Tuesday, March 22, 2011

รู้ใน "น้ำใจคน"


ในชีวิตคนเรา โดยเฉพาะคนที่เป็นเจ้าใหญ่นายโต เรื่องของการให้โอกาสกับคนที่ทำผิดพลาด หรือคนที่มีอันต้องเสียทีต่อเรา เป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่บ่อยๆ

ใครอ่านสามก๊ก สถานการณ์หนึ่งที่ทุกคนคุ้นเคยก็คือ เวลาเหล่าขุนศึกน้อยใหญ่ทำสงครามกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งมีชัยต่ออีกฝ่ายหนึ่ง หากตัวแม่ทัพของฝ่ายที่พ่ายแพ้ไม่ถูกฆ่าตายในที่รบ เขาก็จะต้องผจญกับทางเลือก 2-3 ประการ อาทิ

หนึ่ง ฆ่าตัวตาย - กรณีนี้มักเกิดกับคนที่ "เข้มข้น" กับเรื่องของศักดิ์ศรีมากๆ (ผมไม่ใช้คำว่า "รักในศักดิ์ศรี" นะครับ เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนรักในศักดิ์ศรีของตัวเองกันทั้งนั้น) หากเขา "ใจถึง" ก็มักเลือกวิธี "ยอมตายแต่ไม่ยอมแพ้" โดยปลิดชีพตัวเองเสียก่อนที่จะต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของศัตรู

เช่น กรณีของกองซุนจ้าน เจ้าเมืองปักเป๋ง ที่โดนอ้วนเสี้ยวบุกเข้ามาเผาตำหนัก จนต้องฆ่าตัวเองตายพร้อมครอบครัว หรือ "ฌ้อปาอ๋อง" เสี้ยงหยี่ว์ ที่เชือดคอตายริมแม่น้ำหลังจากพ่ายต่อหลิวปัง

สอง ไม่ฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่ยอมสยบ - กรณีนี้อาจเป็นขุนพลที่รักศักดิ์ศรี หรือทิฐิสูง แล้วเกิดแพ้สงคราม แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ฆ่าตัวตาย เช่น อาจถูกจับมัดเป็นเชลยเสียก่อน หรืออยากฆ่าตัวตาย แต่ใจไม่ถึง ทว่าก็กระดากเกินกว่าที่จะยอมก้มหัวให้ศัตรู จึงโดนจับมัดไปเผชิญหน้ากับอริของตน

ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น กวนอู ที่ถูกทหารง่อก๊กจับตัวไปให้ซุนกวน แต่กลับไม่ยอมเปลี่ยนข้างไปอยู่กับง่อก๊ก จึงต้องโดนประหารอย่างน่าอนาถ

หรือกรณีเงียมหงัน ที่เสียเมืองบุเหลงให้กับเตียวหุย แต่ไม่ยอมลดราวาศอก ทำฮึดฮัด ทว่ากลับเป็นผลดี เพราะนิสัยดื้อด้านอย่างเตียวหุยชอบคนที่ทิฐิสูงเหมือนกับตน เตียวหุยจึงเป็นฝ่ายก้มหัวให้เงียมหงันเสียเอง จนฝ่ายหลังยอมเอาตัวเข้าเป็นพวก ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้คิดจะญาติดีด้วยเลย

สาม ยอมสวามิภักดิ์ - กรณีนี้คือการ "ยอมแพ้" และ "ขอเข้าเป็นพวก" ทั้งนี้เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ หรืออาจด้วยเหตุผลอื่น เช่น ไม่พอใจนายเก่าของตัวเองอยู่แล้ว หรือชื่นชอบอยากร่วมงานกับศัตรูอยู่เหมือนกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น ลิโป้ ที่ยอมเป็นทาสรับใช้โจโฉหลังจากเข้าตาจนโดนจับได้ที่เมืองแห้ฝือ แต่โจโฉไม่เอาเพราะกลัวโดนหักหลังเหมือนเต๊งหงวนกับตั๋งโต๊ะจึงประหารเขาเสีย หรืออิกิ๋ม แม่ทัพของโจโฉที่ยอมแพ้ต่อกวนอู แล้วกวนอูก็ยอมรับตัวไว้ เป็นต้น


