Monday, January 24, 2011

36 กลยุทธ์จีน: กลยุทธ์ที่ 2 "ล้อมเว่ยช่วยจ้าว"


ผมเคยหยิบเรื่อง "36 กลยุทธ์จีน" มาขีดๆ เขียนๆ ในแบบฉบับของตัวเองไว้นานแล้ว ก็มีหลายคนบอกมาว่าอยากให้เขียนอีก ผมจึงเขียนต่อ ในรูปแบบที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ย่อยให้เรียบร้อย พร้อมกับแต่งกาพย์กลอนบรรยายประกอบไว้ด้วย

วันนี้ ขอเล่าถึง กลยุทธ์ที่ 2 "ล้อมเว่ยช่วยจ้าว" อันโด่งดัง ลองอ่านกันดูนะครับ อ้อ..ใครจะเอาไปโพสต์ต่อที่ไหนรบกวนให้เครดิตผมด้วยนะครับ เหอๆๆ


"เมื่อเขาแข็ง เรารอก่อน อย่าวอนหา
พึงจับตา หาที่อ่อน ลดทอนได้
เจอจุดอ่อน อย่ารอรี ตีทันใด
เลี่ยงแข็งไว้ เข้าตีอ่อน จึงนอนมา
เมื่อเขารวม จงหลอกล่อ รอให้เล็ก
รังแกเด็ก หลีกผู้ใหญ่ มีชัยง่าย
เมื่อเขาคึก ฮึมเหิม เสริมแรงใจ
อย่าเข้าไป รอให้แผ่ว แล้วค่อยลุย
เขาสงบ เราอย่ายุ่ง มุ่งคอยป่วน
ยุให้รวน แล้วสวนตี มีแต่ได้
แกล้งล้อมเว่ย เพื่อช่วยจ้าว คว้าเอาชัย
จงจำไว้ กลยุทธ์นี้ ดีจริงจริง”


การแก้แค้นของซุนปิน

เรื่องเล่าของกลยุทธ์นี้ ถือเป็นตำนานคลาสสิคในประวัติศาสตร์การศึกสงครามจีน เป็นเรื่องราวของ “ซุนปิน” ยอดกุนซือสมองเพชร ผู้กลืนเลือดเก็บความแค้นสุมอกเอาไว้ ก่อนทำศึกคว้าชัยเหนือ “พังจวน” ศัตรูคู่อาฆาตได้เป็นผลสำเร็จ

“ซุนปิน” เป็นยอดนักการทหารคนหนึ่ง ว่ากันว่ากันสืบเชื้อสายมาจาก “ซุนวู” ยอดนักการทหารผู้แต่งพิชัยสงคราม 13 บทอันลือลั่น เขาลืมตามาดูโลกในยุคจ้านกว๋อ หลังจากซุนวูเสียชีวิตไปร่วมร้อยปี

ซุนปินเป็นเพื่อนนักเรียนกับ “พังจวน” แต่ปัญญาของเขาเหนือกว่าพังจวนมาก พอเรียนจบ พังจวนไปรับราชการกับแคว้นเว่ย เขาจึงเอ่ยปากแนะนำอ๋องแคว้นเว่ย ให้ดึงซุนปินมารับราชการด้วย เพราะกลัวว่าหากซุนปินไปเป็นกุนซือของแคว้นอื่น จะเป็นภัยกับตนในภายหลัง

ในที่สุด ทั้งสองคนจึงได้ร่วมงานกัน แต่ซุนปินสติปัญญาดีกว่าจึงเจริญก้าวหน้าในสายงานอย่างรวดเร็ว เป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋อง พังจวนเห็นดังนั้นก็ยิ่งอิจฉาริษยา คิดหาทางใส่ร้ายเล่นงานอยู่ตลอด

สุดท้าย พังจวนจึงคิดอุบายชั่ว เขียนจดหมายปลอม หลอกอ๋องว่าซุนปินคิดจะแปรพักตร์กลับไปรับราชการกับแคว้นฉีซึ่งเป็นแผ่นดินเกิด และด้วยสติปัญญาของซุนปิน สักวันเขาจักเป็นภัยต่อแคว้นเว่ยอย่างแน่แท้ อ๋องแคว้นเว่ยหลงเชื่อจึงสั่งคุมขังซุนปินทันที

