Monday, April 11, 2011

สิ่งที่หายไป


สมัยเด็กๆ ผมเคยวาดรูปเก่งครับ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงวาดรูปได้ดี รู้แต่ว่ามันติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร จะบอกว่า "ตั้งแต่เกิด" ก็พอจะพูดได้อยู่

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมวาดรูปเป็นการบ้านไปส่ง "ครูแดง" ครูสอนศิลปะประจำโรงเรียนประถมที่ผมเรียนอยู่ ครูแดงเห็นแล้วถามทันทีว่า "ให้ใครวาดให้หรือเปล่า" นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมแอบภูมิใจ และเก็บเอาไว้ในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ บางที ครูบางคนยังเอาภาพวาดของผมไปอวดเพื่อนๆ หน้าชั้น แล้ว(บังคับ)ให้เพื่อนๆ ปรบมือให้ผม นอกจากนี้ เวลาโรงเรียนมีกิจกรรมอะไรเกี่ยวกับการวาดภาพ ผมมักเป็นตัวเลือกแรกๆ ของทางโรงเรียนเสมอ

โม้มาขนาดนี้ ท่านว่าทุกวันนี้ฝีมือวาดภาพของผมจะ "เทพ" ขนาดไหนครับ?

คำตอบก็คือ ..ทุกวันนี้ผมวาดภาพไม่เป็นแล้ว!!

ที่ว่าวาดไม่เป็นนี้ คือไม่ใช่วาดไม่ได้เอาเสียเลย แต่มันไม่เหลือวี่แววของคนที่สมัยเด็กๆ ใครๆ ก็ชมว่า "วาดรูปเก่ง" แม้แต่น้อย

สงสัยไหมครับว่า...มันเป็นไปได้อย่างไร?

คำตอบก็คือ ผมถูกสอนจากครอบครัวเสมอว่า การยึดการวาดภาพเป็นอาชีพจะทำให้ "จน" การเป็น "ศิลปิน" นั้น ต้อง "ไส้แห้ง" ตอนนั้นผมเองยังเด็ก พ่อพูดอะไรก็เชื่อ เลยไม่ได้คิดจะฝึกฝนหรือพัฒนาเพิ่มเติม จะเรียกว่า "เลิกวาดรูปถาวร" ก็พอได้อยู่

ทีนี้ เวลาผ่านมาหลายสิบปี ผมเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ พอคิดจะวาดรูปขึ้นมาทีไร มันก็เลยติดๆ ขัดๆ ไม่ได้อย่างใจ งานที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยในสมัยเด็ก มันไม่ใช่เรื่องขนมอีกต่อไปแล้ว

มันน่าหงุดหงิดมากนะครับ อะไรที่เคยทำได้ดีมากๆ แต่วันนี้ทำไม่ได้แล้ว เหมือนนักดนตรีที่ลืมโน้ตเพลงโปรดของตัวเองยังไงยังงั้น

แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะกำลังสอนหนังสือในชั้นเรียนที่เอแบค ผมเอาชอล์กมาวาดรูปบนกระดานเพื่อประกอบการอธิบาย มีลูกศิษย์คนหนึ่งทักขึ้นมาว่า "อาจารย์ท่าทางจะวาดภาพเก่งนะคะ" พอได้ยินคำชมนี้เข้า ผมก็สะท้อนใจขึ่้นมาทันที

ไม่สะท้อนใจได้ไงครับ ก็สมัยเด็กๆ ผมเคยเก่งมาก่อน แต่วันนี้แทบไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ผมเลยถามน้องลูกศิษย์คนนั้นว่า ที่ว่าผมเก่งนั้น เก่งตรงไหน ในเมื่อภาพที่วาดก็มั่วๆ ซั่วๆ วาดเพียงให้พอเข้าใจว่าเป็นรูปอะไรเท่านั้น

คำตอบที่ได้จากน้องเขาก็คือ ดูจากการขยับไม้ขยับมือ วาดเส้นวาดสาย ผมดูมีความมั่นใจ เหมือนกับ "คนวาดรูปเก่ง" คนหนึ่ง

พอได้ยินอย่างนี้ ผมเลยตระหนักได้ว่า บางสิ่งบางอย่างมันยังอยู่ในตัวเรานะ มันไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียงแต่หลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง เราอาจจะปล่อยให้มันนอนแน่นิ่งอยู่นานเกินไป จนลืมไปแล้วว่ายังมีมันอยู่

มันไม่ได้ "ตาย" ไม่ได้ "สูญหาย" แค่หลับสนิทอยู่เท่านั้นเอง

เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญอันหนึ่งในชีวิตของผม การมี "พรสวรรค์" แต่ไม่รู้จัก "แสวงหา" ปล่อยปละละเลย หรือถูกสร้างทัศนคติในทางลบฝังไว้ในหัว ไม่ว่าจะเก่งอย่างไร "อาวุธ" ที่พระเจ้าให้มา ก็สามารถที่จะถูก "ปลด" ลงได้ทั้งนั้น

ใครมีลูกแล้ว ผมว่า .. ทางที่ดี ควรสนับสนุนในทางที่เขาถนัดให้เต็มที่ ถ้าลูกชอบเล่นดนตรีก็ให้เขาเล่นไปเถิด อย่ากลัวว่าโตขึ้นเป็นนักดนตรีแล้วจะเอาแต่ใช้ชีวิตกลางคืนจนเสียคนไป

บางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้ครับ การกลัวล่วงหน้ามากไป อาจจะไป "ปิดโอกาส" ในการที่พรสวรรค์บางอย่างของเขาจะแสดงตัวออกมาให้โลกได้เห็น น่าเสียดายนะครับ (แม้ว่า "ความกลัว" หรือ "ความเป็นห่วง" นั้นจะก่อเกิดขึ้นมาจากความหวังดี ของพ่อแม่ เหมือนที่พ่อของผมห่วงผมก็ตาม)

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า "ฟ้า" ให้บางสิ่งบางอย่างกับพวกเราทุกคนมา คุณจะเอามันมาใช้หาเลี้ยงชีพหรือไม่ก็ตามแต่ แต่อย่ายอมให้มันนอนแน่นิ่งไร้ประโยชน์

จง "หามันให้เจอ" ถ้ามันหลับอยู่ก็ "ปลุกมันขึ้นมา" แล้วทำอะไรสักอย่างกับ "ของขวัญชิ้นพิเศษ" อันนี้ ชีวิตจะสนุกขึ้นอีกเยอะเลยครับ!!

No comments:

Post a Comment

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