Thursday, April 28, 2011

ม้าขาวผ่านด่าน


“กงซุนหลง" เป็นนักปาฐกชื่อดังของแคว้นซ่ง เขามีชื่อเสียงโด่งดังจากการไปชนะการโต้เวทีที่จัดขึ้นที่แคว้นฉี โดยสามารถใช้ไหวพริบนำเสนอตรรกะมากมายจนนักพูดจากแคว้นอื่นๆ ยอมรับว่า “ม้าขาวมิใช่ม้า”

ฟังแค่นี้อาจจะงง ขอชี้ชัดสักนิดหนึ่งนะครับ เรื่องของเรื่องคือ กงซุนหลงได้ขี่ “ม้าสีขาว” ไปโต้วาทีที่แคว้นฉี เมื่อไปถึงก็เลยใช้ม้าตัวที่ว่านี้เป็นหัวข้อในการปาฐก และสามารถพูดให้ทุกคนคล้อยตามได้ว่า “ม้าขาว” นั้นมิใช่ “ม้า” โดยใช้ตรรกะประกอบกับความรู้อันลึกซึ้งทางอักษรศาสตร์มาอธิบาย

(ที่ว่าลึกนั้นลึกจริงๆ ใครรู้ภาษาจีนลองไปหาอ่านในเว็บจีนเพิ่มเติมนะครับ พิมพ์หาคำว่า "ไป๋หม่า" หรือ "กงซุนหลง" เป็นตัวจีน จะมีให้อ่านเยอะแยะ)

เอากะเขาสิครับ มีอย่างที่ไหน ขนาด “ม้าสีขาว” เห็นอยู่ตำตา ยังสามารถพูดให้กลายเป็นอย่างอื่นไปได้ ผู้ชมอันประกอบไปด้วยเหล่าปราชญ์ปัญญาชนทั้งหลาย ฟังไปนานๆ ก็ชักเคลิ้ม ยอมรับว่า “ม้าขาว” หาใช่ “ม้า” ไม่

ที่น่าตลกมันอยู่ตรงนี้ครับ หลังจากกงซุนหลงจื่อโต้วาทีชนะแล้วจะเดินทางกลับไปยังแคว้นซ่ง ปรากฏว่านายด่านแคว้นฉีขอเรียกเก็บ “ค่าพาหนะผ่านทาง” พาหนะที่ว่านั้นก็คือ “ม้าขาว” ตัวเดิมที่ขี่ตอนขามานั่นเอง

กงซุนหลงเจอเรียกเก็บตังค์ดังนั้น จึงพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าอีกครั้ง ว่า “ “ม้าขาว” นี้มิใช่ “ม้า” มันจึงไม่ใช่พาหนะ ท่านจะมาเก็บค่าผ่านทางไม่ได้ ”

อย่างไรก็ตาม นายด่านถือทวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยนั้นไม่ใช่นักปาฐก เขาไม่เข้าใจศัพท์แสงยากๆ ตลอดจนทฤษฎีซับซ้อนของกงซุนหลง เพียงยืนยันหัวชนฝาว่า “ถ้าแกไม่จ่าย ข้าก็ไม่ให้ผ่าน”

สุดท้าย แชมป์โต้วาทีที่ทำให้นักวิชาการทั่วประเทศยอมสยบมาแล้ว จึงมีอันต้องตายน้ำตื้น ยอมควักกระเป๋าจ่ายภาษีให้กับเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ดียิ่งว่า คนบางคนพูดเก่ง พูดเมื่อไรก็ฟังดูดี ยกตรรกะมาได้ร้อยแปดประการ เจรจาให้คนมีการศึกษาคล้อยตามได้หมด แต่เอาเข้าจริงก็ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้สักอย่าง เพราะโลกแห่งความจริงมันไม่ง่ายเหมือนสนามโต้วาที