ยังไม่พอ พังจวนกลัวซุนปินจะหลบหนี จึงสั่งให้ทหารตัดลูกสะบ้าที่หัวเข่าทั้งสองข้าง ซุนปินต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส กลายเป็นคนขาเป๋ แถมยังโดนสักหน้าประจานเป็นคำว่า “แอบสมคบคิดกับศัตรูของชาติ”

ทีแรกเขาก็คิดไม่ถึงว่าพังจวนจะกระทำการชั่วร้ายเช่นนี้ จนมาทราบในภายหลัง ปราชญ์ผู้สืบเชื้อสายจากซุนวูจึงสาบานกับตัวเองว่าสักวันจักต้องล้างแค้นให้ได้ แต่จะหลบหนีจากที่คุมขังนี้ได้อย่างไร ในเมื่อพังจวนส่งทหารมาคุมเข้มงวด มีเวรยามหนาแน่น ?

โบราณว่าไว้ “การศึกไม่หน่ายเล่ห์” ซุนปินจึงคิดอุบายแสร้งทำเป็นเสียสติ ทำตัวเหมือนคนบ้า หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง บางทีก็เห่าหอนเหมือนสุนัข เมื่อพังจวนลองแวะเข้ามาดู ซุนปินก็แกล้งทำบ้าหนักขึ้น พังจวนเอาอาหารและสุรามาให้ ซุนปินก็เขวี้ยงทิ้งหมด ครั้นลองให้ทหารเอาอุจจาระเข้ามา เขากลับคว้าเข้าปากทันที

พังจวนเห็นดังนั้นก็เบาใจ เข้าใจว่าซุนปินบ้าไปแล้วจริงๆ คงไม่เป็นภัยต่อตนในภายหน้า จึงผ่อนคลายการดูแลลง บางทีก็ปล่อยให้ซุนปินออกไปเดินเล่นสูดอากาศนอกคุกได้ เพราะไม่คิดว่ามีพิษสงอะไรแล้ว

เวลาผ่านไปหนึ่งปี อยู่มาวันหนึ่ง แคว้นฉีส่งทูตมายังแคว้นเว่ย ซุนปินได้ข่าวจึงแอบหลบหนีออกไปในคืนที่หมอกลงจัดเพื่อไปพบทูต ขอให้ช่วยพาตนกลับแคว้นฉี ทูตแคว้นฉีเคยได้ยินชื่อเสียงของซุนปินว่าเป็นศิษย์สำนัก “หุบเขาปีศาจ” อันโด่งดัง (เป็นชื่อสำนักที่ซุนปินและพังจวนเคยศึกษา) จึงช่วยพาซุนปินหลบหนีกลับแคว้นฉี

พอมาถึงแคว้นฉีได้ไม่นาน อ๋องแคว้นฉี ได้ทราบกิตติศัพท์ของซุนปินจึงเรียกไปรับราชการ ตั้งให้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการทหาร

ต่อมา อ๋องแคว้นเว่ยคิดจะไปตีแคว้นจ้าวซึ่งเป็นแคว้นเล็กๆ แคว้นจ้าวเห็นเหลือกำลังจะรับมือ จึงส่งทูตมาขอความช่วยเหลือจากแคว้นฉี พร้อมสัญญาว่าถ้ารักษาเอกราชไว้ได้จะยกเมืองให้แคว้นฉีเมืองหนึ่ง อ๋องแคว้นฉีเห็นซุนปินรู้ไส้รู้พุงแคว้นเว่ยเป็นอย่างดี จึงตั้งซุนปินเป็นแม่ทัพช่วยแคว้นจ้าวสู่กับแคว้นเว่ย แต่ซุนปินถ่อมตัวจึงไม่ยอมรับ ท่านอ๋องจึงตั้ง “เถียนจี้” เป็นแม่ทัพแทน ส่วนตัวซุนปินเป็นที่ปรึกษาเดินทางไปด้วยกัน