ดังนั้น การยอมสวามิภักดิ์ต้องถือเป็นการ "วัดดวง" อย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าแม่ทัพหรือนายใหญ่ฝ่ายที่ชนะไม่ชอบ ก็ต้องตายอยู่ดี แต่ถ้าเขายอม เราก็ไม่ตาย แค่เปลี่ยนนายเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีพิเศษอยู่กรณีหนึ่ง คือ การที่คนชนะยอมรับคนแพ้ไว้เป็นพวก แต่ยอม "ปล่อยตัว" ให้ฝ่ายแพ้กลับไปรวบรวมไพร่พลมาเพิ่มเติม หรือกลับไปทำภารกิจโน้มน้าวเจรจาอะไรต่างๆ

การตัดสินใจแบบนี้ ต้อง "ใจถึง" สุดๆ เลยทีเดียว เพราะอาจเป็นการ "ปล่อยเสือเข้าป่า" ไปก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่กว่าจะจับเสือตัวนั้นมาได้มันยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก

กรณีนี้ เช่น "ซุนเซ็ก" ปล่อยตัว "ไทสูจู้" หลังจากทำกับดักหลอกล่อจับตัวไว้ได้ แล้วไทสูจู้ก็ขอกลับไปรวบรวมไพร่พลม้าศึกโดยสัญญาว่าจะกลับมาเวลาเที่ยงตรง ซุนเซ็กใจถึงก็ให้ไป ปรากฏว่าเป็นการ "ซื้อใจ" ที่ได้ผลยิ่ง เพราะไทสูจู้กลับมาตอนตะวันตรงหัวไม่ช้าไม่ล่าไปแม้แต่นิดเดียว แถมยังนำม้าศึกไพร่พลมาเพิ่มเติมอีกมากมาย นี่เพราะไทสูจู้เป็นคนรักษาคำสัตย์

แต่ที่่ต้องชมเชยมากกว่าคือตัวซุนเซ็กเอง ที่ "รู้น้ำใจคน" จึงยอมให้ไป

หรือกรณีที่ "เล่าปี่" ปล่อยตัว "เหลงเปา" ทหารเสฉวนที่จับตัวได้ที่เมืองลกเสีย ระหว่างทางที่เล่าปี่จะเข้าไปยึดเสฉวน เล่าปี่นอกจากจะไม่ฆ่าแล้วยังแต่งโต๊ะเลี้ยงหวังซื้อใจ เหลงเปาจึงขอกลับไปชวนเพื่อนอีก 2 คน คือ เล่ากุ๋ย และ เตียวหยิม มาอยู่ด้วย เล่าปี่ก็อนุญาต

แม้จะมีลูกน้องทัดทานไว้หลายคนว่ากว่าจะจับตัวได้แทบตายเอา อยู่ๆ จะปล่อยให้มันไปง่ายๆ แต่เล่าปี่บอกว่า "หากให้ใจกับใครไป เขาก็ย่อมตอบแทนเราด้วยใจเช่นเดียวกัน" ทว่าเล่าปี่คาดการณ์ผิด เพราะเหลงเปาไปแล้วไปเลย ไม่กลับมา พอโดนจับอีกครั้งเล่าปี่จึงประหารเสีย

เช่นนี้ถือว่าอ่านใจคนไม่ออก อุตส่าห์ "ซื้อใจ" แต่ได้ "อากาศธาตุ" กลับมา

เช่นเดียวกับกรณีของม้าเฉียว ขุนศึกบ้าดีเดือด ที่บางครั้งเวลาเขารบชนะหรือกำลังจะชนะใคร คนที่ยอมสวามิภักดิ์ด้วยกลับถูกประหาร แต่คนที่ไม่ยอมก้มหัวต่อเขา กลับรอดตัว

