Thursday, February 24, 2011

พระพยอมวันนี้


ปกติผมไปทำบุญที่ "วัดสวนแก้ว" ของพระพยอม กลยาโณ ปีหนึ่งหลายครั้งครับ ส่วนใหญ่จะไปในวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ รวมทั้งวันปีใหม่ สงกรานต์ ถ้าอยู่กรุงเทพก็จะไป ทั้งที่บ้านผมอยู่ไกลจากวัดมาก

หลายคนบอกว่า เดี๋ยวนี้คนไม่ไปวัดสวนแก้วแล้ว เพราะพระพยอมเป็น "เสื้อแดง" ผมฟังแล้วก็ไม่เห็นด้วยเท่าไรนัก ไม่เชื่อลองดูภาพประกอบนะครับ ภาพเหล่านี้ยืนยันได้ว่าคนยังไปวัดสวนแก้วเยอะเหมือนเคย แม้ว่าอาจไม่ "แน่นขนัด" จนต้องวนรถหาที่จอดกันเหมือนสมัยก่อน

ครั้งล่าสุดนี้ ผมไปวัดในวันมาฆบูชาที่ผ่านมา บังเอิญว่าพระพยอมท่านไม่ค่อยสบาย เพราะไม่ได้พักผ่อนทั้งคืน จึงออกมารับสังฆทานช้าหน่อย ระหว่างรอ ผมเลยได้นั่งคุยกับคุณยายอุบาสิกาที่มาช่วยงานที่วัดเป็นประจำ ได้ทราบข้อมูลน่าสนใจหลายเรื่อง

ยายแกเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืน (หมายถึงคืนก่อนหน้าวันมาฆบูชา) หลวงพ่อท่านไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะมะปรางกำลังตกลูก ท่านใช้ให้เด็กวัดไปเก็บมะปราง แต่เด็กพวกนี้เก็บไปก็ชอบขโมยกินไป หลวงพ่อจึงต้องคุมเอง ไปดูเอง เด็กจะได้ไม่กล้าขโมยกิน

ยายเล่าต่อว่า พระพยอมบอกเด็กๆ ว่า "ถ้าพวกเอ็งกินเสียหมด ต่อไปจะเอาอะไรไปขาย เอาเงินมาเลี้ยงพวกเอ็ง" ฟังแล้วก็น่าเห็นใจท่านนะครับ ภาระเยอะเหลือเกิน

เงินที่วัดสวนแก้วนี้ ใช้เท่าไรก็แทบไม่เคยพอ เพราะเลี้ยงคนเยอะมาก และคนก็เข้ามาเรื่อยๆ แถมพระพยอมยังมีโครงการใหม่ตลอด ค่าใช้จ่ายจึงมีแต่สูงขึ้น


ยายแกเล่าต่อว่า นอกจากหลวงพ่อจะไม่ได้นอนเมื่อคืนแล้ว ยังต้องออกไปบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด ผมจึงถามว่า "นี่หลวงพ่อถึงขนาดต้องออกไปบิณฑบาตเองเลยหรือ" ยายแกบอกว่า เป็นเพราะเดี๋ยวนี้งานไม่ค่อยเข้า เพราะบางคนมีอคติกับพระพยอมตั้งแต่คนเสื้อแดงมาเข้าวัด ท่านจึงต้องออกไปหางานเอง

ที่แย่ก็คือ บางคนไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ท่านไปบิณฑบาตก็ตะโกนใส่ว่า "พระองค์นี้อย่าไปใส่บาตร" หลวงพ่อท่านได้ยินก็ยิ่งบอกให้ลูกศิษย์เดินเร็วๆ ท่านกลัวลูกศิษย์ท่านจะทนไม่ไหว ไปทำร้ายร่างกายคนพวกนั้นเข้า

