Thursday, January 13, 2011

"เติ้งเสี่ยวผิง" ผู้เปลี่ยนความคิดเก่า


"เติ้งเสี่ยวผิง" คือผู้นำคนสำคัญแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้แผ่นดินมังกรก้าวกระโดดสู่การเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจทุกวันนี้

"เติ้ง" กล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า นโยบายที่เหมาะสมกับจีนคือ ต้อง "ปลดปล่อยความคิดเก่า ยึดเอาแต่ความจริง" กล่าวคือต้องกล้าที่จะหลุดออกจากกรอบเดิมๆ อย่าเอาแต่ยึดติดกับของเก่า อะไรที่อาจเคยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ดีงามในอดีต วันนี้อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้วก็ได้

วลีหนึ่งของ "มังกรเติ้ง" ที่ผมชอบมากก็คือ ให้รู้จัก "หาความจริงจากข้อเท็จจริง" (Seek Truth from Facts) โดยเติ้งไม่เห็นด้วยกับการปฏิเสธแนวทางใหม่ๆ หรือปฏิเสธนโยบายทางเศรษฐกิจใดๆ เพียงเพราะมัน "ไม่เป็นไปตามแนวทางของเหมา"

ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมาก็คือ ผมเชื่อว่าเติ้งน่าจะมองว่าการยึดแต่ความคิดอุดมการณ์ของเหมาเจ๋อตงนั้น เป็นการเหนี่ยวรั้งให้ประเทศเจริญช้าลง และทำให้จีนเสียโอกาสอย่างมาก

วิสัยทัศน์ของ "มังกรเติ้ง" ที่ปรากฏตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 คือ จีนจักหลบซุ่มอยู่หลังม่านไม้ไผ่ต่อไปไม่ได้อีก แต่ต้องเปิดประเทศออกคบค้ากับทั่วโลก เติ้งบอกว่า "สังคมนิยม ไม่ได้หมายถึงการ 'แบ่งกันจน'"

ด้วยเหตุนี้ เติ้งจึงไม่เคยปิดประตูใส่แนวคิดดีๆ ที่จะทำให้ชาติจีนมั่งคั่ง ประชาชนกินดีอยู่ดี ไม่ต้องอดอยากปากแห้งเหมือนสมัยอดีต แม้แนวคิดบางอย่างจะมาจากชาติที่เป็นทุนนิยมสุดขั้วก็ตาม

นั่นเป็นที่มาของวรรคทองอมตะจากปากเติ้ง "จะเป็นแมวสีดำหรือขาวไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ!!"

ทุกวันนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งชี้ชัดได้จาก GDP ที่เติบโตเป็นเลขสองหลัก เป็นผลจากการวางรากฐานของเติ้ง ที่ต้องการให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้าไปโดยไม่ติดหล่มอยู่กับความคร่ำครึของระบบคอมมิวนิสต์

ไม่ได้แปลว่าคอมมิวนิสต์ไม่ดี แต่ความเป็นคอมมิวนิสต์ต้องรู้จักยืดหยุ่น ไม่ใช่กลัวการเอารัดเอาเปรียบจนในที่สุด คนทั้งประเทศก็ไม่มีจะกินพอๆ กัน!!


การจะปกครองประเทศด้วยระบอบอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นการประนีประนอมกันระหว่าง "ของเก่า" กับ "ของใหม่" ของเก่าอาจจะไม่ได้เลวร้าย แต่มันอาจไม่เหมาะอีกต่อไปแล้วกับสิ่งที่เห็น ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

การไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเพราะกลัวของเก่าจะถูกทำลาย แทนที่จะรักษาของเก่าไว้ได้ กลับกลายเป็นว่าที่สุดแล้วของเก่าก็ยังคงพังพาบลงอยู่ดีเพราะไม่อาจฝืนกระแสโลก ส่วนสิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นก็เกิดไม่ได้ เพราะของเก่ามันกดเอาไว้

การทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก หรือลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่มันคือความดีงาม แม้จะยากเย็นแสนเข็ญเกินกว่าที่ผู้นำระดับธรรมดาๆ จะทำได้


เราคงเคยได้ยินคำว่า "รัฐนาวา" มาก่อน ซึ่งเป็นวลีที่ผมชอบมาก

"รัฐนาวา" คือการเปรียบประเทศชาติเหมือนเรือใหญ่ลำหนึ่ง การจะทำให้เรือลำนี้ขับเคลื่อนไปได้ เราต้องไม่ปฏิเสธเครื่องยนต์ดีๆ เครื่องยนต์ใหม่ๆ ที่จะทำให้เรือยักษ์โลดแล่นไปได้เร็วที่สุด มิใช่ปฏิเสธมันเพราะกัปตันคนเก่าเขาไม่ชอบ หรือเพราะมันผลิตจากประเทศที่เป็นคู่แข่งกับเรา

ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวเลยว่าถ้าเรือแล่นไปข้างหน้าได้ไวแล้วใครจะเสียหาย เพราะถ้าเรือวิ่งฝ่าคลื่นลมไปได้ไม่หยุดหย่อน คนทุกคนที่อยู่บนเรือก็จะก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าคนผู้นั้นจะอยู่หัวเรือ ท้ายเรือ ไม่ว่าจะอยู่ทาง "กราบขวา" หรือ "กราบซ้าย" ของเรือ หรือแม้แต่ใต้ท้องเรือก็ตาม!!

อ้อ..ก่อนจบ สิ่งที่ผมยังไม่ได้บอกก็คือ เติ้งเสี่ยวผิงมีฉายาว่า "แมวเก้าชีวิต" อันมาจากการที่เขาต้องถูกกลั่นแกล้งรังแก ต้องเจออุปสรรคมากมาย ถูกปลดจากอำนาจ ต้องติดคุกติดตะราง เกือบถูกสังหารก็หลายหน แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้งคราว

หนึ่งในคนที่กลั่นแกล้งเขาก็ไม่ใช่ใคร คือ "แกงค์สี่คน" นำโดย "เจียงชิง" เมียของเหมาที่ไม่พอใจแนวคิดใหม่ๆ และต้องการรวบรวมประเทศไว้ในมือตนเองแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งหมดที่ผมเล่ามา เพราะคิดว่าเป็นบทเรียนน่าสนใจที่คนในประเทศอื่นๆ ควรจะเรียนรู้เอาไว้ ประเทศจะก้าวหน้าพัฒนาได้ เราต้อง "ปลดปล่อยความคิดเก่า ยึดเอาแต่ความจริง" หากหาความจริงไม่เจอ ก็ให้หาจาก "ข้อเท็จจริง" มิใช่หาจาก "ความเชื่อ" หรือ "ความดีงาม" ที่เป็นอุดมคติ ร้อยคนก็ตีความไปได้ร้อยอย่าง

ตรงกันข้าม เราควรหาหิ้งสวยๆ หรือตู้โชว์งามๆ ให้กับ "ความเชื่อเก่าๆ" เหล่านั้น เพื่อเก็บรักษามันไว้ ให้ลูกหลานได้เรียนรู้กันต่อๆ ไป

-
-
-

2 comments:

  1. คนที่กล้าท้าทายความเชื่อเก่าๆ มักมีประวัติถูกไล่ล่า

    ReplyDelete
  2. @Dekisugi: ถูกเผงครับ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