ขณะนั้น แคว้นเว่ยล้อมเมืองหลวงของแคว้นจ้าวอยู่ โดยมี พังจวน คู่แค้นตัวฉกาจของซุนปินเป็นแม่ทัพ ซุนปินแนะนำแม่ทัพเถียนจี้ ไม่ให้เข้าตีกองทัพเว่ยทันที เพราะทัพเว่ยเพิ่งมาถึง ยังฮึกเหิมเข้มแข็งอยู่

ซุนปินชี้ชัดว่า “อันการศึกนั้น พึงเลี่ยงแข็ง ตีอ่อน” จึงแนะนำเถียนจี้ว่า แทนที่จะเข้าตีทัพหลวงของเว่ยโดยตรง จงเลี่ยงเสียด้วยการยกทัพไปล้อมเมืองต้าเหลียง เมืองหลวงของแคว้นเว่ย เมื่อทัพเว่ยเห็นดังนั้นก็ย่อมห่วงหน้าพะวังหลัง ที่สุดจักต้องถอนทัพกลับมารักษาเมืองอย่างแน่นอน ทำเช่นนี้ แคว้นจ้าวก็จักปลอดภัยโดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยเลย เถียนจี้เห็นชอบด้วยจึงทำตาม

ที่สุดแล้ว การณ์เป็นไปดั่งคำของซุนปินทุกประการ พังจวนเห็นทัพฉีไปล้อมเมืองเว่ยก็ห่วงหน้าพะวงหลัง กลัวว่าตีของใหม่ไม่ได้แล้วยังเสียของเก่า เดี๋ยวจะไม่มีแผ่นดินอยู่กัน จึงรีบสั่งถอนทัพจากแคว้นจ้าวด้วยความรุกลี้รุกรน เป็นอันว่าแคว้นจ้าวปลอดภัย

ฝ่ายซุนปินรู้ว่าทัพเว่ยต้องยกกลับมาแน่ จึงซุ่มทหารคอยลอบตีอยู่กลางทาง ที่สุดแล้ว ทัพเว่ยที่กำลังรีบร้อน พอเจอทัพฉีจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวก็แตกพ่ายไปไม่เป็นกระบวน

นี่คือกลยุทธ์ “ล้อมเว่ยช่วยจ้าว” อันลือลั่น ซึ่งกลั่นมาจากมันสมองของซุนปินนี่เอง

Sunday, January 16, 2011

วาณิชกับสามก๊ก


วันก่อนผมไปเจอหนังสือชื่อ "บ้านเกิดและเพื่อนเก่า" ของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนคนโปรดผู้ล่วงลับ ที่ศูนย์หนังสือ มธ. เป็นหนังสือที่เก่าและหายากมากๆ จึงซื้อมาอ่าน

เปิดไปเพียงหน้าแรกๆ ก็ได้เจอเรื่องราวของคุณวาณิชที่เกี่ยวข้องกับ "สามก๊ก" และได้ทราบว่า "วรรณกรรมสามก๊ก" เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณวาณิชสนใจในการอ่านการเขียน จนกลายเป็นยอดนักเขียนในที่สุด

อ่านดูแล้ว เห็นว่าน่าสนใจมาก จึงขอยกบางส่วนมาไว้ ณ ที่นี้ครับ

-----------------

ครอบครัวของผมไม่ใช่ครอบครัวที่มีการศึกษาสูง แม่ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่อ่านออกเขียนได้ด้วยความพยายามหัดอ่านหัดเขียนด้วยตนเอง ...

ผมไม่เคยคุยกับเตี่ยถึงเรื่องการเล่าเรียนเขียนอ่าน แต่ว่าเตี่ยผมเป็นหนึ่งในคนจีนที่อ่านเขียนหนังสือจีนได้แตกฉาน หนังสือที่เตี่ยผมอ่านเป็นประจำก่อนนอนคือหนังสือเรื่อง "สามก๊ก" อ่านแล้วอ่านเล่า อ่านซ้ำอ่านซากอยู่เป็นเวลานานหลายปี ผมเห็นเตี่ยอ่านหนังสือสามก๊กนี้ตั้งแต่ตัวเองยังอ่านหนังสือไม่ออก จนผมอ่านหนังสือออก และเริ่มอ่านสามก๊กฉบับภาษาไทย ซึ่งมีใครไม่รู้เอามาทิ้งไว้ที่บ้าน ดูเหมือนจะอยู่ราวๆ ชั้นประถมสี่

