่าภาษีที่สูงขึ้นจะทำให้การจ้างงานลดลง ผมจะบอกให้ว่า มีตำแหน่งงานเกือบ 40 ล้านตำแหน่ง ถูกว่าจ้างระหว่างปี 1980 ถึงปี 2000 ซึ่งคุณก็คงรู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อัตราภาษีที่ต่ำลง และการจ้างงานที่ลดลง

ตั้งแต่ปี 1992 กรมสรรพากรได้รวบรวมข้อมูลของคนอเมริกัน 400 คนที่เสียภาษีสูงสุด ในปี 1992 ปีเดียว คน 400 คนนี้มีรายได้รวมกัน 16,900 ล้านเหรียญ และจ่ายภาษีคิดเป็น 29.2 เปอร์เซ็นต์ของเงินจำนวนดังกล่าว ในปี 2008 รายได้รวมของ 400 คนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 90,900 ล้านเหรียญ เฉลี่ยแล้ว 227.4 ล้านเหรียญต่อคน แต่อัตราภาษีที่พวกเขาต้องเสียกลับลดลงเหลือ 21.5 เปอร์เซ็นต์

ภาษีที่ผมอ้างถึงในที่นี้ หมายถึงภาษีที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาลกลาง แต่เชื่อได้เลยว่าภาษีประกันสังคมของ 400 คนนี้ ไม่ได้มากเหมือนกับรายได้ของพวกเขาอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว 88 จาก 400 คนที่ว่า ไม่ได้รับค่าจ้างเลย แต่พวกเขามีรายได้จากกำไรในการลงทุน พี่ๆ น้องๆ ของผมบางคน อาจไม่ชอบทำงาน แต่พวกเขาชอบที่จะลงทุน (ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ผมรู้จักมหาเศรษฐีจำนวนมาก พวกเขาส่วนใหญ่ เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย พวกเขารักอเมริกา และซาบซึ้งในโอกาสที่ประเทศนี้ให้กับเขา หลายคนได้มาร่วมโครงการ “สัญญาว่าจะให้” ของผม โดยรับปากว่าจะบริจาคเงินส่วนใหญ่ของพวกเขาให้กับการกุศล พวกเขาส่วนใหญ่แทบไม่สนใจหากจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เพื่อนร่วมชาติกำลังเดือดร้อน

สมาชิกสภาคองเกรส 12 คน กำลังจะทำหน้าที่อันสำคัญยิ่ง คือจัดระเบียบการเงินของประเทศนี้เสียใหม่ พวกเขาได้รับคำแนะนำให้เขียนแผนระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดภาระการใช้จ่ายของชาติเราใน 10 ปีข้างหน้า ให้เหลือ 1.5 ล้านล้านเหรียญ แต่พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแผนลดภาษีให้ได้มากกว่านั้น

คนอเมริกันกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของคองเกรสในการจัดการกับปัญหาการใช้จ่ายของชาติ มีแต่การกระทำที่เร่งด่วน จริงแท้ และยั่งยืนเท่านั้น ที่จะขจัดความระแวงสงสัยหรือความสิ้นหวังออกไปจากจิตใจของอเมริกันชน ความรู้สึกเชื่อมั่นเท่านั้น ที่จะสร้างความจริงขึ้นมาได้

งานแรกของสมาชิกสภาฯ 12 คน คือให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่แม้แต่คนรวยก็ทำไม่ได้ คือสัญญากว่าจะประหยัดเงินให้ได้มากๆ จากนั้น สมาชิกสภาฯ ทั้ง 12 คน จึงควรหันไปพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับรายได้ ผมอยากให้ อัตราภาษีที่คนอเมริกัน 99.7 เปอร์เซ็นต์ ต้องจ่ายยังคงเดิม แต่ควรลดเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ลูกจ้างต้องจ่ายเป็นภาษีประกันสังคมลง 2 เปอร์เซ็นต์ การลดลงนี้จะเป็นการช่วยเหลือคนจนและคนชั้นกลาง ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง

แต่สำหรับคนที่รายได้เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 236,883 ครัวเรือนในปี 2009 ผมเสนอให้ขึ้นภาษีทันที ในส่วนของรายได้ที่เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นและเงินปันผลด้วย และสำหรับคนที่รายได้เกิน 10 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 8,274 คนในปี 2009 ผมแนะนำให้ขึ้นอัตราภาษีขึ้นไปอีก

เพื่อนๆ ของผมและตัวผมได้รับการเอาอกเอาใจมากพอแล้วจากสภาคองเกรสที่แสนจะเป็นมิตรกับมหาเศรษฐีมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลของเราจะต้องทำให้เกิดการ “เสียสละร่วมกัน” อย่างแท้จริงเสียที

วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของ เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์

[เนื้อหาข้างต้น เป็นสารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2011 ผมได้อ่านในเช้าวันที่ 15 ส.ค. แล้วถึงกับขนลุก ชอบมากๆ จึงรีบแปลจากเว็บไซต์ของ New York Times อยากให้คนไทยได้อ่านเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วเอาลงบล็อกโดยพลัน ... ผู้ชายคนนี้ ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายจริงๆ ครับ]

Monday, August 8, 2011

"มาดาม ทุสโซด์" และการปฏิวัติฝรั่งเศส


ชื่อ "มาดามทุสโซด์" มาจากชื่อของ "มารี ทุสโซด์" สุภาพสตรีชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง เกิดในปี 1761 ที่สตาร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ชื่อเดิมคือ แอนนา มาเรีย โกรโชลท์ส

แม่ของมารีเป็นคนรับใช้ในบ้านของ ด็อกเตอร์ฟิลลิปส์ เคอร์เตียส ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ที่ช่ำชองในการทำหุ่นขี้ผึ้งจำลองรูปคน และเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการปั้นหุ่นขี้ผึ้งให้กับมารี ซึ่งเป็นเด็กในบ้าน

หุ่นขี้ผึ้งตัวแรกที่มารีปั้นคือ "วอลแตร์" ยอดนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ทำขึ้นใน ค.ศ. 1777 ขณะอายุเพียง 11 ปี ก่อนจะสร้างสรรค์หุ่นจำลองของบุคคลที่มีบทบาททางการเมืองในยุคนั้นอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ฌอง ฌาคส์ รุสโซ และ เบนจามิน แฟรงคลิน

ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส (The French Revolution) ที่ปะทุขึ้นในปี 1789 มารีในวัย 18 ปี ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นด้วย

โดยในสมุดบันทึกของเธอระบุไว้ว่า มารีถึงกับขุดคุ้ยกองซากศพเพื่อค้นหาศีรษะของฝ่ายต่อต้านที่ถูกประหารชีวิตไปมากมาย เพื่อเอามาเป็นแบบในการหล่อขี้ผึ่้งทำเป็นรูปศีรษะจำลอง หรือ "Death Masks" ของพวกเขา !!