ผู้นำบางแคว้น บริหารบ้านเมืองเฮงซวย ข้าวยากหมากแพง ขุนนางขี้ฉ้อกินส่วยเรียกรับสินบนจนชาวบ้านอดอยากแร้นแค้น ต้องเข้าคิวแย่งซื้ออาหารกัน ตัวพูดเก่งแทบตาย พูดไปสร้างภาพไป บอกชาวบ้านว่าทุกอย่างปกติดี อนาคตเราทุกคนล้วนสดใสงดงาม ยกศัพท์แสงสวยๆ มาอ้าง คนมีความรู้ฟังแล้วเคลิ้มหมด พูดให้ “ม้า” กลายเป็น “แมว” ก็ยังได้

แต่ชาวบ้านคนเดินดินกินข้าวแกงเขาไม่ตลกด้วย เขารู้แต่ว่า “ข้าเดือดร้อน” “ข้ากำลังอด” ก็ท้องข้าร้องอยู่ จะให้เชื่อว่าบ้านเราอยู่ดีกินดีได้อย่างไร เอ็งอย่าดีแต่พูดเลย ไปแก้ตัวกับพวกปราชญ์เต้าหู้เถิด

น่าเสียดายที่คนสมัยชุนชิวเขาเลือกผู้บริหารไม่ได้ ที่อดอยากปากแห้งก็เพราะขุนนางเขาเลือกให้ หากตัดสินใจเองได้เขาคงอยากเก็บพวกนักปาฐกไว้ปาฐกอย่างเดียว อย่าให้ได้มาเฉียดกรายกับการบริหารบ้านเมืองอีกเลย

[หาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “ปรัชญาชีวิตในสุภาษิตจีน” เรียบเรียงโดย ก.กุนนที และ บุญศักดิ์ แสงระวี ]

Saturday, April 23, 2011

"30,000"



เมื่อเกือบสองปีที่แล้วที่เริ่มเขียนบล็อก ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีวันนี้ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะครับ นี่ถือเป็นหลักกิโลเมตรอีกอันหนึ่งที่ผมเดินมาถึงได้ เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ ขอบคุณครับ :)

Thursday, April 21, 2011

หนูในศาลเจ้า


ในสมัยชุนชิว ประมาณ 490 ปีก่อนคริสตกาล "ท่านอ๋องจิ่งกง" แห่งแคว้นฉีได้ตรัสถาม "เอี้ยนจื่อ" มหาอำมาตย์ว่า ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในการปกครองบ้านเมืองคืออะไร

เอี้ยนจื่อตอบว่า คือ "หนูในศาลเจ้า"

ท่านอ๋องสงสัยจึงถามว่า"ข้าถามท่านเรื่องบ้านเรื่องเมือง แล้วหนูในศาลเจ้าเกี่ยวอะไรด้วย"

เอี้ยนจื่อจึงอธิบายว่า ศาลเจ้าเป็นสถานที่ที่คนไปเซ่นไหว้บูชา เสาของศาลเจ้านั้นทำด้วยไม้แล้วฉาบด้วยดิน แต่มักมี "หนู" เข้าไปทำรังอยู่ข้างใน

หลายคนคิดจะกำจัดหนูสกปรกเหล่านั้นแต่ก็ไม่กล้า เพราะถ้าใช้ไฟรนก็กลัวจะไหม้ตัวเสาที่ทำด้วยไม้ แต่ถ้าใช้น้ำกรอกเข้าไปในเสาก็กลัวว่าดินที่พอกไว้จะหลุดร่อนออกมา

สุดท้ายอะไรเกิดขึ้นเล่า? พวกหนูก็อยู่กันตามสบาย มิหนำซ้ำยังผสมพันธุ์กัน ออกลูกออกหลานเดินกันยั้วเยี้ยเต็มศาล จนศาลเจ้านั้นสกปรก เป็นที่น่ารังเกียจ

แล้วเอี้ยนจื่อจึงบอกกับจิ่งกงอ๋องว่า "หนูพวกนี้ก็เหมือนกับคนรอบพระวรกายที่พระองค์ทรงไว้ใจนั่นแล"