คนบางคนนี่ก็ไม่รู้จักแยกแยะ ท่านจะเป็นกลางหรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่ใครจะมอง ในมุมของผม พระพยอมท่านก็วางตัวไม่ได้น่าเกลียด แต่ใครจะคิดอย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากคุณประโยชน์ที่ท่านทำให้กับสังคมแล้ว จะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่ควรไปทำกิริยาหยาบคายเช่นนั้นกับท่าน


นี่ไม่ใช่เฉพาะพระพยอมนะครับ อย่าง "หลวงตามหาบัว" ที่เพิ่งมรณภาพไป ตลอดชีวิตท่านระดมเงินทองช่วยชาติเป็นหมื่นๆ ล้าน แม้ท่านเคยดุด่าว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ รวมทั้งรัฐบาลทักษิณแรงๆ แต่ถ้าคนรักประชาธิปัตย์หรือรักคุณทักษิณแล้วไปตะโกนด่าหลวงตาบัว นั่นก็แย่ไม่แพ้กัน

คนเราจะดีจะชั่ว ต้องดูที่การกระทำ จะเป็นคนหรือเป็นพระ เขาอาจจะคิดไม่เหมือนเรา จุดยืนทางการเมืองต่างกัน เราวิพากษ์วิจารณ์เขาได้ตามสบาย แต่การที่เขาทำกุศล ทำสาธารณะประโยชน์มากมายขนาดนี้ ไปตะโกนด่าต่อหน้านี่ มันก็เกินไป เหมือนไม่มีหัวใจ ไม่รู้ว่ากลุ่มการเมืองไหนเขาสอนกันมาอย่างนี้

ใครไม่เคยไปวัดสวนแก้ว น่าจะลองไปดูนะครับ ไปไม่ถูกถามทางผมก็ได้ นนทบุรีแค่นี้เอง รับรองได้ว่าทำบุญที่นี่ เงินของท่านจะได้รับการนำไปใช้ประโยชน์จริงๆ ไม่มีพระองค์ไหนเอาไปใช้ส่วนตัวเป็นอันขาด

เป็นการ "ทำบุญ" ที่ "เห็นผลได้ด้วยตา" ครับ

Monday, February 21, 2011

สามก๊กทีวี ตอน "ง่อก๊ก" แผ่นดินที่ไม่สิ้นคนดี



ก๊กที่อยู่ได้นานที่สุดในสามก๊ก ไม่ใช่ก๊กที่ทำสงครามเก่งที่สุด แต่เป็นก๊กที่ไม่ชอบสงครามที่สุด เอาบทเรียนในอดีตมาสอนคนยุคปัจจุบัน ที่ "สามก๊กทีวี" ตอน "ง่อก๊ก" เผื่อใครที่อยากฆ่ากันจะเปลี่ยนใจครับ :)

Thursday, February 17, 2011

แจกหนังสือฟรีครับ


ทุกท่านครับ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมและ "น้องเอม" น้องสาวแท้ๆ ได้ร่วมกันจัดทำหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ชื่อ "บอกรัก อย่างกล้าหาญ" เพื่อเป็นที่ระลึกแด่คุณแม่ของเราที่เพิ่งจากไป เป็นหนังสือที่เราตั้งใจทำสุดชีวิต

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ผมเป็นผู้เขียนร่วมกับน้องเอม โดยเอมได้วาดภาพประกอบให้ด้วย แต่ที่เสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นรูปเล่มได้ก็ด้วยความช่วยเหลือจาก พี่บุ๊ง จิตรลดา โลจนาทร บรรณาธิการสำนักพิมพ์ชวนอ่าน ซึ่งเคยพิมพ์หนังสือสามก๊กให้ผมมาสองเล่มแล้ว

เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องเล่าน่ารักๆ จากเราสองพี่น้อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกท่านได้ "ปฏิบัติดี" ต่อคนที่ท่านรักก่อนจะสายเกินไป ผมมั่นใจว่าทุกเรื่องมีประโยชน์มาก และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าสนุกๆ แฝงธรรมะ จากท่าน "ชยสาโรภิกขุ" ศิษย์ของหลวงปู่่ชา มารวมไว้ในเล่มเดียวกันด้วย