ต่อมาในปี 1792 ขบวนการปฏิวัติได้รับชัยชนะ ประกาศตั้ง "สาธารณรัฐฝรั่งเศส" (The Republic of France) ขึ้นมาได้สำเร็จ โดย Death masks ของเหล่าวีรชนที่มารีปั้น ได้ถูกนำไปร่วมขบวนพาเหรดแห่ไปรอบกรุงปารีสเพื่อฉลองชัย

และในปีต่อมา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ก็ถูกประหารชีวิตด้วย "กิโยติน" อย่างน่าอนาถที่สุด ชดใช้กรรมที่ได้ข่มเหงประชาชน ทำนาบนหลังคนมานานแสนนาน

ถัดมาอีกปีเดียว ใน ค.ศ. 1794 ด็อกเตอร์ฟิลลิปส์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการปั้นหุ่นขี้ผึ้งให้แก่มารีก็ได้เสียชีวิตลง มารีจึงได้รับมรดกเป็นหุ่นขี้ผึ่งจำนวนมากที่ด็อกเตอร์ปั้นไว้ ก่อนจะใช้เวลาต่อจากนั้น 33 ปี เดินทางไปทั่วยุโรป เพื่อจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งเหล่านั้น

โดยระหว่างการเดินทางแห่งชีวิต เธอได้แต่งงานกับ ฟรานซิส ทุสโซด์ และเปลี่ยนชื่อโชว์ของเธอเป็น "มาดาม ทุสโซด์ส" (Madame Tussaud's) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงสงคราม ฝรั่งเศส-อังกฤษ มารีไม่สามารถเดินทางเข้าฝรั่งเศสได้ เธอจึงมาลงหลักปักฐานที่กรุงลอนดอน โดยในช่วงแรก เธอได้แสดงหุ่นขี้ผึ่้งอยู่ที่โรงละครแห่งหนึ่ง ก่อนจะแยกทางกับหุ้นส่วนแล้วมาเช่าที่ในบาซ่าร์ ณ ถนนเบเคอร์ (ภาษาอังกฤษคือ "Baker Street" ใกล้ๆ บ้านของ "เชอร์ล็อค โฮล์ม" นั่น แหล่ะครับ) เพื่อจัดแสดงหุ่นขี้ผึัง และอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นการถาวร

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ่งมาดามทุสโซด์ส ก็ยังอยู่ที่ Baker Street ทั้งยังขยายสาขาไปอีกหลายสิบแห่งทั่วโลก


เรื่องราวประสบการณ์ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ได้รับการถ่ายทอดไว้เป็นมุมเฉพาะมุมหนึ่งในพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซด์ส กรุงลอนดอน ซึ่งผมได้ไปเที่ยวมาแล้ว 2 ครั้ง ในมุมที่ว่านี้ จะมีหุ่นขี้ผึ้งของตัวมาดามทุสโซด์เอง รวมทั้งเหตุการณ์ที่เธอไล่ค้นหาขุดคุ้ยกองซากศพที่ถูกประหาร เพื่อเอาศีรษะของฝ่ายต่อต้านมาทำศีรษะจำลอง ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

ที่น่าจดจำก็คือ ณ มุมปฏิวัติฝรั่งเศสนี้ พิพิธภัณฑ์ได้มีหุ่นขี้ผึ้งรูปศีรษะของพระบรมวงศ์ที่โดนประหารแล้วตัดหัวเสียบประจานแสดงอยู่ พร้อมทีเด็ดคือ "เสียงประกอบ" เป็นเสียง "กิโยติน" ถูกปล่อยลงมาเพื่อสับหัว มารี อองตัวเนตต์ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ดัง "ฉึก!!!"

ตามมาด้วยเสียงปรบมือไชโยโห่ร้องของมหาประชาชนชาวฝรั่งเศส ที่สามารถกำจัดทรราชผู้กดขี่บีฑาพวกตนลงได้เป็นการถาวร

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นสิ่งเตือนใจเราได้ว่า ในทุกๆ การต่อสู้ ย่อมมีผู้แพ้ผู้ชนะ ชะตากรรมของผู้แพ้นั้นโหดร้ายเสมอ แต่จะร้ายมากหรือร้ายน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนมีบุญวาสนาเหลืออยู่ ตนทำอะไรไว้กับคนอื่นเขาบ้าง สิ่งนั้นย่อมตอบกลับร้อยเท่าพันเท่า เมื่อบุญวาสนานั้นหมดสิ้นลง

ตอนนี้ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดาม ทุสโซด์ส ได้มาเปิดสาขาในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ที่ห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ กรุงเทพฯ ใครสนใจก็ไปจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าชมกันได้

อ้อ.. แต่ถ้าอยากจะเห็นเรื่องราวการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ผมว่ามา ท่านอาจต้องผิดหวัง เพราะผมคิดไปเองแบบไม่กลัวหน้าแตกว่า มุมนี้ไม่น่าจะมีอยู่ในสาขาที่เมืองไทย

Saturday, July 23, 2011

นิรโทษกรรม "โจโฉ" (จบ)


คราวที่แล้วติดค้างไว้ ถึงคำพูดที่แท้จริงของ "โจโฉ" หลังสังหาร "ลิแปะเฉีย" เพื่อนพ่อที่ให้ที่พักพิงยามแพ้พ่ายภัยพาล จากการตามล่าตามล้างของมาร "ตั๋งโต๊ะ" คราวนี้มาว่ากันต่อนะครับ

ในสามก๊กจีน ระบุคำพูดของโจโฉไว้ดังนี้ครับ "寧教我負天下人,休教天下人負我" [ning jiao wo fu tian xia ren, xiu jiao tian xia ren fu wo / นิ่งเจี้ยวหว่อฟู่เทียนเซี่ยเหญิน ซิวเจี้ยวเทียนเซี่ยเหญินฟู่หว่อ]

แต่ที่จริง คำพูดแท้ๆ ของโจโฉ จาก "จดหมายเหตุสามก๊ก" ของเฉินโซ่ว มีเพียงว่า "寧我負人,毋人負我" / "นิ่งหว่อฟู่เหญิน เจี้ยวเหญินฟู่หว่อ" / แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ประมาณว่า "I'd rather let others down than let others let me down." หรือที่หนัง The Lost Bladesman แปลออกมาได้ว่า "I'd rather do wrong than be wronged"

ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่า หลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก "เติม" คำว่า "เทียนเซี่ย" (天下) ซึ่งแปลว่า "ใต้ฟ้า" หน้าคำว่า "เหญิน" (人) ซึ่งแปลว่า "คน" เพื่อให้เห็นว่า โจโฉพร้อมจะทำร้าย "ใครก็ได้ใต้ฟ้านี้" ทั้งที่เจตนาของโจโฉ เจาะจงหมายถึงกรณีแปะเฉียผู้เคราะห์ร้ายกรณีเดียว

ถ้าเอาเฉพาะคำพูดของโจโฉในประวัติศาสตร์จริง โดยไม่มีการแต่งเติมใดๆ ผมค่อนเค้นคำไทยที่ใกล้เคียงที่สุดออกมา ไม่มีอะไรจะเกินไปว่าประโยคประมาณว่า "ข้าทำผิดต่อคนอื่น เพื่อไม่ให้คนอื่นทำผิดต่อข้า" เท่านั้น อะไรที่เกินกว่านี้ ไม่ใช่แน่นอน !!

นอกจากนี้ เฉินโซ่วยังชี้ชัดด้วยว่า โจโฉเอ่ยประโยคนี้ออกมา ด้วยความรู้สึกผิดและเศร้าสลดต่อสิ่งที่ได้ทำลงไปอย่างยิ่ง!!