เมื่อผมอ่านเรื่องสามก๊ก ผมก็คุยกับเตี่ยเรื่องสามก๊ก เตี่ยผมนั้นพูดไทยไม่ค่อยได้ครบถ้วนนัก ส่วนผมพูดจีนไม่ค่อยจะได้ แต่คุยกันเรื่องสามก๊กรู้เรื่องตลอด

ตอนที่เราชอบคุยกันคือตอน "โจโฉแตกทัพเรือ" ผมจำตอนโจโฉแตกทัพเรือไม่ค่อยจะปะติดปะต่อแล้ว แต่ยังจำจดหมายภาษาจีนของขงเบ้งที่เขียนไปหาจิวยี่ได้นิดหน่อย จำได้แต่ตอนต้นๆ เตี่ยผมอ่านให้ฟังหลายครั้ง

ความในจดหมายมีดังนี้...

"ฮั่นกุนซือตงหนึ่งเจี่ยงจูกัดเหลียงตี้จืออีตังโง้วไต้โตตก กงกึ้งซึงแซฮุยแอ๋จื่อส่าชึงเจ็กเปี๊ยก จี้กิมหลวงล่วกปุ๊กบ้วง บุ่งกอแอ๋ไอ๊สู่ไชซวน..."

ความในจดหมายยังมีอีกยาว จิวยี่อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วกระอักเลือดตาย ผมจำได้เพียงแค่นี้ และรู้ความหมายในจดหมายที่คัดมานี้เพียงสองคำ คือคำว่าจูกัดเหลียงอันหมายถึงขงเบ้ง และคำสุดท้ายคือคำว่าไซชวนอันหมายถึงเมืองเสฉวน

จดหมายของขงเบ้งนี้ ไปท่องให้คนจีนที่ไหนฟังก็ไม่มีใครรู้เรื่อง แต่ผมมักจะหลอกอำเพื่อนๆ ที่ไม่รู้ภาษาจีนว่าผมรู้ภาษาจีนได้เสมอ เหมือนกับที่ผมสามารถเขียนหนังสือหลอกคนที่ไม่รู้ภาษาจีนว่าผมเขียนภาษาจีนได้อย่างนั้น


-----------------

เป็นไงครับ เห็นไหมว่า "สามก๊ก" นอกจากจะทำให้คนเป็นคนที่เก่งขึ้นแล้ว ยังสร้างยอดนักเขียนขึ้นมาได้อีกด้วย

อ้อ..ที่คุณวาณิชแปลจดหมายขงเบ้งถึงจิวยี่ได้เพียงสองคำ ผมเองไม่ได้มีความรู้เรื่องภาษาแต้จิ๋วเลย แต่ลองพยายามแกะๆ ดู ได้เพิ่มเติมอีก 1-2 คำ เช่น

"ฮั่นกุนซือ" = "กุนซือของราชวงศ์ฮั่น" หมายถึง ตัวขงเบ้งเอง ซึ่งเป็นกุนซือของเล่าปี่ ผู้เป็นอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้ กษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น (แท้จริงแล้วสืบเชื้อสายเพียงห่างๆ แต่พระเจ้าเหี้ยนเต้เรียกเล่าปี่เช่นนั้น) ขงเบ้งจึงเรียกตัวเองได้ว่าเป็นฮั่นกุนซือ

"กงกึ้งซึงแซ"
= "กงจินซินแซ" หมายถึง จิวยี่ โดย "กงจิน" หรือ "กงกึ้ง" ในสำเนียงแต้จิ๋ว คือชื่อรองของจิวยี่ ซินแส ก็เป็นการเรียกด้วยความเคารพ ความหมายประมาณว่า "ท่านอาจารย์"

ที่เหลือนี่ก็ได้แต่เดาเอา โดยรวมๆ คงแปลได้ประมาณว่า "ข้าพเจ้า จูกัดเหลียง กุนซือของราชวงศ์ฮั่น ขอคารวะมายังท่านอาจารย์จิวยี่ ..." นอกจากนี้ผมเองก็แปลไม่ได้เหมือนกัน