ผมอ่านเรื่องนี้จากหนังสือ "ปรัชญาชีวิตในสุภาษิตจีน" แปลและเรียบเรียงโดย ก.กุนนที และ บุญศักดิ์ แสงระวี แล้วก็ชอบใจ หนังสือเล่มนี้ัดีมากครับ หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เคยรู้แล้ว แต่เขาเอามารวบรวมเป็นหมวดหมู่ เป็นเรื่องราวสอนใจในสมัยจีนโบราณ อ่านอีกก็สนุกอีก

แม้เวลาผ่านมาหลายพันปี เรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นสัจธรรมเสมอ ถ้าเราไม่ขยันทำความสะอาดศาลเจ้า ย่อมมีหนูมาทำรังกันเยอะแยะไปหมด ไล่ก็ไม่ไป จนคนเขาไม่อยากจะ "ไหว้เจ้า" กันแล้วเพราะขยะแขยง "หนูในศาล"

หากไม่ตัดใจ เผามันทิ้งหรือไม่ก็เอาน้ำท่วมมันเสีย มีหวังเหม็นกันไปทั้ง "ศาล" ทั้ง "ที่อยู่ในศาล" แน่นอน

Monday, April 11, 2011

สิ่งที่หายไป


สมัยเด็กๆ ผมเคยวาดรูปเก่งครับ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงวาดรูปได้ดี รู้แต่ว่ามันติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร จะบอกว่า "ตั้งแต่เกิด" ก็พอจะพูดได้อยู่

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมวาดรูปเป็นการบ้านไปส่ง "ครูแดง" ครูสอนศิลปะประจำโรงเรียนประถมที่ผมเรียนอยู่ ครูแดงเห็นแล้วถามทันทีว่า "ให้ใครวาดให้หรือเปล่า" นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมแอบภูมิใจ และเก็บเอาไว้ในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ บางที ครูบางคนยังเอาภาพวาดของผมไปอวดเพื่อนๆ หน้าชั้น แล้ว(บังคับ)ให้เพื่อนๆ ปรบมือให้ผม นอกจากนี้ เวลาโรงเรียนมีกิจกรรมอะไรเกี่ยวกับการวาดภาพ ผมมักเป็นตัวเลือกแรกๆ ของทางโรงเรียนเสมอ

โม้มาขนาดนี้ ท่านว่าทุกวันนี้ฝีมือวาดภาพของผมจะ "เทพ" ขนาดไหนครับ?

คำตอบก็คือ ..ทุกวันนี้ผมวาดภาพไม่เป็นแล้ว!!

ที่ว่าวาดไม่เป็นนี้ คือไม่ใช่วาดไม่ได้เอาเสียเลย แต่มันไม่เหลือวี่แววของคนที่สมัยเด็กๆ ใครๆ ก็ชมว่า "วาดรูปเก่ง" แม้แต่น้อย

สงสัยไหมครับว่า...มันเป็นไปได้อย่างไร?

คำตอบก็คือ ผมถูกสอนจากครอบครัวเสมอว่า การยึดการวาดภาพเป็นอาชีพจะทำให้ "จน" การเป็น "ศิลปิน" นั้น ต้อง "ไส้แห้ง" ตอนนั้นผมเองยังเด็ก พ่อพูดอะไรก็เชื่อ เลยไม่ได้คิดจะฝึกฝนหรือพัฒนาเพิ่มเติม จะเรียกว่า "เลิกวาดรูปถาวร" ก็พอได้อยู่

ทีนี้ เวลาผ่านมาหลายสิบปี ผมเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ พอคิดจะวาดรูปขึ้นมาทีไร มันก็เลยติดๆ ขัดๆ ไม่ได้อย่างใจ งานที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยในสมัยเด็ก มันไม่ใช่เรื่องขนมอีกต่อไปแล้ว

มันน่าหงุดหงิดมากนะครับ อะไรที่เคยทำได้ดีมากๆ แต่วันนี้ทำไม่ได้แล้ว เหมือนนักดนตรีที่ลืมโน้ตเพลงโปรดของตัวเองยังไงยังงั้น

แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะกำลังสอนหนังสือในชั้นเรียนที่เอแบค ผมเอาชอล์กมาวาดรูปบนกระดานเพื่อประกอบการอธิบาย มีลูกศิษย์คนหนึ่งทักขึ้นมาว่า "อาจารย์ท่าทางจะวาดภาพเก่งนะคะ" พอได้ยินคำชมนี้เข้า ผมก็สะท้อนใจขึ่้นมาทันที

ไม่สะท้อนใจได้ไงครับ ก็สมัยเด็กๆ ผมเคยเก่งมาก่อน แต่วันนี้แทบไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ผมเลยถามน้องลูกศิษย์คนนั้นว่า ที่ว่าผมเก่งนั้น เก่งตรงไหน ในเมื่อภาพที่วาดก็มั่วๆ ซั่วๆ วาดเพียงให้พอเข้าใจว่าเป็นรูปอะไรเท่านั้น

คำตอบที่ได้จากน้องเขาก็คือ ดูจากการขยับไม้ขยับมือ วาดเส้นวาดสาย ผมดูมีความมั่นใจ เหมือนกับ "คนวาดรูปเก่ง" คนหนึ่ง

พอได้ยินอย่างนี้ ผมเลยตระหนักได้ว่า บางสิ่งบางอย่างมันยังอยู่ในตัวเรานะ มันไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียงแต่หลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง เราอาจจะปล่อยให้มันนอนแน่นิ่งอยู่นานเกินไป จนลืมไปแล้วว่ายังมีมันอยู่

มันไม่ได้ "ตาย" ไม่ได้ "สูญหาย" แค่หลับสนิทอยู่เท่านั้นเอง

เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญอันหนึ่งในชีวิตของผม การมี "พรสวรรค์" แต่ไม่รู้จัก "แสวงหา" ปล่อยปละละเลย หรือถูกสร้างทัศนคติในทางลบฝังไว้ในหัว ไม่ว่าจะเก่งอย่างไร "อาวุธ" ที่พระเจ้าให้มา ก็สามารถที่จะถูก "ปลด" ลงได้ทั้งนั้น

ใครมีลูกแล้ว ผมว่า .. ทางที่ดี ควรสนับสนุนในทางที่เขาถนัดให้เต็มที่ ถ้าลูกชอบเล่นดนตรีก็ให้เขาเล่นไปเถิด อย่ากลัวว่าโตขึ้นเป็นนักดนตรีแล้วจะเอาแต่ใช้ชีวิตกลางคืนจนเสียคนไป

บางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้ครับ การกลัวล่วงหน้ามากไป อาจจะไป "ปิดโอกาส" ในการที่พรสวรรค์บางอย่างของเขาจะแสดงตัวออกมาให้โลกได้เห็น น่าเสียดายนะครับ (แม้ว่า "ความกลัว" หรือ "ความเป็นห่วง" นั้นจะก่อเกิดขึ้นมาจากความหวังดี ของพ่อแม่ เหมือนที่พ่อของผมห่วงผมก็ตาม)

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า "ฟ้า" ให้บางสิ่งบางอย่างกับพวกเราทุกคนมา คุณจะเอามันมาใช้หาเลี้ยงชีพหรือไม่ก็ตามแต่ แต่อย่ายอมให้มันนอนแน่นิ่งไร้ประโยชน์

จง "หามันให้เจอ" ถ้ามันหลับอยู่ก็ "ปลุกมันขึ้นมา" แล้วทำอะไรสักอย่างกับ "ของขวัญชิ้นพิเศษ" อันนี้ ชีวิตจะสนุกขึ้นอีกเยอะเลยครับ!!

Tuesday, April 5, 2011

บทความ "เปิดสุสานโจโฉ" ใน "ศิลปวัฒนธรรม"



ตามที่ได้แจ้งให้ทราบว่าสัปดาห์หนังสือคราวนี้ผมยังไม่มีหนังสือใหม่นะครับ แต่แก้ขัดให้ด้วยบทความ "เปิดสุสานโจโฉ" ตีพิมพ์ในนิตยสาร "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับล่าสุด วันที่ 1 เม.ย. 2554