โดยเฉพาะ...ใครมีคนที่รักป่วยเป็นโรคร้าย แนะนำให้อ่านมากๆ

หนังสือเล่มนี้ มีความหนากว่า 300 หน้า พิมพ์อย่างดี ต้นทุนจึงค่อนข้างสูง แต่ความตั้งใจของเราคือ ต้องการ "แจกฟรี" เท่านั้น เพื่อเป็นกุศลแด่คุณแม่ และจะดียิ่งขึ้นถ้าท่านอ่านแล้วส่งต่อๆ ไป ให้ญาติสนิทมิตรสหายได้อ่านกันเยอะๆ นะครับ

ตอนนี้ เราได้แจกจ่ายหนังสือออกไปพอสมควรแล้ว ยังเหลืออีกจำนวนหนึ่ง ที่ผมกันไว้ให้กับผู้ติดตามบล็อก CheeChud.com

ดังนั้น ท่านใดต้องการ กรุณาแจ้งชื่อ (จะเป็น "ชื่อจริง" หรือ "ชื่อเล่น" หรือ "นามแฝง" ก็ได้) พร้อมกับอีเมล์ของท่าน ไว้ในช่องความเห็นข้างล่างนี้ หรือถ้าใครไม่อยากให้คนอื่นทราบชื่อ จะแจ้งมาทางอีเมล์ CheeChud@Gmail.com ก็ได้ครับ

เมื่อทราบจำนวนผู้ที่ต้องการแน่นอนแล้ว ผมจะเอาหนังสือไปฝากไว้ให้ที่ โรงเรียนภาษาจีน OKLS สาขาสยามพารากอน ท่านสามารถเข้าไปรับได้ตามวันและเวลาที่สะดวก โดยผมจะอีเมล์กลับไปแจ้งให้ทราบอีกทีว่าจะเข้าไปรับได้ตั้งแต่วันไหนครับ

ขอความ "กล้าหาญ" ที่จะ "บอกรัก" จงมีแด่ทุกท่าน :)

Monday, February 14, 2011

"คนแบบพวกเอ็ง"


วันนี้ผมไปถอนเงินที่ห้างโลตัสมาครับ ธนาคารที่ไปถอนเงินนี้เป็นสาขาย่อย เป็นธนาคารชั้นนำของประเทศ พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน โลโก้ก็คล้ายๆ กับห้างโลตัสนั่นแหล่ะ

ระหว่างที่ผมกำลังทำรายการอยู่หน้าเคาน์เตอร์นั้น ก็เหลือบไปเห็นเคาน์เตอร์ข้างๆ มีลูกค้า ดูจากเครื่องแบบที่เธอใส่ คาดว่าน่าจะเป็น "พนักงานทำความสะอาด" ของบริษัทที่รับเหมาจัดการดูแลความสะอาดอยู่ในห้างโลตัส มาติดต่อเจ้าหน้าที่ โดยแจ้งว่า เธอกดรหัสบัตรเอทีเอ็มผิด จึงถูกยึดบัตรไป

พนักงานหญิงที่เคาน์เตอร์ข้างๆ ถามเธอว่า ทราบรหัสบัตรเอทีเอ็มหรือไม่ เธอก็ตอบว่าทราบ พนักงานจึงแจ้งว่า ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน (คาดว่าน่าจะเพื่อขอทำบัตรใหม่) แต่ตอนนี้ที่ธนาคารเครื่องถ่ายเอกสารเสีย เธอจึงต้องเอาบัตรประชาชนไปถ่ายเอกสารมาเอง

ทั้งสองคุยกันอยู่เพียงไม่กี่ประโยค ซึ่งตัวผมที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาสื่อสารกันยากเย็นเท่าไรนัก เป็นการพูดคุยธรรมด๊า ธรรมดา แต่ที่สะกิดใจ ...ที่จริงต้องเรียกว่า "กระแทกใจ" ผมขึ้นมาทันทีก็คือ...