ใครมีความรู้ด้านจีนแต้จิ๋วมาช่วยกันหน่อยก็ดีครับ

สุดท้าย อยากบอกว่า ตัวผมเองถ้าไม่ได้อ่านสามก๊กก็คงไม่ได้เริ่มเขียนหนังสือเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ทุกวันนี้ ถือว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เอาสามก๊กมาใช้หากินอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเช่นกัน

พอมารู้ว่าคุณวาณิช นักเขียนระดับตำนานก็รู้รักการอ่านเขียนจากสามก๊ก ก็ยิ่งภูมิใจและมั่นใจว่าตัวผมได้รักและเลือกในสิ่งที่ดี คุ้มค่า ไม่เสียทีจริงๆ ครับ
-
-
-

Thursday, January 13, 2011

"เติ้งเสี่ยวผิง" ผู้เปลี่ยนความคิดเก่า


"เติ้งเสี่ยวผิง" คือผู้นำคนสำคัญแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้แผ่นดินมังกรก้าวกระโดดสู่การเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจทุกวันนี้

"เติ้ง" กล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า นโยบายที่เหมาะสมกับจีนคือ ต้อง "ปลดปล่อยความคิดเก่า ยึดเอาแต่ความจริง" กล่าวคือต้องกล้าที่จะหลุดออกจากกรอบเดิมๆ อย่าเอาแต่ยึดติดกับของเก่า อะไรที่อาจเคยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ดีงามในอดีต วันนี้อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้วก็ได้

วลีหนึ่งของ "มังกรเติ้ง" ที่ผมชอบมากก็คือ ให้รู้จัก "หาความจริงจากข้อเท็จจริง" (Seek Truth from Facts) โดยเติ้งไม่เห็นด้วยกับการปฏิเสธแนวทางใหม่ๆ หรือปฏิเสธนโยบายทางเศรษฐกิจใดๆ เพียงเพราะมัน "ไม่เป็นไปตามแนวทางของเหมา"

ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมาก็คือ ผมเชื่อว่าเติ้งน่าจะมองว่าการยึดแต่ความคิดอุดมการณ์ของเหมาเจ๋อตงนั้น เป็นการเหนี่ยวรั้งให้ประเทศเจริญช้าลง และทำให้จีนเสียโอกาสอย่างมาก

วิสัยทัศน์ของ "มังกรเติ้ง" ที่ปรากฏตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 คือ จีนจักหลบซุ่มอยู่หลังม่านไม้ไผ่ต่อไปไม่ได้อีก แต่ต้องเปิดประเทศออกคบค้ากับทั่วโลก เติ้งบอกว่า "สังคมนิยม ไม่ได้หมายถึงการ 'แบ่งกันจน'"

ด้วยเหตุนี้ เติ้งจึงไม่เคยปิดประตูใส่แนวคิดดีๆ ที่จะทำให้ชาติจีนมั่งคั่ง ประชาชนกินดีอยู่ดี ไม่ต้องอดอยากปากแห้งเหมือนสมัยอดีต แม้แนวคิดบางอย่างจะมาจากชาติที่เป็นทุนนิยมสุดขั้วก็ตาม

นั่นเป็นที่มาของวรรคทองอมตะจากปากเติ้ง "จะเป็นแมวสีดำหรือขาวไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ!!"

ทุกวันนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งชี้ชัดได้จาก GDP ที่เติบโตเป็นเลขสองหลัก เป็นผลจากการวางรากฐานของเติ้ง ที่ต้องการให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้าไปโดยไม่ติดหล่มอยู่กับความคร่ำครึของระบบคอมมิวนิสต์

ไม่ได้แปลว่าคอมมิวนิสต์ไม่ดี แต่ความเป็นคอมมิวนิสต์ต้องรู้จักยืดหยุ่น ไม่ใช่กลัวการเอารัดเอาเปรียบจนในที่สุด คนทั้งประเทศก็ไม่มีจะกินพอๆ กัน!!