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว การที่หลอกว้านจง ไปสร้างภาพ "ซาตาน" ให้กับโจโฉจนเกินเหตุ จึงไม่ควรเอาเป็นสาระอันใด ยิ่งถอดความกันผิดๆ แปลต่อๆ กันไป กลายเป็น "ทรยศ" บ้าง "หักหลัง" บ้าง "ทำร้าย" บ้าง ก็ยิ่งทำให้ภาพของจอมคนผู้นี้บิดเบือนหนักข้อไปอีก

คนเรา เวลาก่นด่าว่าใคร ลองถ้าไม่ชอบกันแล้ว มันก็ด่าได้ทุกเรื่อง จริงอยู่ โจโฉมีสิ่งไม่ดีอยู่หลายประการ เขาไม่ใช่คนบริสุทธ์ผุดผ่อง แต่เขาไม่ได้ "เลว" จนไร้ความดีเหมือนที่ถูกแต่งเติม จนกลายเป็น "คนชั่วชาติ" ขนาดนั้น

โจโฉทำให้แผ่นดินที่ปั่นป่วน ได้กลับมาสงบ ราษฏรที่เดือดร้อนอดอยากปากแห้ง ได้กลับมาอยู่ดีกินดีอีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ถูกเอาไป "ดราม่า" (dramatize) เสียใหญ่โต จนดูเหมือนว่าโจโฉเป็นสาเหตุทุกประการของความวุ่นวายในบ้านเมืองนี้

ที่ได้ยินจนชินหู คือหาว่าโจโฉคิด "ล้มเจ้า"!!

ผมกลับมองตรงข้าม ว่าโจโฉต่างหาก ที่ช่วย "ต่ออายุ" ราชวงศ์ฮั่น ให้ดำรงต่อมาได้อีกสามสิบปี หาไม่แล้ว จักรพรรดิ์น้อยอย่างเหี้ยนเต้คงต้องสิ้นชีวิตลงด้วยคมดาบของ ลิฉุย กุยกี หรือขุนศึกคนใดคนหนึ่ง ที่ล้วนเป็นหมาป่ากระหายอำนาจไปก่อนนี้แล้วก็ได้

ทุกวันนี้มีพวกพระและฆราวาสหลายคน ชอบเอาศาสนามาสร้างภาพ ประดิษฐ์ประดอยคำพูดสวยหรูเลื่อนลอยอยู่ในอากาศให้คนนิยมชมชอบ แต่ทำอะไรให้สังคมนี้ดีขึ้นไม่ได้สักอย่าง

อย่างไรก็ตาม หลักสำคัญของศาสนาพุทธในเรื่อง "กฏแห่งกรรม" นั้น ยังคงเป็นจริงเสมอ ใครทำกรรมอะไรไว้ จะช้าจะเร็วก็ต้องรับ

โจโฉ ฆ่าครอบครัวของ แปะเฉีย ด้วยความเข้าใจผิด ฆ่าตัวแปะเฉียด้วยความจำเป็น แต่ไม่นานหลังจากนั้น ครอบครัวของเขาเอง นำโดย "โจโก๋" ผู้เป็นบิดา พร้อมลูกเมียบริวารหลายสิบชีวิต ก็ถูก "เตียวคี" ลูกน้องของ "โตเกี๋ยม" เจ้าเมืองชีจิ๋ว เข้าปล้นทรัพย์แล้วฆ่าตายหมดสิ้น ระหว่างเดินทางย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับบุตรชาย ที่ได้ดิบได้ดี ครองเมืองกุนจิ๋วอยู่ในเวลานั้น

โจโฉทราบข่าวก็เสียใจแทบคลั่ง ร้องไห้รักพ่อจนสลบไป !!

นี่แหล่ะเป็นเวรกรรมที่ไม่ต้องรอชาติหน้า ซึ่งโจโฉก็ได้รับกรรมของเขาไปแล้ว แต่ไอ้พวกที่ใส่ร้ายเขา พยายามทำร้ายเขา นั่นก็คือการ "สร้างกรรม" ต่อๆ กันไป ความผิดเขาเท่า "บ้าน" ดันไปต่อเติมภาพให้กลายเป็น "ภูเขา" หรือกลายเป็น "โลกทั้งใบ" อย่างนี้ก็เกินไป ใครที่ทำเช่นนั้น ตัวเองก็ต้องรับกรรมเฉกเช่นเดียวกัน ที่เห็นๆ นี่ก็รับกรรมกันไปเยอะแล้ว

ผมเชื่ออย่างยิ่ง ว่าการจะศึกษาสามก๊กได้อย่างถ่องแท้ ต้องอย่าอ่านแค่เอาความสนุก แต่ต้องมองโลกตามความเป็นจริง หยุด "ดราม่า" อะไรที่โจโฉผิดก็ว่ากันไป อะไรที่ไม่ผิด ก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจ จะได้เลิกมองอะไรด้านเดียว

โทษทัณฑ์อะไรที่มันไม่ยุติธรรม ที่มันเกินเหตุไป ก็ขออนุญาตร่วม "ทวงความยุติธรรม" และ "นิรโทษกรรมให้โจโฉ" ไว้ ณ ที่นี้ครับ

Sunday, July 17, 2011

Simplify your Life


ที่บ้านผมมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ได้เป็นรางวัลมาตั้งแต่สมัยเล่นเกมโชว์ ชื่อหนังสือประมาณว่า "Simplify your Life" เป็นวิธีทำชีวิตให้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เนื้อหาก็เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว เช่น ให้แยกเอกสารยังไง จัดโต๊ะทำงานยังไง ผมเคยหยิบมาอ่านผ่านๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้สึกว่ามันสลักสำคัญอะไร

จนถึงวันนี้ ผมออกจากงานประจำแล้ว และเพิ่งปั่นต้นฉบับหนังสือเล่มใหญ่เสร็จ เลยมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น จึงเริ่มมองไปรอบๆ ตัว อะไรไม่มีระเบียบ อะไรวุ่นวายยุ่งเหยิง ก็ลองทำให้เป็นระเบียบเรียบง่าย ปรากฏว่าชีวิตดีขึ้นเยอะเลยครับ

ของบางอย่างเป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว เราอยู่กับมันมาตั้งนาน แต่ในวันที่งานยุ่ง เรื่องเยอะ เราแทบไม่เคยคิดปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงให้มันดี ให้มันสะดวก เพิ่งจะมีเวลาก็ตอนนี้เอง

ขอยกตัวอย่างสักเรื่องนะครับ ...

ผมเป็นคนหนึ่งที่ "กระเป๋าสตางค์" มีขนาดใหญ่มาก หรือที่เรียกว่า "เป๋าตุง" ที่ "ตุง" นี่ไม่ใช่ "รวย" นะครับ แต่เป็นเพราะมี "บัตร" อะไรมากมายอยู่ในกระเป๋า

เมื่อได้ลองเทกระเป๋าสตางค์ตัวเองออกมาดูก็ถึงกับช็อค สิ่งที่มีอยู่มากมายยิ่งกว่าเงินเสียอีก นอกจาก บัตรเอทีเอ็ม และ บัตรเครดิต (ซึ่งผมมีอยู่แค่ใบเดียว) แล้ว คือบัตรสมาชิกร้านค้าต่างๆ หลายต่อหลายใบ บางใบแทบไม่เคยใช้ บางใบใช้น้อยมาก แต่กลับเก็บมันไว้ในกระเป๋าทั้งหมด

ทีนี้ ผมเลยหยิบเอาบัตรแต่ละใบออกมาดู บัตรบางใบระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรเวลาใช้บริการ เพียงบอกเลขสมาชิกก็สามารถได้ส่วนลดหรือสะสมแต้มได้แล้ว เช่น บัตร The ONE ของเครือเซ็นทรัล เป็นต้น

บางที่ยิ่งสะดวกเข้าไปอีก เพียงแจ้ง "เบอร์โทรศัพท์" ของตัวเอง ก็สามารถได้ส่วนลดโดยไม่ต้องแสดงบัตรเช่นกัน อาทิ บัตรสมาชิกห้าง BIG C

ว่าแต่ ..บัตรอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขไว้หลังบัตรล่ะ เราจำเป็นต้องพกไปทุกครั้งหรือเปล่า จึงจะได้สิทธิประโยชน์ในฐานะสมาชิก?