ไม่กี่วินาทีหลังจากพี่ลูกค้ารากหญ้าคนนั้นลุกไป พนักงานสาว อายุราว 20 กว่าๆ ของ "ธนาคารสีน้ำเงิน" คนที่ว่า ก็บ่นขึ้นมาว่า "เบื่อจะคุยกับคนแบบพวกนี้จริงๆ"

ผมฟังแล้วก็ไม่เข้าใจอย่างแรง อยากจะลุกขึ้นไปถามพนักงานสาวคนนั้นเหมือนกันว่า "แล้วคุณเป็นคนพวกไหนครับ?"

พี่พนักงานทำความสะอาดคนนั้น ดูจากท่าทีของเธอก็สุภาพดี ไม่ได้มีอะไรที่ดูน่ารังเกียจเลย แต่อย่างว่า พี่เขาเป็นคนทำความสะอาด ย่อมจะถามอะไรซื่อๆ เข้าใจอะไรได้ยากกว่าเราๆ และคงพูดจาภาษาเทคนิคได้ไม่เหมือนคนชั้นกลางอย่างผมหรืออีกหลายๆ คน

ทว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาสมควรจะถูกดูถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากคนที่ทำงานบริการอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งยิ่งต้องสุภาพกว่าคนทั่วไปหลายเท่า!!

พนักงานสาวคนนั้นบ่นขึ้นมา ทั้งๆ ที่ผม (ซึ่งก็เป็นลูกค้า) ยังนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เธอคงไม่คิดว่าผมจะได้ยินหรือสนใจฟัง เพียงแต่ต้องการบ่นให้พนักงานรุ่นพี่ได้ยินเท่านั้น และว่าที่จริง ไอ้เรื่องเครื่องถ่ายเอกสารเสียนี่ มันก็เป็นความผิดของคุณ (มึง) แท้ๆ

ไม่รู้ทำไม คำพูดดูถูกคนแบบนี้ "เตะหู" ผมได้เร็วเหลือเกิน นี่เสียดายว่าผมกำลังรีบมากๆ อยู่ มิเช่นนั้นผมคงจะขอคุยกับเธอสักสี่ซาห้านาที เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า คนแบบพี่ "พนักงานทำความสะอาด" คนนั้น กับคนแบบ "พนักงานแบงค์" อย่างเธอ มันเหมือนหรือแตกต่างกันตรงไหนอย่างไร

หลังจากทำรายการที่ธนาคารนี้เสร็จ ผมก็ลุกไปทำธุระที่อีกธนาคารหนึ่งซึ่งอยู่ติดกัน สีเขียวๆ สาบานได้ว่าผมไม่ได้มีเอี่ยวอะไรกับธนาคารสีเขียวแห่งนี้เลย ไม่มีแม้ญาติพี่น้องสักคนทำงานอยู่ที่นั่น แต่ทันทีที่ผมเดินเข้าไปก็มีเจ้าหน้าที่สาว ที่เข้าใจว่าเป็นพนักงาน part-time เข้ามาต้อนรับ ด้วยวจีไพเราะ เหมือนเช่นเคย

ความรู้สึกที่ผมไปทำธุรกรรมที่แบงค์สีเขียว แตกต่างจากความรู้สึกเย็นชาที่ผมมักรู้สึกเวลาไปเข้าธนาคารสีน้ำเงินอย่างมาก และมักเป็นเช่นนี้ทุกๆ ครั้ง แต่เอาเถอะ แบงค์สีเขียวนี่ก็มีเรื่องไม่ดี เดี๋ยวจะหาว่าผมชอบแบงค์หนึ่งมาเขียนเชียร์อีกแบงค์หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นเลย