ชี้กันชัดๆ สุสานของจอมคนผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ ตกลงแล้วเป็นของจริงหรือไม่? ใครสนใจลองไปซื้อหาอ่านดูนะครับ ปกเป็นแบบภาพข้างบนนี้ครับ

Monday, April 4, 2011

"เหลียง คอร์ลิออเน่" ข้อเสนอที่ศัตรูไม่กล้าปฏิเสธ


เมื่อครั้งที่พวกม่าน ชนกลุ่มน้อยทางใต้ของจีนก่อการกบฏต่อรัฐบาลเสฉวน นำโดย "เบ้งเฮ็ก" หัวหน้าชนเผ่าอี๋ ร่วมด้วยชนกลุ่มน้อยอีกหลายชาติพันธุ์ จูกัดเหลียง "ขงเบ้ง" อัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นสู่ หรือราชวงศ์จ๊กฮั่น ได้นำทัพใหญ่ลงมาปราบ

เบ้งเฮ็กทราบข่าวก็ส่งทัพใหญ่ต้อนรับผู้มาเยือนทันที นำโดย “ยงคี” เจ้าเมืองเกียมเหลง ร่วมด้วย “จูโพ” เจ้าเมืองโคกุ้น และ "โกเตง" เจ้าเมืองอวดจุ้น โดยยงคีเป็นกองกลาง ให้จูโพคุมทัพปีกซ้าย โกเตงเป็นปีกขวา

ขงเบ้งช่ำชองในกลศึก จึงส่ง "อุยเอี๋ยน" นายทหารฝีมือดีเป็นทัพหน้าของตนเข้าประจันบาญ ฝ่ายพันธมิตรม่านได้ส่ง "งากฟัน" ทหารเอกกล้าตายของโกเตงออกมารบกับอุยเอี๋ยน

อุยเอี๋ยนนั้นเก่งกล้าสามารถ รบกันจริงๆ คงสนุก อาจจะเหนือกว่างากฟันด้วยซ้ำ แต่ด้วยกลศึกของขงเบ้ง เขาจึงต้องแกล้งทำสู้ไม่ได้แล้วชักม้าหนี งากฟันเป็นคนป่า ไม่ล่วงรู้ในกลศึก จึงรีบควบม้าตามไป จึงถูกทหารขงเบ้งรุมจับเป็นเชลย

ขงเบ้งเห็นงากฟันถูกมัดมา แทนที่จะฆ่าทิ้งให้หายแค้น กลับรีบแก้มัด แล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงเสียใหญ่โต พลางปลอบประโลมว่าปกติแล้ว "โกเตง" นายของท่านเป็นคนใช้ได้ ไม่น่าคิดกบฏ เหตุทั้งนี้น่าจะเป็นความคิดชั่วร้ายของ "ยงคี" มากกว่า แล้วขงเบ้งจึงกล่อมงากฟันให้ช่วยไปพูดให้โกเตงยอมกลับใจ เลิกคิดการกบฏ

งากฟันคิดว่าตัวเองตายแน่นอน พอเจอกับ "น้ำเย็น" เยี่ยงนี้จึงตกตะลึง นอกจากไม่ตายแล้วยังถูกปล่อยตัวกลัวไปง่ายๆ จึงตบปากรับคำขงเบ้งว่าจะกลับไปกล่อมเจ้านายให้

เมื่องากฟันกลับไปก็ไปเล่าให้โกเตงฟัง โกเตงจึงไปเล่าให้ยงคีอีกทอดหนึ่ง ยงคีอ่านเกมออกจึงสอนเพื่อนว่านี่เป็นแผนของขงเบ้ง จะยุให้เราแตกกัน ขอท่านจงอย่าใส่ใจ จับมือกันไว้ ต้องชนะ ปลดแอกพี่น้องเราจากรัฐบาลเอ๊กจิ๋วได้


วันต่อมา ยงคีจึงชวนโกเตงไปรบกับขงเบ้งอีก คราวนี้ฝ่ายม่านเสียท่า โดนตีแตก ไพร่พลถูกจับเป็นเชลยมากมาย ขงเบ้งจึงถามเหล่าเชลยทั้งหลายว่า ใครเป็นทหารของใคร พอใครบอกว่าเป็นทหารยงคี ขงเบ้งให้ประหารเสียทันที แต่พอใครบอกว่าเป็นทหารโกเตง นอกจากจะไม่ฆ่าทิ้งแล้ว ยังแต่งโต๊ะให้กินจนอิ่มหนำสำราญ