บางคนขอม้าเฉียวกลับไปรวบรวมไพร่พล ม้าเฉียวก็ปล่อยให้ไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ พอไปแล้วก็ไปลับ ไม่กลับมา อย่างนี้ถือว่าเสียค่าโง่ราคาแพงจริงๆ แถมต่อไปคงไม่มีใครกล้าสวามิภักดิ์ เพราะขืนยอมแพ้ก็มีแต่จะตาย สู้กัดฟันรบต่อไปเสียดีกว่า ม้าเฉียวจึงไม่เคยชนะใจใครได้เลย

ดังนั้น การจะตัดสินใจ "ซื้อใจ" ใครหรือไม่ จึงต้อง "อ่านน้ำใจ" ของคนๆ นั้นให้ออก หากบุคคลผู้นั้นเป็นคนสัตย์ซื่อ แม้นเอาใจแลกไปก็ย่อมได้ใจกลับมาสิบเท่ายี่สิบเท่า ปล่อยไปแล้วเขาก็ย่อมกลับมา

แต่ถ้าไอ้หมอนั่นเป็นคนใจมด ขืนปล่อยไปก็มีแต่จะปล่อยเสือเข้าป่า นอกจากต้องเจ็บใจแล้ว สักวันเสือนั้นอาจกลับมาทำร้ายเราด้วย สู้ฆ่าทิ้งเสียดีกว่า อย่าให้เหลือไว้เป็นเสี้ยนหนามอีกเลย

อย่าลืมนะครับ จะทำการใหญ่ ทำธุรกิจ แค่ "ใจถึง" ไม่พอ ต้อง "รู้น้ำใจ" อ่านใจคนให้ออกด้วย ไม่งั้นยิ่งทุ่มยิ่งสูญเปล่า ไม่คุ้มกันหรอกครับ

Tuesday, March 15, 2011

ต้องเชื่อว่าเป็นไปได้




วันนี้ผมมาด้วยกรณีศึกษาครับ ... ขออนุญาตทดสอบทุกท่านนะครับ

สมมุตินะครับ สมมุติ ท่านเป็นนักฟุตบอล เป็นกัปตันทีมด้วย จบครึ่งแรก ทีมของท่านโดนนำไป 4-0 โดยเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เพราะโดนใบแดงไป 1 คน

การโดนนำอยู่ 4-0 นั้น ก็สาหัสสากรรจ์พออยู่แล้ว ยิ่งมีผู้เล่นน้อยกว่า 1 ตัว ยิ่งเหมือนตกอยู่ในหุบเหวลึก ชนิดมองไม่เห็นปากหลุมเลยทีเดียว

ถ้าท่านเป็นนักเตะในสนาม ท่านคิดว่าท่านควรจะยังไงต่อไปครับ?

.... ผมไม่รู้ว่าคำตอบของแต่ละท่านคืออะไร แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ใส่เสื้อขาว ลองคลิ๊กดูคลิปข้างบนนี่นะครับ

แต่ที่แน่ๆ ถ้าผมเป็นแฟนของทีมเสื้อขาวนั่น ทุกวันนี้ ไม่ว่าทีมจะมีลุ้นแชมป์ถ้วยไหนอยู่ แม้จะยากลำบากลำบนขนาดไหน เห็นแบบนี้แล้ว ผมย่อมเชื่อว่า ทุกอย่าง...เป็นไปได้แน่ครับ

Thursday, March 10, 2011

ธรรมะของโดนัลด์ ทรัมป์


วันก่อนเล่น Twitter อยู่ตอนดึกๆ ได้เห็นข่าวว่าปีนี้ "บิลล์ เกตส์" เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ ไม่ได้เป็นคนรวยอันดับหนึ่งของโลกอีกต่อไปแล้วนะครับ โดยผู้ที่มาโค่นแชมป์ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีก็คือ "คาร์ลอส สลิม เฮลู" มหาเศรษฐีด้านโทรคมนาคม ที่มีอาณาจักรธุรกิจอยู่ในเม็กซิโกแต่เป็นคนเลบานอน