การจะปกครองประเทศด้วยระบอบอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นการประนีประนอมกันระหว่าง "ของเก่า" กับ "ของใหม่" ของเก่าอาจจะไม่ได้เลวร้าย แต่มันอาจไม่เหมาะอีกต่อไปแล้วกับสิ่งที่เห็น ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

การไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเพราะกลัวของเก่าจะถูกทำลาย แทนที่จะรักษาของเก่าไว้ได้ กลับกลายเป็นว่าที่สุดแล้วของเก่าก็ยังคงพังพาบลงอยู่ดีเพราะไม่อาจฝืนกระแสโลก ส่วนสิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นก็เกิดไม่ได้ เพราะของเก่ามันกดเอาไว้

การทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก หรือลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่มันคือความดีงาม แม้จะยากเย็นแสนเข็ญเกินกว่าที่ผู้นำระดับธรรมดาๆ จะทำได้


เราคงเคยได้ยินคำว่า "รัฐนาวา" มาก่อน ซึ่งเป็นวลีที่ผมชอบมาก

"รัฐนาวา" คือการเปรียบประเทศชาติเหมือนเรือใหญ่ลำหนึ่ง การจะทำให้เรือลำนี้ขับเคลื่อนไปได้ เราต้องไม่ปฏิเสธเครื่องยนต์ดีๆ เครื่องยนต์ใหม่ๆ ที่จะทำให้เรือยักษ์โลดแล่นไปได้เร็วที่สุด มิใช่ปฏิเสธมันเพราะกัปตันคนเก่าเขาไม่ชอบ หรือเพราะมันผลิตจากประเทศที่เป็นคู่แข่งกับเรา

ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวเลยว่าถ้าเรือแล่นไปข้างหน้าได้ไวแล้วใครจะเสียหาย เพราะถ้าเรือวิ่งฝ่าคลื่นลมไปได้ไม่หยุดหย่อน คนทุกคนที่อยู่บนเรือก็จะก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าคนผู้นั้นจะอยู่หัวเรือ ท้ายเรือ ไม่ว่าจะอยู่ทาง "กราบขวา" หรือ "กราบซ้าย" ของเรือ หรือแม้แต่ใต้ท้องเรือก็ตาม!!

อ้อ..ก่อนจบ สิ่งที่ผมยังไม่ได้บอกก็คือ เติ้งเสี่ยวผิงมีฉายาว่า "แมวเก้าชีวิต" อันมาจากการที่เขาต้องถูกกลั่นแกล้งรังแก ต้องเจออุปสรรคมากมาย ถูกปลดจากอำนาจ ต้องติดคุกติดตะราง เกือบถูกสังหารก็หลายหน แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้งคราว

หนึ่งในคนที่กลั่นแกล้งเขาก็ไม่ใช่ใคร คือ "แกงค์สี่คน" นำโดย "เจียงชิง" เมียของเหมาที่ไม่พอใจแนวคิดใหม่ๆ และต้องการรวบรวมประเทศไว้ในมือตนเองแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งหมดที่ผมเล่ามา เพราะคิดว่าเป็นบทเรียนน่าสนใจที่คนในประเทศอื่นๆ ควรจะเรียนรู้เอาไว้ ประเทศจะก้าวหน้าพัฒนาได้ เราต้อง "ปลดปล่อยความคิดเก่า ยึดเอาแต่ความจริง" หากหาความจริงไม่เจอ ก็ให้หาจาก "ข้อเท็จจริง" มิใช่หาจาก "ความเชื่อ" หรือ "ความดีงาม" ที่เป็นอุดมคติ ร้อยคนก็ตีความไปได้ร้อยอย่าง

ตรงกันข้าม เราควรหาหิ้งสวยๆ หรือตู้โชว์งามๆ ให้กับ "ความเชื่อเก่าๆ" เหล่านั้น เพื่อเก็บรักษามันไว้ ให้ลูกหลานได้เรียนรู้กันต่อๆ ไป

-
-
-

Wednesday, January 12, 2011

แจ้งให้ทราบ


ช่วงนี้ผมมีความจำเป็นทำให้ไม่สามารถอัพบล็อกได้สะดวกนะครับ เมื่อมีโอกาสแล้วจะรีบกลับมาเขียนเรื่องราวต่างๆ โดยด่วน ขอบพระคุณผู้ติดตามทุกท่านครับ
-
-

Saturday, January 1, 2011

ปีใหม่ กับ "โลกของตัวเอง"