ประเด็นที่ผมคิดก็คือ ผมรู้สึกว่าคนบางคนนี่ แค่เห็นคนเขาผิวแห้งกร้าน สำเนียงมาจากที่ราบสูง แค่เขา "ไม่เหมือน" เรา ก็ดูถูกเขาเสียแล้ว ไปเหยียดหยามเขาว่า เป็น "คนแบบนั้น" "คนแบบนี้" มองว่าเขา "ต่ำ" กว่าเรา จริงๆ คงคิดว่าเขา "โง่" นั่นแหล่ะ

ผมมั่นใจว่า แม้คนมากมายจะบ่นว่าพนักงานของแบงค์นี้พูดจาไม่ดี เอาใจแต่ลูกค้ารายใหญ่ จนเป็นที่โจษจันไปแทบจะทั่วประเทศ แต่คงไม่มีผู้บริหารที่ไหนให้นโยบาย หรือปลูกฝังทัศนคติชั่วๆ ให้ดูถูกดูแคลนลูกค้าอย่างแน่นอน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะมีเงินในบัญชีเท่าไรก็ตาม

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ อาจอยู่ในความคิดของพนักงานของทุกธนาคาร เพียงแต่พวกเขาถูกฝึกมาดีกว่า ถูกสอนมาให้รู้จักระงับอาการ เก็บอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าลูกค้า แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งนี้อาจเน้นเรื่องนี้น้อยเกินไปสักหน่อย หรืออาจเป็นพนักงานคนนั้นคนเดียวก็ได้

มาบ่นให้ฟังตรงนี้ อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตประจำวัน บางท่านอาจชินชา ไม่รู้สึกอะไร แต่บังเอิญผมรับไม่ค่อยได้กับพวกชอบดูถูกคน ไม่ได้ดูถูกที่ความดีความชั่ว แต่ดูถูกเพราะคิดไปเองว่า เรา "เหนือ" กว่าเขา

วันหลังถ้าใครเจอคนแบบที่ผมเล่านี้ บอกเขาไปเลยก็ดีครับ ว่าที่บ้านเมืองมันวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ "คนแบบพวกเขา" หรอก แต่เป็นเพราะ "คนแบบพวกเอ็ง" นี่แหล่ะ!!

Friday, February 4, 2011

ล้อมเว่ยช่วยจ้าว (ต่อ): "ถอยทัพลดเตา"


เอ้า...คราวที่แล้วฟีดแบ็คดีพอสมควร งั้นขอว่าต่อกันเลยละกันนะครับ กับกลยุทธ์ที่ 2 ใน "36 กลยุทธ์จีน" อันมีชื่อว่า "ล้อมเว่ยช่วยจ้าว" คราวนี้สนุกกว่าเก่า เพราะมีการ "ถอยทัพลดเตา" ของซุนปิน มาให้ได้ทึ่งกันด้วย ไปสนุกกันต่อเลยครับ

ซุนปินใช้กลยุทธ์ "ล้อมเว่ยช่วยจ้าว" ทำพังจวนเสียรู้ไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ความแค้นยังหาได้ยุติลงไม่

10 ปีต่อมา แคว้นเว่ยคิดหาเรื่องจะไปตี “แคว้นหาน” บ้าง แคว้นหานจึงเอาอย่างแคว้นจ้าวด้วยการส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นฉี และซุนปินก็เห็นชอบให้ฉีส่งทัพไปช่วยหาน แต่ปล่อยให้ทัพหานรบต้านทานเว่ยจนอ่อนเปลี้ยเสียก่อน จากนั้นก็ใช้ลูกไม้เดิมเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว คือนำทัพมุ่งหน้าไปล้อมเมืองเว่ยเอาไว้

ฝ่ายพังจวนซึ่งยกทัพไปตีเมืองหานมีชัยครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อได้ทราบข่าวว่าซุนปินนำทัพฉีไปล้อมต้าเหลียงอีกรอบก็โกรธมาก สาบานว่าต้องฆ่าซุนปินให้ได้ แต่ก็ต้องรีบยกทัพกลับด้วยความจำใจ จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์เดิมของซุนปินสำเร็จซ้ำสอง แต่เปลี่ยนจาก “ล้อมเว่ยช่วยจ้าว” เป็น “ล้อมเว่ยช่วยหาน” เท่านั้น