รายละเอียดของเรื่องนี้ เดี๋ยวสื่ออื่นๆ ก็คงนำเสนอไปตามเรื่องตามราว ไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมจะเอามาเขียนตรงนี้ แต่ที่อยากเล่าคือเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ "โดนัลด์ ทรัมป์" เจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา ที่โด่งดังจากซีรีส์ "The Apprentice" ด้วยประโยคเด็ด "You're FIRED" หรือ "คุณถูกไล่ออกแล้ว"

ทรัมป์เป็นเศรษฐีอีโก้สูงคนหนึ่ง เขาต่างจากคนรวยคนอื่่นๆ คือ ชอบให้ฟอร์บส์จัดอันดับตัวเองสูงๆ บางทีรู้สึกว่าแมกกาซีนชื่อดังประเมินทรัพย์สินของตัวเองต่ำไปก็ไม่ชอบ ซึ่งต่างจากเศรษฐีอื่นๆ ที่มักไม่ชอบให้คนมองว่ารวยเกิน เพราะจะทำให้ถูกเพ่งเล็งจากหลายๆ ฝ่าย

พอคลิ๊กตามเข้าไปดูในเว็บไซต์ของ ฟอร์บส์ จึงได้ทราบว่า ปีนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ติดอันดับคนรวย "อันดับที่ 420" ของโลก ซึ่งถือว่าไม่เลวเลย เมื่อดูจากตัวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้ทำธุรกิจนี้ น้อยคนจะเข้ามาอยู่ใน Top500 ได้

คุยกันคราวนี้ พูดไปถึงเรื่องส่วนตัวของทรัมป์ พิธีกรถามว่า เขามีหลักในการทำงานอย่างไร ทรัมป์บอกว่า เขาเรียนรู้มาจากพ่อของเขา คือ "เฟรด ทรัมป์"

พ่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำงานหนักตลอด ทำงานทั้งเสาร์ อาทิตย์ ขนาดวันอาทิตย์ไปเข้าโบสถ์ พอออกจากโบสถ์แล้วก็ไปเช็คที่ไซต์งานต่อ และเป็นคนที่มีความสุข คือสนุกกับการทำงาน ยิ่งทำงานก็ยิ่งแฮปปี้ เพราะความรักในงานที่ทำ โดนัลด์เล่าว่า พ่อของเขาทำงานจนตายตอนอายุ 93 เลยทีเดียว

นี่คือแบบอย่างที่เขาเอามาใช้ และเป็นเหตุผลว่าทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงทำงานตลอดเวลา นอนวันละแค่ 4 ชั่วโมง ทานอาหารไม่เกิน 15 นาที ก็เพราะเขาสนุกกับมันเหมือนที่พ่อของเขาเคยเป็น

โดนัลด์เล่าว่า เขามีเพื่อนที่ไปพักผ่อนนานๆ 6 อาทิตย์ 8 อาทิตย์ บางคนก็ 3 เดือน แต่กลับไม่เคยแฮปปี้เลย ซึ่งเขาบอกว่าตัวเขาไม่เอาอย่างนั้นแน่นอน ทำงานลูกเดียวนี่แหล่ะ สุขที่สุดของชีวิตแล้ว

อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนที่ไม่เคยยุ่งกับอบายมุข เขาสอนลูกเขาสามข้อว่า "No Drug. No Alcohol. No Smoke." คือ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับ ยาเสพติด แอลกอฮอล์ และห้ามสูบบุหรี่