-
-

ปีใหม่นี้มีใครตั้งใจว่าทำอะไรใหม่ๆ ให้สำเร็จบ้างครับ

ปกติผมเป็นคนเขียนเป้าหมายของตัวเอง ทั้งระยะสั้น-ระยะยาวอยู่บ่อยๆ พอถึงปีใหม่จึงไม่ต้องมานั่งคิดมากนัก ว่าจะทำโน่นทำนี่ เพราะส่วนใหญ่สิ่งที่ตั้งใจจะทำในปีต่อไป ก็ได้คิดไว้เรียบร้อยแล้ว

ถ้าจะให้คิดสิ่งใหม่ๆ จริงๆ ที่จะทำให้เกิดขึ้นมาให้จงได้ ก็คงจะเป็นเรื่องของความสุขในชีวิต ที่แม้ความสุขทางกายผมจะมีอยู่ตลอด แต่หลายครั้งหลายหน ผมเป็นคน "เครียดง่าย" เกินไปสักหน่อย บางทีก็คาดคั้นกดดันเอากับตัวเองมากมายเกินไป ทำอะไรไม่ได้ก็หงุดหงิด เซ็งจิต

วันก่อนฟัง คุณเทพพิทักษ์ จันทร์สุเทพ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย พูดทาง FM99 แกบอกว่า วิธีใช้ชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังวุ่นวายของแก คือแกจะ "สร้างโลกส่วนตัว" ขึ้นมา แล้วอยู่ในนั้น ไม่ให้เรื่องที่ไม่ปรารถนามากระทบใจ

"โลกส่วนตัว" ที่แกว่านี้ ไม่ใช่เก็บตัวไม่ยุ่งกับใครนะครับ แต่เป็นการคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก สร้างสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขขึ้นมา แล้วสนุกอยู่ในนั้น เช่น ตัวคุณเทพพิทักษ์แกรักฟุตบอล แกก็อยู่กับฟุตบอล คิดโครงการอะไรเกี่ยวกับฟุตบอลขึ้นมา จนไม่ต้องไปเสียเวลารกใจกับเรื่องอื่น

ผมฟังแล้ว "โดน" มาก จริงๆ ก็เคยพยายามทำเช่นนั้นมาก่อนแล้ว แต่บางครั้ง "กำแพงเมือง" ของเรายังไม่เข้มแข็งพอ จึงชอบปล่อยให้สิ่งที่น่าขุ่นเคืองปีนข้ามมาโจมตีจิตใจอยู่บ่อยๆ

ผมว่าการทำร้ายตัวเองที่ดีที่สุด คือการ "คาดหวัง" ว่าคนอื่นจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ แล้วพอมันไม่เป็นไปตามนั้น ก็เลยผิดหวัง ไม่ได้ผิดหวังกับตัวเอง แต่ผิดหวังกับคนอื่น ทำไมมันเป็นอย่างนี้ไปได้ ทำไมเป็นเสียแบบนี้ คิดวนเวียน ใจก็เลยขุ่นมัว

คนส่วนใหญ่ของสังคมเป็นเช่นนี้แทบจะทั้งนั้น เมื่อไม่กี่วันก่อน มีอุบัติเหตุรุนแรง รถเก๋งไปเสยท้ายรถตู้ พอเกิดเหตุแล้ว เด็กผู้หญิงที่เป็นตัวก่อเหตุลงจากรถมายืนกด BB ภาพนั้นภาพเดียวแท้ๆ ทำให้อารมณ์ของคนในสังคมนี้พลุ่งพล่านจนเอาไม่อยู่

ผมเห็นภาพที่ว่าทีแรกก็สะดุ้งเหมือนกัน แต่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าเรา "ดึง" ตัวเองไว้สักนิด เราอาจจะแสดงปฏิกริยาอาการตอบสนองที่ต่างไปได้

ตัวผมโชคดีที่ "ดึง" ไว้ทัน จึงพอคิดได้ว่า เอ..เราก็เคยอยากจะโวยวายมาแบบนี้หลายครั้งแล้วนะ แม้ไม่ได้โวยกับเรื่องนี้ ไปโวยกับเรื่องอื่น ทว่าการร้องตะโกนของเราที่ผ่านๆ มา บางทีก็ไม่มีใครฟัง อย่างน้อยก็ในสังคมที่เราอยู่ (แต่พอเป็นสังคมที่ใหญ่ขึ้นกลับมีคนฟังเยอะมาก แปลกจัง)