ด้วยความอยากรู้และพอจะมีเวลา ผมเลยเดินทางไปที่ร้านค้าเหล่านั้นด้วยตัวเอง ไล่ตั้งแต่ร้านหนังสือซีเอ็ด ร้านไอศครีมสเวนเซ่นส์ ร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส์ ฯลฯ เพื่อสอบถามเงื่อนไขของเขา

และผลลัพธ์ก็เป็นเหมือนที่ผมคาดไว้ทุกประการ เชื่อไหมครับ เราไม่จำเป็นต้องพกบัตรพวกนั้นไว้ในกระเป๋าเลยแม้แต่น้อย เพียงบอก "ชื่อตัวเอง" หรือถ้าจะเอาชัวร์ๆ ก็บอก "หมายเลขสมาชิก" บนบัตรเวลาซื้่อสินค้าหรือไปใช้บริการ ก็สามารถได้สิทธิประโยชน์ที่สมาชิกพึงได้ทุกประการ


พอทราบเช่นนี้ สิ่งที่ผมทำก็คือ ผมเทบัตรสมาชิกร้านค้าทุกประเภทออกจากกระเป๋าสตางค์ทันที เหลือไว้เฉพาะบัตรสำคัญๆ เกี่ยวกับราชการและการเงิน เช่น บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต บัตรประชาชน ใบขับขี่ เท่านั้น จากนั้นก็จด "หมายเลขสมาชิก" ที่ระบุบนหน้าบัตรเหล่านั้นไว้บนกระดาษบางๆ ใบเดียว

ต่อไปนี้ บัตรสมาชิกนับสิบใบที่อัดแน่นกันอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของผม รวมความหนาเกือบ 1 ซม. ก็จะถูกแทนที่ด้วย "กระดาษใบเดียว" เท่านั้น กระเป๋าตังค์ผมจึงบางเฉียบ ชีวิตง่ายกว่าเดิมเยอะเลย

ในยุคข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้ ร้านค้าที่มีเครือข่ายสาขา จะแบรนด์ใหญ่แบรนด์เล็ก ล้วนแต่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีฐานข้อมูลเดียวกัน ดังนั้น เพียงคุณแจ้งชื่อตัวเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว เขาสามารถเช็คในระบบได้แน่นอน สมัยนี้ ถ้าร้านใหญ่ๆ ร้านไหนยืนยันว่าต้องเอาบัตรมา ก็ขอให้รู้ว่านั่นเข้าขั้น "ห่วยแตก" แล้วครับ โทรไปแจ้งฝ่่ายลูกค้าสัมพันธ์เขาได้เลย

ประโยชน์อย่างเดียวของการออกบัตรสมาชิกที่ผมนึกออก คือเป็น "ตัวช่วยเตือน" ให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการที่ร้านค้านั้นๆ เท่านั้น เช่น เห็นบัตรร้านอาหารนี้ ทำให้นึกได้ว่าเราเป็นสมาชิก เลยอยากไปกินอีก เพราะรู้สึกว่ามีประโยชน์อะไรกันอยู่ เป็นต้น (บางร้านเลยออกบัตรสะสมแต้มเป็นกระดาษบางๆ ให้เราเอาไปแสตมป์ทุกครั้ง นี่เป็นจิตวิทยาประการหนึ่ง)

ฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เชื่อไหมครับ พอทำแล้วกลับรู้สึกมีความสุขกับชีวิตขึ้นมาก ใครมีไอเดียดีๆ ที่จะช่วย "Simplify Life" บอกกันบ้างก็ดีนะครับ

Friday, July 8, 2011

นิรโทษกรรม "โจโฉ" (๑)


ได้พูดถึง "ความเป็นมนุษย์" ของ "กวนอู" ไปหลายครั้ง วันนี้ขอพูดถึง "โจโฉ" บ้างนะครับ ว่า "ตัวจริง" ของโจโฉ แตกต่างอย่างไรกับเรื่องราวใน "วรรณกรรมสามก๊ก" หวังว่าคงไม่เบื่อกันเสียก่อน

ประเด็นที่จะพูดถึงครั้งนี้ คือวาจาอมตะของโจโฉ ที่เอ่ยออกมาหลังจากพลั้งมือฆ่าครอบครัวของ "ลิแปะเฉีย" เพื่อนพ่อผู้ให้ที่พักพิงระหว่างหนีการตามล่าของตั๋งโต๊ะ และตกกระไดพลอยโจนฆ่าแปะเฉียตามไปอีกคนหนึ่ง เพื่อให้ "ตันก๋ง" นายอำเภอที่ปล่อยตัวเขาออกมาได้เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องกระทำการเหี้ยมโหดเช่นนั้น

สามก๊ก ฉบับวณิพก แปลคำพูดของโจโฉตอนนี้ว่า "ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้ใครทรยศข้า" ซึ่งเป็นการแปลมาจาก สามก๊ก ฉบับ บรีวิตต์ เทย์เลอร์ ที่ว่า "I'd rather betray the world than let the world betray me" เป็นการแปลแบบคำต่อคำ ถ้อยกระทงความเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

ทำให้คนไทยจำภาพของโจโฉในฐานะ "ผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ" ตามปลายปากกาของท่าน "ยาขอบ" ตลอดมา

แต่ !!... เรามาดูกันครับว่า ในวรรณกรรมสามก๊กต้นฉบับจีนว่าไว้เช่นนั้นจริงหรือ ?

ในสามก๊กจีน ระบุคำพูดของโจโฉไว้ดังนี้ครับ "寧教我負天下人,休教天下人負我" [ning jiao wo fu tian xia ren, xiu jiao tian xia ren fu wo / นิ่งเจี้ยวหว่อฟู่เทียนเซี่ยเหญิน ซิวเจี้ยวเทียนเซี่ยเหญินฟู่หว่อ]

ทีนี้ ถามว่ามัน "ตรง" กันหรือไม่ กับ สามก๊ก ฉบับบรีวิตต์ เทย์เลอร์ ผมได้สอบถามและตรวจเช็คจากหลายแหล่งแล้วครับ พบว่าคำว่า "負" [fu หรือ ฟู่] ที่บรีวิตต์ เทย์เลอร์ แปลออกมาเป็นคำว่า "ทรยศ" หรือ "Betray" นั้น ออกจะเกินไปสักหน่อย

คำว่า "負" [fu หรือ ฟู่] ในความหมายของวรรณกรรม น่าจะหมายถึง การ "ทำผิดพลาด" หรืออย่างแรงที่สุดก็คือ "ทำให้เดือดร้อน" ไม่น่าจะรุนแรงถึงขนาด "Betray" นะครับ

นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมบทภาพยนตร์ของหนังเกี่ยวกับสามก๊กหลายๆ เรื่อง ถึงไม่ยอมใช้คำว่า "Betray" เหมือนกับของฉบับบรีวิตต์ เทย์เลอร์ เลย ยกตัวอย่างเช่น

1. สามก๊ก "ขุนศึกเลือดมังกร" : แปลออกมาประมาณว่า "I'll rather fail others and let them fail me" ผมจำไม่ได้แน่ชัด อาจจะไม่ตรงตามนี้ทั้งประโยค แต่เขาใช้คำว่า "FAIL" ซึ่งแปลว่า "ทำให้ล้มเหลว" "ทำให้ผิดหวัง" ไม่ได้ใช้คำว่า "BETRAY" ซึ่งแปลว่า "ทรยศ" แต่อย่างใด

2. The Lost Bladesman (หนังเกี่ยวกับ "กวนอู" ตอนหักห้าด่าน เรื่องนี้จะเข้าโรงวันที่ 14 ก.ค. 2554): แปลออกมาว่า "I'll rather do wrong than be wronged." เป็นไทยคือ "ข้ายอมทำผิดต่อผู้อื่น ดีกว่าให้ผู้อื่นทำผิดต่อข้า"

จะเห็นได้ว่าเขาแปลคำว่า "負" [fu หรือ ฟู่] ออกมาเป็นคำว่า "WRONG" ซึ่งแปลว่า "ทำผิด" ซึ่งธรรมดามากๆ ไม่ได้รุนแรงเหมือนกับคำว่า "BETRAY" ของบรีวิตต์ เทย์เลอร์ แต่อย่างใด

ดังนั้น หากจะยึดเอา "วรรณกรรม" เป็นหลัก คำพูดของโจโฉที่ถอดความเป็นไทยได้ใกล้เคียงกับใจความภาษาจีนมากที่สุดน่าจะเป็น

"ข้ายอมทำผิดต่อผู้อื่น ดีกว่าให้ใครมาทำผิดต่อข้า"

หรืออย่าง "แร๊งสสส์" ที่สุดคือ

"ข้ายอมทำให้คนอื่นเดือดร้อน ดีกว่าต้องยอมเดือดร้อนเพราะคนอื่น" ชี้ชัดครับ!!