พอเห็นดังนี้ พวกเชลยชุดหลังๆ จึงพร้อมใจกันบอกว่าตนเป็นทหารโกเตงกันทั้งหมดเพื่อเอาตัวรอด เมื่อเหล่าเชลยหลายร้อยกลับไปค่ายจึงบอกต่อๆ กันไป เรื่องนี้ไปเข้าหูโกเตงอย่างรวดเร็ว โกเตงยิ่งสงสัย ส่งทหารไปสอดแนมฟังข่าวในค่ายขงเบ้ง

ปรากฏว่าทหารสอดแนมคนนั้นถูกจับได้ทันควัน ขงเบ้งรู้ทันทีว่าเป็นทหารโกเตง แต่ปากก็แกล้งทำเป็นเข้าใจว่านี่คือทหารยงคี แล้วแสร้งต่อว่าเป็นการใหญ่ว่า

"ยงคีนายเอ็งบอกว่าจะตัดหัวไอ้โกเตงมาให้ข้าในสี่วัน นี่เลยกำหนดมาแล้วยังไม่มาเสียที เอ็งรีบไปบอกนายเอ็งให้ทำตามนัดเสียโดยเร็ว ไม่งั้นข้อตกลงเป็นอันเลิก!!"

ทหารสอดแนมรีบกลับมาเล่าเหตุการณ์ให้โกเตงฟัง ทีนี้โกเตงเชื่อสนิทใจ โกรธแค้นยงคีเป็นอันมาก ว่าสู้อุตส่าห์ทำการด้วยกัน พอเห็นประโยชน์มาล่อกลับหักหลังจะฆ่ากู เขาจึงชวนยงคีมากินโต๊ะเพื่อปรึกษาราชการ แล้วให้งากฟันทหารเอกฆ่าทิ้งเสีย ก่อนจะตัดเอาหัวยงคีไปสวามิภักดิ์ต่อขงเบ้ง

ขงเบ้งเห็นโกเตงหิ้วหัวยงคีมาก็รู้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ "กระดูกชิ้นโต" ยังเหลืออีกหนึ่ง นั่นคือ "จูโพ" กุนซือมังกรหลับจึงต้องเล่นละครต่อไปอีก โดยแกล้งสั่งให้เอาโกเตงไปประหาร !!

โกเตงตกใจมาก อุตส่าห์มาสวามิภักดิ์ เหตุใดจะฆ่าเสีย ขงเบ้งรีบควักจดหมายปลอมที่เตรียมไว้ออกมาให้ดู ในจดหมายนั้นเป็นลายมือของจูโพ ลงชื่อเรียบร้อย เนื้อความในจดหมายมีว่า โกเตงได้ดื่มน้ำสาบานเป็นพี่น้องกันกับยงคี เขาทั้งสองคิดปองร้ายต่อขงเบ้ง

จูกัดเหลียงจึงตะคอกโกเตงว่า "จูโพบอกข้าว่าเอ็งจะฆ่าข้า นี่เอ็งไปตัดเอาหัวยงคีมาหวังจะให้ข้าเชื่อใจ คิดหรือว่าข้าจะหลงกล"

โกเตงเห็นจดหมายปลอมนั้นก็สำคัญว่าจริง จึงตกใจละล่ำละลัก รีบแก้ตัว "บอกว่าจูโพทำดังนี้หวังจะให้ท่านฆ่าข้าเสีย ท่านจงอย่าได้ฟัง" ขงเบ้งเห็นการเป็นไปตามแผน จึงบอกให้โกเตงพิสูจน์ตัวเอง ด้วยการไปตัดหัวจูโพมาอีกคน โกเตงก็รีบรับคำ แล้วขงเบ้งจึงปล่อยไป