ฝ่ายซุนปิน พอทราบว่าทัพเว่ยยกกลับมาแล้วก็แสร้งทำกลลวงโดยสั่งถอยทัพ แต่แท้จริงแล้วเป็นการถอยเพื่อหาโอกาสโจมตี

ซุนปินสั่งให้ทหารลดเตาไฟสำหรับหุงต้มอาหารลงทุกวัน โดยวันแรกให้ก่อเตาหุงต้มสำหรับเลี้ยงไพร่พล 10 หมื่น พอวันที่ 2 กลับให้ทหารก่อเตาหุงต้มสำหรับพอเลี้ยงคนแค่ 5 หมื่น พอวันที่สามก็เหลือเตาไว้แค่พอเลี้ยงไพร่พล 3 หมื่น ทำเช่นนี้ติดต่อกัน โดยทุกๆ ครั้งจะทิ้งหลักฐานเอาไว้


พังจวนไล่ตามมาเห็นเตาหุงข้าวมีจำนวนลดลงวันละครึ่งต่อครึ่งก็ยิ่งได้ใจ คิดว่าทหารฉีคงเสียขวัญหนีทัพไปเยอะแล้ว จึงแบ่งเอาทหารฝีมือดีที่สุด 2 หมื่นนายยกล่วงหน้าไป หวังตามจับซุนปินฆ่าให้ได้

ซุนปินเห็นอุบายตนได้ผล จึงล่อให้ทัพของพังจวนเข้ามาอยู่ระหว่างหุบเขา 2 ลูก ระหว่างเขา 2 ลูกนั้นมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซุนปินให้ทหารขูดเปลือกไม้แล้วเขียนเป็นคำว่า “พังจวนตายอยู่ใต้ต้นไม้นี้” จากนั้นก็สั่งมือเกาทัณฑ์ 1 หมื่นนายไปซุ่มบนยอดเขา สั่งว่าถ้าเห็นไฟสว่างวาบขึ้นเมื่อไรให้ระดมยิงกันลงมา

ทหารพังจวนมาถึงหุบเขาในเวลาพลบค่ำ เห็นต้นไม้ใหญ่มีอักษรเขียนอยู่จึงไปรายงาน พังจวนมาถึงใต้ต้นไม้ก็จุดคบเพลิงขึ้นเพื่ออ่าน เห็นข้อความเขียนไว้ดังนั้นจึงรู้ตัวว่าติดกับซุนปินเข้าให้แล้ว

ทันใดนั้น เกาทัณฑ์นับหมื่นก็พุ่งลงมาจากยอดเขา ระดมใส่ร่างพังจวนจนพรุน ก่อนตายพังจวนตะโกนออกมาว่า “กูเจ็บใจนักที่ไม่ได้ฆ่าไอ้คนสักหน้าขาเป๋ตั้งแต่ตอนนั้น” ว่าแล้วก็ควักดาบออกมาแทงตัวเองตายคาที่ จึงถือได้ว่าซุนปินชำระแค้นได้สำเร็จเสร็จสมบูรณ์

ต้องถือว่าเรื่องราวของคู่อาฆาต “ซุนปิน – พังจวน” นี้ สมดังคำโบราณที่ว่า “แค้นนี้ 10 ปีแก้ยังไม่สาย” ทุกประการ แต่ที่น่าจดจำและนำไปใช้ไม่น้อยไปกว่ากันก็คือกลยุทธ์ “ถอยทัพ-ลดเตา” ที่กลั่นจากมันสมองของซุนปินนั่นเอง

วิเคราะห์กลยุทธ์

กลยุทธ์นี้อยู่ในจำพวก “จริงคือลวง ลวงคือจริง” ประเภท “แข็งแสร้งทำว่าอ่อน”