การแปลของ บรีวิตต์ เทย์เลอร์ นี่แหล่ะ ทำให้คนครึ่งค่อนโลก ซึ่งก็มองโจโฉในแง่ลบอยู่แล้ว เพราะต้นฉบับวรรณกรรมเขาสร้างภาพมาอย่างนั้น ยิ่งมองจอมคนผู้นี้ในแง่ร้ายขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับคนไทย ที่ไปเอาคำแปลของยาขอบมาจำไว้ในหัว

ว่าที่จริง สามก๊ก ฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่แปลออกมาว่า "ธรรมดาเกิดมาทุกวันนี้ ย่อมจะรักษาตัวมิให้ผู้อื่นคิดร้ายได้" ยังจะสื่อความหมายได้ใกล้เคียงกว่าเสียอีก

เรื่องราวคำพูดของโจโฉประโยคนี้ยังไม่จบ ในตอนหน้าผมจะมาเล่าว่า แล้วโจโฉ "ตัวจริง" พูดว่าอย่างไร? พูดประโยคนี้ไว้จริงหรือ? รับรองว่าน่าสนใจ และอาจจะทำให้เรามองโจโฉในมุมที่ต่างออกไปครับ

Sunday, July 3, 2011

สู้ต่อไปนะเพื่อน



แม้นายจะเลือกเดินคนละเส้นทางกับเรา

แม้นายจะสังกัดพรรคการเมืองที่เราไม่ชอบ

แม้วันนี้นายจะพ่ายแพ้

แต่เราก็ขอเป็นกำลังให้นายต่อไป

สู้ต่อไปนะอี้ ... เพื่อนของเรา

Thursday, June 30, 2011

The Lost Bladesman



วันนี้ทีมงานจากสหมงคงฟิล์มมาคุยกับผมและสัมภาษณ์เล็กน้อย เลยได้ทราบว่าหนัง "The Lost Bladesman" จะเข้าวันที่ 14 ก.ค. นี้นะครับ เรื่องราวก็ไม่ใช่เรื่องของใครที่ไหน "กวนอู" เจ้าเก่านั่นเอง สนใจก็ติดตามกันนะครับ

Tuesday, June 21, 2011

"เรื่องจริง" ของ "กวนอู"


บทความ "สัมผัสกวนอูแบบแฟนพันธุ์แท้" ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด วันนี้จึงมีเรื่องราวของ "กวนอู" มานำเสนอเพิ่มเติม เพราะผมอยากให้หลายคนรู้จัก "ตัวตนจริงๆ" ของกวนอูกันมากขึ้นครับ

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ที่จั่วหัวว่า "เรื่องแต่ง" นั้น คือเนื้อความจาก "วรรณกรรมสามก๊ก" โดย "หลอกว้านจง" ส่วนที่บอกว่า "เรื่องจริง" คือข้อมูลจาก "จดหมายเหตุสามก๊ก" โดย "เฉินโซ่ว" และบางส่วนจาก "บันทึกราชวงศ์ฮั่น" ครับ

Fact vs Fiction #1
เรื่องแต่ง - กวนอู ฆ่า "ฮัวหยง" โดยที่สุราในจอกที่โจโฉรินให้ยังไม่หายอุ่น

เรื่องจริง - กวนอูไม่ได้ฆ่าฮัวหยงที่ด่านกิสุยก๋วน แต่ฮัวหยงตายในการรบกับทัพของ "ซุนเกี๋ยน"

Fact vs Fiction #2
เรื่องแต่ง - กวนอูยอมจำนนต่อ "โจโฉ" โดยยื่นเงื่อนไขสามข้อ ได้แก่

หนึ่ง) ห้ามคนของโจโฉแตะต้องครอบครัวเล่าปี่
สอง) ต้องถือว่าตัวเขาเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่ใช่ข้าโจโฉ
สาม) หากรู้ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน เขาจะกลับไปหาทันทีโดยไม่ต้องบอกลาโจโฉ


เรื่องจริง - กวนอูยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉแบบไม่มีเงื่อนไข

Fact vs Fiction #3
เรื่องแต่ง - กวนอู "หักห้าด่านบั่นหัวหกขุนพล" ของโจโฉเพื่อกลับไปหาเล่าปี่

เรื่องจริง - โจโฉรักในน้ำใจกวนอูจึงปล่อยให้ไปแต่โดยดี ไม่มีการหักด่านฆ่าคนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

Fact vs Fiction #4
เรื่องแต่ง - กวนอูตัดหัว "งันเหลียง" และ "บุนทิว" สองทหารเสือของอ้วนเสี้ยวในสนามรบ

เรื่องจริง - กวนอูฆ่าเฉพาะ "งันเหลียง" มิได้ฆ่า "บุนทิว" โดยเขาควบม้าบุกเข้าไปฆ่างันเหลียงขณะนั่งถอดเกราะพักผ่อนอยู่ในค่าย ขณะนั้นงันเหลียงไม่มีอาวุธอยู่ในมือ ส่วนบุนทิวเสียชีวิตในการรบกับทัพของโจโฉ แต่ไม่ทราบว่าใครฆ่า

Fact vs Fiction #5
เรื่องแต่ง - กวนอูไว้ชีวิตโจโฉที่เส้นทางอำเภอฮัวหยงหลังจากโจโฉแตกทัพจากเซ็กเพ็กเพื่อทดแทนบุญคุณ

เรื่องจริง - กวนอูไม่เคยไปดักจับโจโฉแต่อย่างใด

Fact vs Fiction #6
เรื่องแต่ง - กวนอูออกรบกับ "ฮองตง" ที่เมืองเตียงสา แต่เมื่อฮองตงเพลี่ยงพล้ำเขากลับไม่ทำร้าย ทำให้ฮองตงแกล้งยิงเกาทัณฑ์พลาดพู่ถูกหมวกของกวนอูเพื่อเป็นการตอบแทน จน "ฮันเหียน" ไม่พอใจจะประหารฮองตง "อุยเอี๋ยน" จึงก่อกบฏฆ่าฮันเหียนและยกเมืองให้ฝ่ายเล่าปี่

เรื่องจริง - กวนอูไม่เคยรบแบบเกี้ยเซี้ยกับฮองตง และฮันเหียนกับฮองตงยอมสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่แต่โดยดี

Fact vs Fiction #7
เรื่องแต่ง - กวนอูส่งสารถึงเล่าปี่ขอประลองฝีมือกับ "ม้าเฉียว" เพราะหมั่นไส้ที่มีแต่คนยกย่องฝีมือของม้าเฉียว