พอกลับไปถึง โกเตงรีบตรงไปหาจูโพที่บ้าน แล้วต่อว่าๆ "มึงเขียนจดหมายไปยุให้ขงเบ้งฆ่ากูหรือ?" จูโพยังไม่ทันได้ตอบประการใด งากฟัน ทหารคู่ใจโกเตงก็เอากระบี่จ้วงจูโพถึงแก่ความตาย แล้วโกเตงก็หิ้วหัวจูโพไปมอบต่อขงเบ้งอีกหัวหนึ่ง

ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงปูนบำเหน็จให้โกเตงเป็นการใหญ่ โดยตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเอ๊กจิ๋ว ซึ่งมีอาณาบริเวณครอบคลุมสามเมือง คือเมืองอวดจุ้นที่โกเตงเองครองมาแต่เดิม บวกด้วยเมืองเกียมเหลงและเมืองโคกุ้นของยงคีและจูโพ สองอดีตเพื่อนรักที่ถูกเขาฆ่า ส่วนงากฟันทหารเอกก็ได้เป็นปลัดเมือง สบายแฮ

จึงถือได้ว่าขงเบ้งใช้อุบาย "ทำลายมิตร" ยุให้ข้าศึกหวาดระแวงกัน สำเร็จผลสมดังตั้งใจ โดยเสียไพร่พลไปเพียงน้อยนิด ถือว่าคุ้มแสนคุ้ม

การคิดอุบายแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การปฏิบัตินั้นยากกว่าเยอะ นอกจากจะต้องเล่นละครให้แนบเนียนแล้ว ยังต้อง "ทำใจให้ได้" ที่จะให้หนึ่งในศัตรูตัวฉกาจได้ดิบได้ดี เหมือนที่โกเตงได้รับ

ทำใจยากนะครับ ก็มันเป็นผู้ร่วมก่อการ ความผิดกระทงเดียวกันแท้ๆ กลับไม่ต้องรับโทษอันใด ซ้ำยังได้ประโยชน์อำนาจวาสนา ได้ความดีความชอบตั้งไม่รู้กี่เท่าตัว ต้องถือว่า "ขงเบ้ง" ใจเด็ดจริงๆ ที่กล้าทำเช่นนี้

เป็น "เหลียง คอร์ลิออเน่" ข้อเสนอที่ศัตรูไม่กล้าปฏิเสธอย่างแท้จริง

ใครกำลังสู้รบปรบมือกับใครอยู่ จะลองใช้อุบายนี้ดูก็ได้ แต่จงจำไว้ว่า หนึ่ง ต้อง "แนบเนียน" สอง ต้อง "กล้าให้" ใจต้องเด็ด แม้จะเกลียดศัตรูเพียงไหน ก็ต้องเลือกไว้เป็นมิตรของเราเพียงหนึ่ง จงเลือกคนที่ปัญญาน้อย เชื่อง่าย แล้วใจเราต้องถึงเข้าว่า อย่าติดใจเรื่องเก่า ยอมให้มันได้ดี

ถ้า "เนียน" ได้ที่ "ใจถึง" ได้ใจ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกล ปราบศัตรูสำเร็จราบคาบแน่ครับ


ภาพประกอบจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=moonfleet&month=10-2009&date=06&group=38&gblog=59 และ Palangjit.com

แจ้งให้ทราบ


เรียน ผู้ติดตามทุกท่าน

สำหรับแฟนๆ สามก๊ก ตอนนี้ผมได้ลองเปิดกลุ่มใน facebook ชื่อ "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" ใครสนใจลองเข้าไปแจมกันนะครับ จะหาคำถามสนุกๆ มาประลองกันเรื่อยๆ เผื่อจะได้ติดต่อกันอีกช่องทางหนึ่ง

สำหรับในบล็อกนี้ จะมาอัพเดตบทความใหม่ในอีกไม่กี่วัน อย่าลืมติดตามนะครับ (เผอิญช่วงนี้ปั่นต้นฉบับเล่มใหม่อยู่ เลยห่างหายไปบ้าง ต้องขออำภัย)

ขอบคุณทุกท่านครับ

ชัชวนันท์ สามก๊ก