ทรัมป์เล่าว่า เขาเป็นคนไม่ดื่ม และมักจะถามคนอื่นๆ อยู่เสมอว่า "จะดื่มไปทำไม" "ดื่มแล้วได้อะไร" เขาเล่าว่า เขามีเพื่อนของพี่ชายที่ดื่มเหล้าหนักมาก เพื่อนของพี่คนนั้นอายุแก่กว่าเขาราว 10 ปี หน้าตาหล่อสุดๆ บุคลิกดี มีพร้อมทุกอย่างในชีวิต แต่เพื่อนพี่คนนี้เป็นคนดื่มหนัก สูบจัด โดยนิสัยนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย จนทำให้หน้าตาที่เคยหล่อเหลากลับโทรมลงเรื่อยๆ

เพื่อนพี่คนนี้สอนทรัมป์ว่า "ทรัมป์ นายอย่าดื่มเด็ดขาดนะ อย่าสูบบุหรี่เด็ดขาดเลยนะ" ซึ่งตัวเขาก็เชื่อ โดนัลด์จึงไม่เคยดื่ม ไม่เคยสูบบุหรี่เลย

ที่ทำได้ดังนี้ก็เพราะเขาเป็นคน "รักตัวเอง" ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง เขาจึงไม่โง่พอที่จะ "ทำลายตัวเอง" เป็นอันขาด

นี่เป็นเรื่องราวเล็กน้อยของ โดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจที่ใครๆ ก็บอกว่า "โหด" "หลงตัวเอง" "หยิ่งยโส" แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็มี "ธรรมะ" ในการครองชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการ "หลีกหนีจากอบายมุข" และ "มีความสุขกับการทำงาน" ซึ่งท่านพุทธทาสของชาวเรายังเคยบอกเลยว่า "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" ที่ดีมาก

แม้จะฟังดูขัดหูแค่ไหน ด้วยตรรกะนี้ ต้องยอมรับว่า โดนัลด์ ทรัมป์ "ปฏิบัติธรรม" อยู่ตลอดเวลาจริงๆ!!

เห็นอย่างนี้แล้ว ใครที่ชอบอ้างว่า ต้องกินเหล้าเพื่อ "เข้าสังคม" จงดูไว้นะครับ ท่านจะดื่มต่อไปก็ไม่มีใครว่า แต่ขออย่าอ้างแบบนี้เลย

หากไม่กินเหล้าแล้วเข้าสังคมไม่ได้ ก็ไม่ทราบว่าคนอย่าง ทรัมป์ เขาอยู่ในสังคมแบบไหน หรือว่าทรัมป์ไม่เคยมีสังคม ไม่เคยมีเพื่อนฝูงเลย (ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน) เอ..แต่ถ้าไม่มีสังคมแล้วรวยขนาดนี้ เรามาลองมาไม่มีสังคมกันดูบ้างดีไหมครับ?

ในความเห็นของผม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า ดื่มหรือไม่ดื่มแล้วจะเข้าสังคมได้หรือไม่ได้หรอก ประเด็นคือ สังคมแบบไหนต่างหาก ที่คุณต้องการจะเข้า !!

และนี่คือธรรมะของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ครับ

Tuesday, March 8, 2011

Bestseller แล้วจ้า




ติดอันดับขายดีครั้งนี้ หาใช่เพราะผมซึ่งเป็นเพียงผู้แปล แต่เป็นเพราะอาจารย์ทั้งสอง คือ "เบน เกรแฮม" และ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ขอคารวะทั้งสองท่านครับ ^^

Sunday, March 6, 2011

ชวนไปจับผิดสามก๊กกันครับ





แจ้งให้ทราบว่า 18 มีนาคม นี้ เวลา 14.00-16.00 ผมจะไปพูดที่ บริษัท นานมี ในโอกาสที่ทางบริษัทเปิดตัวการ์ตูนชุดใหญ่ ทั้ง สามก๊ก และ ไซอิ๋ว มีวิทยากรดังๆ ผู้รู้เรื่องสามก๊กเพียบ ใครสนใจไปเจอกันนะครับ เดินทางสะดวกมาก รถไฟฟ้าสุรศักดิ์ครับ