เรื่องจริง - กวนอูเพียงแค่ส่งสารขอให้คนช่วยเปรียบเทียบฝีมือของเขากับม้าเฉียวเท่านั้น

Fact vs Fiction #8
เรื่องแต่ง - กวนอูนั่งเล่นหมากรุกเสพสุราให้ "หมอฮัวโต๋" ขูดกระดูกหลังจากถูกเกาทัณฑ์พิษจากศึกชิงเมืองอ้วนเซีย

เรื่องจริง - กวนอูให้จัดงานเลี้ยงระหว่างหมอนิรนามผู้หนึ่งรักษาแผลเกาทัณฑ์ให้เขา โดยหมอผู้นั้นไม่ใช่หมอฮัวโต๋ เพราะในเวลานั้นหมอฮัวโต๋ตายไปแล้ว 13 ปี

Fact vs Fiction #9
เรื่องแต่ง - กวนอูถูก "ลิบอง" หลอกว่าป่วย จนตายใจ และทิ้งเมืองเกงจิ๋วไปตีเมืองอ้วนเซีย

เรื่องจริง - ลิบองป่่วยจริงๆ ไม่ได้แกล้งป่วยการเมือง

Fact vs Fiction #10
เรื่องแต่ง - กวนอูทดน้ำท่วมทัพของ "อิกิ๋ม" จนวอดวาย

เรื่องจริง - น้ำที่ท่วมทัพของอิกิ๋มเป็นน้ำหลากตามธรรมชาติ ไม่ใช่การทำทำนบกั้นไว้ของกวนอู

Sunday, June 19, 2011

กระทู้แนะนำ


วันก่อน "น้องติ๊ก" ปัญญาชนคนรักสามก๊ก เอาบทความ "สัมผัสกวนอูแบบแฟนพันธุ์แท้" ของผมไปลงในเว็บพันทิป วันนี้ติ๊กบอกผมว่าได้เป็นกระทู้แนะนำแล้ว ขอบคุณที่ช่วยนำไปเผยแพร่นะน้อง น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ไม่มากก็น้อย :)

Tuesday, June 14, 2011

สัมผัส "กวนอู" แบบ "แฟนพันธุ์แท้"


ผมเองเคยเขียนถึงพวกหนังสือ "ถอดกรรม" "ส่องกรรม" "แก้กรรม" "แก้ผ้า" ไปหลายหนแล้ว แต่ที่วันนี้จำเป็นต้องเขียนพาดพิงถึงเรื่องพวกนี้อีกครั้ง เพราะได้ยินข่าวว่าไอ้หนุ่ม "จิตสัมผัส" คนหน้าเดิมที่เคยไปออกทีวีมาหลายรายการ จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับ "เทพเจ้ากวนอู" ขึ่้นมา

พ่อหนุ่มคนนี้ เคยพูดออกทีวีว่า กวนอูมาเข้าฝัน บอกเนื้อความอะไรต่างๆ กับแก ผมฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว ยังพูดล้อเล่นกับเพื่อนๆ อยู่เลยว่า "เสียแรงกูเป็นแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก รอตั้งนานกวนอูไม่มาหาบ้างเลย"

แต่เอาล่ะ สมมุติว่ากวนอูไปเข้าฝันแกจริงๆ ไม่รู้ว่าพูดภาษาอะไรกันถึงจะรู้เรื่อง ถ้าพูดเป็น "ภาษาโทรจิต" แบบที่พวกลัทธิเหนือธรรมชาติชอบอ้างนี่ เราควรจะเชื่อไหม ถ้าเขาไปฟังภาษาโทรจิตมาแล้วเอามาเล่าเป็นภาษาไทยออกรายการโทรทัศน์ เกิดแปลความผิดเข้ามันจะไม่ยุ่งดอกหรือ?

ยิ่งมีคนมาเล่าว่าหมอนั่นอ้างว่า กวนอูพูดอะไรเกี่ยวกับ "ประเทศไทย" และ "คนไทย" ด้วย ผมถึงกับหลุดปากออกมาว่า "กูว่ามันชักจะไปกันใหญ่เสียแล้ว"

ที่จะเขียนต่อไปนี้ ขอเถอะนะครับ อย่ามาบอกผมว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เลย ผมบอกได้เลยว่า "ไม่เชื่อ" และกล้าที่จะ "ลบหลู่" ไม่ได้ลบหลู่ "กวนอู" แต่ลบหลู่ "ความเชื่อ" ของใครก็ตามที่บอกว่าตนเองติดต่อกับกวนอูได้

ที่กล้าลบหลู่ก็เพราะผมรู้จักเรื่องราวของกวนอูดี แม้จะไม่ได้รู้จัก "เป็นส่วนตัว" เหมือนที่บางคนเขากล่าวอ้าง แต่ผมก็รู้จัก "เป็นสาธารณะ" ไม่น้อยไปกว่าใครนัก และนี่คือเรื่องราวของกวนอูที่ผมอยากถ่ายทอดให้ฟัง

เชื่อไหมครับ..ทุกครั้งที่ผมถามแฟนๆ สามก๊กว่าชอบตัวละครตัวไหนมากที่สุด ไม่จะเป็นการคุยกันใน facebook หรือทำโพลในบล็อก หรือพูดคุยเป็นการส่วนตัว มีคนจำนวน "น้อยมาก" ถึง "น้อยที่สุด" ที่จะบอกว่าตนเองชอบ "กวนอู"

สาเหตุสำคัญผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะคนที่เป็นคอสามก๊กนั้น "รู้จักกวนอู" ดีกว่าคนทั่วไปที่ไม่เคยศึกษาเรื่องราวยุคสามอาณาจักรของจีนมาก่อน

ขอเล่าท้าวความสักนิดว่า กวนอูเป็นนักรบผู้กล้า ฝีมือไร้เทียมทาน แต่จุดที่ทำให้เป็นที่จดจำก็คือ ความ "ซื่อสัตย์" ภักดีต่อพี่ชายร่วมสาบานอย่าง "เล่าปี่"

แม้จำเป็นต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อ "โจโฉ" เป็นการชั่วคราว แต่เขาก็หาได้หลงใหลได้ปลื้มไปกับความสุขสบายที่โจโฉปรนเปรอให้ไม่ ยังมีใจรักมั่นคงต่อเล่าปี่อยู่เสมอ ไม่เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญหรือสมบัติพัสถานอันใด (แต่ถ้าให้ "ม้าเซ็กเธาว์" นี่ ยินดีรับ อิอิ)

แม้กระนั้น กวนอูก็ไม่ลืมบุญคุณของโจโฉ ยังยอมปล่อยชีวิตเขาไปที่อำเภอฮัวหยง หลังจากโจโฉแตกทัพมาจากภูผาแดง เพราะเห็นแก่บุญคุณที่โจโฉเคยปฏิบัติดีต่อตนเองมาก่อน

เมื่อเล่าปี่ยึดเสฉวน ครองอาณาจักรหนึ่งในสามของแผ่นดินได้แล้ว กวนอูได้รับแต่งตั้งให้ครองเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งเป็นเมืองสำคัญ เป็นจุดยุทธศาสตร์ รอยต่อระหว่างหลายก๊ก แม้ว่าที่จริงกวนอูได้รักษาเมืองนีัอยู่คนเดียวมานานพอสมควรแล้ว ตั้งแต่ "ขงเบ้ง" ขึ้นเหนือไปช่วยเล่าปี่ตีเสฉวน

แต่สุดท้าย กวนอูก็ทำพลาด เขาทำผิดต่อ "คำสั่งเสียแปดคำ" ของขงเบ้ง คือ "ตะวันออกคบซุนกวน เหนือต้านโจโฉ"