พอคิดได้อย่างนี้ ก็เลยสบายใจ ปล่อยวางได้ ว่าบางที ธรรมชาติมันก็มีกระบวนวิธีที่จะให้บทเรียนอะไรบางอย่าง อะไรที่เกิดขึ้น มันอาจมีเหตุผลของมันก็ได้ ดีเหมือนกัน คนอื่นเขาจะได้เรียนรู้บ้าง เราอาจไม่ได้ฉลาดกว่าใคร แม้บางเรื่องคนอื่นเขาเรียนรู้มาก่อนเรา แต่บางที ซึ่งอาจจะเป็นทีนี้ เราได้เรียนรู้มาก่อนพวกเขาแล้ว

พอเห็นคนส่วนใหญ่เขาออกมาร้องแรกแหกกระเฌอกันบ้าง ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องไปช่วยเขาอีกแรงหนึ่ง เพราะในที่สุด ทุกคนจะเรียนรู้มันได้เอง

เชื่อไหมครับ..คิดแบบนี้ขึ้นมาได้ สบายได้เอาง่ายๆ เลยทีเดียว!!

ก่อนจบ ผมขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ติดตามกันมาตลอดนะครับ

ผมเขียนบล็อกมาตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2552 หลังจากรายการแฟนพันธุ์แท้ออกอากาศเทปสุดท้ายไปได้ไม่นาน ถึงวันนี้ 1 มกราคม 2554 คิดเป็นเวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง

จากวันนั้นถึงวันนี้ เขียนบทความไปทั้งหมด 175 บทความ รวมๆ แล้วมีคนคลิ๊กเข้ามาประมาณ 20,000 ครั้งในเวลา 18 เดือน ช่วงหลังๆ มีคนคลิ๊กเข้ามาเดือนละเกือบ 3,000 ครั้ง ก็ถือว่าไม่น้อย ตรงนี้เอง ทำให้ผมมีกำลังใจอยากเขียนต่อไป เขียนไปเรื่อยๆ

เชื่อไหมครับว่าตอนแรกที่เขียนบล็อกนี่ ไม่ได้คิดว่าจะขายหนังสือหรือประชาสัมพันธ์อะไรเลย แต่เป็นเพราะบางทีคิดอะไรดีๆ ขึ้นมา แล้วไม่รู้จะไประบายที่ไหน ไปพูดให้เด็กนักศึกษาที่สอนฟังในห้อง เด็กมันก็ฟัง แล้วก็ผ่านไป

พอนานไปๆ ผมเองก็ลืม เสียดายความรู้ เสียดายเรื่องดีๆ ที่อ่านมาจากหนังสือ หรือบางเรื่องที่เรากลั่นออกมาเองจากหัวสมอง ที่สุดแล้ว จึงเขียนบล็อกนี้ขึ้นมา เพื่อจะบันทึกเรื่องราวไม่ให้หายไปกับกาลเวลา

เอาล่ะครับ ก่อนจบ...

ในวาระขึ้นปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีความสุขตามสมควร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อบำรุงพื้นฐานของชีวิตไม่ให้บกพร่อง คนเราถ้า "กาย" ไม่ดี "ใจ" จะดีก็คงยาก

เมื่อกายแข็งแรงแล้ว เรื่องของใจก็อย่าลืมดูแลนะครับ ถ้าเครียดนักจะใช้วิธีที่ผมฟังมาก็ได้ ให้ "สร้างโลกของตัวเอง" ขึ้นมา เพื่อไม่ให้คนอื่นมากระทบ หรือส่งอิทธิพลต่อชีวิตเรามากเกินไป เราจะได้ควบคุมชีวิตของเราได้เต็มที่

เมื่อ "เชื่อ" อะไรแล้วก็เดินต่อไปนะครับ อย่าหยุดเป็นอันขาด ขอให้บรรลุผลสมดังตั้งใจ!!

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ :)

ชัชวนันท์ สามก๊ก
01-01-2011 20.11น.
-
-