ทัพฉีของซุนปินเป็น “ของจริง” อยู่ในสภาพพร้อมรบ แต่แกล้งลวงให้ข้าศึกเข้าใจว่าอ่อนแอ เพื่อที่จะหาโอกาสคว้าชัยในที่สุด

แม้ซุนปินจะช่วยแคว้นหานได้สำเร็จ แต่หากรอปะทะอยู่ที่เดิม ที่สุดแล้วทัพฉีเองจะต้องเป็นฝ่ายรับมือกับทัพหลวงของเว่ยซึ่งกำลังฮึกเหิมและโกรธแค้น ซึ่งไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ต้องเจ็บตัว เสียไพร่พลไปไม่มากก็น้อย

ซุนปินจึงทำกล “ถอยทัพ-ลดเตา” เพื่อให้ศัตรูประมาท ได้ใจ จนหย่อนความระแวดระวัง พังจวนลงทุนนำทัพแค่ 2 หมื่นมาตามตีก็เพราะคิดว่าฝ่ายซุนปินไม่เหลืออะไรแล้ว สุดท้ายจึงต้องแตกพ่ายไป


การประยุกต์ใช้


ในชีวิตจริง พึงระลึกไว้เสมอว่า “จริงคือลวง ลวงคือจริง” หากท่านต้องสู้รบปรบมือกับใคร จงแสดงออกในทางตรงกันข้าม หลอกลวงให้ข้าศึกได้เข้าใจสภาพการณ์ของเราในทางที่ผิดพลาด

การที่ท่านเข้มแข็งแต่แสดงว่าอ่อนแอนั้น ไม่ได้มีผลเสียใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ได้กับได้ เช่น ในการแข่งขันกีฬาหรือเกมการละเล่นใดๆ หากมีการพนันขันต่อเข้ามาร่วมด้วย แม้ท่านจะมีฝีมือเหนือกว่าก็พึงแสดงว่าอ่อนเข้าไว้

จากนั้น จงล่อใจฝ่ายตรงข้ามด้วยการเสนอ “เงินเดิมพัน” สูงๆ (แต่อย่ามากจนเขาระแวง) เมื่อฝ่ายตรงข้ามเห็นเงินเดิมพันกองโตวางอยู่ก็จะยิ่งได้ใจ รีบโดดตะครุบ ดีไม่ดีอาจมี “แต้มต่อ” ให้เราเสียด้วยซ้ำ เหมือนที่พังจวนเข้าใจว่าซุนปินแตกทัพ จึงกล้านำทหารแค่ 2 หมื่นยกมาตามตี นี่เท่ากับให้แต้มต่อกันง่ายๆ

สุดท้าย ฝ่ายเราก็จะได้ “กินหมู” ฟรีๆ ส่วนฝ่ายตรงข้ามน่ะหรือ เสียทั้งหน้า เสียทั้งเงิน เอาคืนก็ไม่ได้ หากเขาจะขอแก้มือท่านก็จงอย่ายอมเป็นอันขาด รีบ “ตีหัวเข้าบ้าน” โดยพลัน

อย่าลืมนะครับ เจอ “หมู” ที่ไหน “ถอยทัพ-ลดเตา” เป็นกลยุทธ์ที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ!!


ข้อควรระวัง
ผู้ใช้กลยุทธ์นี้ต้องทำให้แนบเนียน อย่าหลอกมากไปจนศัตรูไม่เชื่อ ลองคิดดูว่าถ้าซุนปินลดเตาทีเดียวฮวบฮาบ จากเตา 5 หมื่นคนเหลือแค่เตา 5 พันคน แทนที่พังจวนจะหลงเชื่อ กลับจะรู้ทันว่าเป็นกลอุบาย กลยุทธ์นี้ก็ย่อมไม่สำเร็จ ดังนั้น จะหลอกใคร ต้องหลอกให้สมจริง นี่คือหัวใจของกลยุทธ์ “ถอยทัพ-ลดเตา” ครับ
-
-