กวนอูมีหน้าที่ต้องรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ยิ่งชีวิต แต่เขากลับปฏิเสธมิตรไมตรีที่ "ซุนกวน" หยิบยื่นมาให้ ถึงขนาดปฏิเสธที่จะยกลูกชายตนเองให้แต่งงานกับลูกสาวของอ๋องแห่งแคว้นอู๋ โดยบอกว่าเชื้อตนคือ "ชาติเสือ" เชื้อตระกูลซุนคือ "ชาติสุนัข" ไม่คู่ควรกัน

การหยามเกียรติครั้งนั้นคือ "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ทำให้ซุนกวนตัดไมตรีกับฝ่ายเล่าปี่ ตัดสินใจส่ง "ลิบอง" มายึดเกงจิ๋วในขณะที่กวนอูไม่อยู่ และล้อมจับตัวกวนอูไว้ได้ที่เมืองเป๊กเสีย ก่อนที่ซุนกวนจะประหารชีวิตเขาในที่สุด

เมื่อกวนอูตายแล้ว วรรณกรรมสามก๊กยังแต่งเรื่องต่อไปว่า เขาต้องกลายเป็น "เปรต" ไปร้องขอหัวตัวเองคืน บังเอิญ "หลวงจีนเภาเจ๋ง" รับรู้ได้ จึงเทศนาสั่งสอนเปรตกวนอู จนวิญญาณของเขาสงบลงได้ และไปสถิตย์อยู่ใน "ศาลพระภูมิ" ที่เขาเจาสัน

และนั่นคือชีวิตของคนเดินดินที่ชื่อ "กวนอู" ซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีใครยกย่องว่าเป็น "เทพเจ้า" เลย มีแต่บอกว่าเป็น "เปรต" หรืออย่างมากก็เป็นเจ้าในศาลพระภูมิเทพารักษ์เท่านั้น



จนถึงสมัย "ราชวงศ์ชิง" ผู้ปกครองสมัยนั้นได้ไปขุดเอา "ผีกวนอู" ขึ้นมาจากหลุม แล้วตั้งให้เป็นเทพเจ้า เพื่อกลบกระแส "งักฮุย" วีรบุรุษชาวฮั่นสมัยราชวงศ์ซ่งที่ผู้คนกราบไหว้บูชากัน

เหตุที่ต้องทำเช่นนั้นก็เป็นเพราะ งักฮุย เป็นยอดแม่ทัพที่มีประวัติการต่อต้านชนกลุ่มน้อย "เผ่าจิน" ซึ่งก็คือสายพันธุ์ดั้งเดิมของพวก "แมนจู" โดยต่อมาแมนจูได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยึดอำนาจการบริหารแผ่นดินจีนได้ และสถาปนา "ราชวงศ์ชิง" ขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์ชิงจึงไม่อาจปล่อยใช้ประชาชนกราบไหว้ขุนศึกที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับบรรพบุรุษของตนได้ หาไม่แล้วเดี๋ยวจะเป็นการกระตุ้นให้เกิด "งักฮุย 2" "งักฮุย 3" ลุกขึ้นมา "ล้มเจ้า" จะยุ่ง

ตรงกันข้ามกับ "กวนอู" ขุนพลประวัติดี ผู้ไม่เคยมีปัญหากับชนกลุ่มน้อย นั่นก็เพราะเขาอยู่ในก๊กของ "เล่าปี่" ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับ "ชนเผ่าเกี๋ยง" (เฉียง) ทางตะวันตก "ชนเผ่าม่าน" (หนานม่าน) ทางใต้ จึงเหมาะอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลซึ่งเป็นสายเลือดชนกลุ่มน้อยจะเชิดเขาขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณกวนอูที่นอนหลับไหลมาหลายพันปี หรืออาจเกิดใหม่ไปหลายหนแล้ว จึงถูกยกขึ้นมาเป็น "เทพเจ้า" โดยเอา "ความซื่อสัตย์และกตัญญู" เป็นจุดขาย ตั้งศาลให้คนกราบไหว้กันทั่วบ้านทั่วเมือง !!

ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อให้เห็นที่มาที่ไปของชีวิตกวนอู สำหรับคนที่อาจจะไม่ใช่แฟนสามก๊กมาก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เห็นว่า กวนอูเป็นเพียงยอดนักรบคนหนึ่ง ที่มีดีมีเลวเหมือนพวกเราทุกคน แต่อยู่ๆ วันหนึ่งก็ถูกยกขึ้นเป็นเทพ

จริงอยู่ หากจะอ้างความ "ความซื่อสัตย์" คงไม่มีใครเถียงว่ากวนอูเป็นคนสัตย์ซื่อ รู้คุณคน แต่ถ้าซื่อสัตย์ต่อนายแล้วเป็น "เทพเจ้า" ได้ ผมว่าเอาเฉพาะยุคสามก๊กเราก็น่าจะได้ "เทพ" มาอีกหลายคน

ไม่ว่าจะเป็น "เทพสิมโพย" "เทพชีสิว" "เทพเตียนห้อง" ที่จงรักภักดีต่อเจ้านายเฮงซวยอย่าง "อ้วนเสี้ยว" แม้ต้องตายก็ไม่ขอรับใช้โจโฉ แม้ "เตียวหุย" น้องเล็กแห่งสวนท้อ ก็ควรจะเป็นเทพองค์หนึ่งเหมือนกัน เพราะซื่อสัตย์และรักเล่าปี่ไม่น้อยไปกว่ากวนอู หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

ที่สุดสำคัญที่สุด เราต้องไม่ลืมว่า คนที่สัตย์ซื่อต่อ "เจ้าตัวเอง" แต่ไปปฏิบัติเลวต่อ "เจ้าคนอื่น" อย่างกวนอูนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่มีทางที่บ้านเมืองจะสงบสุขได้เลย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคงมีแต่การไล่ล่าฆ่าฟัน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนที่คิดต่าง เพื่อให้ "เจ้าตัวเอง" เป็นใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น

ผมเชื่อว่าหนังสือจำพวกแก้กรรมแก้ผ้านี้ เป็นสัญลักษณ์แห่ง "อวิชชา" ของสังคมไทย ซึ่งมันจะยังคงดำรงยืนยงอยู่ได้ต่อไป ตราบที่คนในสังคมยังไม่ "ตาสว่าง" กันถ้วนทั่ว

ผมได้ยินผ่านๆ ที่มีคนอ้างว่ามีจิตสัมผัส ติดต่อกับกวนอูได้ ซึ่งไม่ว่าเขาจะเชื่อเช่นนั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ผมขอชี้ชัดว่า "มันไม่ใช่เรื่องจริง"

กวนอูตายไปนานแล้ว และจะไม่มีใครพูดถึงเขาเลย หาก "หลอกว้านจง" ปราชญ์ยุคราชวงศ์หมิงไม่ไปเอาเรื่องราวใน "จดหมายเหตุสามก๊ก" มาผสมปนเปเข้ากับ "เรื่องเล่าของชาวบ้าน" และแต่งเป็น "วรรณกรรม" ขึ้นมา มีพระเอก มีตัวโกง มีการชิงรักหักสวาท เพิ่มสีสัน กลายเป็นวรรณกรรมอมตะ เช่นเดียวกับชีวิตของกวนอูเองที่มีสีมีสันขึ้นมาด้วย

ดังนั้น อยากจะบอกว่า ใครจะไปทรงเจ้าเข้าผี เข้าฝัน อวดอุตริอะไรที่ไหนผมคงไม่ไปต่อล้อต่อเถียงด้วย พระพยอมท่านด่ามา 20 กว่าปีแล้ว ไอ้พวกนี้ก็ยังไม่เห็นจะหมดไป แต่ถ้าคุณมา "อ้าง" ในสิ่งที่ผมพอจะ "รู้" อยู่บ้าง ผมคงต้องขอ "เถียง" ขอชวนคนมา "สัมผัส" กวนอู แบบจริงๆ ไม่ใช่ด้วยความอาฆาตพยาบาท แต่เพราะผมไม่เชื่อ และไม่อยากให้ใครเขาเชื่อคุณ

อ้อ...สุดท้าย เกือบลืมซะแล้ว วันก่อน "เทพลิโป้" ที่ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุด จากผลบุญในการฆ่า "มารตั๊งโต๊ะ" ช่วยต่ออายุราชวงศ์ฮั่น แกมาเข้าฝันผม แกฝากบอก "เทพกวนอู" ด้วยว่า ไอ้เรื่องที่ด่านเฮาโลก๋วน กูยังแค้นไม่หาย มึงสามพี่น้องมารุมกู ทีหลังตัวต่อตัวกันอีกรอบบนสวรรค์หรือนรกก็ได้นะโว้ยยยย !!!! (ฮา)

Wednesday, June 8, 2011

CheeChud on Moblie


แจ้งให้ทราบว่าตอนนี้ทุกท่านที่ใช้ Smartphone สามารถอ่านบล็อก CheeChud จากมือถือได้สะดวกขึ้นแล้วนะครับ เพราะผมเพิ่ง set ใหม่ให้มันพอดีกับหน้าจอมือถือ (สำหรับคนที่อ่านจากมือถือ แต่ถ้าอ่านจากคอมฯ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ)

และอีกเรื่องคือช่วงนี้ผมอัพเดตบล็อกน้อยไปสักนิด เพราะกำลังเร่งส่งต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่อยู่ ซึ่งก็ใกล้จะเสร็จมากแล้ว เดี๋ยวว่างแล้วจะพยายามอัพเดตให้บ่อยขึ้น ยังไงก็เข้ามาดูเรื่อยๆ นะครับ ขอบคุณทุกท่านครับ:)

Saturday, June 4, 2011

"511-2111" เบอร์ผีสิง เรื่องจริงที่ต้องลืม


"511-2111"คืออดีต "เบอร์โทรศัพท์" ของบ้านผมครับ !!

เป็นเลขที่สวยไม่ใช่น้อยเลย ท่านว่าไหม? ตัวเลข 7 ตัว แต่มีเลขต่างกันแค่ 3 ตัว คือ "ห้า" "สอง" และ "หนึ่ง" บอกทีเดียวก็จำได้เลย สุดยอดเบอร์สวยขนาดนี้

สมัยก่อน การขอเบอร์โทรศัพท์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งพวกเบอร์สวยๆ กว่าจะได้มา ต้องใช้ "กำลังภายใน" กันพอสมควร จำได้ว่า เมื่อก่อน เวลาบอกเบอร์บ้านกับใครไป เขามักจะแซวว่า "เส้นใหญ่นะ ได้เบอร์แบบนี้"

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ผมย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่ เพราะครอบครัวมาซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ใกล้ๆ กัน จึงไม่ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลขนั้นอีก โดยคุณแม่ผมได้ใช้บ้านหลังเดิมเป็นออฟฟิศ มีลูกน้องนอนค้างคืนอยู่

แต่อยู่ไปๆ ลูกน้องได้มาบ่นกับแม่ว่า เบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวมักมีคนโทรผิดเข้ามาบ่อยๆ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็เพราะมันเลขสวยนั่นไง จึงมีคนหลงโทรเข้ามาโดยไม่ตั้งใจอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่กลางดึกกลางดื่น ลูกน้องบางคนถึงกับบ่นว่าเป็น "เบอร์ผีสิง" ไปโน่น

สุดท้าย พอโดนบ่นมากๆ เข้า แม่ผมก็เลยตัดสินใจยกเลิกมันเสีย

ราวสิบกว่าปีต่อมา น้องสาวของผมมาบอกว่า เธอเห็นเบอร์ "02-511-2111" (ปัจจุบันต้องมีเลข "02" นำหน้า) ไปขึ้นอยู่บนบิลบอร์ดตรงสี่แยกรัชโยธิน จึงได้ทราบว่าเบอร์โทรศัพท์เดิมของบ้านเรากลายเป็นเบอร์ของสถานเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่งไปเสียแล้ว

พอพวกเรามาคุยกันในครอบครัว ความรู้สึกที่ตรงกันก็คือ "เสียดาย" ที่เบอร์สวยขนาดนั้นต้องตกเป็นของคนอื่น ทั้งที่เราเป็นคนยกเลิกมันไปเอง

ที่ทำให้เสียดายยิ่งขึ้นก็คือ มันกลายเป็นเบอร์โทรศัพท์ของ "ธุรกิจชื่อดัง" ซึ่งย่อมหมายความว่ามันเป็นหมายเลขที่มี "มูลค่าสูง" เป็นอย่างมาก จนแม่ผมยังบ่นว่า เจ้า(อดีต)ลูกน้องที่รักหนอ ตอนนั้นไม่น่าบ่นเลย แม่เลยหลงยกเลิกเบอร์สวยๆ ไป

ผมไม่รู้ว่าทุกวันนี้ ในยุคที่เบอร์โทรศัพท์สวยๆ มีราคาแสนแพง "เบอร์ผีสิง" ในลักษณะเดียวกับที่บ้านผมเคยมี มันจะราคาพุ่งสูงไปขนาดไหนแล้ว อาจจะเป็นหลายแสนบาทเลยก็ได้

บางท่านอ่านแล้วอาจจะสงสัยนะครับ ว่าผมเอาเรื่องนี้มาเขียนทำไม ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือว่า ผมได้บทเรียนมาสองประการจากการเสีย "เบอร์สวย" นั่นไป บทเรียนสองประการนั้นก็คือ

ข้อหนึ่ง เวลาจะทำอะไร จะทิ้งหรือสละอะไรไป ต้องคิดให้ดี อย่าให้ตนเองต้องรู้สึกเสียดายทีหลัง จะช้ำใจไปอีกนาน

ข้อสอง ซึ่งผมว่าสำคัญกว่าข้อแรกเสียอีก คือ...เมื่อเสียอะไรไปแล้ว ต้อง "ตัดใจ" ให้ได้ อย่ามัวแต่จมปลัก พร่ำบ่นกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไรเล่า ก็มันผ่านไปแล้วนี่นา

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ เช่น หุ้นที่ซื้อไป ราคากำลังวิ่งดีๆ อยู่ เรากลับขายทิ้งไปเสียฉิบ กำไรเลยหายไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่เห็นหุ้นตัวดังกล่าววิ่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็ยิ่งเจ็บใจ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ดีนะครับ มันบั่นทอนจิตใจมากๆ

อะไรที่เราเคยมี แต่วันนี้ไม่มีแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องทำใจยอมรับ แม้จะ "ลืม" ไม่ได้ แต่ต้อง "ทำใจ" ให้ได้ แล้วก้าวไปข้างหน้า อย่ามัวแต่เจ็บปวดกับสิ่งที่เสียไปแล้ว อย่า "โทษตัวเอง" ที่ทำพลาดไป จง "ตัดใจ" แล้วไขว่คว้าเอาสิ่งที่ดีกว่ามาแทนที่ ถ้าทำได้แบบนี้ ชีวิตจะดีขึ้นอีกเยอะเลย

ใครเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ เคยเสียอะไรไปแล้วเสียด๊ายเสียดาย แต่ทำอะไรไม่ได้ มาแบ่งปันกันบ้างก็ดีนะครับ :)